Blockdit Logo
Blockdit Logo (Mobile)
สำรวจ
ลงทุน
คำถาม
เข้าสู่ระบบ
มีบัญชีอยู่แล้ว?
เข้าสู่ระบบ
หรือ
ลงทะเบียน
กรมควบคุมมลพิษ
•
ติดตาม
18 ก.ย. เวลา 03:46 • สิ่งแวดล้อม
สถานการณ์คุณภาพน้ำทะเลชายฝั่งของประเทศไทย
กรมควบคุมมลพิษได้ดำเนินการติดตามตรวจสอบคุณภาพน้ำทะเลชายฝั่งทั่วประเทศ ครอบคลุมพื้นที่ 21 จังหวัด โดยเก็บตัวอย่างจำนวน 2 ครั้งต่อปี ได้แก่ ครั้งที่ 1 ช่วงเดือนกุมภาพันธ์–มีนาคม (ช่วงฤดูแล้ง) และครั้งที่ 2 ช่วงเดือนมิถุนายน–กรกฎาคม (ช่วงฤดูฝน)
จากการติดตามตรวจสอบคุณภาพน้ำทะเลชายฝั่งในช่วง 10 ปีที่ผ่านมา ตั้งแต่ปี พ.ศ. 2559–2568 และใช้ดัชนีคุณภาพน้ำทะเล (MWQI) ในการประเมินสถานการณ์คุณภาพน้ำทะเล พบว่า คุณภาพน้ำทะเลส่วนใหญ่อยู่ในเกณฑ์ดีและพอใช้ โดยพื้นที่ทะเลชายฝั่งอันดามัน มีคุณภาพน้ำทะเลโดยรวมดีที่สุด รองลงมาคือ พื้นที่อ่าวไทยฝั่งตะวันตก อ่าวไทยฝั่งตะวันออก และอ่าวไทยตอนใน ตามลำดับ
โดยมีสัดส่วนของระดับดัชนีคุณภาพน้ำทะเลที่สามารถนำมาใช้ประโยชน์ได้ (ดีมาก–พอใช้) ยังคงอยู่ในระดับมากกว่าร้อยละ 90 อย่างต่อเนื่องตั้งแต่ปี 2559 โดยจุดที่มีระดับคุณภาพน้ำทะเลเสื่อมโทรมมาก อยู่ในพื้นที่อ่าวไทยตอนใน บริเวณปากแม่น้ำเจ้าพระยา โรงงานฟอกย้อม กม. 35 ปากคลอง 12 ธันวา จังหวัดสมุทรปราการ และแหลมฉบังตอนใต้ จังหวัดชลบุรี อย่างไรก็ตาม พบว่าตั้งแต่ปี 2565 ถึงปัจจุบัน ดัชนีคุณภาพน้ำทะเลที่อยู่ในเกณฑ์ดีมีแนวโน้มลดลง
รูปที่ 1 สถานการณ์คุณภาพน้ำทะเลชายฝั่งในช่วง 10 ปี (ปี 2559 – 2568) ตามดัชนีคุณภาพน้ำทะเล
ทั้งนี้ เมื่อนำผลการตรวจวัดคุณภาพน้ำทะเลมาเปรียบเทียบกับมาตรฐานคุณภาพน้ำทะเลในรายพารามิเตอร์ พบว่า พารามิเตอร์กลุ่มสารอาหารและกลุ่มแบคทีเรียมีค่าเกินค่ามาตรฐานฯ ในเกือบทุกพื้นที่ ซึ่งสอดคล้องกับผลการติดตามตรวจสอบคุณภาพน้ำของแหล่งน้ำผิวดินในจุดก่อนที่ไหลลงสู่ทะเล และอาจส่งผลให้เกิดปรากฏการณ์น้ำทะเลเปลี่ยนสีได้ในสภาวะที่เหมาะสม โดยสาเหตุของปัญหากลุ่มสารอาหารและกลุ่มแบคทีเรียที่มีค่าเกินเกณฑ์มาตรฐาน มีแหล่งที่มาจากน้ำทิ้งและกิจกรรมของมนุษย์บนฝั่ง โดยแยกแหล่งที่มาได้ดังนี้
1. น้ำทิ้งจากชุมชนและสถานประกอบการ เช่น น้ำเสียจากห้องน้ำ ครัวเรือน โรงแรม และร้านอาหารที่อยู่บริเวณชายฝั่งทะเลที่ระบบบำบัดไม่ได้มาตรฐาน หรือมีการระบายลงท่อระบายน้ำสาธารณะโดยตรง
2. น้ำทิ้งจากภาคอุตสาหกรรม การลักลอบปล่อยน้ำเสีย หรือน้ำที่ผ่านการบำบัดที่ไม่ได้มาตรฐานจากโรงงานบางประเภท เช่น โรงงานผลิตปุ๋ย โรงงานแปรรูปอาหารทะเล โรงงานฟอกย้อม เป็นต้น
3. น้ำทิ้งจากภาคเกษตรกรรมและปศุสัตว์ เช่น ปุ๋ยเคมีที่มีค่าไนโตรเจนและฟอสฟอรัสสูงที่น้ำไหลชะจากแปลงเกษตรในช่วงฝนตก รวมถึงน้ำเสียจากบ่อเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำบริเวณชายฝั่ง
4. การชะล้างพังทลายของหน้าดินและขยะ เช่น เศษอาหาร ขยะอินทรีย์ และปุ๋ยอินทรีย์ในดินถูกน้ำฝนชะล้างไหลลงสู่แม่น้ำสายหลักก่อนจะไหลรวมกันลงสู่ทะเล
แนวทางการเฝ้าระวัง
1. ควรเพิ่มความถี่ในการติดตามตรวจสอบคุณภาพน้ำทะเลในช่วงต้นฤดูฝน เนื่องจากฝนแรกจะชะล้างมลพิษลงสู่ทะเลมากที่สุด รวมถึงในช่วงฤดูท่องเที่ยว เนื่องจากเป็นช่วงที่มีปริมาณน้ำเสียจากชุมชนเพิ่มสูงขึ้น
2. ระบบติดตามด้วยภาพถ่ายดาวเทียม เป็นการใช้เทคโนโลยีตรวจจับสีของน้ำทะเลจากภาพถ่ายดาวเทียม เพื่อเฝ้าระวังการเกิดปรากฏการณ์น้ำทะเลเปลี่ยนสีล่วงหน้า
มาตรการในการแก้ไขปัญหา
1) มาตรการเร่งด่วน
1.1 การจัดการพื้นที่เพาะเลี้ยงสัตว์น้ำชายฝั่ง หากเริ่มพบการเกิดแพลงก์ตอนบลูม หรือน้ำทะเลเปลี่ยนสี ต้องแจ้งเกษตรกรผู้เลี้ยงหอยหรือปลาในกระชังให้รีบจับขาย หรือย้ายตำแหน่ง เพื่อลดความสูญเสียจากภาวะน้ำขาดออกซิเจน
1.2 การบังคับใช้กฎหมายน้ำทิ้งอย่างเข้มงวด โดยตรวจสอบระบบบำบัดน้ำเสียของโรงแรม ร้านอาหาร และโรงงานบริเวณชายฝั่งทะเลแบบปูพรม หากพบการปล่อยน้ำเสียโดยไม่ผ่านการบำบัด ให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องสั่งปรับและพักใบอนุญาตทันที
2) มาตรการระยะยาว
2.1 โครงสร้างพื้นฐานเมือง
- ลงทุนก่อสร้างและขยายระบบบำบัดน้ำเสียรวมของพื้นที่ชายฝั่งทะเล เพื่อรองรับปริมาณประชากรและนักท่องเที่ยวได้ 100 เปอร์เซ็นต์
- บังคับให้อาคารพาณิชย์และบ้านเรือนติดตั้งถังดักไขมันและระบบบำบัดขั้นต้นก่อนปล่อยน้ำเสียลงสู่ท่อสาธารณะ
2.2 การจัดการภาคอุตสาหกรรม
- ผลักดันการใช้ระบบ Zero Liquid Discharge (ZLD) โดยส่งเสริมให้โรงงานอุตสาหกรรมใช้เทคโนโลยีขั้นสูง เช่น การระเหยแห้งและการตกผลึก เพื่อแยกน้ำสะอาดกลับเข้าสู่โรงงานและเปลี่ยนของเสียให้ออกมาเป็นกากของแข็งเพื่อนำไปใช้ประโยชน์หรือเพิ่มมูลค่าต่อได้โดยไม่มีการระบายน้ำเสียออกนอกโรงงาน
2.3 การจัดการภาคเกษตร
- ส่งเสริมให้เกษตรกรลดการใช้ปุ๋ยเคมีเกินความจำเป็นในพื้นที่ต้นน้ำ
- ควบคุมและพัฒนาระบบหมุนเวียนน้ำเสียในฟาร์มปศุสัตว์และบ่อเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำ ห้ามปล่อยน้ำทิ้งลงสู่แหล่งน้ำธรรมชาติโดยเด็ดขาด
2.4 ธรรมชาติช่วยธรรมชาติ
- ฟื้นฟูป่าชายเลนและพื้นที่ชุ่มน้ำชายฝั่ง เนื่องจากรากของไม้ป่าชายเลนทำหน้าที่เป็นตัวกรองตามธรรมชาติ ช่วยดูดซับไนโตรเจนและฟอสฟอรัส รวมถึงดักจับตะกอนปนเปื้อนแบคทีเรียก่อนที่น้ำจะไหลลงสู่ทะเล
รูปที่ 2 การลงพื้นที่ติดตามตรวจสอบคุณภาพน้ำทะเล
บันทึก
1
1
โฆษณา
ดาวน์โหลดแอปพลิเคชัน
© 2026 Blockdit
เกี่ยวกับ
ช่วยเหลือ
คำถามที่พบบ่อย
นโยบายการโฆษณาและบูสต์โพสต์
นโยบายความเป็นส่วนตัว
แนวทางการใช้แบรนด์ Blockdit
Blockdit เพื่อธุรกิจ
ไทย