18 ก.ย. เวลา 03:04 • สิ่งแวดล้อม

บทบาทกรมควบคุมมลพิษในการป้องกันและจัดการน้ำมันรั่วไหล

ตามแผนป้องกันและขจัดมลพิษทางน้ำเนื่องจากน้ำมันแห่งชาติ (ลงวันที่ 6 สิงหาคม 2545) ได้ระบุบทบาท หน้าที่ และความรับผิดชอบเฉพาะของ กรมควบคุมมลพิษ ในฐานะหน่วยงานที่มีส่วนร่วมสำคัญในการจัดการอุบัติภัยน้ำมันรั่วไหลในระดับชาติ ซึ่งภายใต้โครงสร้างองค์กรการป้องกันและขจัดมลพิษทางน้ำเนื่องจากน้ำมัน
กรมควบคุมมลพิษถูกจัดให้อยู่ในกลุ่ม “หน่วยสนับสนุน” ซึ่งมีหน้าที่หลักในการสนับสนุนด้านวิชาการ อุปกรณ์ ยานพาหนะ และกำลังคน ตามการร้องขอของศูนย์ควบคุมการปฏิบัติการหรือศูนย์ประสานงาน เพื่อให้การขจัดคราบน้ำมันเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ โดยมีหน้าที่ความรับผิดชอบเฉพาะด้านที่ต้องดำเนินการเมื่อเกิดเหตุการณ์น้ำมันรั่วไหล ดังนี้:
1. การพยากรณ์การเคลื่อนตัวของน้ำมัน: สนับสนุนข้อมูลการคาดการณ์แนวทางการเคลื่อนตัวของคราบน้ำมัน โดยการใช้แบบจำลองทางคณิตศาสตร์ เพื่อช่วยในการวางแผนยุทธวิธีขจัดคราบน้ำมัน ซึ่งเมื่อได้รับการประสานจากกรมเจ้าท่าให้จัดทำแบบจำลองเพื่อคาดการณ์ทิศทางคราบน้ำมัน (OILMAP) ประเมินและคาดการณ์ทิศทาง รวมถึงระยะทางการเคลื่อนตัวของคราบน้ำมันลอยผิวทะเล
กรมควบคุมมลพิษก็จะเร่งดำเนินการ และจะมีการวางแผนในการคาดการณ์เป็นประจำทุกวันอย่างต่อเนื่อง ตั้งแต่เกิดเหตุจนถึงเหตุรั่วไหล และคราบน้ำมันถูกจัดการเรียบร้อยแล้ว เพื่อส่งข้อมูลให้ศูนย์บัญชาการ ตัวอย่างดังแสดงในรูปที่ 1
รูปที่ 1 ผลการคาดการณ์ทิศทางคราบน้ำมันด้วยแบบจำลองคณิตศาสตร์ (OILMAP)
2.ข้อมูลทรัพยากรชายฝั่ง: ให้ข้อมูลเกี่ยวกับทรัพยากรชายฝั่งทะเลที่ได้รับผลกระทบ เพื่อประเมิน ความอ่อนไหวของพื้นที่และความเสียหาย โดยกรมควบคุมมลพิษจะสนับสนุนข้อมูลดังกล่าวในเบื้องต้น และจะมีการวางแผนเก็บตัวอย่างสิ่งแวดล้อมในพื้นที่ที่คาดว่าจะได้รับผลกระทบเพื่อใช้เป็นข้อมูลก่อนการเกิดเหตุ และจะมีการเก็บข้อมูลเป็นระยะ เพื่อประกอบการประเมินความเสียหาย และใช้เป็นข้อมูลในการบ่งชี้ผลการฟื้นฟูสภาพแวดล้อมหลังการเกิดเหตุต่อไป
โดยข้อมูลที่กรมควบคุมมลพิษดำเนินการเก็บตัวอย่าง คือ น้ำทะเล และตะกอนดินในทะเล โดยมีพารามิเตอร์ที่เกี่ยวข้อง ได้แก่ พารามิเตอร์พื้นฐาน (ออกซิเจนละลาย ความเป็นกรด - ด่าง ความเค็ม การนำไฟฟ้า อุณหภูมิ) ปิโตรเลียมไฮโดรคาร์บอน โพลีไซคลิกอะโรมาติกไฮโดรคาร์บอน โลหะหนัก (แคดเมียม ตะกั่ว ทองแดง เหล็ก โครเมียมรวม นิกเกล วาเนเดียม สารหนู ปรอท)
3.การตรวจสอบแหล่งที่มา: ให้ข้อมูลสำคัญเพื่อใช้ในการตรวจสอบและระบุแหล่งที่มาของน้ำมัน ที่รั่วไหลลงสู่แหล่งทะเล กรมควบคุมมลพิษ ร่วมกับเจ้าหน้าที่นิติวิทยาศาสตร์ ศรชล. หรือเจ้าหน้าที่จากหน่วยงานที่เกี่ยวข้องลงพื้นที่เก็บตัวอย่างคราบน้ำมันจากผิวน้ำและก้อนน้ำมันดิน (Tar balls) บริเวณชายฝั่ง และในน้ำทะเล เพื่อดำเนินการวิเคราะห์ลายนิ้วมือน้ำมัน (Oil Fingerprint)
เพื่อใช้เป็นฐานข้อมูลทางนิติวิทยาศาสตร์ยืนยันแหล่งที่มาของน้ำมัน และใช้เป็นหลักฐานสำคัญในการเรียกร้องค่าเสียหายทางกฎหมายจากบริษัทประกันภัย และเจ้าของเรือ ดังรูปที่ 2
รูปที่ 2 การวิเคราะห์ลายนิ้วมือน้ำมัน
4.การกำกับการใช้สารเคมี: มีหน้าที่ดูแลและกำกับดูแลการใช้สารเคมีขจัดคราบน้ำมัน (Dispersants) ให้เป็นไปตามเงื่อนไขที่กำหนด เพื่อป้องกันผลกระทบต่อเนื่องต่อระบบนิเวศ โดยได้ให้คำแนะนำแก่ทีมปฏิบัติการขจัดคราบน้ำมันในการใช้สารสารเคมีขจัดคราบน้ำมันให้ใช้อย่างถูกต้องในอัตราส่วน 1:10 ของปริมาณน้ำมัน ที่ต้องการขจัด
นอกจากนี้ กรมควบคุมมลพิษ ได้เน้นย้ำให้ระวังการใช้สารเกินความจำเป็น (OVER DOSE) และให้ประเมินการใช้ให้เหมาะสมกับความหนาของฟิล์มน้ำมัน เพื่อป้องกันผลกระทบซ้ำซ้อนต่อระบบนิเวศทางทะเล ซึ่งข้อมูลปรากฏตามเว็บไซต์ของกรมควบคุมมลพิษ
5.การวางแผนฟื้นฟู: จัดทำแผนฟื้นฟูสภาพแวดล้อมภายหลังเกิดเหตุมลพิษจากน้ำมัน ทั้งนี้ ในปัจจุบันกรมทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง จะเป็นหน่วยงานหลักในการรวบรวมและจัดทำแผนฟื้นฟูสภาพแวดล้อมภายหลังเกิดเหตุมลพิษจากน้ำมัน อย่างไรก็ตามกรมควบคุมมลพิษจะมีการเสนอแผนในการติดตามตรวจสอบสิ่งแวดล้อมหลังเกิดเหตุอย่างน้อย 1 – 3 ปี ขึ้นกับความรุนแรงของผลกระทบที่เกิดขึ้นเพื่อเป็นข้อมูลที่เผยแพร่ต่อประชาชน และประกอบกับการเรียกร้องเสียหายเพิ่มเติมในกรณีที่พบความเสียหายในภายหลัง
6.การสนับสนุนด้านกฎหมาย: ให้ข้อมูลที่เป็นประโยชน์ต่อการดำเนินคดีกับผู้ก่อให้เกิดมลพิษจากน้ำมัน โดยกรมควบคุมมลพิษมีบทบาทสำคัญดังนี้:
6.1การให้ความเห็นทางวิชาการ: ให้ข้อเสนอแนะและความเห็นทางวิชาการแก่หน่วยงานราชการ ที่มีหน้าที่ดูแลรักษาทรัพยากรธรรมชาติ หรือหน่วยงานที่เสียค่าใช้จ่ายในการขจัดมลพิษ
ในกรณีที่จำเป็น กรมควบคุมมลพิษสามารถจัดทำและเผยแพร่ประกาศ หรืออินโฟกราฟฟิกให้ความรู้ หรือคำเตือนที่เกี่ยวข้อง เช่น “ประกาศคำแนะนำสำหรับประชาชนกรณีพบเห็นตู้คอนเทนเนอร์ที่บรรจุสารอันตราย” เพื่อสร้างความเข้าใจและระมัดระวังอันตรายจากสารเคมี หรือน้ำมัน หากมีตู้สินค้าจากเรือที่อับปางถูกพัดเข้าสู่ชายฝั่ง เป็นต้น
6.2การเรียกร้องค่าเสียหาย: ข้อมูลจากกรมควบคุมมลพิษจะถูกนำไปใช้ประโยชน์ในการเรียกร้องค่าเสียหายที่เกิดขึ้นต่อสิ่งแวดล้อม จากผู้ที่ก่อให้เกิดมลพิษ ทั้งนี้ สำหรับค่าดำเนินการที่เกิดขึ้นในแต่ละกรณี กรมควบคุมมลพิษ จะรวมรวมค่าเสียค่าที่เกิดจากการปฏิบัติงานในกรณีดังกล่าวโดยเป็นค่าการคาดการณ์ทิศทางคราบน้ำมันด้วยแบบจำลองคณิตศาสตร์ (OILMAP) การวิเคราะห์ลายนิ้วมือน้ำมัน (Oil Fingerprint) การเก็บและวิเคราะห์ตัวอย่างน้ำทะเล และตะกอนดินในทะเล
เพื่อแจ้งให้กับทางกรมเจ้าท่าทำการรวบรวมเพื่อเรียกร้องค่าเสียหายจากผู้ก่อให้เกิดมลพิษต่อไป
ในฐานะหน่วยสนับสนุน กรมควบคุมมลพิษต้องพร้อมปฏิบัติการตามการร้องขอจาก ศูนย์ควบคุม การปฏิบัติการ (ซึ่งดำเนินการโดยกรมเจ้าท่า หรือ ศูนย์อำนวยการรักษาผลประโยชน์ของชาติทางทะเล (ศรชล.) หรือ กองทัพเรือ แล้วแต่กรณี) เพื่อสนับสนุนกำลังพล ผู้เชี่ยวชาญ และเครื่องมือที่จำเป็นในการปฏิบัติงานให้บรรลุวัตถุประสงค์ของแผนระดับชาติในการลดผลกระทบต่อสภาพแวดล้อมและทรัพยากรธรรมชาติให้น้อยที่สุด
การดำเนินงานดังกล่าวสะท้อนให้เห็นถึงบทบาทของกรมควบคุมมลพิษในการเป็นหน่วยงานหลักด้านวิชาการและการเฝ้าระวังสิ่งแวดล้อม ที่สนับสนุนการบริหารจัดการเหตุการณ์น้ำมันรั่วไหลอย่างเป็นระบบ มีประสิทธิภาพ และเป็นไปตามหลักวิชาการ อันนำไปสู่การคุ้มครองทรัพยากรทางทะเล การฟื้นฟูสภาพแวดล้อม และการสร้างหลักประกันให้ผู้ก่อมลพิษต้องรับผิดชอบต่อความเสียหายที่เกิดขึ้นตามหลักผู้ก่อมลพิษเป็นผู้จ่าย (Polluter Pays Principle) เพื่อรักษาความสมบูรณ์ของทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่งของประเทศอย่างยั่งยืน
โฆษณา