Blockdit Logo
Blockdit Logo (Mobile)
สำรวจ
ลงทุน
คำถาม
เข้าสู่ระบบ
มีบัญชีอยู่แล้ว?
เข้าสู่ระบบ
หรือ
ลงทะเบียน
มินิซีรี่ย์
•
ติดตาม
18 ก.ย. เวลา 09:47 • หนังสือ
วันที่ ๒๑ กรกฎาคม พ.ศ. ๒๔๘๔ ดร
บ้านซินนามอน ปีนัง
วันที่ ๒๑ กรกฎาคม พ.ศ. ๒๔๘๔
ทูล สมเด็จกรมพระนริศฯ
โคจรของลายพระหัตถ์เวรดูชอบกล มาถึงปีนังวันพฤหัสบดีทุกสัปดาหะ แต่สัปดาหะ ๑ มาถึงมือหม่อมฉันวันศุกร์ อีกสัปดาหะ ๑ มาส่งต่อวันจันทร์ ไขว่กันอย่างนี้มาสองสามสัปดาหะแล้ว ลายพระหัตถ์เวรลงวันที่ ๑๕ มาคราวเมล์นี้เป็นเวรมาถึงมือหม่อมฉันวันศุกร์ก็ได้รับในเวลาเที่ยงวันนั้น
ทูลเพิ่มจดหมายฉบับก่อน
๑) เพราะหม่อมฉันได้รับลายพระหัตถ์เวรสัปดาหะก่อนต่อวันจันทร์ ไม่มีเวลาพอจะตริตรองถ้วนถี่ ทูลอธิบายเรื่องเจ้ากรมปลัดกรมเจ้านายพลาดไป ๒ อย่าง เมื่อส่งจดหมายไปแล้วมาคิดไล่เบี้ยดูตามฐานานุกรมที่หม่อมฉันเคยมี จึงเห็นผิดกับที่ทูลไป ที่ถูกเป็นดังนี้คือ เมื่อยังเป็นพระองค์เจ้ามีฐานานุกรมรับเบี้ยหวัดพี่เลี้ยง ๒ คน จางวาง ๑ คน สมุห์บาญชี ๑ คน รวม ๔ คนด้วยกัน ครั้นเป็นกรมมีฐานานุกรมรับเบี้ยหวัด เจ้ากรมคน ๑ ปลัดกรมคน ๑ สมุห์บาญชีคน ๑ จางวาง ๓ คน สารวัตรคน ๑
รวม ๗ คนด้วยกัน คือเจ้ากรม ปลัดกรม สมุหบาญชี เป็นฐานานุกรมเพิ่มขึ้นสำหรับ “กรม” ๓ คน ส่วนฐานานุกรมสำหรับส่วนตัวก็มีอยู่แต่เดิม ๔ คนนั้น เป็นแต่เปลี่ยนชื่อพี่เลี้ยงเป็นจางวางเปลี่ยนชื่อสมุห์บาญชีเป็นสารวัด คงจำนวน ๔ คนเท่าแต่เดิม ที่ทูลไปว่าเรียกข้าหลวงน้อยตั้งแต่เจ้ากรมลงมาหมดเป็นเพราะเข้าใจผิดนั้น หม่อมฉันก็พลาดไป เดิมเจ้ากรม ปลัดกรมสมุห์บาญชีเป็นข้าหลวงใหญ่จริง แต่เมื่อโปรดให้เจ้านายทรงเลือกและตั้งเองก็ต้องตกเป็นข้าหลวงน้อยอยู่เอง
สนองลายพระหัตถ์
๒) ข้อที่พูดกันมาถึงแบบพระครองผ้า กับมูลของคำว่า “วัด” ควรงดเสียทีเพราะหายุติไม่ได้ จะเริ่มทูลแต่ข้อคนเป็นใบ้ เมื่อหม่อมฉันไปยุโรปครั้งแรก เขาพาไปดูโรงเรียนสอนคนใบ้ที่เมืองปารีสแห่ง ๑ ไปถึงเห็นเด็กนักเรียนยืนเข้าแถวคอยรับอยู่
พอลงจากรถมีนักเรียนคน ๑ เข้ามาอ่านคำต้อนรับเป็นภาษาฝรั่งเศส หม่อมฉันฉงนจนออกปากถามเขาว่า เด็กคนนั้นเป็นใบ้หรือ เขาจึงบอกอธิบายให้เข้าใจว่าเป็นใบ้นั้น มิใช่เป็นเพราะพูดไม่ได้ ที่จริงเป็นเพราะหูหนวกมาแต่กำเนิด ไม่เคยได้ยินเสียงอะไรที่จะพูดเลียนก็เลยไม่รู้จักพูด ครั้นไม่พูดมานานลำคอทางสำหรับเสียงออกก็เลยตีบ วิธีที่เขาหัดให้ใบ้พูดนั้นเริ่มแรกให้ระบายลมขยายช่องคอให้กว้างก่อน ครู
ระบายลมให้เด็กเอามืออังที่ปากครูรู้สึกถูกลมแล้ว เขาสอนให้เด็กเลียนระบายลมเหมือนอย่างนั้นบ้างเสมอไป ครั้นสังเกตเห็นว่าช่องคอค่อยกว้างแล้ว ครูก็เริ่มระบายให้มีเสียงออกมาด้วย ให้เด็กสังเกตทั้งลมที่ออกจากปากและลำคอครู เมื่อออกเสียงเช่นนั้นแล้วให้เลียนให้เหมือน หัดจนเด็กรู้จักสังเกตและส่งเสียงได้เหมือนครูเป็นลำดับขึ้นไปจนสามารถพูดได้และอ่านเขียนหนังสือได้เหมือนคนดี ยังคงแต่เป็นคนหูหนวกเท่านั้น
๓) สมเด็จพระพุฒาจารย์ (ศรี) นั้น มีเรื่องประวัติอยู่ในหนังสือ “เรื่องตั้งพระราชาคณะผู้ใหญ่” ว่าเป็นบุตรจีนแซ่อึง บิดามารดาไปค้าเรือทางทะเล ถูกสลัดฆ่าตายเป็นกำพร้ามาแต่อายุยังไม่ถึง ๒ ขวบ ป้าเลี้ยงไว้จน ๗ ขวบพาไปฝากเรียนในสำนักพระอาจารย์สิงห์ ณ วัดปทุมคงคา จึงเป็นลูกศิษย์อยู่ในวัดนั้น แล้วบวชเป็นสามเณรจนกระทั่งอุปสมบทเป็นพระภิกษุอยู่วัดปทุมคงคา ๓ วัสสา ได้เป็นเปรียญ ๓ ประโยค
แล้วจึงไปถวายตัวเป็นศิษย์ทูลกระหม่อม และบวชแปลงเป็นพระธรรมยุติกาได้นามฉายาว่า อ โนมสิริ อยู่วัดบวรนิเวศต่อมา เข้าแปลหนังสือได้เป็นเปรียญ ๘ ประโยค แล้วไม่แปลต่อไปอีก ในรัชกาลที่ ๔ ทูลกระหม่อมตรัสว่าความรู้ของท่านถึงภูมิประโยค ๙ เมื่อจะทรงตั้งให้เป็นพระราชาคณะโปรดให้นับว่าเป็นเปรียญ ๙ ประโยค เมื่อยังอยู่วัดบวรนิเวศนั้น ทูลกระหม่อมทรงตั้งเป็นฐานานุกรมในพระองค์ เป็นที่พระครูอโนมสาวัณคู่สวดคู่กันกับพระครูอนันตประกาศ ครั้นเสด็จเสวยราชย์ ทรงตั้งเป็น
พระราชาคณะฤกษ์องค์ ๑ ในพระราชพิธีบรมราชาภิเษก เดิมเป็นที่พระวรญาณมุนี แล้วทรงเปลี่ยนนามเป็นพระอโนมุนี โปรดให้ไปครองวัดปทุมคงคาตั้งแต่แรกเป็นพระราชาคณะ เพราะเป็นถิ่นเดิมของท่าน แต่คงตรัสห้ามมิให้ไปคิดแปลงวัดปทุมคงคาเป็นวัดธรรมยุติ ด้วยทรงเกรงใจพระสงฆ์มหานิกาย ท่านจึงไปอยู่แต่พระองค์เดียว แม้พระฐานานุกรมก็เป็นมหานิกายทั้งนั้น ท่านไปทำอุโบสถสังฆกรรมที่วัดสัมพันธวงศ์เป็นนิจ
๔) ชื่อที่เรียกว่าพระธรรมยุตินั้น หม่อมฉันเห็นที่ใช้เก่าก่อนเพื่อนมีอยู่ในสมณสาส์น ทูลกระหม่อมประทานไปเมืองลังกาเมื่อ พ.ศ. ๒๔๘๙ แต่ยังทรงผนวชอยู่วัดบวรนิเวศ ทรงพระราชนิพนธ์เป็นภาษามคธว่า “ธมฺมยุตฺติกนิกาย” สันนิษฐานว่าจะทรงประดิษฐ์ขึ้นเมื่อเสด็จประทับอยู่ ณ วัดบวรนิเวศ คำที่เรียกพระมหานิกายเดิมว่า “มหานิกาย” ก็คงมีขึ้นในครั้งนั้น ตามเบบเดิมอันเคยมีมาแต่ครั้งทำทุติยสังคายนาเมื่อ พ.ศ. ๑๐๐ พระสงฆ์พวกที่ทำสังคายนาใช้นามว่า “เถรวาท” เรียกพวกอื่นที่ไม่ทำสังคายนาด้วยว่า “มหาสังฆิก” ดังนี้
๕) จะเลยทูลต่อไปถึงเรื่องพระคณะปรกบวชนาคหลวง แต่เดิมแม้เมื่อมีพระธรรมยุติ ในรัชกาลที่ ๔ คณะปรกบวชนาคหลวงก็รวมพระสงฆ์ทั้ง ๒ นิกาย แรกปรากฏว่ามีแต่
พระธรรมยุติเป็นคณะปรกเมื่อสมเด็จพระพุทธเจ้าหลวงทรงผนวชเป็นสามเณรใน พ.ศ. ๒๔๐๙ และมีต่อมาอีกครั้ง ๑ เมื่อ พ.ศ. ๒๔๑๑ ทรงผนวชพระเจ้าลูกเธอ ตั้งแต่กรมพระนเรศฯ ลงมาจนกรมหมื่นราชศักดิ์ฯ เป็นสามเณร ใน ๒ ครั้งนั้นการบวชนาคหลวงแบ่งเป็น ๒ วัน วันแรกทรงผนวชพระเจ้าลูกเธอ วันที่ ๒ บวชนาคหลวงอื่นคณะปรกรวมพระสงฆ์ทั้ง ๒ นิกายอย่างเดิม กรมสมเด็จพระปวเรศฯ ทรงเป็น
อุปัชฌาย์ทั้ง ๒ วัน ถึงรัชกาลที่ ๕ ก็คงเป็นอย่างนั้น วันแรกทรงผนวชพระเจ้าลูกเธอ พระคณะปรกเป็นพระธรรมยุติล้วน วันที่ ๒ บวชนาคหลวงอื่นทั้งที่จะบวชเป็นธรรมยุติหรือมหานิกาย คณะปรกพระรวมกันทั้ง ๒ นิกาย และกรมสมเด็จพระปวเรศวริยาลงกรณ์ทรงเป็นพระอุปัชฌาย์ทั้ง ๒ วัน เป็นเช่นนั้นมาจนถึงสมัยสมเด็จพระมหาสมณะ ท่านทูลขอพระองค์ไม่เป็นอุปัชฌาย์บวชพระมหานิกาย แต่นั้นพระคณะปรกบวชนาคหลวงจึงแยกกันตามนิกาย ไม่รวมกันเหมือนแต่ก่อน
การบวชของพระยาพหลฯ หม่อมฉันได้เห็นรูปฉายในหนังสือพิมพ์มีรูปสมเด็จพระสังฆราชเป็นอุปัชฌาย์ รูปสมเด็จพระวชิรญาณวงศ์ให้ศีล และรูปสมเด็จพระพุทธโฆษาจารย์บอกอนุสาส์น และได้ยินว่าสมเด็จพระวันรัตน์กับสมเด็จพระมหาวีรวงศ์เป็นคู่สวดแต่หามีรูปไม่ พระคณะปรกรวมกันทั้ง ๒ นิกายก็คือกลับใช้แบบเดิม อย่าง
ว่า “ถอยหลังเข้าคลอง” นั่นเอง หาใช่เป็นประเพณีเกิดขึ้นใหม่ไม่ ถึงที่ได้ยินว่าพระสงฆ์วัดพระศรีมหาธาตุ จะมีทั้งธรรมยุติและมหานิกายก็กลับไปเข้าอย่างเดิมเหมือนกัน วัดราชาธิวาสเมื่อทูลกระหม่อมเสด็จอยู่ก็มีทั้งพระมหานิกายและพระธรรมยุติอยู่ในวัดนั้น จนย้ายพระธรรมยุติมาอยู่วัดโสมนัสวัดราชาธิวาสจึงมีแต่พระมหานิกาย วัดพิชัยญาติและวัดเครือวัลย์ก็มีพระทั้งธรรมยุติและมหานิกายมานาน
๖) หม่อมฉันหลับตาแลตามที่ทรงพรรณนาวัดพระศรีมหาธาตุประกอบกับได้เห็นรูปฉายในหนังสือพิมพ์บ้าง ดูก็ไม่มีอะไรแปลกประหลาด พระเจดีย์ก็ไม่เห็นมีที่ติเพราะเป็นรูปทรงคิดใหม่ ไม่มีองค์อื่นเปรียบ
จะเลยทูลปรารภนอกเรื่องไม่เกี่ยวกับวัดพระศรีมหาธาตุ ถึงการเขียนฝาผนังวัดและวังดูมีหลักโบราณต่างกัน การเขียนในวัดเพื่อจะจูงใจคนให้เจริญความเลื่อมใสในพระศาสนา ย่อมเขียนเรื่องเนื่องด้วยพุทธประวัติหรือว่าอีกอย่าง ๑ ว่าการเขียนฝาผนังโบสถ์วิหารเป็นส่วนหนึ่งในเจตนาที่สร้างวัด วัดจึงมีภาพเขียนฝาผนังโดยมากไม่
เลือกว่าวัดหลวงหรือวัดราษฎร อย่างว่าถ้าพอสามารถจะเขียนได้เป็นต้องเขียน ส่วนการเขียนฝาเรือนนั้นเขียนแทนผ้าม่าน ดังเช่นฝาพระที่นั่งดุสิตมหาปราสาทเขียนลายทรงข้าวบิณฑ์ และมหาปราสาทเมืองพม่าก็ฝาเป็นลายทำนองเดียวกัน เพราะฉะนั้นที่เอาลายม่านไปเขียนฝาผนังวัดและเอาลายรูปภาพเรื่องมาเขียนฝาผนังพระราชมนเทียรดูผิดหลักเดิม เป็นของคิดขึ้นต่อภายหลัง ขอให้ทรงพิจารณาดูเถิด
๗) ซึ่งทรงสังเกตว่า วัดพระเชตุพนมีการปฏิสังขรณ์ไปต่างหากส่วน ๑ แต่ปล่อยให้ชำรุดปรักหักพังไปส่วน ๑ นั้น เป็นความจริงซึ่งหม่อมฉันก็เคยรำคาญมาแต่ก่อน เห็นว่ามิใช่เป็นเพราะวัดใหญ่เกินรักษา ที่จริงเป็นเพราะไม่รักษาในทางที่ถูกเท่านั้น หม่อมฉันถึงได้เคยคิดให้กระทรวงธรรมการจัดการรักษาคล้ายๆ กับพิพิธภัณฑสถาน อันจะต้องเสียเงินเพิ่มขึ้นในการรักษาบ้าง แต่จะลดจำนวนเงินที่ต้องจ่ายในการปฏิสังขรณ์ได้มาก ทั้งวัดก็จะสะอาดสะอ้านน่าชมอยู่เสมอ แต่หม่อมฉันไม่สามารถจะทำให้เลื่อมใสในวิธีนั้นได้ก็จนใจ
เรื่องทางปีนัง
๘) เมื่อวันอาทิตย์ที่ ๒๐ กรกฎาคม หม่อมฉันพร้อมกันกับญาติมิตรได้ทำบุญปัญญาสมวารอุทิศกุศลสนองพระเดชพระคุณสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัวเหมือนอย่างครั้งสัตมวาร ขอถวายพระกุศลแก่ท่านด้วย
ควรมิควรแล้วแต่จะโปรด
สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมพระยาดำรงราชานุภาพ
วันที่ ๒๒ กรกฎาคม พ.ศ. ๒๔๘๔ น
ตำหนักปลายเนิน คลองเตย
วันที่ ๒๒ กรกฎาคม ๒๔๘๔
กราบทูล สมเด็จกรมพระยาดำรงฯ ทราบฝ่าพระบาท
จะสนองลายพระหัตถ์เวร ซึ่งลงวันที่ ๘ กรกฎาคม
สนองลายพระหัตถ์
๑) ก่อฤกษ์กับวางศิลาฤกษ์นั้น ได้ตริตรองแล้ว เห็นเป็นอันเดียวกัน คือตั้งใจจะประเดิมก่อรากสิ่งที่จะสร้างขึ้น ที่ก่อขึ้นมาจนสูงเสียก่อนแล้วจึ่งก่อฤกษ์ หรือวางศิลาฤกษ์ เพราะลัดเอาความสะดวกที่จะไม่ให้ต้องลงไปก่อที่ก้นคลองราก การวางศิลาฤกษ์นั้นเราไปจำเอาวิธีของฝรั่งมาทำด้วยความแช่มชื่น นึกได้ว่าครั้งแรกเป็นวังบูรพา
แต่ที่จริงฝรั่งเขาก่อตึกด้วยหิน เขาจึ่งวางหินเป็นฤกษ์ เราก่อตึกด้วยอิฐ จึงวางอิฐเป็นฤกษ์นั้นถูกแล้ว ที่อิฐปิดทองปิดเงินปิดนากนั้นก็เพื่อจะให้ดีมีไม่กี่แผ่น ใช้อิฐเปล่าเป็นบริวารมาก การวางศิลาฤกษ์นั้นก็มีก่อฤกษ์ไปพร้อมกันด้วย เห็นได้ว่าท่านแต่ก่อนท่านรู้สึกว่าเป็นการอย่างเดียวกัน
ความหมายการกระทำในเรื่องก่อฤกษ์ก็นึกไปต่างๆ กัน อย่างที่มีอักขระเลขยันต์นั้นต้องการจะกันภัย อย่างที่เรียกว่าก่อฤกษ์นั้น หมายความว่าทำในวันดีคืนดี โดยตั้งใจจะให้อยู่เย็นเป็นสุข ที่ฝรั่งฝังหนังสือกับเงินไว้ที่ศิลาก็ตั้งใจจะให้คนภายหน้าเมื่อล่วงห้าพันพระวรรษาไปแล้ว รู้ว่าเป็นตึกอะไรสร้างครั้งไหน แม้ที่อเมริกันก่อตรุเอาอะไร
ต่ออะไรเข้าบรรจุก็เป็นความคิดทางเดียวกัน หากพิสดารขึ้นเท่านั้น การบรรจุอะไรต่ออะไรนั้นเกล้ากระหม่อมกลัว กลัวจะอยู่ไปไม่ได้ถึงห้าพันพระวรรษาเพราะอากาศเมืองเราชื้น คิดว่าผิดกันกับเมืองฝรั่งมาก สิ่งซึ่งฝรั่งเขาทำเข้ามา เขาว่าดีก็เคยมีผิดในเมืองเรา เช่นแผ่นซันลูลอยเคยเอาใช้ทำพัดรองในงานพระศพสมเด็จพระปิตุจฉา
ช่างซึ่งทำเขาทำขอบเป็นทองเหลือง ลงหมุดแล้วแผ่นซันลูลอยก็หดฉีกจากหมุดขาดออกมาห้อยร่อยแร่งดูน่าเกลียดพิลึก แม้ที่วางศิลาฤกษ์อย่างฝรั่งในเมืองเราก็ดี ย่อมมีความเจตนาไปต่างๆ กัน ที่จะให้สิ่งซึ่งบรรจุยืนยงไปห้าพันพระวรรษาอย่างความคิดของฝรั่งก็มี ที่เห็นไม่เป็นประโยชน์เอาแท่งศิลาซึ่งก่อเข้าเป็นเครื่องประดับตึกเสียก็มี เช่นที่วังไกลกังวลเอาเป็นพนักพระแกลเสียเป็นต้น กับที่ไม่เกี่ยวกับตึกเลยก็มี นั่นเขาเหยียดไปเป็นพวกฝังอาถรรพ์
การก่อฤกษ์กลัวจะมีขึ้นไม่สู้นานนัก เพราะอ่านหนังสืออะไรก็ไม่พบที่กล่าวถึงเลย
อยากจะกราบทูลถาม ว่าพระที่นั่งเบญจรัตนมหาปราสาทนั้นอยู่ที่ไหน
๒) ได้เคยเห็นธงอย่างประหลาดอีกอย่างหนึ่ง ที่ไม่ใช่ของไทยแต่ใกล้กันคือ ธงกระบี่ธุชครุฑพ่าห์ซึ่งฉลักไว้ที่ระเบียงนครวัด เป็นรูปดุจทิวแต่ปลายเรียว ข้างต้นใส่ไว้กับคัน แต่ข้างปลายปล่อยให้ปลิวไปตามลม ไม่ได้เห็นธงชนิดนั้นจริงๆ ในเมือง
เขมร แต่ได้ไปเห็นธงชนิดนั้นจริงๆ ในเมืองชวา เว้นแต่ปลายไม่ปลิว ทับอยู่กับคัน คงเป็นด้วยไม่มีลม คงเป็นธงแบบเก่ามาก ธงประฎากนั้นดูพจนานุกรมแปลให้ไว้ว่าธงแผ่นผ้า ดูคำปฏัก พจนานุกรมแปลให้ไว้ว่าผืนผ้า เข้ารูปกับธงประฎาก แต่ไม่เข้ารูปกับเหล็กแหลมแทงงัว ทราบทางเขมรและมลายูเขาเรียกเหล็กแหลมแทงงัวว่า “กะตัก” เหมือนที่เราพูด เกรงว่าเขียนประฏัก จะเป็นหลง
๓) การบรรจุพระบรมธาตุในพระเจดีย์ แต่ก่อนนี้ฝังต่ำ เดี๋ยวนี้ฝังสูงถูกตามพระดำรัสนั้นแล้ว ส่วนพระดำริที่ว่าฝังสูงเพราะคนถือพระพุทธศาสนากันทั้งบ้านทั้งเมืองแล้ว ลางทีจะถูก ตามที่มีคนคิดเช่นนั้น แต่ไม่ถูกตามความเป็นจริง คนถือพระพุทธศาสนา
ขโมยขุดพระเจดีย์ที่จับได้ก็มีบ่อยๆ ที่จับไม่ได้ก็มี เห็นว่าไม่ว่าอะไรจะต้องทำเหมือนๆ กันเป็นคราวๆ มีอายุทั้งนั้น ครั้งไหนทำกันอย่างไรก็ทำกันอย่างนั้น อาจลงศักราชได้ ที่จะฝังต่ำฝังกลางฝังสูงอย่างไรก็ทำตามๆ กันไปเป็นแฟแช่น หาได้มีใครคิดว่าควรทำอย่างไรไม่ มีคิดแต่ลางคนเป็นลางคราว
๔) หนังสือซึ่งจะตีพิมพ์แจกในงานศพแม่หวนนั้น ก็ไม่ใช่ว่าชายดิศเธอนอนใจ เธอได้ไปขอต้นฉบับหอสมุดแล้ว ได้มาเธอก็ไม่ชอบใจ เกล้ากระหม่อมไปขอมาให้เธอ เธอก็ไม่ชอบใจอีก เพราะใจต่างกัน เกล้ากระหม่อมได้พูดกับหญิงอาม ว่าในเรื่องนี้ควรที่ชายดิศจะได้รับพระกรุณาแต่ฝ่าพระบาท แต่ฝ่าพระบาทก็เห็นจะสุดวิสัยที่จะทรงพระกรุณาได้ ที่พูดอย่างนั้นก็เพราะไม่ได้ทราบว่าทรงพระนิพนธ์ไว้มีอยู่แล้ว จะทรงแต้มหัวตะประทานนั้นเป็นการดีอย่างยิ่ง
๕) กระดาษซับกลิ้งๆ ดูเหมือนจะได้เคยเห็นมาแล้ว แต่บอกรูปไม่ถูกเพราะจำไม่ได้ จะอย่างไรก็ดี เกล้ากระหม่อมไม่สู้ได้เขียนตัวหมึกนอกจากเซ็นชื่อซึ่งจำต้องใช้กระดาษซับ เพราะฉะนั้นไม่ต้องส่งฝากเข้าไปประทานก็ได้ ลำบากเปล่าๆ แต่ใจนั้นจะขาดรำลึกถึงพระเดชพระคุณไปเสียไม่ได้
๖) ตามพระดำรัสเล่าเรื่อง “เมขลา” ในหนังที่ปีนังนั้น ทำให้นึกอะไรไปเป็นหลายอย่าง นึกถึงเรื่องทำหนังสือก็อย่างหนึ่ง ว่าทำเรื่องเก่าดีหรือใหม่ดี ก็เห็นด้วยเขาว่าทำเรื่อง “กุละ” ขึ้นใหม่ดี ที่ว่าใหม่ดีก็เพราะคนใหม่ไม่รู้เรื่องเก่า ถึงจะมีคนรู้อยู่บ้างก็เก่าคร่ำคร่าพ้นสมัยแล้ว ข้อพระดำรัสที่ว่ามี “เอ่อ” นั้นก็ทำเนา เพราะเขามีเครื่องส่ง
เสียง ไปดูที่หาดใหญ่ยิ่งโรคร้ายไปกว่าเสียอีก เพราะเขาเอาหนังร้องไปฉายเป็นหนังเงียบ ด้วยไม่มีเครื่องส่งเสียง เวลาร้องก็เห็นเปล่าๆ อยู่นานๆ อีกอย่างหนึ่ง ยิ่งโรคร้ายหนักขึ้นไปกว่าเสียอีก ด้วยได้ยินผู้รู้เขาว่า “เมขลา” นั้นคือสายรัดเอว ที่ว่าโรคร้ายนั้นเพราะได้เขียนรูปนางเมขลาไปในเรื่องชนก ที่นั่นไม่มีกล่าวถึงการใช้แก้ว จึ่งเขียนเป็นสายโซ่เกี่ยวกับกำไล เป็นที่ล่ามไว้กับดวงแก้ว แต่ดวงแก้วนั้นอยู่ในอุ้งมือแลไม่เห็น ที่ทำดังนั้นก็เพราะไปหลงเอาคำ “เมขลาล่อแก้ว” แต่เมื่อได้ยินเขาพูดก็
เปิดพจนานุกรมของอาจารย์ชิลเดอ ดูให้คำแปลไว้ว่า “A zone, a girdle” ให้นึกเสียใจที่ไม่ได้ดูสอบเสียก่อน ในที่ซึ่งเขียนนั้นไม่ได้ใช้แก้ว ถ้าทำแต่เข็มขัดคาดไว้ก็พอ แต่ก็ไม่ต้องทำ เพราะเข็มขัดมีประจำตัวอยู่แล้ว นางเมขลาซึ่งล่อแก้วกับรามสูร จะปลดเอาเข็มขัดซึ่งหัวฝังมณีออกล่อก็ได้กระมัง แต่เมื่อคิดไปถึงคำในนครกัณฑ์ ซึ่งว่านางผุสดีจัดเครื่องแต่งตัวไปให้นางมัทรีแต่ง มีว่า “องฺคทํ มณิ เมขลํ” คำอังคทังแปลว่ากำไล ก็เบาใจว่าที่ทำไปแล้วนั้นไม่สู้จะผิดมากนัก
เพลงของเรา มีชื่อเมืองต่างประเทศนำ เพื่อให้รู้ว่ามาแต่ไหนอยู่มาก เช่น เขมร มอญ พม่า แขก จีน ญวน กระทั่งฝรั่งเป็นต้น ซึ่งพวกปี่พาทย์เขาเรียกกันว่า “ภาษา” แต่ฟังเพลงจะรู้ก็หาไม่ เพราะเรามาดัดเป็นไทยไปเสียหมดแล้ว ที่ว่าดัดนั้นไม่ได้ตั้งใจจะดัด หากแต่เป็นไปเองเพราะเราไม่จำกัดลูกอะไรที่คล้ายกันก็ใช้แทนได้ทั้งนั้น จึงฟังเป็นเพลงไทยไป มีตัวอย่างจะเล่าถวาย วันหนึ่งเดินไปทางหน้าวังกรมหมื่นปราบ
ได้ยินพวกมอญซึ่งเขาเฝ้าวังเล่นเครื่องสายกันอยู่ที่ประตู ได้ยินออกจะรู้ต้องหยุดฟัง ฟังอยู่เป็นนานจึงรู้ว่าเพลงทะแย ๕ ท่อน ซึ่งเราไล่ฝีมือระนาดกันนั่นเอง แต่เพราะเขาเล่นทางมอญผิดกับที่เราเล่นกันเป็นอันมากจึงฟังรู้ได้ยาก ยังเพลงที่ร้องเรื่องนางซินเดอเรลลานั้น คนปรับเพลงเขาก็ตั้งใจเอาเพลงฝรั่งเข้าปรับกับเรื่องฝรั่งเพื่อให้เป็นฝรั่ง แต่ฟังก็ไม่เห็นเป็นฝรั่งเลย ส่วนการรำนั้น เข้าใจว่าเราเอาอย่างพม่า เพราะเห็นคล้ายกันมาก ที่ว่าพม่าเอาอย่างไทยก็เป็นความหมุนเวียน เช่นแต่ก่อนนี้อะไรๆ
เราก็เอาอย่างเขมร แต่ทีหลังเขมรกลับเอาอย่างไทย การรำของพม่าเดิมทีเดียวจะเอาอย่างทางอินเดียมาก็ได้กระมัง เพราะมีหลักอันจะพึงสังเกตได้อยู่อย่างหนึ่ง คือการรำไม่มีเรื่อง ทางอินเดียเรียกว่า “นัจจะ” ทางพม่าก็มี เขาจะเรียกอะไรไม่ทราบ ตรงกับเราซึ่งเรียกว่า “ระบำ” แต่ระบำของเราเอาไปเข้าเรื่องเสียแล้ว คำว่าระบำก็คือรำวิ่งไปเข้าทางของเขมร คือการรำกับคนรำ หรือเป็นคำไทยก็ไม่ทราบที่แท้จริง ตกลงเหลือแต่ไม่รู้
๗) ดอกไม้ซึ่งเขาวางใส่ใบตองขายที่ชวา เกล้ากระหม่อมก็ได้เห็น แต่ไม่ได้นีกถึงคำ “บุหงารำไป” คำนั้นเห็นจะผสม “บุหงา” เห็นจะว่าดอกไม้แหลกๆ “รำไป” จะตรงกับคำว่าร่ำของเรากระมัง จะต้องสืบคำชวามลายูดูก่อน เขาจะหมายความว่าอย่างไร ทางชวามีอะไรซึมๆ อยู่มาก เป็นต้นว่าพวกผู้หญิงเขาไปตลาดไปซื้อเอาใบมะพร้าวถักมา ชาวเมืองนั้นเรียกกันว่า “กะปั๊ด” ก็ได้กันกับข้าวปัดของเรา ทั้งสืบทราบความว่าข้าวบู้หรี่ของเราเขาเรียกว่า “กะปูลี” ตกลงเราเป็น “ข้าว” แล้วเขาก็เป็น “กะ”
๘) งานของพวกทมิฬที่เขาเชิญเสด็จนั้น น่ารู้จริงๆ ว่าพิธีของเขาจะเป็นประการใด แต่การแต่งงานเป็นเวลา ๘ ทุ่ม ๒๒ นาทีถึง ๓ ยาม ๕๘ นาทีนั้นเหลือรับ ไม่สำคัญ
พอที่จะพยายามเสด็จไปทอดพระเนตรได้อยู่เอง แต่พิธีเจาะหูนั้นเป็นวันรุ่งขึ้นเวลาเช้าระหว่างโมง ๑ กับ ๔ โมง น่าจะเสด็จไปทอดพระเนตรได้ เวลาที่มีระยะเห็นก็จะเป็นต้นฤกษ์สุดฤกษ์อย่างไทยๆ เรานี่เอง ได้ส่งใบเชิญกลับมาถวาย ด้วยเห็นว่าเก็บไว้ทางเกล้ากระหม่อมไม่ดีกว่าเก็บไว้ทางฝ่าพระบาท ได้สังเกตชื่อเจ้างานเห็นคล้ายกับที่เราล้อกันว่า “โครวิน”
พิธีของทมิฬนั้นทึ่งเหลือที่จะทึ่ง ทีแรกก็ทึ่งที่เขาว่าจะเล่นเพลง จะเป็นเพลงฝรั่งหรือเพลงทมิฬก็ไม่ทราบ มีบัญชีชื่อเพลงอยู่ในใบเชิญ แต่เป็นหนังสือทมิฬอ่านไม่ออก ถ้าเป็นเพลงทมิฬแล้วก็ดี จะได้รู้ว่าเพลงของทมิฬกับของไทยผิดกันเพียงไร เมื่อไป
ที่สงขลาเขาเอาแขกผู้หญิงเมืองตานีมาร้องให้ฟัง ว่าเป็นเพลงที่ร้องกล่อมลูกเจ้าเมืองมาแต่ก่อน ออกจะเป็น “เห่ช้า” ขึ้นพระอู่ ฟังก็เข้าทางไทยเป็นเพลงสั้นๆ ยังได้จำเขามาเป็นหลายเพลง ครูพระประดิษฐชอบเพลงหนึ่ง เพราะมันคล้ายกับเพลงหรุ่มของเรา ได้คัดเอาเข้าร้องละคอนดึกดำบรรพ์ ถ้าพวกทมิฬเขาเล่นเพลงฝรั่งเอาอย่าง
“แจดสะแบน” แล้วก็ไม่อยากฟัง “โซ้ด” แต่ถ้าเป็นเครื่องใหญ่แล้ว ถึง “โซ้ด” ก็ฟังดี เพราะฝรั่งเขาแต่งเสียงเข้ากันดี แต่เดี๋ยวนี้หูไม่เล่นด้วยแล้ว เคยได้ฟังแตรทหารเรือเขาเล่นดี เมื่อมีการแต่งงานครั้งหนึ่ง เจ้าบ่าวเขาเป็นนายทหารเรือ เขาเอาแตรทหารเรือที่อย่างดีไปเล่น เขามาเชิญให้ไป เมื่อได้ทราบว่าเขาจะมีแตรทหารเรือก็นึกดีใจว่าจะได้ฟังของดี แต่ครั้นไปได้ฟังเข้าจริงออกจะฉุน ฟังเครื่องไม่ได้ยินทั่ว ได้ยินแต่เสียงกลางๆ ไม่เป็นเพลง
เบ็ดเตล็ด
๙) แม่โตไปซื้อเอาขนมซึ่งเรียกกันว่ากระดูกผีมาให้กิน รู้สึกซึมซาบดีด้วยได้กินในจันอับมาแต่ก่อน แต่เดี๋ยวนี้ต้องเลือกกินแต่ที่อันเล็กๆ อันใหญ่ๆ ไม่กล้ากิน ด้วยกลัวเพดานฟันปลอมจะแตกเป็นสองซีกเพราะขบของแข็ง
ที่ได้ชื่อว่ากระดูกผีนั้น เห็นได้ว่าหมายถึงกระดูกผีที่เผาแล้ว ไม่ใช่หมายถึงกระดูกผีดิบ คู่กับผีดิบจะต้องผูกขึ้นเรียกเล่นว่า “ผีสุก” หมายความว่าผีเผา ซึ่งไม่มีใครเขาเรียกกัน
๑๐) ได้กราบทูลมาก่อนถึงเรื่องชื่อร้านเจ๊ก พาให้กราบทูลครั้งนี้ด้วยอีกว่าร้าน “ห้อยเทียนเหลา” นั้นเปลี่ยนชื่อไปแล้ว เป็น “หยาดฟ้าภัตตาคาร” ผิดกันกับที่กราบทูลมาก่อน นั่นเป็นเรื่องเหยียดคำจีนเป็นคำไทย แต่นี่เป็นเรื่องแปลคำจีนเป็นคำไทย คำ
“เหลา” กับคำ “เทียน” นั้นรู้แล้ว แต่คำ “ห้อย” ยังไม่รู้ จึงถามเจ๊กซึ่งอยู่ที่บ้าน เขาบอกว่า “ห้อย” เป็นน้ำ ก็มาเข้าคำกวีที่ว่า “น้ำฟ้า” จะหมายถึงน้ำฝนหรือน้ำค้างก็ได้ ที่เขาเปลี่ยนคำ “น้ำ” เป็น “หยาด” ดูก็เข้าที เพราะหยาดจะต้องเป็นน้ำ เป็นอื่นไม่ได้ และจะเป็นน้ำอะไรก็ได้
๑๑) ไปถวายเครื่องเข้าวรรษาที่วัดบวรนิเวศ สมเด็จพระวชิรญาณวงศ์ ท่านโจษถึงรูปครั้งพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าทรงพระผนวช ซึ่งมีอยู่ที่ตำหนักเพชร ท่านไม่รู้จักพระเถระอยู่องค์หนึ่ง แต่เข้าใจว่าพระเทพกระวี (นิ่ม) เกล้ากระหม่อมก็อาสาจะไปดูเพราะเกล้ากระหม่อมรู้จักท่าน แต่ตกทั้งพระองค์อรุณด้วย เพราะท่านยังหนุ่ม แต่คิดว่าที่เดานั้นไม่ผิด
จะกราบทูลถึงความเปลี่ยนแปลงที่วัดนั้น กำแพงแก้วซึ่งทำไว้ข้างถนนแถวตำหนักเพชรนั้นรื้อหมดแล้ว ทั้งประตูและเศษกำแพงซึ่งแต่เดิม ลักลั่นอยู่ก็ทำใหม่ให้เป็นแนวกันดีด้วย
ไปบูชาที่โบสถ์เว้นไม่ได้ที่จะไปดูพระพุทธรูปชุด ๕ องค์ ซึ่งแยกเอาไปตั้งไว้ที่ซุ้มหน้าโบสถ์องค์หนึ่งด้วย เป็นพวกพระไพรีพินาศ เว้นแต่พระหัตถ์เป็น “อภยมุทรา” แทนที่ “วรทมุทรา” สมเด็จพระวชิรญาณวงศ์ท่านเข้าใจว่าเป็นของพระราชทาน ก็ฟังได้ว่าก็จริง เป็นของพระราชทานในพระนามสมเด็จพระมงกุฎเกล้า
พิศดูพระชินศรี เห็นตามที่เห็นมานานแล้วว่าทำทีหลังพระชินราช ไม่ใช่ทำพร้อมกัน เพราะอะไรซึ่งทำเสียไว้ที่พระชินราชก็มาทำแก้มือที่พระชินศรี เหตุฉะนั้นจึ่งเป็นทำพร้อมกันไม่ได้ แต่เป็นมือเดียวกันจริง ต่างกันกับพระศาสดา นั่นเป็นคนละมือทีเดียว ความเป็นไปก็เห็นได้ว่าจะเป็นเช่นนั้นได้ ด้วยพระชินราชทำตั้งที่พระวิหารหน้า จะต้องทำก่อน พระชินศรีและพระศาสดาตั้งวิหารข้าง จะทำทีหลังก็ได้ไม่ขัดข้อง
ลายพระหัตถ์
๑๒) ได้รับลายพระหัตถ์เวรลงวันที่ ๑๔ กรกฎาคม เมื่อวันจันทร์เข้าใจว่า เข้าไปถึงกรุงกับรถไฟซึ่งถึงเมื่อวันเสาร์ หนังสือฉบับนั้นมีแต่ปะปิดทางกรุงเทพฯ ทับเดียว จะกราบทูลสนองความในคราวหน้า เพราะคราวนี้ไม่ทัน
ควรมิควรแล้วแต่จะโปรด
สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ เจ้าฟ้ากรมหลวงนริศรานุวัดติวงศ์
วันที่ ๒๗ กรกฎาคม พ.ศ. ๒๔๘๔ ดร
บ้านซินนามอน ปีนัง
วันที่ ๒๗ กรกฎาคม พ.ศ. ๒๔๘๔
ทูล สมเด็จกรมพระนริศฯ
สัปดาหะนี้หม่อมฉันนึกว่าเป็นคราวเขาจะเชิญลายพระหัตถ์เวร ซึ่งมาถึงปีนังคราวเมล์วันพฤหัสบดี มาส่งต่อวันจันทร์ตามเคยสังเกต เตรียมเขียนจดหมายตั้งต้นด้วยเรื่องทางปีนัง แต่พอลงมือเขียนเขาก็เชิญลายพระหัตถ์เวรฉบับลงวันที่ ๒๒ กรกฎาคม มาส่งแต่ในวันศุกร์เวลากลางวัน ก็รู้สึกขอบคุณเขา
สนองลายพระหัตถ์
๑) จะยกเอาข้อซึ่งตรัสถามถึงพระที่นั่งเบ็ญจรัตนปราสาทขึ้นทูลสนองก่อน ด้วยเผอิญพ้องกับเรื่องปราสาทกรุงศรีอยุธยา ซึ่งหม่อมฉันได้นึกไว้ว่าจะทูลวินิจฉัยในสัปดาหะนี้ ในพงศาวดารว่าเมื่อพระเจ้าอู่ทองตั้งกรุงศรีอยุธยา ตั้งพระราชวังที่อยู่ตรงวัดพระศรีสรรเพชญ์บัดนี้ ทรงสร้างปราสาท ๓ องค์ คือ พระที่นั่งไพฑูรย์ปราสาทองค์ ๑ ไพชยนต์ปราสาทองค์ ๑ ไอสวรรย์ปราสาทองค์ ๑ เห็นว่าคงเป็นปราสาทไม้ และสูญไปเมื่อเปลี่ยนวังเป็นวัดทั้ง ๓ องค์
ในพงศาวดารกล่าวต่อมาว่า เมื่อสมเด็จพระบรมไตรโลกนาถเสวยราชย์ย้ายวังไปสร้างที่ริมน้ำ คือ เขตวัดพระศรีสรรเพชญ์ไปข้างเหนือ ทรงสร้างปราสาท ๒ องค์ คือพระที่นั่งสรรเพชญปราสาทองค์ ๑ พระที่นั่งเบ็ญจรัตนปราสาทองค์ ๑ มีปราสาทแต่ ๒ องค์มาจนถึงรัชกาลพระเจ้าปราสาททอง จึงทรงสร้างพระที่นั่งมังคลาภิเษก
ปราสาทเพิ่มขึ้นอีกองค์ ๑ แต่สร้างแล้วไม่ช้าก็ถูกฟ้าผ่าไฟไหม้หมด พระเจ้าปราสาททองจึงโปรดให้รื้อพระที่นั่งมังคลาภิเษกลงแล้วสร้างปราสาทใหม่ขึ้นแทน ขนานนามว่าพระวิหารสมเด็จ มหาปราสาทจึงมีขึ้นเป็น ๓ องค์ เมื่อรัชกาลพระเจ้าปราสาททอง (ไม่นับถึงปราสาทจักรวรรดิ์ไพชยนต์อันอยู่นอกเรื่อง)
มหาปราสาทในพระราชวังกรุงศรีอยุธยา ซากก็ปรากฏอยู่ ๓ องค์ ล้วนสร้างหันหน้าทางทิศตะวันออกเรียงกันแต่ข้างใต้ไปข้างเหนือ คือพระวิหารสมเด็จสรรเพชญปราสาท พระที่นั่งสุริยามรินทร์ สังเกตดูพอเต็มเนื้อที่ที่จะสร้างปราสาทแนวนั้นได้ ๓ องค์เท่านั้น คิดประกอบกับเรื่องสร้างมหาปราสาทที่กล่าวมาแล้ว ปราสาทเบ็ญจรัตน
ต้องอยู่ต่อปราสาทสรรเพชญไปทางข้างเหนือ (ตรงที่สร้างปราสาทสุริยามรินทร์) จึงมีที่ว่างอยู่ทางข้างใต้ให้พระเจ้าปราสาททองสร้างพระวิหารสมเด็จได้ตรงนั้น พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวเคยทรงสันนิษฐานว่า พระเจ้าแผ่นดินครั้งกรุงศรีอยุธยาพระองค์ใดพระองค์หนึ่งคงให้รื้อปราสาทเบ็ญจรัตนลงสร้างปราสาทใหม่ขึ้นแทน ขนานนามว่าพระที่นั่งสุริยามรินทร์ แต่หากผู้แต่งหนังสือพระราชพงศาวดารไม่กล่าวถึงเรื่องสร้างพระที่นั่งสุริยามรินทร์จึงไม่ปรากฏ และชื่อพระที่นั่ง
เบ็ญจรัตนจึงเลยลับไป จนคนภายหลังไม่รู้ว่าปราสาทองค์ใดนั้นอยู่ที่ไหน กระแสพระราชดำริมีเค้าเงื่อนอยู่ที่อื่นประกอบให้เห็นสมจริง เป็นต้นว่าแบบและฝีมือที่ก่อสร้างพระที่นั่งสุริยามรินทร์ เช่นทำพื้นเป็นเรือน ๒ ชั้นเป็นต้น เป็นความคิดและฝีมือช่างชั้นหลังสร้างปราสาทองค์อื่นๆ ช้านาน และยังมีที่สังเกตอีกอย่าง ๑ ที่ในหนังสือพระราชพงศาวดารออกชื่อพระที่นั่งสุริยามรินทร์ เป็นครั้งแรกเมื่อเชิญพระบรมศพสมเด็จพระนารายณ์มหาราชลงมาจากเมืองลพบุรี ว่าประดิษฐานพระบรม
ศพไว้ ณ ที่พระที่นั่งสุริยามรินทร์ น่าสันนิษฐานว่าพระที่นั่งสุริยามรินทร์นั้นสมเด็จพระนารายณ์ฯ ทรงสร้างตามอย่างสมเด็จพระบรมชนกนาถทรงสร้างพระวิหารสมเด็จ และยังน่าสันนิษฐานต่อไปว่า เมื่อสมเด็จพระเพทราชาเสวยราชย์ใคร่จะเอาอย่างสร้างปราสาทเฉลิมพระเกียรติบ้าง แต่ไม่มีที่ทางข้างหน้าจึงไปสร้างปราสาทบรรยงค์รัตนาศน์ที่กลางสระทางข้างหลัง รวมอธิบายเห็นว่าพระที่นั่งเบ็ญจรัตนอยู่ตรงที่สร้างพระที่นั่งสุรยามรินทร์นั้นเอง
๒) จะทูลเรื่องที่หม่อมฉันปรารภถึงปราสาทในพระราชวังกรุงศรีอยุธยาติดต่อไป หม่อมฉันไปเปิดดูหนังสือเรื่อง “คำให้การชาวกรุงเก่า” เมื่อเร็วๆนี้ สังเกตตอนพรรณนาว่าด้วยปราสาทราชมนเทียรว่า “ภายในพระราชวังมีราชมนเทียรเป็น
ปราสาท ๓ องค์ พระที่นั่งวิหารสมเด็จอยู่ข้างใต้ พระที่นั่งสรรเพชญปราสาทอยู่กลาง พระที่นั่งสุริยามรินทร์อยู่ข้างเหนือ พระมหาปราสาท ๓ องค์นี้ (พระวิหารสมเด็จกับสรรเพชญปราสาท) มีราชบัลลังก์ใหญ่อยู่ข้างในองค์ ๑ มีราชบัลลังก์น้อยอยู่ที่มุขเด็จองค์ ๑ ฯลฯ พระมหาปราสาท (พระวิหารสมเด็จกับสรรเพชญปราสาท) กว้างขนาดขื่อ ๔ วา สูง (ตลอดยอด) ๒๕ วา ยอดเป็นพรหมพักตร์ เหนือพรหมพักตร์ขึ้น
ไปมีฉัตรปิดทอง ๕ ชั้น หลังคามหาปราสาทมุงด้วยกระเบื้องดีบุก มหาปราสาทองค์อื่น (คือพระวิหารสมเด็จกับสรรเพชญปราสาท) มีมุขยาวไปทางตะวันตกตะวันออก แต่พระที่นั่งสุริยามรินทร์นั้นเป็นจตุรมุข คือมีมุขทิศเหนือและทิศใต้อีก ๒ มุข ไม่มีมุขเด็จมุขกระสันตั้งราชบัลลังก์ (แต่) ข้างในตรงกลางมหาปราสาททั้งปวงนี้ฝาก่อด้วยอิฐ ที่พระแกลและเครื่องบนปิดทอง ส่วนสูงต่ำของมหาปราสาททั้ง ๓ องค์นี้เท่าๆ กัน”
หม่อมฉันนึกว่าที่พรรณนาว่า “ยอดเปนพรหมพักตร์” นั้น จะเป็นอย่างเดียวกันกับยอดพระที่นั่งพรหมพักตร์ วังหน้าที่อยู่ในพิพิธภัณฑสถานหรือเป็นอย่างไร และนึกหวนขึ้นไปว่า เพราะเหตุใดจึงทำหน้าพรหมที่ยอดปราสาท ก็ออกฉงนและยังฉงนต่อไปอีก ว่าเพราะเหตุใดยอดปราสาทสร้างในกรุงรัตนโกสินทร์นี้ เช่นพระที่นั่งดุสิตมหาปราสาทเป็นต้น จึงไม่ทำพรหมพักตร์ มีแต่ที่กรมพระราชวังบวรฯ รัชกาลที่ ๑ ทรงทำ
ไว้ที่ยอดพระที่นั่งอย่างน้อยแห่งเดียว ก็ยังฉงน จึงลองคิดค้นหาเค้าเงื่อนเห็นมีอยู่อย่าง ๑ ซึ่งอ้างในพงศาวดารว่าถ่ายแบบพระที่นั่งสุริยามรินทร์มาสร้างพระที่นั่งดุสิตมหาปราสาท ชะรอยยอดพระที่นั่งสุริยามรินทร์จะไม่มีพรหมพักตร์ หรือว่าอีกอย่างหนึ่ง ยอดปราสาทในพระราชวังกรุงศรีอยุธยา จะมีพรหมพักตร์แต่บางองค์ดอกกระมัง เมื่อคิดขึ้นอย่างนั้นก็เลยเตือนใจให้หม่อมฉันหวนระลึกถึงความหลังต่อขึ้นไปคล้ายความฝัน เพราะเป็นแต่ความทรงจำอันไม่สามารถจะพิสูจน์ได้ ดังจะทูลต่อไปนี้ -
ตั้งแต่พระยาโบราณราชธานินทร์ยังเป็นพระอนุรักษ์ภูเบศร์ ตำแหน่งผู้รักษากรุงฯ เคยพาหม่อมฉันไปดูวัดยมเป็นครั้งแรก วัดนั้นสมเด็จพระนารายณ์ฯ ทรงปฏิสังขรณ์ ข้างในโบสถ์เขียนฝาผนังเหนือประตูหน้าต่าง ด้านหลังพระประธานเขียนรูปปราสาทราชวังกรุงศรีอยุธยา ด้านข้างเขียนรูปภาพกระบวนแห่พยุหยาตรากฐิน (เข้าใจว่าท่าน
ก็จะได้เสด็จไปทอดพระเนตร์แล้ว) สมัยนั้นฝนก็รั่วหลังคาโบสถ์ชะรูปเลือนไปบ้างแล้ว แต่หม่อมฉันยังจำรูปที่เขียนพระราชวังได้ ๓ อย่าง อย่าง ๑ คือมหาปราสาทองค์ข้างใต้ คือพระวิหารสมเด็จดูเป็นยอดปรางค์ ยังจำได้ว่าถึงนึกประหลาดใจในเวลานั้น ว่าไฉนจึงเขียนปราสาทเป็นยอดปรางค์ อีกอย่าง ๑ กำแพงวังชั้นในข้างหน้าปราสาทเตี้ย (เหมือนกำแพงเดิมในกรุงรัตนโกสินทร์) มีประตูหูช้าง อีกอย่าง ๑ มีนกกะเรียนตัว ๑ ปล่อยเดินอยู่ในลานหน้าปราสาท แต่เมื่อไปดูครั้งแรกไม่สู้เอาใจ
ใส่นัก ต่อมาถึงสมัยเมื่อพระยาโบราณฯ ตั้งอยุธยาพิพิธภัณฑสถาน ให้ช่างไปจำลองรูปภาพกระบวนแห่ลงสมุดไว้ หม่อมฉันจึงคิดขึ้นถึงรูปพระราชวัง บอกพระยาโบราณฯ ว่าควรจะจำลองมาไว้ด้วย พระยาโบราณฯ ไปดูกลับมาบอกว่ารูปพระราชวังนั้นฝนชะลบเสียหมดแล้ว หม่อมฉันไปดูอีกครั้ง ๑ ก็เห็นลบเสียหมดแล้วจริง ความที่ได้สำคัญไว้เมื่อเห็นแรกก็กลายเป็นความฝันไปด้วยประการฉะนี้ จึงได้แต่ตั้งเป็นข้อวินิจฉัยว่า-
ข้อ ๑ ปราสาทราชมนเทียรที่ทำเป็นยอดปรางค์ เคยมีหรือไม่ ข้อนี้ที่ทำพระเมรุมาศพระบรมศพเป็นยอดปรางค์เคยมีแต่โบราณ และบางทีจะเป็นเหตุนั้นกรมพระราชวังบวรฯ รัชกาลที่ ๑ จึงทรงสร้างบุษบกตั้งพระพุทธสิหิงค์เป็นยอดปรางค์ (ยังอยู่ที่วัดไพชยนต์พลเสพ) และทูลกระหม่อมจึงทรงสร้างเวชยันต์วิเชียรปราสาทที่เมืองเพชรบุรี และพุทธปรางค์ปราสาทในวัดพระศรีรัตนศาสดารามเป็นยอดปรางค์
ข้อ ๒ เครื่องยอดอย่างพรหมพักตร์มีมาแต่เมื่อใด ข้อนี้รู้ได้แน่ว่ายอดพรหมพักตร์เป็นแบบยอดปรางค์เขมรมีมาแต่โบราณ ไทยเอาอย่างมาเมื่อรัชกาลพระเจ้าปราสาททอง ในสมัยเมื่อถ่ายแบบอะไรต่างๆ ที่เมืองเขมร คือพระที่นั่งจักรวรรดิ์ไพชยนต์และพระนครหลวงเป็นต้น มาสร้างเฉลิมพระเกียรติ์ จะทำยอดพระวิหารสมเด็จเป็นยอดปรางค์มีพรหมพักตร์อนุโลมตามแบบเขมรหรืออย่างไร ไม่มีหลักฐานที่จะยืนยันหรือปฏิเสธ แต่ตัวอย่างพรหมพักตร์ที่ไทยเอามาทำมียอดประตูพรหมในพระราชวังกรุงศรีอยุธยาปรากฏอยู่
ข้อ ๓ กรมพระราชวังบวรฯ รัชกาลที่ ๑ ทรงได้แบบอย่างทำพรหมพักตร์เข้ากับยอดปราสาท (มิใช่ยอดปรางค์) มาแต่ไหน หรือทรงประดิษฐ์ขึ้นเอง ข้อนี้มีความในหนังสือพระราชพงศาวดารว่า เมื่อรัชกาลพระเจ้าบรมโกศโปรดให้รื้อเครื่องบนพระที่นั่งสรรเพชญปราสาท พระที่นั่งบรรยงค์รัตนาศน์ และพระที่นั่งสุริยามรินทร์ “ซึ่งคร่ำคร่า” ลงทำใหม่ ที่ไม่ปรากฏว่าเปลี่ยนเครื่องบนพระวิหารสมเด็จด้วยในครั้งนั้น จะเป็นเพราะยอดก่อเป็นปรางค์มันคงยังดีอยู่ดอกกระมัง ในพงศาวดารยังกล่าวต่อไป
ว่า เครื่องบนพระที่นั่งสรรเพชญปราสาทเดิมหุ้มดีบุก โปรดให้ปิดทองทั้งหมดด้วย บางทีจะเพิ่มพรหมพักตร์เข้ากับยอดไม้ที่พระที่นั่งสรรเพชญปราสาทในครั้งนั้นเฉลิมพระเกียรติ เพราะพระเจ้าบรมโกศก็ปราบเมืองเขมรได้คล้ายกับพระเจ้าปราสาททองอีกครั้ง ๑ ถ้าเช่นนั้นพรหมพักตร์ยอดเครื่องไม้ก็มีแต่ครั้งกรุงศรีอยุธยา กรมพระราชวังบวรฯ เป็นแต่เอาอย่างมาทำ ที่ทูลมานี้เป็นแต่เครื่องบรรเลงสำหรับให้ทรงคิดวินิจฉัยเล่นสนุกๆ ไม่ยืนยันว่าเป็นหลักฐานอย่างไร
๓) ธงอย่างมีปลายปลิวเช่นที่จำหลักไว้ ณ พระนครวัด และที่ทอดพระเนตรเห็นที่เกาะบาหลีนั้น เห็นอาจจะตรงกับที่เราเรียกว่า “ธิว” เพราะเป็นแบบเก่า เมื่อไม่มีธงอย่างนั้นแล้วจึงเอาชื่อ “ธิว” ไปเรียกธงจีนอย่างที่เอาแพรเย็บสวมปลายไม้
๔) ชื่อนางมณีเมขลาเป็น ๒ ศัพท์คือ “แก้ว” กับ “เครื่องคาด” รวมกัน ได้ความแต่ว่า ดวงแก้วอันมีอะไรผูกล่ามไว้กับตัวคน มิใช่มีแต่ดวงแก้ว จะผูกล่ามไว้กับเข็มขัดที่คาดพุงหรือผูกล่ามไว้ด้วยสายสร้อยที่ถือไว้ในมือ ดูก็ไม่ผิดกันเป็นข้อสำคัญ เพราะ
ฤทธิ์อยู่ที่ดวงแก้วมณีเมขลาเป็นแต่เครื่องผูกล่าม ที่จะหมายความว่าเทวธิดาตนหนึ่งซึ่งคาดเข็มขัดแก้วมณี ดูก็ไม่สม เพราะนางเทวธิดาอื่นก็อาจจะคาดได้เหมือนกัน จะเป็นได้อีกอย่างหนึ่งก็แต่มีใครให้ชื่อตัวเทวธิดานั้นว่า “เข็มขัดแก้วมณี” เช่นเดียวกับเราให้ชื่อเด็กผู้หญิงว่า “สังวาลย์” ถ้าเช่นนั้นนางก็มีฤทธิ์ด้วยอย่างอื่นมิใช่เพราะแก้วมณี
๕) อ่านตรงตรัสว่าเพลงดนตรีของไทยชอบเรียกชื่อว่าเพลงของชนชาติอื่น เช่น แขก มอญ พม่า ลาว เขมร นั้น หม่อมฉันรู้สึกข้องใจทันที ด้วยนึกถึงที่พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวเคยทรงปรารภในกาลครั้งหนึ่ง ด้วยกรมหลวงสรรพศาสตร์ฯ
ทูลถึงดอกกุหลาบอย่างสีชมพูที่มีเป็นพื้นเมือง เรียกว่า “กุหลาบมอญ” ตรัสทักถามทันทีว่ากุหลาบอย่างนั้นมันเป็นของมอญด้วยเหตุอันใด กรมหลวงสรรพศาสตร์ฯ ก็จน จึงตรัสปรารภต่อไปว่า ดูไทยเราเองช่างไม่มีอะไรดีเสียเลย ถ้าของแปลกของดีก็มักเรียกกันว่าเป็นของชาติอื่น ต่อของเลวจึงว่าเป็นของไทย ดูแต่หมา ถ้าหมาคนชอบเลี้ยงก็เรียกกันว่า หมาฝรั่ง หมาจู ต่อหมาที่วิ่งอยู่ตามถนนจึงเรียกว่า หมาไทย
ในเรื่องเพลงดนตรีของไทย ตำราโบราณบอกชื่อเพลงทั้งเพลงปี่พาทย์และเพลงมโหรีเป็นอันมากมีอยู่ในหอพระสมุดฯ หม่อมฉันได้ให้พิมพ์นานแล้ว ลองถามพวกครูดนตรีบอกว่าเป็นเพลงที่ไม่เคยได้ยินมีมากก็ไม่ประหลาดใจ เพราะเราใช้จำไม่มีวิธีจดเพลงดนตรี เพลงก็เข้าในสังสารวัฏเกิดขึ้นและตายไปเป็นธรรมดา คิดดูถึงเหตุที่มีชื่อเพลงต่างชาติมาก เห็นว่าจะเป็นเช่นนี้ คือโดยปรกติทำเพลงตับตามตำรา เช่น
เพลงโหมโรงลงมาจนงานพระสวดมนต์ฉันเช้าเป็นต้น ใช้เพลงซ้ำอยู่เสมอพวกปี่พาทย์มโหรีฟังเบื่อ ผู้ที่มีความสามารถไปได้ยินเพลงแปลกๆ ซึ่งโดยมากย่อมเป็นเพลงของชนต่างชาติ จึงจำเอามาคิดประดิษฐ์ขึ้นเป็นเพลงใหม่ฟังเล่นแปลกๆ แล้วเอาไปทำแถมเข้าในเพลงตับเมื่อมีโอกาส ต่างวงเกิดประชันกันขึ้นด้วยแถมเพลงแปลกๆ เช่นนั้นก่อน แล้วก็เลยชอบทำเพลงแปลกอวดให้คนฟังจึงมีชื่อเพลงต่างชาติมากด้วยประการฉะนี้
๖) คำว่าบุหงา หมายแต่ว่าดอกไม้ ๆ อย่างไรก็เรียกว่าบุหงาทั้งนั้น เช่นต้นไม้ทองของบรรณาการก็เรียกว่า บุหงามาศ แหลมเกาะปีนังนี้แห่ง ๑ ก็เรียกชื่อว่า ตันหยงบุหงา บุหงารำไป เห็นจะแปลว่า ดอกไม้หอมเท่านั้น ซึ่งทรงพระดำริว่าคำ “ร่ำ” เช่น “แป้งร่ำ” จะมาแต่คำรำไปนั้น หม่อมฉันเห็นว่าถูกทีเดียว
๗) ขนมกระดูกผีนั้นหม่อมฉันรู้จักมาแต่เด็ก ด้วยเขาขายรวมอยู่ในเครื่องจันอับ แข็งเคี้ยวไม่ไหวเลย ไม่ชอบกินมาแต่เด็กด้วย มาอยู่ปีนังเขาซื้อมาใส่เครื่องหวานครั้ง ๑ ก็ต้องลาอีก ไม่แต่ขนมกระดูกผีเท่านั้น เดี๋ยวนี้กับข้าวของกินอย่างอื่นถ้าเหนียวหรือแข็งนักหม่อมฉันก็กินไม่ได้เพราะฟันมันไม่สู้เสียแล้ว
๘) ชื่อไทยที่เขาคิดสำหรับโรงเกาเหลาห้อยเทียนเหลาว่าหยาดฟ้านั้นดูเป็นหลักฐานและไพเราะน่าชมอยู่ แต่ก็เป็นแต่เขียนชื่อภาษาไทยเพิ่มขึ้นเท่านั้น มิใช่เปลี่ยนชื่อเป็นไทย เพราะโรงเกาเหลาเขาตั้งสำหรับขายจีนเป็นอาทิ จำต้องมีชื่อภาษาจีนสำหรับจีนเรียกว่า ห้อยเทียนเหลาคงอยู่นั่นเอง
๙) พระเถระธรรมยุติที่เข้าไปอยู่ในวังเมื่อทรงพระผนวชนั้น รูปหมู่ที่ฉายในพระพุทธรัตนสถานหม่อมฉันไม่มีอยู่ที่นี่ แต่นึกจำได้ ๙ องค์ คือกรมสมเด็จพระปวเรศฯ พระองค์ ๑ พระองค์เจ้าอรุณฯ พระองค์ ๑ สมเด็จพระสังฆราช (สา) พระองค์ ๑
สมเด็จพระวันรัตน์ (ทัพ) องค์ ๑ สมเด็จพระพุฒาจารย์ (ศรี) องค์ ๑ พระพรหมมุนี (เหมือน) องค์ ๑ พระเทพกวี (นิ่ม) องค์ ๑ พระจันทโคจรคุณ องค์ ๑ พระพรหมเทพาจารย์ (ชื่อไรจำไม่ได้ วัดเสนาศน์) องค์ ๑ ถ้านับเป็นพระสงฆ์ ๑๐ รูป รวมทั้งพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าฯ ก็หมดเพียงเท่านั้น ถ้ามิฉะนั้นก็จะมีอีกองค์ ๑ แต่หม่อมฉันนึกไม่ออกว่าจะเป็นท่านผู้ใด
๑๐) หน้าวัดบวรนิเวศน์ตอนกุฏิพระแต่เดิมกำแพงแก้วอยู่ลึกเข้าไปจากถนนตลอดเขตวัด เมื่อสมเด็จพระบรมโอรสาธิราชจะทรงพระผนวชปลูกตึกแถวขึ้นเป็นห้องเครื่องและที่ข้าคนพักจรดถึงริมถนน กำแพงยังอยู่ลึกแต่ตอนหน้าตำหนัก ที่ทำกำแพงใหม่ออกไปให้ได้แนวนั้นสมควรแล้ว
๑๑) ลักษณะพระพุทธชินศรีนั้น หม่อมฉันเห็นด้วยดังทรงพระดำริ
ควรมิควรแล้วแต่จะโปรด
สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมพระยาดำรงราชานุภาพ
วันที่ ๒๙ กรกฎาคม พ.ศ. ๒๔๘๔ น
ตำหนักปลายเนิน คลองเตย
วันที่ ๒๙ กรกฎาคม ๒๔๘๔
กราบทูล สมเด็จกรมพระยาดำรงฯ ทราบฝ่าพระบาท
จะกราบทูลสนองลายพระหัตถ์เวร ซึ่งลงวันที่ ๑๔ กรกฎาคม ต่อไปนี้
สนองลายพระหัตถ์
๑) โมทนาในพระกุศลราศี อันได้ทรงบำเพ็ญในวันเข้าวรรษาซึ่งทรงพระเมตตาประทานโอกาสให้ได้อนุโมทนานั้นแล
เรื่องความเสื่อมทรามของวัดปุโลติกุสนั้นเข้าใจยากอยู่ ทำไมทายกจึ่งยกเอาพระซึ่งมีมลทินเป็นปาราชิกขึ้นเป็นสมภาร ทำไมสมภารเก่าจึงทำบิดเบี้ยวไม่ออกเสียจากหน้าที่ตรงๆ
พระดำรัสซึ่งใช้คำ “สายมงคลสูตร” นั้นดีเต็มที ดีกว่าคำ “สายสิญจน์” เป็นอันมาก ในการที่จะหลบคำ “มงคลสูตร” หลบเรียกแต่ว่า “สายมงคล” เท่านั้นก็พอ
๒) จะเล่าถวายถึงตำราขี่ช้างบ้าง ในกาลหนึ่งเกล้ากระหม่อมไปที่หอสมุด จะเป็นด้วยธุระอะไรก็ลืมเสียแล้ว แต่ไปพูดขึ้นถึงนุ่งเกี้ยวเกไล พระยาอนุมานเอาตำราช้างมาให้ดู เห็นเป็นถ้อยคำสำนวนของอาจารย์กุหลาบ เห็นจะแต่งออกจากตำราครั้งพระนารายณ์นั้น
ที่มีว่าทาน ๓ ครั้งนั้นทำให้ได้สติว่าโบราณท่านก็เห็นความบกพร่องมาแล้ว ทราบได้จากเกล้ากระหม่อมเคยตรวจปรู๊ฟอ่านแก้แม้ถึง ๒ เที่ยวก็ยังเห็นที่ผิดต้องแก้อยู่นั่นเอง ขี้เกียจจะดูหลายเที่ยว และคิดว่าจะดูสักกี่เที่ยวก็เห็นจะพบที่ผิดอยู่นั่นเอง ทาน ๓ เที่ยวนั้นเข้าใจว่าเป็นแต่ปานกลาง ถ้าดูมากเที่ยวไปอีกก็เห็นจะพบผิดอีก แต่ที่ผิดนั้นเป็นแต่ผิดเล็กน้อย ไม่ถึงผิดความ
ที่เข้าใจว่าไทยเรามีตำรามากและหวงวิชานั้น ออกจะเป็นความเห็นของฝรั่ง เพราะเขาตั้งใจจะเอาตำราของเราไปเขียนแต่ง แต่ครั้นเอาไม่ได้เขาก็คิดว่าเราหวงวิชา ด้วยเขาคิดว่าอะไรหมดจะต้องมีตำราอย่างเมืองเขา แต่ที่จริงตำราเราไม่มี หากมีก็ทีจำไม่ได้ เช่นมนตร์ของพระสิทธิชัยอย่างพระดำรัสนั้น ตำราขี่ช้างข้างที่ซึ่งตรัสนั้นจะเป็นของทำใหม่ตามเขาว่า ไม่แน่ว่าจะจริงหรือไม่จริงจึงห้ามไม่ให้เอาไปตีแผ่ ให้
สอนกันแต่คนที่อยากรู้ ทั้งนี้ก็ไปเข้ารูปความคิดของฝรั่งที่ว่าหวงวิชา ตำราพิชัยสงครามเกล้ากระหม่อมก็เคยดู เห็นเป็นเรื่องหมอดูทั้งนั้นก็เลยไม่เอาใจใส่ แบบโบราณก็เชื่อหมอดูกันเป็นใหญ่ กรมหมื่นมหิศรได้สังเกตมาก ในตำราพิชัยสงครามเห็นมีแก่นสารอยู่ที่กลต่างๆ แต่ก็มีแต่ชื่อเท่านั้น เช่น “กลม้ากินสวน” จะกินอย่างไรก็ไม่บอกไว้ เลยเอาไปใช้ก่งคอเล่น แม้การตั้งทัพที่โดยรูปครุฑและนาค ก็เป็นเรื่องสัตว์อันไม่พ้นทางหมอดู จึ่งตกลงกันว่าเป็นเรื่องหมอดูสิ้น ไม่มีอะไร
คำว่า “เกี้ยว” กับ “นุ่ง” จะต้องต่างกันอยู่เอง “เกี้ยว” เห็นจะแปลว่าผูก ใช้ตลอดไปจนถึงสร้อยรัดผมก็เรียกว่า เกี้ยว ชายหญิงพูดกันในทางรักก็เรียกว่าเกี้ยว ผ้าเกี้ยวก็คงเป็นผ้าคาดพุงเท่านั้น ทีหลังคาดเป็นทีนุ่งจึงพาให้เข้าใจผิด ในเรื่องขี่ช้างถ้าทรงจับหลักฐานอะไรได้ก็พึงใจที่จะฟังพระดำรัสต่อไป
๓) ทำไมช่างสมัยหนึ่งจึ่งเข้าใจว่า ถ้าทำมุมย่อไม้สิบสองแล้วจะเป็นเอก ยังไม่เข้าใจว่าอะไรนำไปให้คิดเห็นเช่นนั้น
๔) ในเรื่องเสาธง ได้ทราบพระดำรัสแสดงมูลเหตุนั้นดีเต็มที แม้ไม่ได้ทราบก็แหงแก๋เอาหลักไม่ได้
๕) ได้ทราบพระนามวังหลวงวังหน้าแห่งเมืองยกยาโซโลก็ดีอีก ตามไม่ทันว่าที่ถูกจะเป็นอะไร แต่เห็นใกล้กับไทยมาก เช่นภูวโน ก็ใกล้กับ ภูวไน คำภูวไนของเราก็เหลว อันภาษานั้นผ่านเมืองต่างๆ มามาก เช่นคำว่า “สุริยัน” ซึ่งเราใช้กันดกดื่น จะไปหา
ทางภาษามคธหรือสังสกฤตนั้นไม่มีมิได้ เขาว่าเป็นภาษาทมิฬ จะจริงหรือไม่ก็ไม่ทราบ แล้วภาษาซึ่งผ่านมานั้นก็วิบัติไปเสียตามๆ กันมาด้วย คงเหลือแต่รูปให้พอที่จะรู้ได้ว่าเป็นภาษาอะไร เหมือนหนึ่งพระนามวังหลวง วังหน้าทางชวานั้นก็เพียงพอแต่จะพึงรู้ได้ ว่าโครงเป็นภาษาสังสกฤตเท่านั้น ที่ ๑ ที่ ๒ นั้น ทางฝรั่งเข้ามาปน
การมีวังหลวงวังหน้านั้นคงมีเป็นประเพณีมานานแล้ว หากอังกฤษวิลันดามาจัดชุบมือเปิบ กำหนดให้เป็นอย่างไรไปเท่านั้น คนซึ่งเป็นวังหน้าจะต้องเป็นผู้ซึ่งมีประโยชน์แก่แผ่นดิน นับเป็นที่ ๒ รองแต่พระเจ้าแผ่นดินลงมา ไม่จำจะต้องเป็นพระราชวงศ์ก็ได้
๖) เรื่องพี่เลี้ยงจางวางนั้น เกล้ากระหม่อมก็รู้สึกว่าเจ้านายมีกรม และไม่มีกรมนั้นไม่เหมือนกัน แต่ไม่ได้คิดให้ตลอดไป จนกระทั่งได้ฟังกระแสพระดำริจึงได้คิดต่อ ก็เห็นความว่า อันชื่อกรมหลวงโยธาทิพย์โยธาเทพย์นั้นเป็นชื่อกรม หาใช่พระนามเจ้านายซึ่งเป็นองค์หญิงไม่ ทั้งชื่อกรมและเจ้ากรมก็มีตารางเกณฑ์เข้าตาทัพเสียด้วย เพราะฉะนั้นแต่ก่อนนี้เจ้ากรมปลัดกรมสมุห์บัญชีจะต้องเป็นข้าหลวงใหญ่ ไม่ใช่ข้าหลวงน้อยถูกแน่ แต่ข้าหลวงน้อยนั้นยังคิดไม่เห็นทางที่จะเป็นไปดี แม้กระแสพระดำริก็เป็นไปเพียงทรงสันนิษฐาน
๗) ทำไมหงส์จึงเกี่ยวข้องกับวิมาน จะกราบทูลถวายตามมีตามเกิด ด้วยครั้งหนึ่งมีพระราชดำรัสสั่งให้เขียนพระราชลัญจกรหงสพิมานอยู่ข้างจะอึดอัดใจ เพราะพระราชลัญจกรหงสพิมานองค์เดิมเป็นอย่างไรก็ไม่ทราบ เห็นแต่เขาเขียนเป็นรูปหงส์อยู่ในวิมาน (อ้ายสามช่อง) ก็ไม่เชื่อ นึกว่าเขียนเดาไปตามรูปศัพท์แห่งชื่อเท่านั้น ความ
จริงหงส์เป็นพาหนะพระพรหม กลัวจะเป็นไปในท่วงทีอย่างเดียวกันกับพระราชลัญจกรไอยราพต ซึ่งมีวิมาน (สามช่อง) หรือบุษบก ตั้งอยู่บนกระพองหรือบนหลัง มีองค์พระอินทร์อยู่ในนั้นด้วยก็มี ไม่มีก็มี อันนั้นก็ตรงกับพระราชลัญจกรเก่าองค์หนึ่ง ซึ่งมีรูปพระพรหมนั่งอยู่ในวิมาน (สามช่อง) บนหลังหงส์ แต่จะเป็นหงส์พิมานหรืออย่างไรไม่ทราบ อย่างไรก็ดี จะต้องทำไม่ให้เขลาเกินไป จึงได้ค้นหาความรู้ก็พบในพจนานุกรมของอาจารย์โมเนียวิลเลียม เขาว่าคำ “วิมาน” นั้นเป็นพาหนะอย่างใดๆ
ของเทวดา ก็ได้ฟังก็เข้าใจ ว่าที่เป็นดั่งนั้นก็เพราะรถยานซึ่งมีเรือนอยู่บนนั้นก่อน ทีหลังเป็นรถที่ไม่มีเรือนก็ได้ แล้วเป็นยานอย่างอื่นก็ได้ เพราะเหตุฉะนั้นจึ่งได้เขียนพระราชลัญจกรหงสพิมานถวาย เป็นรูปหงส์มีวิมาน (ช่องเดียว) ตั้งบนหลัง จะเขลาหรือไม่ก็ไม่ทราบ คิดว่าพระราชลัญจกรองค์นี้เองถ่ายทอดไปให้เป็นชื่อระวางม้า แต่คำ “สังข์พิมาน” นั้นจนด้วยเกล้า เพราะไม่ทราบว่าสังข์เป็นพาหนะของใคร กลัวคำหงสพิมานจะพาไปให้หลง
พระโอรสธิดาของฝ่าพระบาท ใครจะขี่ม้าเป็นบ้างนั้นไม่ทราบ ทราบแต่หญิงเหลือว่าขี่แข็ง นึกขึ้นได้ว่าครั้งหนึ่งเกล้ากระหม่อมไปเมืองชล พวกในครอบครัวเจ้าพระยาเทเวศรพากันขี่ม้าเที่ยวเล่นด้วยกัน เรียกคนขี่ม้าไม่เป็นว่า “เจ้านาค” ได้ความเหมาะดีมากอยู่ ที่ชายดิศขี่ม้าไปพบคนหัวขาดนั้นน่ากลัวมาก แต่เธอไม่ได้เล่าเรื่องให้ฟัง จะถามดู
เบ็ดเตล็ด
๘) ดูเหมือนเมื่อวันที่ ๒๐ ซึ่งล่วงแล้วมา เกิดขลุกขลักด้วยเรื่องหญิงหลุยเจ็บท้อง มีโทรศัพท์มาเรียกหมอที่บ้านปลายเนิน หญิงอี่ก็ไปกับหมอ แต่เธอไม่พอมาตามเอาแม่โตไปอีก แม่โตกลับมาบอกว่าหลับไปแล้ว หมอไปเอ็ดตะโรว่าไม่รู้จักรักษาตัว ขี่รถไปเที่ยวบางปูทำให้กระท่ำกระเทือน ต่อมาก็ไม่เห็นเจ็บอีกจนบัดนี้ ทำไมหมอจึง
มาอยู่ที่บ้านปลายเนิน เพราะเขาเป็นสกุลศิริสัมพันธ์ ชื่อหมอจำรัส คุ้นเคยกันมาแต่ครั้งพระยาสโมสรเจ็บ เวลานั้นเขายังเป็นเด็กหนุ่มเรียนอยู่ที่โรงเรียนศิริราช ทีหลังได้รับพระกรุณาแต่สมเด็จพระราชบิดา ทรงพระอนุเคราะห์อุดหนุนให้ได้ไปเรียนต่อที่เมืองนอก เขาไปเยี่ยมครอบครัวเกล้ากระหม่อมเมื่อไปอยู่ที่วังวรดิศ หญิงหลุยพบก็ชอบอัธยาศัย ครั้นเจ็บท้องจึ่งมาตามตัวไป
๙) ไปหาสมเด็จพระพุทธโฆษาจารย์ในกาลเข้าวรรษา ได้ตั้งปัญหาถามท่านถึงการห่มผ้ามัดตน ตามที่ไม่เคยเห็นมีที่พระเก่าเช่นได้กราบทูลมาแล้ว ท่านออกความเห็นว่าวิธีห่มมัดตนทีจะทำเมื่อแรกบวชอันยังห่มผ้าไม่ติด แม้จะถูกหรือผิดก็ฟังได้
๑๐) ทำไมฝรั่งจึงขึ้นหน้านัก หนังสือไทยแม้ตัวอะไรซึ่งใกล้กับหนังสือฝรั่งก็ตัดไปให้เป็นหนังสือฝรั่ง เช่นตัว ร เอาเป็นตัว เอส เป็นต้น ป้ายหน้าร้านข้างถนนรู้สึกว่าต้องมีขนาดตัวให้พอดีเป็นแน่ เพราะถ้าเขียนตัวเล็กไปก็อ่านไม่เห็น แม้รู้ว่าไม่เห็นขยายทำให้ตัวใหญ่แทนที่จะเห็นก็ไม่เห็นเหมือนกัน จึ่งคิดว่าทำตัวเล็กใหญ่เท่าไรนั้นจะต้องเหมาะกับเนื้อที่อันจะพึงมีดู แต่ที่เป็นคำยาวๆ นั้นใช้ไม่ได้แน่ เพราะถึงจะ
อ่านเห็นเมื่อขี่รถผ่านไปก็อ่านไม่ได้จบ ฝรั่งเขาว่าหนังสือนั้นเขียนได้เป็นสองอย่าง เขียนให้อ่านอย่างหนึ่ง กับเขียนให้เป็นลายอีกอย่างหนึ่ง จะต้องเติมเข้าว่าเขียนให้ “โซ้ด” อ่านไม่ออกอีกอย่างหนึ่ง แม้การเซ็นชื่อก็ดัดกัน เช่นตัว ห อันนำชื่อว่า หลวง ก็ดัดให้เป็นตัว เอช ใหญ่ เกล้ากระหม่อมเคยพูดว่าจะเพียรดัดไปทำไม เซ็นเป็นหนังสือฝรั่งเสียทีเดียวก็แล้วกัน ไม่เห็นเป็นไร การเซ็นชื่อก็เท่ากับขีดแกงได ใครจะขีดมาก็ช่าง ข้อสำคัญอยู่ที่ต้องรู้ว่าเป็นหนังสือมาแต่ไหนต่างหาก
ข่าวแห้ง
๑๑) เมื่อวันที่ ๒๑ นี้ หญิงอามเอาลูกกลิ้งกระดาษซับซึ่งทรงพระเมตตาโปรดฝากเข้าไปประทานให้ เป็นพระเดชพระคุณอย่างยิ่ง แต่แปลว่ากราบทูลมาให้ทรงทราบช้าไปไม่ทันการ
๑๒) เมื่อวันที่ ๒๒ ซึ่งล่วงมาแล้ว สำนักพระราชวังส่งหมายสั่งการพระราชพิธี ทรงบำเพ็ญพระราชกุศลทักษิณานุปทาน อุทิศพระราชทานทหารและตำรวจ (ซึ่งถึงแก่กรรมในการรบ) ณ วันที่ ๒๕ กรกฎาคม เวลา ๑๖.๓๐ น. ที่การเปรียญ วัดราชาธิวาส มีหมายกำหนดการใบพิมพ์ส่งมาให้ด้วย ๒ ฉบับ ได้แบ่งส่งมาถวายเพื่อทรงทราบฝ่าพระบาทในคราวนี้ด้วยฉบับหนึ่งแล้ว
๑๓) ข่าวตายในกรุงมีหลายราย หม่อมเจ้าหญิงศรีทศาลัยตายวันที่ ๒๒ หม่อมเจ้าหญิงดาราจรัสศรีตายวันที่ ๒๔ เทวกุลทั้งสองคน วันที่ ๒๖ เจ้าพระยาวรพงศ์ตาย กำหนดอาบน้ำศพวันที่ ๒๗ เวลา ๑๗.๐๐ น. เกล้ากระหม่อมก็ไป เขาจัดการอาบน้ำศพในห้องตึกชั้นล่าง แล้วแต่งตัวลงโกศยกขึ้นไปตั้งชั้นบน แต่เขาจะจัดที่ตั้งอย่างไรนั้นไม่ทราบ เพราะไม่ได้ขึ้นไปเห็น แต่คงจะกราบทูลให้ทรงทราบได้ในเมื่อขึ้นไปเห็นในคราวเขาทำบุญ ๗ วัน
๑๔) กลับจากบ้านเจ้าพระยาวรพงศ์ผ่านวังวรดิศ เห็นยังวันอยู่จึงแวะเข้าไปฟังอาการหญิงหลุย ได้ความว่าสบายดี แต่เกินกว่าคาดมาก หมอห้ามไม่ให้ลงกะไดเสียทีเดียว เกล้ากระหม่อมก็ไม่ได้ขึ้นไปเยี่ยมพบแต่ชายดิศ ถามถึงเรื่องขี่ม้าไปพบคนหัวขาดที่เพชรบุรี เธอบอกว่าเป็นผู้หญิง ขึ้นไปบลบานสานกล่าวอะไรที่เขากะไดอิฐ พอกลับลงมาก็ถูกตัดหัว เวลานั้นพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าก็ประทับอยู่ที่เมืองนั้นด้วย
ข่าวสด
๑๕) ได้รับลายพระหัตถ์เวร ลงวันที่ ๒๑ กรกฎาคม เมื่อวันจันทร์ โดยเข้าใจว่าเข้าไปถึงกรุงกับรถไฟวันเสาร์ มีปะปิดหัวท้าย จะกราบทูลสนองหาทันไม่ ต้องเป็นคราวหน้าตามเคย
ปรารภ
๑๖) การใช้คำหน้าหลังติดจะอึกอักประดักประเดิด ที่ใช้ว่า หน้า เห็นจะเป็นทางภาษามคธ มาแต่ อดีต ปัจจุบัน อนาคต ที่ใช้ว่า หลัง เห็นจะเป็นทางภาษาไทย ถือเอาคราวนี้เป็นคราวหน้า คราวต่อไปเป็นหลัง ขัดกันตกขอบตรงกันข้าม จะใช้อย่างไรจึงจะดี.
ควรมิควรแล้วแต่จะโปรด
สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ เจ้าฟ้ากรมหลวงนริศรานุวัดติวงศ์
ที่ ๑๒/๒๔๘๔ หมายกำหนดการ
ที่ ๑๒/๒๔๘๔
พระราชพิธีทรงบำเพ็ญพระราชกุศลทักษิณานุปทาน
อุทิศพระราชทานทหารและตำรวจ
๒๔๘๔
นายกรัฐมนตรี ในตำแหน่งบังคับบัญชาสำนักพระราชวัง รับบัญชาคณะผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์ว่า ทรงพระราชอนุสสรคำนึงถึงบรรดาทหารและตำรวจ ผู้ได้ไปปฏิบัติราชการสนองคุณชาติตามหน้าที่ และได้สูญเสียชีวิตอันพึงรักพึงสงวนของตนไป ด้วยต่อต้านการรุกรานของอริรัฐไพรี เพื่อรักษาชาติศาสนาไว้ตามแบบอย่างอันดี
ซึ่งวีระแห่งชาติไทยท่านได้ปฏิบัติมาแล้วแต่ปางก่อน บัดนี้เจ้าหน้าที่ฝ่ายทหารได้เชิญศพทหารและตำรวจนั้นไปประดิษฐานเพื่อประกอบทักษิณานุปทานกิจ ณ ศาลาการเปรียญวัดราชาธิวาสตามบุรพประเพณี จึงทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ จะบำเพ็ญพระราชกุศล อุทิศพระราชทานด้วยพระกรุณารชวาศัย ตามทศพิธราชธรรมจริยาวัตร ดั่งรายการต่อไปนี้
วันที่ ๒๕ กรกฎาคม เวลา ๑๖ นาฬิกา ๓๐ นาที คณะผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์ไปยังวัดราชาธิวาส เข้าสู่พระอุโบสถ ประธานคณะผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์ทรงจุดธูปเทียนเครื่องราชสักการและเทียนท้ายที่นั่งบูชาพระสัมพุทธพรรณีแล้ว คณะผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์ไปยังศาลาการเปรียญ ประธานคณะผู้สำเร็จราชการแทน
พระองค์ทรงวางพวงดอกไม้ของหลวง พระราชทานแด่ศพทหารและตำรวจแล้ว ทรงจุดธูปเทียนเครื่องนมัสการและเครื่องทรงธรรม สมเด็จพระราชาคณะถวายพระธรรมเทศนากัณฑ์ ๑ จบแล้ว พระสงฆ์ทรงสมณศักดิ์ ๒๐ รูปสวดศราทธพรตคาถาแล้ว ประธานคณะผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์ทรงประเคนจตุปัจจัยไทยธรรมและทรงทอดผ้า พระสงฆ์ทั้งนั้นบังสุกุล ถวายอนุโมทนาเป็นเสร็จการ
การแต่งกาย แต่งเครื่องแบบเต็มยศ ไว้ทุกข์ ประดับราชอิสริยาภรณ์ สวมสายสะพายตราช้างเผือก
สำนักพระราชวัง
หมายมา ณ วันที่ ๒๒ กรกฎาคม พุทธศักราช ๒๔๘๔
บันทึก
โฆษณา
ดาวน์โหลดแอปพลิเคชัน
© 2026 Blockdit
เกี่ยวกับ
ช่วยเหลือ
คำถามที่พบบ่อย
นโยบายการโฆษณาและบูสต์โพสต์
นโยบายความเป็นส่วนตัว
แนวทางการใช้แบรนด์ Blockdit
Blockdit เพื่อธุรกิจ
ไทย