•
30 ก.ย. เวลา 10:21 • สุขภาพ

🔬 InnoInside — นวัตกรรมที่น่าจับตา

14 : กระโดดไปอีกขั้น ถ่ายเซลฟี่ เพื่อจัดระเบียบการรักษามะเร็ง — AI จากฮาร์วาร์ดที่อ่านความแก่ชราในใบหน้าเพื่อทำนายอนาคต
สวัสดีครับเพื่อนๆ ชาว innowayถีบ!
ลองถามตัวเองดูนะครับ — ถ้ามีคนบอกว่าแค่ถ่ายรูปหน้าตัวเอง แล้ว AI จะบอกได้ว่าคุณมีโอกาสรอดชีวิตจากมะเร็งได้แค่ไหน เพื่อนๆ จะเชื่อไหม?
นั่นคือสิ่งที่ทีมนักวิจัยจากฮาร์วาร์ดกำลังพิสูจน์อยู่ครับ
ปัญหาที่มีอยู่คือ...
ทุกวันนี้เมื่อหมอประเมินผู้ป่วยมะเร็ง สิ่งแรกที่ใส่ในระบบคือ อายุตามบัตรประชาชน (Chronological Age) ครับ แต่ความจริงที่หมอทุกคนรู้ดีคือ คนอายุ 60 ปีสองคนอาจมีสุขภาพร่างกายต่างกันอย่างสิ้นเชิง คนหนึ่งดูและรู้สึกเหมือนอายุ 45 อีกคนดูเหมือนอายุ 75 แล้ว
คำถามคือ ทำไมเราถึงยังใช้ตัวเลขเดียวกันในการตัดสินใจรักษา?
ใครคือนักวิจัยที่อยู่เบื้องหลังงานชิ้นนี้?
งานวิจัยนี้มีสองผู้นำหลักที่ความเชี่ยวชาญเสริมกันได้อย่างลงตัวครับ
Dr. Raymond Mak เป็น Associate Professor ด้าน Radiation Oncology ที่ Harvard Medical School และแพทย์ที่ Brigham and Women's Hospital และ Mass General Brigham Cancer Institute เขาทำงานกับผู้ป่วยมะเร็งจริงๆ ทุกวัน และเห็นด้วยตาตัวเองว่าอายุตามบัตรประชาชนไม่ได้บอกความจริงทั้งหมดของผู้ป่วยเสมอไปครับ
Prof. Hugo Aerts เป็น Professor ด้าน Radiation Oncology ที่ Harvard Medical School และ Director ของ Artificial Intelligence in Medicine (AIM) Program ที่ Mass General Brigham ซึ่งเป็นโปรแกรมวิจัย AI ทางการแพทย์ชั้นนำระดับโลก ความเชี่ยวชาญของเขาคือการพัฒนา Deep Learning สำหรับงานทางการแพทย์ครับ
ทั้งสองคนเป็น Co-senior Author ของงานวิจัยสองชิ้นที่เพิ่งตีพิมพ์ล่าสุดครับ
วิทยาศาสตร์ที่อยู่เบื้องหลัง — FaceAge คืออะไร?
แนวคิดหลักของงานวิจัยนี้คือ อายุทางชีวภาพ (Biological Age) ไม่จำเป็นต้องเท่ากับอายุตามปฏิทิน (Chronological Age) และความแตกต่างระหว่างสองอย่างนี้สามารถอ่านได้จากใบหน้าของเราครับ
ทีมวิจัยพัฒนา AI ที่ชื่อว่า FaceAge โดยใช้หลักการ Deep Learning ที่เรียนรู้จากข้อมูลจำนวนมหาศาล และนี่คือสถาปัตยกรรมของมันครับ
ชั้นที่ 1 — เรียนรู้จากใบหน้า 40 ล้านใบ
AI ถูกฝึกด้วยรูปใบหน้าจากทั่วโลก 40 ล้านภาพ เพื่อให้เรียนรู้ลักษณะของใบหน้ามนุษย์ในทุกรูปแบบก่อนครับ
ชั้นที่ 2 — เรียนรู้ความสัมพันธ์ระหว่างใบหน้าและอายุ
จากนั้นฝึกด้วยรูปใบหน้า 700,000 ภาพของคนที่ทราบอายุจริง เพื่อให้ AI เรียนรู้ว่าใบหน้าในแต่ละช่วงอายุมีลักษณะอย่างไรครับ
ชั้นที่ 3 — ปรับจูนด้วยข้อมูลผู้ป่วยมะเร็ง
สุดท้ายฝึกด้วยรูปของผู้ป่วยมะเร็ง 24,000 คนที่ทราบผลการรักษาจริงๆ เพื่อให้ AI
เรียนรู้ว่าลักษณะใบหน้าแบบไหนสัมพันธ์กับผลลัพธ์การรักษาอย่างไรครับ
Prof. Aerts อธิบายว่าการฝึกแบบเป็นชั้นแบบนี้ทำให้ได้ผลดีกว่าการฝึกด้วยข้อมูลผู้ป่วยมะเร็งเพียงอย่างเดียว เพราะ 24,000 ราย ถ้าเรียนรู้ตั้งแต่ต้นอาจไม่พอ แต่พอมีฐานจาก 40 ล้านและ 700,000 ภาพก่อน ข้อมูลเพียง 24,000 ราย ก็เพียงพอที่จะ fine-tune ได้แม่นยำครับ
โดยผลงานศึกษาได้ทำการตีพิมพ์ในวารสารระดับโลกหลายชิ้น เพื่อพัฒนาแนวคิดไปสู่การใช้งานที่กว้างขึ้น
งานวิจัยชิ้นที่ 1 ตีพิมพ์ใน Journal of the National Cancer Institute เมื่อเดือนพฤศจิกายน 2025 ศึกษาผู้ป่วยมะเร็งมากกว่า 24,000 ราย พบว่า
• ผู้ป่วยมะเร็ง 65% มี FaceAge มากกว่าอายุจริง กล่าวคือหน้าดูแก่กว่าอายุจริงครับ
• ผู้ที่ดูอ่อนกว่าอายุจริง 5 ปีขึ้นไป มีผลการรักษาที่ดีกว่าอย่างมีนัยสำคัญ
• ผู้ที่ดูแก่กว่าอายุจริง 10 ปีขึ้นไป มีผลการรักษาที่แย่กว่าอย่างมีนัยสำคัญ
• สัญญาณนี้ชัดเจนในมะเร็งหลายชนิด ซึ่งทำให้ทีมวิจัยเองก็แปลกใจครับ
งานวิจัยชิ้นที่ 2 ตีพิมพ์ใน Nature Communications เดือนเมษายน 2026 ศึกษาผู้ป่วย 2,276 ราย ที่ได้รับการฉายรังสีอย่างน้อย 2 ครั้ง
โดยเปรียบเทียบ FaceAge ระหว่างการรักษาครั้งแรกและครั้งที่สอง พบว่า อัตราการแก่ของใบหน้าระหว่างการรักษาสัมพันธ์กับอัตราการรอดชีวิต โดยมีผลชัดเจนสามกลุ่มครับ
กลุ่มที่ป่วยหนักที่สุด (รักษาถี่น้อยกว่า 1 ปี) ผู้ที่ใบหน้าแก่เร็วรอดชีวิตเฉลี่ย 4.1 เดือน เทียบกับ 6.5 เดือน สำหรับผู้ที่ใบหน้าแก่ช้าลง
กลุ่มกลาง (รักษาห่าง 1-2 ปี) รอดชีวิตเฉลี่ย 6.4 เดือน เทียบกับ 12.5 เดือน
กลุ่มที่ป่วยน้อยที่สุด (รักษาห่าง 2-4 ปี) รอดชีวิตเฉลี่ย 15.2 เดือน เทียบกับ 36.5 เดือน
ทางเดินเส้นนี้ยังอีก.....ไกล ข้อจำกัดที่ต้องพัฒนาต่อ
ทีมวิจัยระบุชัดเจนว่ายังมีสิ่งที่ต้องพัฒนาเพิ่มอีกครับ
• ความแม่นยำยังต้องปรับปรุงสำหรับผู้ที่มีสีผิวต่างกัน ผู้ที่ใส่เครื่องสำอาง หรือผู้ที่ผ่าตัดศัลยกรรมความงามมา
• ใบหน้าเป็นเพียงตัวแทนของ biological age ทั้งร่างกาย แต่อวัยวะต่างๆ อาจแก่ในอัตราที่ต่างกัน เช่น "อายุหัวใจ" หรือ "อายุตับ" อาจต่างจาก "อายุใบหน้า" ได้
• ขณะนี้อยู่ในขั้น Clinical Study ยังไม่ได้รับการรับรองเป็น Standard of Care ทางการแพทย์ครับ
ทีมวิจัยกำลังเปิด Online Portal ที่ faceage.bwh.harvard.edu ให้ประชาชนทั่วไปสามารถอัปโหลดรูปเพื่อรับการประเมิน FaceAge ได้ในฐานะส่วนหนึ่งของ Clinical Study ครับ
แอดมองว่า...
สิ่งที่น่าทึ่งที่สุดในงานวิจัยชิ้นนี้สำหรับแอดไม่ใช่ตัว AI ครับ แต่คือ คำถามที่ทีมวิจัยตั้ง — ทำไมเราถึงยังใช้ตัวเลขอายุตามบัตรประชาชนในการรักษาผู้ป่วย ทั้งที่เรารู้ดีว่ามันไม่ได้บอกความจริงทั้งหมด?
ถ้า FaceAge ผ่านการพิสูจน์ในระดับ Clinical Trial และได้รับการรับรองทางการแพทย์ มันจะไม่ได้แค่เพิ่มเครื่องมือให้หมอ แต่จะเปลี่ยนวิธีที่เราคิดเรื่องอายุและสุขภาพไปเลยครับ — จากการนับปีที่ผ่านมา สู่การวัดว่าร่างกายเราจริงๆ แล้วอยู่ตรงไหน
Prof. Aerts พูดได้น่าสนใจมากครับว่า CT หรือ MRI ให้ข้อมูลมากกว่า แต่ถ่ายทุกวันไม่ได้ ขณะที่ FaceAge ให้ข้อมูลที่หยาบกว่าแต่ทำได้บ่อยกว่ามาก และบ่อยครั้งข้อมูลที่ได้บ่อยๆ นั้นมีคุณค่ามากกว่าข้อมูลที่แม่นยำแต่ได้นานๆ ครั้งครับ 📸
เพื่อนๆ คิดยังไงกับเรื่องนี้บ้างครับ ถ้า FaceAge พร้อมใช้งานจริง คุณจะลองถ่ายเซลฟี่เพื่อรู้ biological age ของตัวเองไหม? มาแชร์กันในคอมเมนต์ได้เลย!
อ้างอิง: Harvard Gazette (news.harvard.edu) / Journal of the National Cancer Institute (2025) / Nature Communications (2026)
โฆษณา