•
18 ก.ย. เวลา 08:54 • นิยาย เรื่องสั้น

โมเสสเป็นใครมารู้จักกัน

โมเสส (Moses) คือหนึ่งในบุคคลสำคัญที่สุดในประวัติศาสตร์ของศาสนาอับราฮัม (ยูดาห์, คริสต์ และอิสลาม) เขาเป็นผู้ปลดปล่อยชนชาติตระกูลอิสราเอลจากการเป็นทาสในอียิปต์ เป็นผู้นำทางศาสนา ผู้ออกกฎหมาย และผู้รับ บัญญัติสิบประการ (Ten Commandments) จากพระเจ้า
เรื่องราวของโมเสสเต็มไปด้วยมิติทางประวัติศาสตร์ วรรณกรรม และศรัทธา สามารถเรียบเรียงลำดับเหตุการณ์สำคัญในชีวิตของเขาได้ดังนี้
​1. กำเนิดและการรอดชีวิตอย่างปาฏิหาริย์
​เรื่องราวเริ่มต้นขึ้นในยุคที่ชาวฮีบรู (ชาวอิสราเอล) อาศัยอยู่ในอียิปต์และประชากรขยายตัวอย่างรวดเร็ว ฟาโรห์องค์ใหม่แห่งอียิปต์เกรงว่าชาวฮีบรูจะซ่องสุมกำลังและก่อการกบฏ จึงสั่งลดฐานะพวกเขาให้กลายเป็นทาส และออกคำสั่งเด็ดขาดให้สังหารเด็กผู้ชายชาวฮีบรูทุกคนที่เพิ่งเกิดโดยการโยนลงแม่น้ำไนล์
​โยเคเบด (Jochebed) มารดาของโมเสส ได้แอบซ่อนทารกน้อยไว้เป็นเวลาสามเดือน เมื่อไม่สามารถซ่อนได้อีกต่อไป นางจึงนำทารกใส่ในตะกร้าสานที่ทาชันกันน้ำ แล้วนำไปลอยไว้ในพงหญ้าข้างแม่น้ำไนล์ โดยมี มิเรียม (Miriam) พี่สาวคอยซุ่มดูอยู่ หัตถ์แห่งโชคชะตาทำงานเมื่อพระธิดาของฟาโรห์ลงมาระเริงน้ำและพบตะกร้าดังกล่าว พระนางทรงสงสารจึงรับทารกนั้นไว้เป็นบุตรบุญธรรม และตั้งชื่อว่า "โมเสส" (แปลว่า "ดึงออกมาจากน้ำ") โมเสสจึงเติบโตขึ้นในราชสำนักอียิปต์ ได้รับการศึกษาและชีวิตอย่างเจ้าชาย
​2. การหลบหนีสู่มีเดียนและการทรงเรียก
​แม้จะเติบโตในราชสำนัก แต่โมเสสรู้ดีถึงชาติตระกูลของตน วันหนึ่งเมื่อเขายืนระยะมองดูการใช้แรงงานทาส เขาเห็นคนอียิปต์กำลังโบยตีชาวฮีบรูด้วยความโหดร้าย ด้วยความโกรธ โมเสสจึงพลั้งมือสังหารคนอียิปต์ผู้นั้นแล้วหมกทรายไว้ เมื่อเรื่องรู้ถึงหูฟาโรห์ โมเสสจำเป็นต้องเลี่ยงภัยย้ายหนีไปไกลถึงดินแดนมีเดียน (Midian)
​ที่เมืองมีเดียน โมเสสเริ่มต้นชีวิตใหม่ด้วยการเป็นคนเลี้ยงแกะให้กับเยโธร (Jethro) ปุโรหิตแห่งมีเดียน และได้แต่งงานกับซิปโปราห์ (Zipporah) ลูกสาวของเยโธร โมเสสใช้ชีวิตสงบสุขในฐานะคนเลี้ยงแกะเป็นเวลาถึง 40 ปี
​จนกระทั่งวันหนึ่ง ขณะนำฝูงแกะไปถึงภูเขาโฮเรบ (หรือภูเขาซีนาย) โมเสสได้พบกับเหตุการณ์อัศจรรย์ พุ่มไม้ไฟที่ลุกโชนแต่ไม่ไหม้พลาย พระเจ้าทรงตรัสกับโมเสสจากพุ่มไม้นั้น โดยเผยพระนามว่า "เราเป็นซึ่งเราเป็น" (I Am Who I Am) และมอบหมายภารกิจอันยิ่งใหญ่ให้เขา: กลับไปยังอียิปต์เพื่อนำชาวอิสราเอลออกจากพันธนาการทาส ไปสู่ดินแดนแห่งพันธสัญญา (คานาอัน)
​3. การเผชิญหน้าฟาโรห์และภัยพิบัติทั้ง 10 ประการ
​โมเสสเดินทางกลับอียิปต์พร้อมกับ อาโรน (Aaron) พี่ชายผู้ทำหน้าที่เป็นโฆษก ทั้งสองเข้าพบฟาโรห์และเรียกร้องให้ปล่อยชนชาติอิสราเอล แต่ฟาโรห์ทรงปฏิเสธและยิ่งเพิ่มภาระงานทาสให้หนักขึ้น พระเจ้าจึงทรงส่ง ภัยพิบัติ 10 ประการ (Ten Plagues) มาลงโทษอียิปต์เพื่อแสดงพระอำนาจ:
​ภัยพิบัติที่ 1–9: น้ำกลายเป็นเลือด, กบ, ริ้น, เหลือบ, โรคระบาดในสัตว์เลี้ยง, ฝีพุพอง, หิมะตกหนักพร้อมไฟ, ตั๊กแตน และความมืดมนทั่วอียิปต์เป็นเวลา 3 วัน
​ภัยพิบัติที่ 10 (การประหารบุตรหัวปี): ทูตสวรรค์เดินทางผ่านอียิปต์เพื่อสังหารบุตรคนโตของทุกครอบครัว รวมถึงพระโอรสของฟาโรห์ ชาวอิสราเอลรอดพ้นได้ด้วยการนำเลือดลูกแกะมาทาไว้ที่กรอบประตูบ้าน เหตุการณ์นี้กลายเป็นจุดเริ่มต้นของ เทศกาลปัสกา (Passover)
​ความสูญเสียครั้งใหญ่ทำให้ฟาโรห์ยินยอมปล่อยชาวอิสราเอลออกไปในที่สุด
4. การข้ามทะเลแดงและการเดินทางในทะเลทราย
​เมื่อชาวอิสราเอลเดินทางออกไป ฟาโรห์ทรงเปลี่ยนพระทัยและนำกองทัพรถศึกออกติดตามเพื่อกวาดล้าง ชาวอิสราเอลถูกตกอยู่ในมุมอับ ด้านหน้าคือทะเลแดง ด้านหลังคือกองทัพอียิปต์ โมเสสได้ยื่นไม้เท้าออกไปตามคำสั่งพระเจ้า เกิดลมทิศตะวันออกพัดกลิ้งน้ำทะเลแยกออกจากกันจนกลายเป็นกำแพงน้ำสองฝั่ง ชาวอิสราเอลเดินข้ามไปบนดินแห้งได้อย่างปลอดภัย เมื่อกองทัพอียิปต์ควบรถศึกตามลงไป น้ำทะเลก็พัดกลับคืนสู่สภาพเดิม กลืนกินกองทัพอียิปต์ทั้งหมด
​ภายหลังชัยชนะ โมเสสนำประชากรเดินทางผ่านทะเลทรายไซนาย แต่ชาวอิสราเอลเริ่มบ่นเพลี่ยงพล้ำเกี่ยวกับอาหารและน้ำ พระเจ้าทรงประทาน มานา (Manna) อาหารจากฟ้า และ นกคุ่ม รวมทั้งปาฏิหาริย์ที่โมเสสใช้ไม้เท้าตีหินจนน้ำไหลออกมาเพื่อดับความหิวโหยของประชากร
ประทานพระโอวาทและบัญญัติสิบประการ
ภูเขาซีนาย
โมเสสเดินทางขึ้นไปบนภูเขาซีนายเป็นเวลา 40 วัน 40 คืน เพื่อรับแผ่นหินจารึกกฎหมายและข้อปฏิบัติต่างๆ รวมถึง "บัญญัติสิบประการ" ซึ่งกลายเป็นบรรทัดฐานศีลธรรมสำคัญของโลก
เหตุการณ์ลูกวัวทองคำ
ระหว่างโมเสสไม่อยู่
ชาวอิสราเอลเริ่มละเลยและสร้าง "ลูกวัวทองคำ" ขึ้นมาเคารพบูชา โมเสสกลับลงมาจากภูเขาด้วยความโกรธจนทำลายแผ่นหินจารึกเดิม และสั่งทำลาย idol นั้น ก่อนจะขึ้นไปรับแผ่นหินจารึกชุดใหม่อีกครั้ง
การเร่ร่อน 40 ปีในทะเลทราย
ถิ่นทุรกันดาร
เนื่องจากชาวอิสราเอลขาดความเชื่อมั่นและหวาดกลัวเมื่อส่งผู้สอดแนมเข้าไปในดินแดนคานาอัน พระเจ้าจึงลงโทษให้คนรุ่นนั้นต้องเร่ร่อนในทะเลทรายเป็นเวลา 40 ปี จนกว่าคนรุ่นเก่าจะหมดสิ้นไป
5. วาระสุดท้ายและการส่งต่อมรดกความคิด
​ตลอดเวลา 40 ปีในถิ่นทุรกันดาร โมเสสรับบทบาททั้งผู้ปกครอง ผู้พิพากษา และศาสดาที่นำทางชนชาติที่เต็มไปด้วยการบ่นพึมพำ ตัวโมเสสเองได้กระทำความผิดพลาดหนึ่งครั้งเมื่อเขาใช้ไม้เท้าตีหินสองครั้งด้วยความโกรธแทนที่จะพูดกับหินตามที่พระเจ้าสั่ง เหตุนี้พระเจ้าจึงไม่อนุญาตให้โมเสสเดินทางเข้าไปในดินแดนพันธสัญญา
​เมื่อการเดินทางมาถึงขอบแผ่นดินคานาอัน โมเสสแต่งตั้ง โยชูวา (Joshua) ให้เป็นผู้นำคนใหม่แทนเขา จากนั้นโมเสสขึ้นไปบนยอดเขาเนโบ (Mount Nebo) เพื่อมองดูดินแดนแห่งพันธสัญญาจากระยะไกล และสิ้นชีวิตลงที่นั่นด้วยวัย 120 ปี โดยไม่มีใครพบสถานที่ฝังศพของเขา
​มรดกและอิทธิพลทางประวัติศาสตร์
​บทบาทของโมเสสไม่ได้หยุดอยู่เพียงแค่บุคคลในประวัติศาสตร์ศาสนา แต่ยังส่งอิทธิพลอย่างลึกซึ้ง:
​ศาสนาและกฎหมาย: หนังสือ 5 เล่มแรกของพระคัมภีร์เดิม (Torah / Pentateuch) ถูกเชื่อว่าเป็นผลงานการเขียนของโมเสส กฎหมายโมเสสกลายเป็นรากฐานความคิดด้านจริยธรรม ศีลธรรม และระบบยุติธรรมของอารยธรรมตะวันตก
​สัญลักษณ์แห่งเสรีภาพ: เรื่องราวการปลดปล่อยทาสของโมเสสถูกนำมาใช้เป็นแรงบันดาลใจในขบวนการเลิกทาส การสู้เพื่อสิทธิพลเมือง (Civil Rights Movement) และการต่อสู้กับความไม่ยุติธรรมตลอดประวัติศาสตร์มนุษยชาติ
โดย
โฆษณา