21 ก.ย. เวลา 22:48 • หนังสือ

สิงหาคม

วันที่ ๔ สิงหาคม พ.ศ. ๒๔๘๔ ดร
​บ้านซินนามอน ปีนัง
วันที่ ๔ สิงหาคม พ.ศ. ๒๔๘๔
ทูล สมเด็จกรมพระนริศฯ
หม่อมฉันได้รับลายพระหัตถ์เวรฉบับลงวันที่ ๒๙ กรกฎาคม แล้ว เขามีแก่ใจเชิญมาส่งในวันศุกร์อีกเป็นครั้งที่ ๓ ติดต่อกันมา น่าขอบใจ
ทูลสนองลายพระหัตถ์
๑) ซึ่งทรงสันนิษฐานว่า ผ้าเกี้ยวเป็นผ้าคาดนั้น หม่อมฉันเห็นถูกทีเดียว ผ้าเกี้ยวที่กล่าวในตำราขี่ช้างก็คือผ้านุ่งเพิ่มเข้าอีกผืน ๑ ข้างนอกเหมือนอย่างผ้าคาด ยังคิดไม่เห็นแต่ว่านุ่งผ้าแบบต่างๆ อย่างพรรณนาในตำราขี่ช้างนั้นมีประโยชน์ผิดกันอย่างไรในเวลาขี่ช้าง ดูจะเป็นแต่เครื่องแบบ “ยุนิฟอร์ม” สำหรับเข้าพิธีเท่านั้น
๒) ตำรับตำราวิชาความรู้ต่างๆ เมื่อครั้งกรุงศรีอยุธยา เห็นจะมีเป็น ๒ อย่าง เป็นตำราที่เขียนลงเป็นหนังสืออย่าง ๑ ตำราที่จำไว้อย่าง ๑ เข้ากับคำที่มักพูดกันเล่นว่า “จดจำ” ในพงศาวดารมีว่า เมื่อปีมะเมีย พ.ศ. ๒๐๔๑ สมเด็จพระรามาธิบดี​ที่ ๒ “แรกให้ทำตำราพิชัยสงคราม” และมีต่อมาอีกแห่ง ๑ ว่า เมื่อปีกุน พ.ศ. ๒๑๗๘ พระเจ้าปราสาททองพระราชทานเพลิงศพพระเจ้าลูกเธอฝ่ายในได้เนื้อในท้องเผาไม่ไหม้ ลือกันว่าจะให้ค้นตำรับตำรา คนตกใจทิ้งตำรับตำราวิชาการลงน้ำเสียมากตำราที่ว่า
ทั้ง ๒ แห่งล้วนเป็นตำราเขียนเป็นหนังสือ น่าสันนิษฐานว่าตำราวิชาใดอันต้องเรียนรู้มากเกินกว่าที่จะจำได้ เช่นพิชัยสงครามเป็นต้นและตำราวิชาใดยากที่จะจำได้ เช่นเวทมนต์และวิทยาคมเป็นต้น จึงเขียนลงไว้ ถ้าเป็นวิชาที่พอจะจำได้ เช่นวิชาช่างเป็นต้น หรือเป็นวิชาที่จะจดไม่ได้เช่นเพลงดนตรี ก็ใช้รักษาไว้ด้วยความทรงจำ วิชาขี่ช้างเดิมน่าจะอยู่ในจำพวกจำ ตำราฉบับที่พิมพ์อาจจะเป็นของสมเด็จพระนารายณ์ฯ โปรดให้จดเป็นหนังสือก็เป็นได้
๓) ซึ่งทรงพระดำริว่า วังหลวงกับวังหน้าเช่นที่ในชวา อาจจะเป็นประเพณีมีมาแต่โบราณนั้นมีจริง ชี้ได้ในนิทานต่างๆ ที่เล่ากันอย่าง “ซึมทราบ” ว่าถ้ามีเหตุขัดข้องสำคัญเกิดขึ้น พระเจ้าแผ่นดินมักประกาศว่า ถ้าใครแก้ไขได้ “จะให้สมบัติกึ่งพระนคร” และการที่วังหน้าปกครองกึ่งพระนครก็มีจริงด้วย ไม่ต้องสาวขึ้นไปถึงกรุง
ศรีอยุธยา ที่ในกรุงเทพฯ นี้เองวังหน้าก็ได้​ครอบครองกึ่งพระนคร แต่ว่าเฉพาะในบริเวณพระนครเท่านั้น อาณาเขตของวังหน้าทางริมแม่น้ำตั้งแต่เหนือวัดมหาธาตุขึ้นไป ที่บนบอกตามแนวถนนพระจันทร์ขึ้นไปตามแนวถนนพฤฒิบาศ ในท้องที่นั้นเป็นอำเภอวังหน้าปกครอง อันที่จริงมาแต่ปันด้านต่อสู้ข้าศึกป้องกันพระนคร เรียกกันไปว่าราชสมบัติเท่านั้น
๔) รูปไม้สิบสองนั้นท่านเคยตรัสบอกพระวินิจฉัย ว่าเกิดแต่คิดย่อแบบปราสาทจตุรมุขเข้าไปทำเป็นบุษบก น่าจะเป็นเพราะเหตุนั้น เดิมคงจะทำรูปไม้สิบสองได้แต่ของหลวง และทำบุษบกก่อนอย่างอื่น แล้วจึงเลยทำของสิ่งอื่นด้วย ถือว่าไม้สิบสองศักดิ์สูงกว่าสี่เหลี่ยม มูลจะเป็นเช่นว่านี้ดอกกระมัง แต่มีมาเก่าแก่มาก ยังมีไม้ยี่สิบต่อขึ้นไปอีก มีมาเก่าแก่เหมือนกัน จะมีมูลอย่างไรหม่อมฉันยังคิดไม่เห็นว่ามูลจะมาแต่อะไร
๕) ซึ่งทรงพระดำริว่าลายพระราชลัญจกรหงสพิมานควรเป็นรูปวิมาน พระพรหมอยู่บนหลังหงส์เช่นเดียวกับวิมานพระอินทร์ในพระราชลัญจกรไอยราพตนั้น หม่อมฉันเห็นว่าถูกต้อง ความส่อว่าที่เขียนรูปหงส์อยู่ในวิมานจะเป็นพระราชลัญจกรสร้างใหม่
บางทีจะคิดให้เข้าเรื่องที่สัมผัสกับพระราชลัญจกรไตรสารเศวต แต่พระราชลัญจกรไตรสารเศวตทำเฉลิม​พระเกียรติ์พระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัย ที่มีช้างเผือก ๑ ตัวทำรูปช้างยืนในวิมาน ๓ ช่องนั้นเข้าที จึงไม่ทำให้เกิดฉงน หม่อมฉันจำไม่ได้ว่ามีพระราชลัญจกร “สังขพิมาน” อีกองค์ ๑ คิดไม่เห็นว่าจะเข้ากับอะไร
๖) ซึ่งตรัสมาถึงเรื่องลูกของหม่อมฉันขี่ม้า ว่าหญิงเหลือขี่แข็งนั้น ตัวเธอขอให้ทูลว่าท่านเข้าพระทัยผิด เธอขี่ได้เพียงนั่งติดหลังม้าให้มันเขย่าไปเท่านั้น ตกก็เคยตก เป็นความจริงดังเธอว่า แต่ก็ประหลาดอยู่ที่หญิงเหลือกับหญิงพูนเคยขี่ม้าไปทางไกลกับหม่อมฉันหลายครั้ง เดินทางหลายๆ วันก็ไม่เคยเห็นเธอย่อท้อเบื่อหน่าย ในบรรดาลูกหญิงของหม่อมฉันหญิงพูนเป็นขี่ม้าแข็งกว่าเพื่อน ขี่ได้เหมือนผู้ชาย
๗) อ่านลายพระหัตถ์ตรัสบอกว่าหญิงหลุยเกิดมีอาการเจ็บท้องก่อนกำหนด หม่อมฉันตกใจ ได้ถามเธอเมื่อมาปีนังว่ามีครรภ์ได้ ๕ เดือนนับเวลาต่อมาอีกเดือน ๑ ครรภ์ได้เพียง ๖ เดือนเท่านั้น ครั้นอ่านลายพระหัตถ์ต่อไปได้ทราบว่าคุณโตและหญิงอี่ได้พาหมอไปช่วยแก้ไข ระงับอาการได้เรียบร้อยแล้ว ทั้งพระองค์ท่านก็ได้เสด็จไปเยี่ยมด้วย หม่อมฉันยินดีขอบพระคุณ​มาก ขอได้โปรดทรงแสดงความขอบใจของหม่อมฉันแก่คุณโตและหญิงอี่และหมอด้วย
๘) เรื่องชายดิศเคยไปพบศพคนหัวขาด ที่เธอเล่าถวายดูจำได้น้อยเต็มที เพราะเวลานั้นเธอยังเด็กนัก .เรื่องที่จริงดังจะทูลต่อไปนี้-ดูเหมือนจะเป็นเมื่อ พ.ศ. ๒๔๕๒ สมเด็จพระพุทธเจ้าหลวงเสด็จไปเมืองเพชรบุรีประทับที่พลับพลาในวังบ้านปืน บ้านหม่อมฉันอยู่ท้ายวัง เสด็จไปถึงได้คืน ๑ พอรุ่งเช้าหญิงพูนหญิงเหลือกับชายดิศที่
อยู่ในวังก็ออกมาสมทบกับหญิงบรรดาลฯ ที่ไปกับหม่อมฉัน พากันขี่ม้าไปเที่ยวเหมือนเช่นเคยไปครั้งก่อนๆ ตำรวจภูธรเขาจัดม้าแกลบมาให้ขี่และมีนายร้อยคุมไป วันนั้นไปที่เขาบันไดอิฐ ไปพบศพคนหัวขาดพากันตกใจกลับมาบอกหม่อมฉัน ๆ แรกรู้เรื่องจากลูกจึงให้ไปตามพระยาสุรพันธุ์พิสุทธิ์ (เทียร บุนนาค) เมื่อยังเป็นพระยาสุรินทฦาชัยผู้ว่าราชการเมือง กับพระพิศาลสารเกษตร์ (พร พิมพสุต) เมื่อยังเป็นพระเพ็
ชร์พิสัยศรีสวัสดิ์ปลัด มาหาในเช้าวันนั้น บอกให้ทราบว่าเกิดเหตุฆ่ากันตายแม้เวลาปกติก็ต้องสืบจับผู้ร้ายอย่างกวดขัน แต่ที่เกิดฆ่ากันตายที่เชิงเขาบันไดอิฐใกล้ๆกับพลับพลาที่ประทับในคืนวันพระเจ้าอยู่หัวเสด็จไปถึง ดูราวกับว่าฆ่าคนรับเสด็จเป็นเหตุร้ายแรงไม่​เคยมีเหมือนมาแต่ก่อน จริงอยู่ที่การที่คนฆ่าฟันกันพ้นวิสัยที่ใครจะป้องกัน แต่ไม่พ้นวิสัยที่จะสืบจับเอาตัวผู้ร้าย เกิดเหตุฆ่ากันใกล้ที่ประทับอย่างนั้นต้องจับผู้ร้ายให้ได้ ถ้าเจ้าหน้าที่จับผู้ร้ายไม่ได้ก็ไม่สมควรจะเป็นเจ้าหน้าที่ต่อไป
เพราะฉะนั้นถ้าจับผู้ร้ายรายนั้นไม่ได้ หม่อมฉันจะทูลขอให้ถอดทั้งเจ้าเมืองและปลัดเมืองแล้วตัวหม่อมฉันเอง อันเป็นเสนาบดีเจ้าหน้าที่ที่ไปตามเสด็จ ก็จะทูลลาออกด้วย จึงบอกให้รู้ตัวไว้ก่อน บ่ายวันนั้นตำรวจภูธรไปเที่ยวค้นพบหัวคนตายยังซ่อนไว้ที่ในท้องนา ได้ความว่าผู้ตายชื่อคุ่ย (เป็นผู้ชายมิใช่ผู้หญิงอย่างชายดิศเข้าใจ) เป็นคนขี้ยาหากินเป็นทนายความตามโรงศาล พอรู้ตัวคนตายก็มีชาวเมืองมากระซิบบอกให้พระเพ็ชร์พิสัยฯ รู้เรื่อง จับตัวผู้ร้ายได้เพียงใน ๒ วันแต่เกิดเหตุ เป็นผู้หญิงชื่อ
“เทียบ” คน ๑ เป็นผู้ชายชื่อ “พร้อม” คน ๑ ไต่ถามให้การรับสารภาพโดยชื่นตาทั้ง ๒ คน เรื่องกรณีที่เป็นมูลเหตุนั้น นางเทียบเป็นหญิงหม้ายชอบพอกับนายคุ่ยผู้ตายเคยไปมาหาสู่กันเนืองนิจ (น่าสงสัยจะว่าเป็นชู้กัน) อยู่มามีน้องสาวไปอาศัยอยู่กับนางเทียบคน ๑ น้องสาวนั้นนายพร้อมได้สู่ขอตกลงกันว่าพอนายพร้อมบวชสึกแล้วจะแต่งงานกัน ในเวลาเมื่อนายพร้อมยังบวชอยู่นั้นนายคุ่ยอยากได้น้อง​สาวนางเทียบเป็นเมีย นางเทียบได้ห้ามปรามและบอกว่าเขาตกลงจะแต่งงานกับนายพร้อมแล้ว
นายคุ่ยก็ไม่ฟัง วันหนึ่งถึงบังอาจเข้าปล้ำจะข่มขืนน้องสาวนางเทียบๆ จึงไปบอกนายพร้อม พอนายพร้อมสึก นางเทียบกับนายพร้อมก็คบคิดกันจะฆ่านางคุ่ย ตกลงกันว่านางเทียบจะลวงให้นายคุ่ยออกไปที่เปลี่ยวแต่คนเดียว นายพร้อมจะคอยดักทางฆ่านายคุ่ย นายพร้อมคอยดักทางอยู่หลายวันแล้ว เผอิญนายคุ่ยเดินออกไปตามทางเขาบันไดอิฐ เวลาจวนพลบเมื่อวันพระเจ้าอยู่หัวเสด็จไปถึง พอถึงที่เปลี่ยวนายพร้อมก็ฆ่านายคุ่ยตาย ทิ้งศพไว้ที่ป่าเชิงเขาบันไดอิฐ ตัดหัวเอาไปซ่อนฝังไว้เสียที่อื่น
หม่อมฉันเห็นจับผู้ร้ายได้รวดเร็วนักไม่วางใจ ให้เอาตัวมาสอบถามเอง ก็สังเกตได้ว่าสารภาพโดยสุจริตทั้ง ๒ คน และคำให้การก็สมกับเหตุผล จึงสั่งให้อัยการฟ้องศาลตามประเพณี คนที่ไปตามเสด็จเห็นจับผู้ร้ายได้รวดเร็วก็พากันสงสัย เลยสงสัยถึงตัว
หม่อมฉันด้วยว่าจะคบคิดกับเจ้าเมืองกรมการปลูกความเท็จแก้ตัว ถึงมีผู้ไปถามตัวผู้ร้ายที่โรงตำรวจวันละหลายๆ ราย ผู้ร้ายเล่าจนเคยตัว พอมีใครไปเอ่ยถามอะไรสักคำเดียวก็เล่าให้ฟังคล่องปากไม่ต้องซักไซ้ วันหนึ่งหม่อมฉันไปที่โรงตำรวจภูธร ​มันอ้อนวอนให้หม่อมฉันช่วยทั้ง ๒ คนก็นึกสงสาร ด้วยเป็นคดีอันมีเหตุยั่วยวนมาก จึง
บอกมันว่าคงจะต้องรับพระราชอาญาแต่คงไม่ถึงประหารชีวิต เป็นแต่จะต้องติดคุก เมื่อติดพอสมควรแก่เวลาแล้วหม่อมฉันจึงจะช่วย ศาลตัดสินจำคุกตลอดชีวิตหรือ ๑๐ ปีหม่อมฉันจำไม่ได้แน่ เมื่อมันติดมาได้สัก ๑๐ ปี หม่อมฉันออกจากกระทรวงมหาดไทยแล้วไปเที่ยวเมืองราชบุรีครั้งหนึ่ง มันรู้ว่าหม่อมฉันไปก็ทำเรื่องราวส่งมาเตือนที่หม่อมฉันรับไว้ว่าจะช่วย หม่อมฉันจึงเล่าเรื่องชี้แจงให้เจ้ากระทรวง ดูเหมือนที่สุดจะได้พระราชทานพระมหากรุณาโปรดปล่อยไปทั้ง ๒ คน
๙) คิดดูข้อที่ตรัสถามว่า “ทำไมหนังสือฝรั่งจึงขึ้นหน้านัก” วิสัชนาอย่างย่อก็คือ เพราะนิยมว่าอะไรๆ ของฝรั่งเป็นดี เช่นเดียวกับคนแต่ก่อนเคยนิยมของจีน หม่อมฉันเห็นวิสัชนาอีกทางหนึ่งว่าเฉพาะด้วยหนังสือดังนี้ ตัวหนังสือไทยมีเป็น ๓ อย่าง คือ “ตัวประจง” สำหรับเขียนหนังสือซึ่งประสงค์จะรักษาฉบับไว้อย่าง ๑ “ตัวหวัด”
สำหรับเขียนให้แล้วเร็วอย่าง ๑ “ตัวย่อ” สำหรับเขียนอวดฝีมืออย่าง ๑ มีมาแต่ครั้งกรุงศรีอยุธยาทั้ง ๓ อย่าง สังเกตในหนังสือเก่าที่ยังมีอยู่เป็นตัวอย่าง ตัวอักษร ๓ อย่างนั้นแปรรูปมาตามสมัยทุกอย่าง เป็นต้นแต่รูป​อักษรตัวประจงที่อาลักษณ์เขียน ถึงคนเขียนจะต่างตัวกันรูปตัวอักษรที่เขียนก็เป็นอย่างเดียวกันตามสมัย จนอาจจะบอกได้ เมื่อหอพระสมุดฯ ได้หนังสือมาใหม่ ว่าเป็นฝีมือเขียนสมัยรัชกาลไหน อักษรหวัดหม่อมฉันไม่เคยพิจารณาอย่างอักษรประจง แต่ถ้าเอาลายมือที่เขียนจดหมาย
กันในปัจจุบันนี้เทียบกับที่เขียนบัตรหมายในกระดาษเพลาก็เห็นได้ว่าแปรมาเหมือนกัน ส่วนอักษรไทยย่อนั้นเห็นว่าเอาอย่างมาแต่อักษรขอมย่อ มิได้คิดขึ้นใหม่ เป็นจำพวกอย่างที่ท่านตรัสเรียกว่าลักษณะลวดลาย เขียนช้าและอ่านยากจึงใช้แต่เมื่อจะอวดฝีมือเขียน เช่นเขียนศิลาจารึกเป็นต้น ตัวหนังสือไทยที่มักเขียนใบปกสมุดหรือเขียนป้ายในสมัยนี้อยู่ในพวกอักษรย่อ ถึงสมัยที่นิยมอย่างฝรั่งก็แปรรูปไปทางลายฝรั่ง จะน่าชมหรือไม่น่าชมก็อยู่ในความธรรมดาของความผันแปรที่กล่าวมาแล้ว
ต้องให้อภัย แต่ที่เขียนรูปอักษรจนแปรจากตัวเดิมกลายไปเป็นตัวอื่น เช่นมักมีบ่อยๆ เป็นอกุศลกรรม จะเป็นเพราะไม่รู้ก็ตามหรือไม่เอื้อเฟื้อก็ตามจะให้อภัยไม่ได้เลย การเซ็นชื่อนั้นมีหลักประกอบด้วยองค์ ๒ คือต้องให้รู้ว่าใครอย่าง ๑ ให้เห็นเป็นสำคัญว่าผู้นั้นเขียนเองอย่าง ๑ ถ้าอยู่ในหลักทั้ง ๒ อย่าง รูปร่างตัวอักษรจะเป็นอย่างไรก็ต้องให้อภัย ถ้าเขียนจน​อ่านไม่รู้ว่าชื่อใครหรือวานคนอื่นเขียนแทนหรือซนเก๋ไปจนผิดตัวอักษรก็ให้อภัยไม่ได้เช่นเดียวกัน
๑๐) ลักษณะที่ใช้คำหน้าหลัง หม่อมฉันก็เคยรู้สึกลำบากใจ หม่อมฉันตัดสินเอาว่าสรรพสัตว์หันหน้าไปสู่อนาคต เหมือนเช่นเดินทางของที่ยังไม่เห็นอยู่ข้างหน้า ของที่เห็นแล้วอยู่ข้างหลัง จึงใช้อดีตเป็นหลังเหมือนอย่างเขาแต่งกลอนว่า “แต่ปางหลังยังมีกรุงกษัตริย์” เอาอนาคตเป็นหน้า ถือมาอย่างนี้
๑๑) รู้ว่าเจ้าพระยาวรพงศ์ฯ ถึงอสัญกรรม หม่อมฉันรู้สึกอาลัยอยู่ ด้วยแกเป็นสหชาติและเคยเป็นมิตรมาด้วย หม่อมฉันไม่รู้ข่าวว่าเจ็บป่วยเป็นอย่างไร ได้ยินก็ว่าถึงอสัญกรรมออกประหลาดใจ เพิ่งรู้จากหญิงจงว่าแกป่วยเป็นโรคชรามานานแล้ว ถึงเขาปิดไม่ให้รู้ว่าสมเด็จพระปกเกล้าฯ สวรรคต ได้ฟังก็ยิ่งอนาถใจ
๑๒) หญิงจงออกมาถึงปีนังเมื่อวันอาทิตย์ที่ ๓ นี้ มาได้โดยสะดวก เป็นแต่รถไฟช้ามาถึงต่อเวลากว่า ๒ ทุ่ม หม่อมฉันนั่งคอยรับอยู่สักครึ่งชั่วโมง จึงไปนั่งกินอาหารเย็น กินอิ่มแล้วเธอจึงมาถึง แต่ก็ชื่นใจที่ได้พบเธออีก
ควรมิควรแล้วแต่จะโปรด
สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมพระยาดำรงราชานุภาพ
วันที่ ๕ สิงหาคม พ.ศ. ๒๔๘๔ น
​ตำหนักปลายเนิน คลองเตย
วันที่ ๕ สิงหาคม ๒๔๘๔
กราบทูล สมเด็จกรมพระยาดำรงฯ ทราบฝ่าพระบาท
จะกราบทูลสนองลายพระหัตถ์เวร ซึ่งลงวันที่ ๑๕ กรกฎาคม ณ บัดนี้
สนองลายพระหัตถ์
๑) เรื่องพี่เลี้ยงจางวางเจ้า ถึงแม้จะได้ตรัสบอกอัตราเบี้ยหวัดก็คิดอะไรไม่เห็น คิดเห็นแต่ว่ากรมนั้นไม่ใช่ชื่อเจ้า เป็นเหตุให้กระตุ้นใจอยากเติมหนังสือฉบับก่อนเป็นอธิบายในวงเล็บที่คำกรมหลวงโยธาทิพย์โยธาเทพย์ ซึ่งได้เขียนถวายมาคราวก่อน เป็น “กรม” (ซึ่งหลวงโยธาทิพย์ (หรือ) โยธาเทพย์) เป็นเจ้ากรมควบคุม แต่ทั้งนี้ก็อยากไปตามวิสัยสัตว์เท่านั้น รู้แล้วว่าฝ่าพระบาทเข้าพระทัยแล้ว และคำอธิบายในวงเล็บนั้นก็มิใช่เอามาแต่ไหน จำฝ่าพระบาททรงเขียนมานั่นเอง
๒) โรงเรียนสอนใบ้พูด เกล้ากระหม่อมก็เคยไปดูมาที่เมืองชวา คนที่พูดอะไรได้เห็นมีแต่ผู้ใหญ่อยู่คนเดียวเท่านั้นที่ดูปากครูตอบได้ ทั้งอ่านหนังสือและพูดภาษาวิลันดาก็ได้ มลายูก็ได้ ​ที่สำเร็จเป็นกายสิทธิแล้วคงออกจากโรงเรียนไปแล้ว คนที่กราบทูล
นั้นคงเป็นคนที่เรียนจวนสำเร็จ นอกจากนั้นก็มีแต่เด็กๆ เป่ามือครูและเขียนหนังสือบนกระดานดำสอนคำกันอยู่ทั้งนั้น สังเกตได้อย่างหนึ่งว่าคนใดที่ได้ยินอยู่บ้าง เขาเอาสำลีอุดหูให้หนวกเลย การฝึกหัดเห็นจะตั้งใจให้เป็นคนธรรมดาทำการอะไรที่ไหนก็ได้ โรงเรียนเขาก็จัดดี มีห้องเล่นตุ๊กตุ่นตุ๊กตากันเด็กเบื่อใจท้อถอย
๓) หนังสือบอกประวัติสมเด็จพระพุฒาจารย์ (ลี) นั้น เกล้ากระหม่อมไม่ได้พบเห็นเลย เป็นพระเดชพระคุณล้นเกล้าที่ตรัสบอกให้ทราบเข้าใจซึมซาบดีทีเดียวว่าเพราะท่านมีรกรากอยู่ที่วัดนั้นจึ่งไปครองวัดนั้น
๔) รู้สึกตัวว่าคำธรรมยุติ มหานิกายนั้นไม่ควรเขียน เพราะธรรมยุติก็ออกจากมหานิกายนั่นเอง การอยู่ปะปนกันนั้นไม่ประหลาดทั้งปาฏิโมกข์ก็ไม่สวดกัน จนกระทั่งทูลกระหม่อมของเราต้องทรงล่อใครท่องปาฏิโมกข์ได้ก็ถวายผ้าไตร จนเรียกกันเป็นปรกติว่า “ไตรปาฏิโมกข์”
ข้อที่ทรงสังเกตได้ว่าคำ “ธรรมยุติ” ทีจะเกิดขึ้นเมื่อ พ.ศ. ๒๓๘๗ นั้นดีเต็มที คิดว่าไม่ว่าวิธีทำอะไร จะต้องบอก​ศักราชได้ทุกอย่าง ถึงจะทำเทียมก็รู้ อะไรต่ออะไรบอก คงจะทรงระลึกได้ ว่าเคยกราบทูลเรื่องพระแท่นเศวตฉัตรมุกที่พระที่นั่งดุสิตว่าตัวพระแท่นทำรัชกาลที่ ๑ พนักซ่อมในรัชกาลที่ ๓ กราบทูลโดยไม่รู้เรื่องเลย ก็เป็นการแน่ที่สมเด็จองค์น้อยได้ซ่อม
ในการบวชนาคหลวงแบ่งเป็นสองวันนั้นจำได้ดี ซ้ำทราบยิ่งกว่านั้นขึ้นไปอีกว่าพวกบวชวันหลังเขาไปสวดญัติกันที่วัดอีก แต่ที่เป็นธรรมยุติจะทำเช่นนั้นทั่วกันไปหรืออย่างไรไม่ทราบ แต่พวกเจ้าเราไม่ได้ทำ
ในการที่สีมาติตกับผนังโบสถ์นั้นดี การรักษาสังฆกรรมง่าย ปิดประตูโบสถ์เสียก็เป็นแล้ว ที่วัดเทพศิรินทร์นั้นสีมาเดิมมีวงกว้าง เห็นจะตั้งใจให้เป็นมหาสีมาตามแฟแช่น แล้วรักษาไม่ไหวต้องผูกเสมาใหม่ให้แคบเข้าไปใกล้ๆ โบสถ์ทิ้งเสมาเก่า ในเรื่องสีมาเกล้ากระหม่อมเคยทำอุตริ แต่ก็เป็นอลุ้มอล่วย คือวัดศรีมหาราชา ทางฝ่ายสมเด็จพระพุทธโฆษาจารย์ท่านไม่อยากให้ผูกสีมาใหม่ เพราะของเก่าพระเทพกระวี
(นิ่ม) ทำไว้ แต่สีมาเก่ามีเขตเล็กเต็มที ที่เล็กนั้นเพราะเป็นวัดบ้านนอกไม่มีธุระจะใช้สีมากว้างใหญ่ แต่ล่วงเวลามาถึงบัดนี้ก็มีธุระเพิ่มมากขึ้น ฝ่ายเจ้าพระยาสุรศักดิ์ผู้จะทำโบสถ์ก็อยากให้ใหญ่ ว่าโบสถ์เก่า​สัปบุรุษเข้าไม่ได้ในเวลามีธุระจะเข้า เกล้ากระหม่อมเป็นผู้ให้แบบ ก็เอาเขตสีมาไว้ในประธานที่พระนั่ง แล้วต่อเฉลียงออกไปให้กว้างใหญ่พอที่ทายกจะเข้าไปในนั้นได้ ก็เป็นอันพอใจด้วยกันทั้งสองฝ่าย กลับดีขึ้นไปเสียอีกด้วยซ้ำ
๕) การเขียนฝาคิดว่ามาแต่ขึงม่านนั้นเอง ในกลอนเสภาก็มีกล่าวถึงม่านนางวันทองปักว่า “ปักเป็นพระลอดิลกโลก ถึงกาหลงทรงโศกกรรแสงไห้” กลอนนั้นก็แสดงอยู่ในตัว ว่าม่านเรือนปักเป็นภาพเรื่องก็ได้ ความจริงการทำภาพเรื่องทีจะเป็นของคิดต่อมาทีหลัง ด้วยสังเกตภาพเรื่องของเก่านั้นวางท่าเป็นลายเป็นดอกเป็นแย่ง ทีหลังจึง
กลายเป็นของจริงไป ที่กราบทูลว่าเป็นลายนั้นยังมีเหลือที่จะทรงสังเกตได้ เช่นเทวดานั่งในวิมานเขาก็เขียนวิมานพอล้อมองค์เทวดา นั่นคือเขาทำวิมานให้เป็นลาย แต่คนภายหลังมาติว่าถ้าเทวดายืนขึ้นหัวก็ทิ่มวิมาน คือนั่นคิดเอาวิมานเป็นเรือน ซึ่งผิดทางกันกับโบราณเขาคิดเอาวิมานเป็นลาย
การเขียนวัดเป็นรูปอันไม่เกี่ยวกับพระเจ้าก็มี เช่นที่วัดยมกรุงเก่าเป็นต้น ยังที่อื่นก็มีอีก เช่นเขียนเขาพระเมรุกับเขาสัตตบุรพันธ์ นั่นก็เกี่ยวไปแต่ในทางไตรภูมิ ไม่เกี่ยวกับพระเจ้าเลย ไปเห็นที่วิหารบนเขารูปช้างที่แขวงเมืองพิจิตรเข้าชอบใจเต็มที ​เขาเหยียดเอาปางลงกะไดสวรรค์เข้าประกอบกับรูปเขาพระเมรุอันเป็นทางไตรภูมิได้ ให้รู้สึกว่าเขาฉลาดเต็มที ทางเทวดาซึ่งมานั่งฟังพระเจ้าเทศน์ก็นั่งในวิมาน วิมานที่นั่นไม่ใช่สามช่อง เห็นได้ว่าทำออกจากกลีบบัวชัดๆ เป็นลายไม่ใช่เรือน
มีความสงสัยอย่างหนึ่ง ซึ่งตรัสอ้างถึงรูปหนังสือพิมพ์หลายหนมาแล้ว เกล้ากระหม่อมได้ดูหนังสือพิมพ์แต่สองฉบับ ฉบับภาษาอังกฤษก็คือ “บางกอกแตม” ฉบับภาษาไทยก็คือ “ประมวญวัน” แต่ทั้งสองฉบับก็ไม่เห็นมีรูปซึ่งตรัสอ้างถึงนั้นเลย ขอประทานทราบว่าได้ทอดพระเนตรเห็นในหนังสือใด จะได้ตามดู
๖) พระดำรัสในเรื่องซ่อมวัดพระเชตุพน คิดตามก็เห็นว่าผู้ซ่อมทำไปตามใจก็มี เพื่อจะรักษาให้เป็นไปตามเดิมก็มี ที่ทำโดยจำเป็นต้องการก็มี การกระทำนั้นทำขึ้นโดยยากก็มี สุดแต่พอให้ใช้การได้ก็มี แล้วใช่ว่าจะเป็นไปเพียงเท่านั้น สิ่งที่ทำง่ายกลับเป็นตัวอย่างให้ทำสิ่งอื่นตามไปก็มี แต่เรื่องจะเสียเงินเท่าไรนั้นไม่ได้คิด เป็นการยากเต็มที พระดำริก็เป็นความคิดเห็นอย่างหนึ่ง ผู้ซ่อมทำก็เห็นอย่างหนึ่ง เป็นต่างคนต่างใจ ที่จะให้ความเห็นลงกันนั้นยากนัก เรื่องความเห็นแตกต่างกันนั้นได้เคยกราบทูลถวายตัวอย่างมามากแล้ว
​๗) ตามที่ทรงบำเพ็ญพระกุศลปัญญาสมวาร ถวายฉลองพระเดชพระคุณสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัวนั้นดียิ่งนัก อนุโมทนาในกุศลซึ่งได้พร้อมกันทำ อันมีฝ่าพระบาททรงเป็นต้นเค้านั้นมาก
ชื่อ
๘) เหตุที่นึกถึงนายเมธนายกระวี ซึ่งเป็นคนที่เคยรู้จักอยู่จึงพาให้คิดถึงชื่อคนอันวิตถาร มีพวกลูกจ่าอัศวราชนั้นเป็นต้น มี
“เมธะ แปลว่ารู้ในเมธปฏิมา
กระวี ปรีชาปิยบุตรที่สาม
ฉวี ผิวงามบุตรแม่พริ้มแรกเกิด
วรา ประเสริฐกัลยาลำยอง
สาโรช บัวทองพิศพักตร์ประไพ
สุมน สุมาไลเยาวลักษณนารี
ปรม แปลว่ามีปรมังค์ลาภา”
ชื่อเหล่านี้ได้มาก็เพราะรู้จักคนสองคนซึ่งกล่าวแล้วในเบื้องต้น แต่ได้มาเป็นแต่เสียงอันจะมีผิดอยู่บ้าง เมื่อเขียนลงเป็นหนังสือก็ต้องเดาอาศัยเอาคำแปลในกลอนบ้าง แล้วจะถ้วนหรือ​ไม่ถ้วนก็ทราบไม่ได้ มีสงสัยอยู่ที่กลอนสอง นับบุตรคนนั้นว่าเป็นที่สาม จึ่งกลัวจะมีต้นขึ้นไปอีก แล้วที่สุดจะมีอีกหรือเท่านั้นก็ไม่ทราบ
นึกถึงชื่อพวกลูกจ่าอัศวราช แล้วก็ทำให้นึกไปถึงพวกลูกพระยาศรีสรราช (วัน) พวกนั้นมีชื่อวิตถารอยู่เหมือนกัน
“พงศ์ สุริยัน
พันธ์ สุริยา
พุ่ม มลิร่วง
พวง มลิลา
พิณ เทพเฉลิม
เพิ่ม เสนหา
พี ยศมูล
พูน สมบัติมา”
จะมีเท่านั้นหรือมีอีกก็ไม่ทราบ พวกนี้รู้จักคนเดียวแต่ที่ชื่อพิณ เทพเฉลิม ดูเหมือนเป็นพระราชวรินทร์ เป็นพ่อตากรมหมื่นเทววงศ์และพระองค์เจ้าวรรณ ที่ชื่อเพิ่ม เสนหาดูเหมือนว่าเป็นเจ้าจอม
​แล้วพวกลูกใครอีก จำได้แต่คนเดียวว่า “ตึ๋งส่วน” ที่จำไม่ได้เพราะวิตถารน้อย คนที่เป็นพ่อค้าไม้ ดูเหมือนเรียกกันว่า “นายเจริญ” ซึ่งเป็นเจ้าของบ้าน “สิริสถาน” ของเจ้าพระยาสุรศักดิ์ก็ดูเหมือนจะเป็นลูกพวกนี้ “เจริญสิริ” กระมัง
พูดถึงชื่อวิตถารทำให้นึกถึงคุณม่วง ชื่อยาวจริง พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าตรัสเล่า เล่นเอาต้องท่องเป็นหนักเป็นหนาจึงจำได้ มีว่า
“ฉิมม่วงงามปรางทอง ไกรทองพงศา
สาวสวรรค์กัลยาณี ศรีศุภลักษณ
เลิศฟ้าหาไม่ทัน”
ตรัสเล่าว่าอันชื่อยาวทั้งนี้ก็เป็นด้วยอยากชื่อมั่ง เช่นเดียวกับอยากชื่อ “ยอช วอชิงตัน” ที่สุดจนไปดูช้างเผือกก็อยากชื่อ “ลักษณเลิศฟ้า” จึ่งต่อกันยาวออกไปทุกที
ชื่อคุณปิ่นก็ไม่หยอก มีว่า
“ปิ่นปักธรณีศรีเมืองมาร”
แต่ชื่อนี้จำไว้ได้ด้วยไม่ต้องท่อง เพราะไม่สู้ยาวนัก
บรรดาชื่อดูเหมือนจะต้องการน้อยพยางค์ เช่นเรียกกันว่า “เจ้าคุณศรี เจ้าคุณราช” เป็นต้น ชายถึกมาเล่าติดจะขัน ว่า​ใครไปถามหา “เจ้าคุณอรรถ” ที่กรมอัยการแล้วไม่ได้กิน เพราะที่กรมนั้นขึ้นต้นราชทินนามด้วยคำ “อรรถ” ทั้งนั้น อันคำที่ต่อชื่อคำหน้าไปนั้นถือกันว่าเป็นสร้อย สำหรับแต่เขียนหนังสือให้เป็นยศ นึกถึงภาษาของชาวบ้านก็เห็นขัน คำว่า “เจ้าคุณ” นั้น หมายถึงพระยา ชื่ออะไรต่างๆ ที่คิดตั้งกันมาแต่ก่อนคราวหนึ่งก็คิดเดินทางให้สั้น เอาแต่สะดวกปากที่คนจะเรียก แต่มาสมัยนี้ดูเป็นต้องการยาก ที่สั้นไปก็ต่อให้
ข่าวแห้ง
๙) เมื่อวันที่ ๓๑ กรกฎาคม มีหมายสำนักพระราชวังบอกมา ว่าวันที่ ๑ สิงหาคม เวลา ๑๖.๓๐ น. สมเด็จพระพันวัสสากับเจ้านายฝ่ายใน จะทรงบำเพ็ญพระกุศลให้แก่ทหารและตำรวจ ที่การเปรียญวัดราชาธิวาส มีทรงธรรมกัณฑ์หนึ่ง จบแล้วมีพระสงฆ์ ๔ รูปสวดธรรมคาถา แล้วพระสงฆ์บังสกุล ๑๖๐
๑๐) เมื่อวันที่ ๑ สิงหาคม ได้ไปบ้านเจ้าพระยาวรพงศ์ ในการที่เขาทำบุญ ๗ วัน กราบทูลสัญญาไว้ว่าจะเล่าถึงที่ตั้งศพมาถวาย ก็จะเล่าในบัดนี้
​โกศประกอบลองมณฑป ตั้งบนแว่นฟ้า ๒ ชั้น มีฉัตรเครื่อง ๘ คัน ตั้งสองข้างๆ ละ ๓ ตั้งข้างหลัง ๒ หน้าแว่นฟ้าตั้งโต๊ะเครื่องยศมีพวงมาลาวางกับพื้นหลามออกมามาก ซีกขวาตั้งอาสนสงฆ์ มีโต๊ะพระพุทธรูปทางต้นตามเคย ซีกซ้ายตั้งรูปผู้ตายบนขาหยั่งตามเคย ที่เฉลียงตั้งเตียงเขียวเป็นที่พระสวดริมกะได มีโต๊ะตั้งเครื่องบูชา
ตระบะมุก พระสวดมนต์เห็นจะ ๑๐ รูป มีสมเด็จพระพุทธโฆษาจารย์นำ เกล้ากระหม่อมไปก็ตั้งใจจะให้ช้า เป็น ๕ โมง ๓๐ นาที ช้ากว่าใบดำซึ่งเขากำหนดให้ว่าบ่าย ๕ โมงนั้นแล้ว ไปถึงก็สวนกับพระสวดมนต์กลับ วางพวงมาลาแล้วนั่งอยู่ครู่หนึ่งก็กลับ สวนกับพระเทศน์ขึ้นอีก พระเทศน์นั้นคือสมเด็จพระวชิรญาณวงศ์
มีปัญญาอันจะพึงวินิจฉัย ว่าพัดแฉกซึ่งผูกไว้ที่ตู้หนังสือบนเตียงพระสวดนั้น ผูกไว้ทำไม ดูเหมือนฝ่าพระบาทได้ทรงพระวินิจฉัยว่าหลงมาแต่พระราชาคณะนั่งปรก การนั่งปรกเดี๋ยวนี้กลายเป็นนั่งหลับตาไป เคยได้นึกถึงสวดท้องภาณที่พลับพลาท้องสนามหลวงในพิธีฝนครั้งหนึ่ง มีพระราชาคณะหลายองค์ จำได้แต่สมเด็จพระวันรัตน
(แดง) องค์หนึ่ง กับสมเด็จพระมหาวีรวงศ์ (ยัง) อีกองค์หนึ่ง เวลาที่ว่านี้ท่านยังไม่ได้เป็นสมเด็จ แต่ล้วน​ที่มีความรู้อย่างดี ท่านไปคอยอยู่ว่างๆ ก็พากันเข้าไปล้อมเตียงสวด ทักที่สวดผิดกันให้ปรอไป เล่นเอาพระที่สวดเกือบสวดไปไม่ได้ ได้นึกทีเดียวว่านี่คือนั่งปรกจริงแล้ว
๑๑) เมื่อวันที่ ๒๙ เดือนก่อน หญิงจงไปลาว่าจะมาเฝ้าที่ปีนังในวันที่ ๒ สิงหาคม ป่านนี้คงมาถึงด้วยดีแล้ว
ข่าวสด
๑๒) เมื่อวันอาทิตย์ซึ่งล่วงแล้วมา ได้รับลายพระหัตถ์เวรซึ่งลงวันที่ ๒๑ กรกฎาคม เข้าใจว่ามากับรถไฟซึ่งเข้าไปถึงกรุงวันเสาร์ อยู่ข้างเร็ว มีปะปิดสองด้าน จะกราบทูลสนองความในลายพระหัตถ์นั้นเอาไว้ทำอ่อยๆ ตามเคยเป็นคราวหน้า.
ควรมิควรแล้วแต่จะโปรด
สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ เจ้าฟ้ากรมหลวงนริศรานุวัดติวงศ์
วันที่ ๑๐ สิงหาคม พ.ศ. ๒๔๘๕ ดร
​บ้านซินนามอน ปีนัง
วันที่ ๑๐ สิงหาคม พ.ศ. ๒๔๘๕
ทูล สมเด็จกรมพระนริศฯ
หม่อมฉันได้รับลายพระหัตถ์เวรฉบับลงวันที่ ๕ สิงหาคม แต่วันศุกร์อีกเหมือนสัปดาหะก่อน
ทูลสนองลายพระหัตถ์
๑) กรมราชการกับกรมเจ้านายผิดกันเป็นข้อสำคัญอย่าง ๑ ที่กรมราชการมีชื่อกรม เช่นว่ากรมสรรพากร กับชื่อเจ้ากรมว่า หลวงอินทรมนตรี แต่กรมเจ้านายไม่มีชื่อกรม เช่นว่ากรมหลวงโยธาทิพย์ ถ้าเรียกตามแบบก็จะต้องเรียกว่า “กรมเจ้าฟ้าศรีสุพรรณ” แต่คนไม่อาจจะเรียกเช่นนั้น จึงเอาชื่อเจ้ากรมขึ้นเรียก ชื่อเจ้ากรมก็กลายเป็นชื่อกรม ต่อมาภายหลังก็เลยกลายเป็นพระนามเจ้านายผู้เป็นเจ้าของกรมต่อไปอีก ดูมูลเกิดแต่กระบวนคนภายนอกเรียกทั้งนั้น
​๒) นาคหลวงที่บวชในคณะปรกรวมพระสงฆ์ทั้ง ๒ นิกายนั้น ถ้าบวชเป็นธรรมยุติย่อมไปสวดญัตติซ้ำในคณะปรกธรรมยุติ ในค่ำวันนั้นทุกองค์ แต่ก่อนบางองค์ที่ประสงค์ความไพบูลย์ในการอุปสมบทยังไปสวดญัตติทำนองมอญซ้ำที่โบสถ์แพ หน้าวัดราชาธิวาสก็มี ได้ยินว่าเมื่อสมเด็จพระมหาสมณะทรงผนวชก็ได้ทำเช่นนั้น และสมเด็จพระมหาวีรวงศ์ (ยัง) เป็นผู้ชำนาญสวดกรรมวาจาทำนองมอญด้วย
อันที่จริงถ้าว่าตามภาษาของเรา ชั้นแรกเมื่อทูลกระหม่อมทรงผนวชแปลงนั้น ก็คือแปลง “เป็นสีดอ” เหมือนอย่างเราเรียกพวกสมเด็จพระพุทธโฆษาจารย์ (แสง) วัดราชบูรณะนั่นเอง จะเลยทูลเล่าแทรกถึงเรื่องสมเด็จพระพุทธโฆษาจารย์ (แสง) ถวายด้วย เดิมท่านก็ห่มคลุมอย่างพระมหานิกายมาจนเป็นที่พระธรรมวโรดม เมื่อหม่อมฉันเป็นอธิบดีกระทรวงธรรมการ เคยชอบกันกับท่านมาแต่ก่อน ท่านปรารภแก่หม่อมฉันว่าตัวท่านได้บวชแปลงเป็นมอญมาแต่ก่อน อยากจะห่มแหวกอย่างมอญแต่เกรงจะมี
ความผิดจึงห่มคลุมอยู่อย่างเดิม หม่อมฉันนำความขึ้นกราบบังคมทูลสมเด็จพระพุทธเจ้าหลวง ทรงพระกรุณาโปรดมีพระราชหัตถ์เลขาถึงท่านว่าในการสังวรพระธรรมวินัย ถ้าเลื่อมใสอย่างไหนก็ประพฤติได้ไม่ทรงรังเกียจ แต่นั้น​ท่านก็ห่มแหวก พวกพระสัทธิงวิหาริกของท่านก็ห่มแหวกตามมีจำนวนมากขึ้นจนจับตาคนจึงเรียกกันว่า “พระสีดอ” หมายความว่าไม่ใช่ธรรมยุติและมหานิกายทั้ง ๒ อย่าง
จะเลยเล่าต่อไปถึงเรื่องพระมหานิกายห่มแหวกกันในชั้นหลัง เกิดแต่สมเด็จพระมหาสมณะตรัสชวน สมเด็จพระวันรัตน (ฑิต) กับสมเด็จพระวันรัตน (จ่าย) ยอมทำตามพระประสงค์ พระวัดมหาธาตุ วัดเบญจมบพิตร และวัดอนงค์ ห่มแหวกก่อน แล้วสมเด็จพระมหาสมณะตรัสชวน สมเด็จพระพุทธโฆษาจารย์ (ม.ร.ว. เจริญ อิศรางกูร) วัดระฆัง เมื่อยังเป็นที่พระพิมลธรรม กับสมเด็จพระสังฆราช วัดสุทัศน์เดี๋ยวนี้ เมื่อยังเป็นที่พระพรหมมุนี ท่านทั้ง ๒ นั้นไม่ยอม สมเด็จพระพุทธโฆษาจารย์นิ่งอยู่ไม่ทูลว่ากระไร แต่
สมเด็จพระสังฆราชทูลตอบว่า ตัวท่านก็ชอบแบบแผนอย่างพระสงฆ์ธรรมยุติ ถ้าหากว่าเป็นคฤหัสถ์จะบวชก็คงบวชเป็นพระธรรมยุติ แต่ได้บวชเป็นมหานิกายมาเสียแต่เดิม ถ้าเปลี่ยนไปห่มแหวกก็เหมือนเห็นว่าลัทธิของอุปัชฌาย์อาจารย์ผิดในการห่มผ้า แต่ตัวท่านยังไม่เห็นว่าผิดก็มิรู้ที่จะเปลี่ยนไปห่มผ้าเป็นอย่างอื่นให้ผิดแบบของอุปัชฌาย์อาจารย์ได้ สมเด็จพระมหาสมณะก็ไม่ตรัสชวนพระมหานิกายให้ห่มแหวกต่อไป
​หม่อมฉันพิจารณาตามเรื่องประวัติเห็นว่า พระธรรมยุติเป็นสีดอมาจนเมื่อทูลกระหม่อมเสด็จมาครองวัดบวรนิเวศน์ ทรงวางระเบียบวัตรปฏิบัติของพระธรรมยุติเป็นยุติแล้ว พระธรรมยุติจึงเป็นนิกายหนึ่งต่างหาก ร่วมสมัยกับที่ทรงใช้นามธรรมยุติในสมณสาส์น เพราะวัตรปฏิบัติเปนแบบหนึ่งต่างหากจากพระมอญที่เป็นครูเดิมแล้ว
๓) เรื่องเขียนฝาผนังวัดนั้น หม่อมฉันคิดเห็นยังมีสาขาคดีที่จะทูลต่อไป จะทูลย้อนสัตย์ก่อนว่า ไตรภูมิโลกสัณฐานนั้น เป็นเรื่องที่เก็บความมาจากพระบาลี จึงนับเข้าในทางพระศาสนา รูปภาพวัดยมก็เขียนกระบวนเสด็จพยุหยาตรากฐินนับเนื่องในพระศาสนาเหมือนกัน สาขาคดีที่จะทูลนั้น คือช่างเชียนแต่ก่อนมีแต่ ๒ จำพวก คือช่าง
หลวงจำพวก ๑ พระช่างเขียนจำพวก ๑ ช่างหลวงสำหรับราชการ พระช่างเขียนน่าจะถือกันว่าสำหรับการกุศล เช่นเขียนผนังวัดและเขียนตู้ใส่พระธรรมเป็นต้น อ้างการกุศลคุ้มละเมิดสิกขาบทที่ห้ามมิให้พระภิกษุประกอบจิตกรรม อีกข้อ ๑ อยากจะว่าพิเคราะห์ตามตัวอย่างที่พึงรู้ได้ ว่าการเขียนผนังนอกจากวัด เขียนแทนที่ผูกม่านทั้งนั้น
​๔) รูปต่างๆ ที่หม่อมฉันทูลไปว่าเห็นในหนังสือพิมพ์นั้น หม่อมฉันก็ไม่ได้เอาใจใส่ว่าหนังสือพิมพ์อะไร ต่อเมื่อจะร่างจดหมายนี้ถามลูกจึงได้ความว่าหนังสือพิมพ์ไทยใหม่
๕) ชื่อลูกจ่าอัศวราชนั้น ที่ถูกเป็นดังนี้
๑. อาทิก่อน แม่กลีบเรณู
๒. เมธะแปลว่ารู้ นายเมธปฏิมา
๓. กวีปรีชา ปิยบุตรที่สาม
๔. ฉวีผิวงาม บุตรแม่พริ้มแรกเกิด
๕. วราประเสริฐ ที่สองงามสม
๖. กำดัดทรามชม กัลยาณ์ลำยอง
๗. สาโรชบัวทอง พิศภักตร์ประภัย
๘. สุมณฑสุมาลัย เยาวลักษณนารี
๙. ปรมแปลว่ามี ปรมังลาภา
๑๐. ลิขิตเลขา บุตรีพัลลภ
๑๑. สุพรรณวรนพ คุณสริรา
ชื่อลูกจ่าอัศวราชหม่อมฉันนึกสงสัยว่า จะตั้งสร้อยกันต่อภายหลัง เดิมก็จะให้ชื่อแต่ว่า กลีบ เมธ กวี เป็นต้น ต่อมานึกสนุกจึงผูกกลอนขึ้น ข้อนี้มีเค้าที่สร้อยชื่อลูกคนแรกที่ว่า “อาทิก่อน แม่กลีบเรณู” ส่อให้เห็นชัดว่าเดิมชื่อแต่ว่า “กลีบ” ตั้งสร้อยขึ้นต่อเมื่อมีน้องแล้วจึงใช้คำว่า อาทิก่อน
​ชื่อคุณม่วง ชูโต นั้น สำหรับชอบเล่ากันมาแต่ก่อนก็ว่าบ้าเท่านั้น คำที่เป็นชื่อจริงก็คงมีแต่ “ฉิม” เรียกเมื่อยังเล็ก กับ “ม่วง” ซึ่งมาให้เมื่อเติบขึ้น พวกที่ชื่อ “ตึ๋งส่วน” และ “ปิ่นปักธรณี” หม่อมฉันนึกเค้าไม่ออก
ชื่อลูกพระยาศรีสรราช (วัน บุนนาค) นั้น ที่ถูกว่า-
พงษ์ สุริยัน
พันธ์ สุริยา
พรอย พรรณราย
พราย พรรณา
พุ่ม มะลิร่วง
พวง มะลิลา
พิณ เทพเฉลิม
เพิ่ม เสนหา
พี ยศมูล
พูน สมบัติมา
หม่อมฉันออกชอบ อยากชมว่าช่างคิดและคิดอยู่ในวงอันสมควรคงมีเหตุอย่างใดอย่างหนึ่ง เช่นคุณหญิงชื่อเป็นอักษร พ พิณเป็นต้น จึงประสงค์จะให้ชื่อลูกขึ้นด้วยอักษร พ พิณหมดทุกคน เลือกคำพยางค์เดียวอันเรียกและเข้าใจง่าย ตั้งเป็นชื่อ​ยุติเพียงเท่านั้นสำหรับคนทั้งหลายเรียก สร้อยเป็นแต่สำหรับให้รู้ลำดับในครัวเรือน และจำชื่อได้หมดทุกคนด้วยสัมผัส คำสัมผัสความก็เข้ากับชื่อสนิทดี ทั้งไม่ยาวเกินประมาณ จึงน่าชม
ยังมีกลอนเพลงยาวพระนามพระเจ้าลูกเธอพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าฯ อีกบท ๑ ว่า-
อรุโณทัยอภัยทัตฉัตรไกรสร
สุริวงษ์สุริยาดารากร ศะศิธรคันธรสวาสุกรี
สุทัศน์อุบลมณฑา ดวงสุดาดวงจักรมณีศรี
ธิดากุณฑลฉิมพลี กระษัตริย์จงกลสุภาธร
พระนามตามเพลงยาวนี้ ประหลาดอยู่ที่ไม่ตรงลำดับและขาดพระนามพระเจ้าลูกเธอ แม้ที่เป็นรุ่นใหญ่ก็ไม่มีในเพลงยาวนี้หลายพระองค์ ถ้าหากเป็นพระราชนิพนธ์ฯ ก็จะต้องเข้าใจว่าทรงเลือกพระนามแต่พระองค์ที่โปรดมาเข้าในเพลงยาว ก็ไม่มีเค้าเงื่อนว่าจะเป็นเช่นนั้น ดูน่าจะเป็นเพลงยาวเจ้านายหรือใครแต่งเล่นเมื่อภายหลังรัชกาลที่ ๑ และแต่งค้างเพียงเท่านั้น มิใช่เป็นตำรับตำราอย่างมักเข้าใจกัน
๖) มูลเหตุที่มีพัดแฉกพระราชาคณะปักบนเตียงพระสวดนั้น หม่อมฉันจับเค้าได้ในตำราพิธีตรุษเมืองนครศรีธรรมราช พรรณนาว่ามี “เตียงหนังสือ” อยู่ต่อกับเตียงพระสวดอีกเตียง ๑ โยงสายมงคลสูตรถึงกัน ก็คิดเข้าใจได้ว่าเดิมพระที่​สวดบนเตียงสวดๆ ปากเปล่า พระราชาคณะนั่งปรกนั่งบนเตียงหนังสือ อ่านหนังสือสอบทานคำสวด พัดแฉกเป็นของพระราชาคณะที่นั่งปรก เวลาอ่านหนังสือคงตั้งหรือผูกพัดแฉก
ติดไว้กับตู้หนังสือ เมื่อย้ายที่มานั่งปรกบนเตียงพระสวด ก็เอาตู้หนังสือกับพัดแฉกมาตั้งขึ้นเตียงพระสวด ครั้นให้พระสวดๆ ด้วยอ่านหนังสือ ก็ไม่จำต้องมีผู้อ่านทาน จึงเปลี่ยนการนั่งปรกเป็นภาวนา มีพระราชาคณะฝ่ายสมถะนั่งเตียงต่างหาก บนเตียงสวดไม่มีพระราชาคณะนั่งปรก แต่เจ้าพนักงานไม่ถอนพัดแฉกออก ก็เลยติดเป็นธรรมเนียมมีพัดแฉกอยู่กับตู้หนังสือต่อมาจนบัดนี้
๗) หญิงจงให้นำของกินที่คุณโตฝากมาให้มาส่งต่อหม่อมฉันแล้ว ขอได้โปรดตรัสบอกแก่เธอด้วยว่าหม่อมฉันขอบใจมาก
ทูลบรรเลง
๘) สัปดาหะนี้จะคัดเรื่องในตำราขี่ช้างมาทูลบรรเลงอีกบท ๑ ว่าด้วยวิธีขี่ช้างที่ไม่ข้ามน้ำ ในตำราว่า-
​ว่าด้วยลักษณะขี่ช้างที่ไม่ข้ามน้ำ
กลขี่ช้างมิข้ามน้ำจะให้ข้ามน้ำนั้น ให้ผู้ขี่ช้างนั้นพึงรู้จักลักษณะช้างก่อน และช้างบางตัวเคยข้ามแม่น้ำแคบ ครั้นเห็นแม่น้ำกว้างมิข้าม ช้างลางตัวเคยข้ามแม่น้ำตาย ครั้นเห็นแม่น้ำเชี่ยวก็มิข้าม ช้างลางตัวเป็นช้างดอนไม่เคยเห็นแม่น้ำ ครั้นมาเห็นแม่น้ำก็
กลัวจึงมิข้าม ช้างลางตัวเมื่อเป็นเถื่อนอยู่นั้นแม่น้ำกว้างก็ข้าม แม่น้ำเชี่ยวก็ข้าม ครั้นว่าเป็นช้างบ้านคนเอาข้ามไปถึงฝั่งแล้ว ย่อมจะฟันทิ่มแทงจึงขยาดระอามิข้ามก็มี อันลักษณะช้างเป็นดังกล่าวมานี้ยากที่ผู้จะหยั่งรู้ และกล่าวไว้ทั้งนี้ตามลักษณะช้างซึ่งมีมา ซึ่งผู้ศึกษาร่ำเรียนไปข้างหน้านั้น ถ้าพบท่านผู้รู้จะได้ไถ่ถามสืบไป ตามลักษณะ
ช้างย่อมเป็นดังนี้ ถ้ารู้แล้วก็ให้แก้ไขดังนี้ ถ้าช้างอันเคยข้ามแม่น้ำอันแคบ ครั้นเห็นแม่น้ำกว้างมิข้ามนั้น ให้เอาเรือ ๔ ลำ ๕ ลำก็ดี ไปทอดสมอปักหลักไว้ตรงท่าข้ามนั้น ให้ไกลตลิ่งออกไปประมาณ ๔ วา ๕ วา คะเนพอสุดเท้าช้าง แล้วทำบังตาช้างจงดี แล้วจึงเอาเรือสองลำมาผูกคานเข้า แต่ลำนี้ไปถึงลำโน้น คะเนแต่ ๕ ศอก ๖ ศอก ให้ผูกแต่ข้างหน้าเรือ ข้างท้ายเรือนั้นอย่าผูกเลย จงเอาเชือกหนังมาตีเป็นสามเกลียว แล้วจึง​เอาสอดอกช้างนั้นเข้าแล้วทำห่วงไว้ จึงเอาท้ายเรือนั้นเข้าไว้ต่อตลิ่ง ข้าง
เหนือน้ำลำหนึ่ง ท้ายน้ำลำหนึ่ง ที่ท่าช้างจะลงนั้น แล้วจึงเอาช้างพลายช้างพังก็ดีห้าช้างหกช้างลงไปยืนอยู่ ที่ริมเรือนั้นก่อน แล้วจึงเอาช้างนั้นลงไปทีหลัง แล้วทำดุจหนึ่งว่าจะลงน้ำแลลูบหน้าลูบตา แล้วให้ตั้งหน้าออกไปที่เรืออันทอดสมอปักหลักอยู่นั้น คะเนว่าตัวหนึ่งสองชั่วตัวจะหยั่งมิถึงดิน แล้วจึงเอาคานสอดเข้าแล้ว ให้คนบนตลิ่งทิ่มแทงให้ตกใจ ช้างนั้นก็จะหลบออกไปสุดเท้า แล้วก็ให้ค้ำเรือออกไป ครั้นเท้าไม่ถึงดินแล้วก็จะว่ายไป แลค้ำเรือถ่อพายหนักไป เท้าไม่ถึงดินช้างนั้นก็ว่ายข้ามไป
แล อันว่าช้างดอนมิเคยข้ามก็ดี เห็นน้ำเชี่ยวมิข้ามก็ดี ให้เอาเรือ ๔ ลำ ๕ ลำก็ได้ เอาไปทอดสมอปักหลักไว้เหนือน้ำที่ท่าช้างจะข้ามนั้น ให้น้ำวนอยู่แล้วทำบังตาช้างจงดี แล้วก็ให้ทำดุจช้างมิข้ามแม่น้ำกว้างนั้น กลจะขี่ช้างซึ่งมิข้ามน้ำนั้น ถ้ามิรู้ถึงลักษณะช้างตามซึ่งกล่าวมานี้ประการหนึ่ง ประการหนึ่งเป็นทุ่งท่าป่าดงกันดารจะแก้ไขช้างให้ข้ามน้ำดุจกล่าวมานี้ขัดสน ท่านให้แก้ไขเป็นยากัลเม็ด ขึ้นต้นไม้ให้ช่วยแรงคาถาประกอบกันก็ได้ราชการสืบมาอยู่ และว่าช้างมิข้ามแม่น้ำนั้น ถ้าให้ข้ามท่านี้มิข้ามให้
ย้ายท่าไปข้ามท่าอื่น ถ้าและมิข้ามจึงให้เอายอดน้ำนอง จิ้งโจ้ สอึกโทน ผักบุ้ง ก็ได้ เอาที่ยอดอันชี้ไปข้างฟากข้างโน้น ให้เอาหมากสามคำไปพลีเอาจึงว่า “ครูบาธิยายเจ้าเหยช้างมิข้ามน้ำ ข้าขอเชิญครูบา​ธิยายไปช่วยให้ช้างข้ามน้ำไปจงง่ายเถิด” (ดังนี้) แล้วจึงกลั้นใจเด็ดเอายานั้นมา อย่าเหลียวหลังและเหลียวไปซ้ายไปขวาตั้งหน้ามาทีเดียว ครั้นมาถึงช้างแล้วจึงมนต์ยานั้นว่า “โอมณะรายนภูตากะริศยาภูมีนาครังสหะบดี นะระเทวะดาจะคงคา จะสาครอุทกภูดลณะระวะระเทวะตาทวะมุตติยา เท
วาจะสมุตหิมะวันตะยะ” แล้วจึงกลั้นใจยี่กับฝ่ามือ แล้วเอาสีตาช้างข้างขวาสามที ข้างซ้ายสามทีแล้วจึงขี่ลงไป ครั้นลงไปถึงน้ำแล้วเอากากยาที่เหลืออยู่นั้นทูนศีรษะแล้ววางลงไว้ที่ศีรษะช้างนั้น แล้วประนมมือขึ้นว่ามนต์นี้ “โอมพุทธกันตังมาระยังยังกันตังสวาหะ” แล้วหยิยเอายาขึ้นทูนศีรษะแล้วว่าครูบาธิยายช่วยข้าพเจ้าด้วย แล้วเอากากยานั้นซัดออกไปกลางน้ำตรงหน้าช้างนั้น แล้วขับช้างตามออกไปเถิด ช้างนั้นข้ามน้ำไปแล กลขี่ช้างมิข้ามน้ำกล่าวไว้ดังนี้”
ตำราข้างบนนี้จับใจหม่อมฉันตรงที่แก้ไขด้วย “ยากัลเม็ด” อันที่จริงก็เอายาทาตาให้สายตาช้างนั้นเห็นไม่ชัด อย่างเคยได้ยินท่านตรัสปรารภกับกรมพระจันทบุรีว่า “นั่นงัวหรือ” นั่นเอง จึงออกขัน
ควรมิควรแล้วแต่จะโปรด
สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมพระยาดำรงราชานุภาพ
วันที่ ๑๒ สิงหาคม พ.ศ. ๒๔๘๔ น
​ตำหนักปลายเนิน คลองเตย
วันที่ ๑๒ สิงหาคม ๒๔๘๔
กราบทูล สมเด็จกรมพระยาดำรงฯ ทราบฝ่าพระบาท
จะกราบทูลสนองลายพระหัตถ์เวร ซึ่งลงวันที่ ๒๗ กรกฎาคม แต่ลางข้อต่อไปนี้
สนองลายพระหัตถ์
๑) เรื่องปราสาทพระที่นั่งต่างๆ ในกรุงเก่านั้นใหญ่มาก
พระที่นั่งเบญจรัตนมหาปราสาทนั้น เห็นมีในบานแพนกอะไรๆ ที่ไหนเป็นหลายแห่ง ให้รู้สึกเห็นกึกก้องเป็นสำคัญมาก แต่ไม่พบองค์ปราสาท เข้าใจว่าทำด้วยไม้และรื้อแล้ว ไม่ทราบว่าอยู่ตรงไหนทั้งไม่เคยได้ยินใครสันนิษฐาน จึงได้กราบทูลถาม ฝ่าพระบาททรงสันนิษฐานโดยมีทางประกอบ ว่าเห็นจะอยู่ที่ตรงพระที่นั่งสุริยามรินทร์ก็จะตราไว้
จะกราบทูลเรื่องพระราชวังกรุงเก่าซึ่งเขียนไว้ที่โบสถ์วัดยม ได้ไปดูจริงอย่างทรงพระดำริคาด แต่เหลวพิลึก ดูเหมือนจะเขียนไว้ที่อุดหน้าหรืออย่างไร จำไม่ได้ แต่อยู่สูงนั้นเป็นแน่ รูปวังนั้นมีปราสาท แต่จะเป็นกี่องค์และกำแพงแรงเตยเป็นอย่างไรจำไม่ได้ เป็นแต่รู้สึกว่าดูเห็นเป็นสีเขียวมาก อะไรที่ทำให้​เห็นเขียวมากก็กราบทูลไม่ถูก ที่จำได้แม่นนั้นแล่นไปจำได้เอารูปช้างเผือก ว่ามีคนถือเสาเพดานกับราชวัติ เดินตามไปในกระบวนแห่ ซึ่งไม่ต้องการ ณ ที่นี้
ลักษณะที่อ่อนเข้านั้นเป็นเครื่องไม้ ลักษณะที่โก่งออกนั้นเป็นเครื่องก่อ การก่อนั้นเราจำอย่างมาแต่เขมร เขมรก็จำอย่างมาแต่อินเดียอีกต่อหนึ่ง ทางบ้านเราทำอะไรกันก็ทำด้วยไม้ทั้งนั้น ทั้งเขมรทั้งไทย
ปราสาทยอดปรางค์นั้นเรามีเป็นแน่ แต่จะมีเมื่อไรนั้นยากที่จะทราบได้
พรหมพักตร์นั้นเป็นความคิดของเขมร ทีก็จะเป็น “แฟนซี” เพราะเห็นที่ในเมืองเขมรก็มีไม่มาก ที่มามีในเมืองเราเห็นจะไม่ก่อนแผ่นดินพระเจ้าปราสาททอง การจำอย่างนั้นเป็นของธรรมดา ใครจะจำทำกันเมื่อไรก็ได้ทั้งนั้น สำคัญอยู่แต่ทำหน้าพรหมใส่เข้าในที่ควรหรือไม่ควรเท่านั้น แต่คงไม่มีที่ยอดปราสาททุกองค์ไป
ที่ของเก่าทำสิ่งซึ่งตากฝนหุ้มดีบุกนั้นดี เป็นการมีความคิด แสดงว่าเป็นเครื่องไม้ ที่หุ้มดีบุกนั้นแปลว่ากันฝนชะไม้ผุ ที่หุ้มดีบุกด้วยปิดทองด้วยนั้น “เฟเลีย” ไปหน่อย เพราะไม่ช้าฝน​ก็ชะทองตกไปอีก แต่ยังดีกว่าปิดทองหรือประดับกระจกของกลางแจ้งที่ไม่ได้หุ้มดีบุก
พิจารณาฝีมือก่อพระที่นั่ง วิหารสมเด็จ และสรรเพชญปราสาท ซึ่งมีเหลืออยู่ สังเกตเอาเป็นแน่ได้ว่ารุ่นราวคราวเดียวกัน สมเป็นว่าทำครั้งแผ่นดินพระนารายณ์ แต่จะเป็นครั้งพระเจ้าปราสาททองก็ผิดกันแผ่นดินเดียวเท่านั้น พระที่นั่งสุริยามรินทร์นั้นเป็นอีกอย่างหนึ่ง ก่อด้วยอิฐกับศิลาแลงคั่นกันเป็นชั้นๆ เห็นได้ว่าเอาอย่างทางต่างประเทศมาทำ น่าจะเป็นของทำทีหลังพระที่นั่งวิหารสมเด็จและสรรเพชญปราสาท
ชื่อพระที่นั่งสุริยามรินทร์นั้นไม่สบายใจเลย เพราะปราสาทสามองค์นั้นเป็นหลักกรุง แต่ชื่อคล้องกันเพียงสององค์ องค์ที่สามไม่คล้อง แม้แต่จะแปลชื่อก็เป็นเทวดาสององค์เรียงๆกัน ฟังไม่สนิท จึงกระสับกระส่ายไปค้นบานแพนกกฎหมาย ไม่ได้ดูสอบ
เป็นแต่จำได้ว่าแห่งหนึ่งเขียน “สุริยาทิอมรินทร์” อีกแห่งหนึ่งเขียน “สุริยาที่พระอมรินทร์” คิดว่าเขียน “ที่” นั้นลงมาจากคำ “ทิ” ถ้าจะตัดบทเก๊ๆ ก็เป็นว่า “สุริยอาทิอมรินทร์” คิดว่าเขาคงอ่าน “สุริยาด” ได้ความพอใจที่ชื่อปราสาทสามองค์คล้องกันหมด เป็น “วิหารสมเด็จ สรรเพชญปราสาท สุริยาทิอมรินทร์” อีกประการหนึ่งคัมภีร์
โหรเขาเรียก​ว่า “คัมภีร์สุริยาต” ก็มี เขาจะเขียนตัวอะไรสะกดไม่ทราบ แต่สงสัยที่ว่าทำไมพระอินทร์จึงเข้ามาปนอยู่กับสุริย จึงค้นตำราทางพราหมณ์ก็ก็ได้ความเลอะเทอะตามเคยเป็นที่โน่นว่าอย่างนั้นที่นั่นว่าอย่างนี้ คิดดูก็เห็นว่าเพราะคนต่างแต่ง จะลงกันไม่ได้อยู่เอง ในแห่งหนึ่งถือเขาคำ “สูรย” ว่าเป็นพวกลูกนางอทิติ มีพระอินทร์เป็นพี่ใหญ่ ชื่อพระที่นั่งสุริยาทิอมรินทร์จะถือเอานั่นมาหรืออย่างไรก็ไม่ทราบ
๒) คำ “มณี” ในภาษามคธ ถ้าจะเทียบกับคำของเราก็ทีจะตกเป็นว่าพลอยเท่านั้น ถ้าจะให้เป็นพลอยเมขลาก็ทีจะต้องใช้คำว่า “มณีเมขลา” แต่คำ “เมขลา” พวกกวีก็เอาไปใช้เป็นชื่อเทวธิดาองค์หนึ่งซึ่งมีฤทธิมาก แล้วก็สับปลับ ที่นั่นว่าอย่างนั้น ที่นี่ว่าอย่างนี้ เพราะเหตุฉะนั้นจะถือเอาคำ “เมขลา” เป็นหลักฐานก็ยาก
มีตั้งใจจะกราบทูลทักอย่างหนึ่งแต่แล้วก็ลืม สิ่งที่จะกราบทูลทักนั้นคือบาตรแบน ทางเขาคงเป็นเช่นนั้นจึงสมกับที่ว่าเลีย นึกถึงว่าได้เคยทำแบบเจว็ด พระภูมิสำหรับวังไกลกังวลไปให้เขาสลักหิน ทึกเอาพระภูมิเป็นพระธรณี ตามคำบูชาที่ว่า “โอม พระภูมะธรณี” จึงค้นตำราหาพระธรณี ได้ความว่าถือบาตร​ใส่อะไรต่ออะไรอันเป็นทรัพย์ในดิน สังเกตคำว่าบาตรดูเป็นภาชนะอย่างใดอย่างหนึ่ง จะเป็นอะไรก็ได้
๓) ข้อพระดำรัสเรื่องภาษานั้น คิดตามไปก็เห็นขัน เราไม่ชอบอะไรของเราเสียเลย แม้ราชาศัพท์ก็ใช้คำต่างประเทศ ที่สุดจนการเล่นเป็นต้นว่ายี่เกก็ต้องเป็น ๑๒ ภาษา เรื่อง “กุหลาบมอญ” นั้นเกล้ากระหม่อมอยู่ในเวลาเกิดเหตุนั้นทีเดียว ออกจะประมูล
ขุนอุดมสมบัติเพราะจำพระราชดำรัสโดยตรงที่ขึ้นต้นไว้ได้ว่า “แล้วกันซิดุ๊ก เอาไปยกให้เขา- -” ต่อไปจำไม่ได้เพราะไม่ได้จดอย่างขุนอุดม อันชื่อดอกกุหลาบนั้นเคยได้ยินเขาว่าเป็นภาษาเปอร์เซีย หมายถึงน้ำกุหลาบคือน้ำดอกไม้เทศ “คุล” แปลว่ากุหลาบ “อาป” แปลว่าน้ำคือ “อาโป” เราดื้อๆ นี่เอง ผิดถูกอยู่แก่ผู้กล่าว
๔) คำ “บุหงารำไป” ได้วานเขาตรวจพจนานุกรมมลายู แล้วได้ความว่าเป็นสองคำเอาเข้าต่อกัน คือ “บุหงา” คำหนึ่ง หมายความว่าดอกไม้ “รำไป” พจนานุกรมฉบับหนึ่งแปลว่าดอกลำเจียก อีกฉบับหนึ่งแปลว่าคละกัน ฉบับก่อนเห็นจะแปลผิด ด้วยดอกลำเจียกเรารู้ว่ามีชื่อ “ปาหนัน” อยู่ต่างหาก สอบชื่อดอกลำเจียกในพจนานุกรม
ภาษามลายูเรียกว่า “ปาดัน” ก็ไม่ผิดอะไรไป ด กับ น. ย่อมเปลี่ยนกันได้ ในประ​เทศชวาเคยเห็นมาสามอย่าง กลีบลำเจียกหั่นห่อใบตองอย่างหนึ่ง ใบไม้ซึ่งมีกลิ่นหอม (เช่นใบเนียม) ตัดเป็นท่อนๆ ห่อใบตองอย่างหนึ่ง กับดอกไม้เบญจพรรณ ห่อใบตองอีกอย่างหนึ่ง จะเป็นอย่างใดก็เห็นเรียก “บุหงารำไป” กันทั้งนั้น
๕) พระดำรัสเรื่องของเหนียวของแข็ง มาเข้ากะบ้องแต๋งแห่งเกล้ากระหม่อมเข้า ถึงหากฟันจะเคี้ยวได้ก็ไม่เคี้ยว เพราะไม่ต้องการกิน จะแปลว่าอะไรก็ต้องแปลว่าข้างในมันไม่ต้องการ
๖) หยาดฟ้าและห้อยเทียนเหลา จะต้องมีชื่อทั้งไทยจีนจริงอย่างพระดำรัส และเขาก็คงคิดเช่นนั้น ทีจะเป็นชื่อตึกไปเสียด้วยซ้ำ ตึกใหม่แถวอนุสาวรีย์ประชาธิปไตย ซึ่งเขาเช่าแยกไปตั้ง คงตั้งใจรับไทยเรียกว่า “หยาดฟ้าภัตตาคาร” ร้านเก่าเห็นจะเรียก “ห้อยเทียนเหลา” อยู่ตามเดิม เพราะตั้งใจจะรับข้างจีน
๗) รูปพระเถระที่ตำหนักเพชร เป็นรูปในพระอุโบสถตามที่ตรัสขาดพระพรหมเทพาจารย์ไปองค์หนึ่ง ท่านอยู่กรุงเก่า คงขึ้นไปกรุงเก่า นอกกว่านั้นมีหมด เกล้ากระหม่อมดูไม่ออกอยู่ ๒ องค์ องค์หนึ่งทราบทีหลังว่าเป็นพระองค์อรุณ อีกองค์หนึ่งต้องเป็นพระเทพกระวี (นิ่ม) อย่างพระดำรัสแน่นอน
​๘) ตึกห้องเครื่องหน้าวัดบวรนิเวศ หน้าตึกก็คงยื่นพ้นแนวกำแพงอยู่นั่นเอง ต่อไปภายหน้าเห็นจะต้องรื้อ หรือตัดหน้าเข้าไปให้เสมอกำแพง
บรรเลง
๙) คำว่า “บรรเลง” ทีจะออกจาก “ปเลง” อันเป็นชื่อเทวดาซึ่งออกมารำหางนกยูงเบิกโรงโขน หรือออกจาก “เพลง” ซึ่งหมายความว่าทำปี่พาทย์เป็นเสียงสูงต่ำก็ได้ ร้องอะไรให้จับใจก็ได้ “บรรเลง” หรือ” บันเลง” ก็แปลว่าทำให้จับใจ ให้สนุก จะเป็นอะไรก็ได้ไม่ผิดเพี้ยนทั้งนั้น
๑๐) มีเหตุให้กราบทูลถึงการโกนผมไฟ เหตุที่มีมานั้นไม่สำคัญอะไร จะกราบทูลแต่ได้ทูลถามกรมหลวงทิพย์รัตน์ถึงการปลงพระเกศาไฟเจ้านาย เธอบอกว่าในการนั้นไม่ได้ใช้กรรไกร เห็นเป็นถูกที่สุดและเข้าใจทันทีว่าเพราะเหตุนั้นจึงไม่มีการที่ผู้ใหญ่ฝ่ายหน้าเข้าไปวอแว ที่ทำกันข้างนอกผู้เป็นใหญ่ตัดผมดุจตัดจุกนั้นไม่ถูก เพราะไม่มีคำว่าตัดอยู่ในนั้น
๑๑) กินขนมลำเจียกก็นึกว่าทำไมจึงเรียกขนมลำเจียก คิดไปก็เห็นว่า เดิมทีเขาคงห่อด้วยกลีบลำเจียกเพราะต้องการหอม ทีหลังรู้จักอบแล้วจึงทำแป้งห่อแทนกลีบลำเจียก กินเข้า​ไปได้ทั้งห่อทีเดียว นึกถึงไส้ว่าเป็น “หน้ากะฉีก” แล้วก็นึกไปถึง “สังขยา” ไม่เป็นภาษาทั้งนั้น แล้วนึกถึง “ขนมแชงม้า” แปลกันหกคะเมนเก่นเก้ไม่มีใครรู้ว่าเป็นขนมอะไรแน่ รู้แต่ว่าทำด้วยหม้อแกง อันคำเก่าๆ นั้นแปลยาก จะพยายามแปลคำหนึ่ง
“กินข้าวเหนียวนึ่ง น้ำผึ้งกะนมควาย
กินเสียให้ตาย เสียดายนวลเจ้าแม่นา”
คำนี้ไม่ได้หมายความว่าน้ำผึ้งกับนมควายเป็นยาพิษที่กินตาย หมายความว่ากินมากจนท้องอลึ่งฉึ่งตาย อันนมควายนั้นใช้ไม่ว่าอะไร อย่างเดียวกับฝรั่งใช้นมวัว กรมหลวงสรรพสิทธิ์เคยหุงข้าวด้วยนมควายเสวย ทรงจำมาแต่เมืองอุบล ดูหน้าตาก็เป็นข้าวผัดน้ำมันหมูเรานี่เอง ไม่ประหลาดอะไร น้ำผึ้งกับนมควายก็ได้แก่น้ำกะทิเรานี่เอง
ตีนบานที่โบสถ์พระนอน เห็นทีจะเอาอย่างตีนบานพระอุโบสถไปเขียน เห็นซ้ำกันก็มี เรื่องที่เขียนนั้นดูไม่ออกเสียมาก แปลว่าเราตื้น
เขตวัดพระเชตุพนในวงพุทธาวาส ดูเป็นได้ขยายออกไป ๔ ครั้ง ครั้งที่ ๑ เพียงวงโบสถ์วิหารทิศ ครั้งที่ ๒ เพียงพระเจดีย์สี่องค์ ครั้งที่ ๓ ต่อออกไปถึงวิหารยอด ครั้งที่ ๔ รอบ​โบสถ์พระนอน บ้านเจ้าครอกวัดโพธิ์ก็ว่าอยู่ที่โบสถ์พระนอน เหล่านี้คงมีปรากฏอยู่ในพงศาวดารและจารึก แต่ไม่ได้ตรวจ ดูก็ประหลาด การเปรียญนั้นตั้งอยู่ย้อยออกไปถึงเขตหลังวัด เขตวัดเดิมคงยอกแยกไม่เป็นระเบียบเรียบร้อย การก่อ
เป็นตึกก็เป็นทำในรัชกาลที่ ๓ ในการทำอะไรต่างๆ ที่วัดนั้นดูเป็นทำในรัชกาลที่ ๓ เป็นอันมาก เหมือนหนึ่งพระระเบียงเตี้ยชั้นนอก ซึ่งเสริมให้มุมพระระเบียงเป็นไม้สิบสองนั้น ทีก็ทำในรัชกาลที่ ๓ พระอุโบสถนั้นจำเรื่องได้ว่าพระอุโบสถเก่าเล็ก ทำใหญ่ใหม่ในรัชกาลที่ ๓ พระพุทธเทวปฏิมานั้นตั้งสูงเต็มทีจนเห็นไม่ได้ว่าเป็นพระงาม ปัญหามีอยู่ว่าพระประธานเก่านั้นเอาไปไว้เสียไหน แม้จะเป็นพระทำด้วยอิฐปูนก็ควรหรือที่จะรื้อทิ้ง นึกถึงฝ่าพระบาทได้ทรงพระดำริจะเชิญพระโลกนาถเข้าไปไว้ใน
พระอุโบสถ ถ้าเป็นเช่นนั้นได้ก็จะเหมาะมาก เพราะอยู่ในวิหารหน้านั้นคับ เขาก็ได้คิดแก้อะไรไว้ต่างๆ แต่ไม่พอ แล้วถูกพระราชดำรัสคัดค้านเสียด้วย ปัญหาที่ฝ่าพระบาททรงพระดำรินั้นก็เป็นอันพับไป ในการขยายวงพุทธาวาส ถ้าจะลงศักราชแล้ว วงที่ ๑ กับที่ ๒ เป็นทำในรัชกาลที่ ๑ วงที่ ๓ และที่ ๔ เป็นขยายในรัชกาลที่ ๓ ในวงสังฆาวาสก็ปรากฏมีการก่อสร้าง​ในรัชกาลที่ ๓ เป็นส่วนใหญ่ แต่มีใครต่อใครสร้างอะไรต่ออะไรเพิ่มเข้าอีกเอาส่ำยาก ลางอย่างก็รู้ได้ ลางอย่างก็รู้ไม่ได้
๑๒) ตามที่กราบทูลติโทษถึงป้ายข้างถนนใช้คำยาวไม่ดีนั้น เมื่อวันที่ ๑๐ ไปพบเข้าแล้ว เขียนว่า “สำนักงานการแสดงพาณิชย์ญี่ปุ่น-ไทย” ขี่รถขาไปอ่านได้แต่ “สำนักงาน” ต่อไปอะไรอีกก็ไม่ทราบ ขากลับต้องตั้งใจที่จะอ่านต่อจึ่งได้ความตลอด
เรียน
๑๓) พบตราเป็นอักษรจีน ผู้รู้อ่านออกเสียงว่า “เสี้ยมก๊กแต้เหมง” ไม่มีสงสัยว่าจะเป็นอื่นไปได้ นอกจากเป็นพระนามพระเจ้าแผ่นดินสยาม แต่จะเป็นองค์ไหนไม่ทราบแน่ เป็นแต่คะเนว่าที่จะเป็นรัชกาลที่ ๓ ที่ทราบแน่นั้น “แต้ฮุด” เป็นรัชกาลที่ ๑ กับ “แต้เจี่ย” เป็นรัชกาลที่ ๔ นอกนั้นไม่ทราบหรือทราบแล้วลืมเรื่องนี้ได้ตั้งปัญหามาทีหนึ่งแล้ว ถ้าจะตรัสบอกได้บ้างก็จะเป็นพระเดชพระคุณมาก เพราะจะได้รู้มากออกไปอีก
​ข่าวสด
๑๔) เมื่อวันจันทร์ที่แล้วมา ได้รับลายพระหัตถ์เวรลงวันที่ ๔ สิงหาคม มีปะปิดสองทับ จะกราบทูลสนองความในลายพระหัตถ์นั้นในเที่ยวหน้า
วันที่ ๑๗ สิงหาคม พ.ศ. ๒๔๘๔ ดร
บ้านซินนามอน ปีนัง
วันที่ ๑๗ สิงหาคม พ.ศ. ๒๔๘๔
ทูล สมเด็จกรมพระนริศฯ
ถึงวันอาทิตย์แล้วยังไม่ได้รับลายพระหัตถ์เวร หม่อมฉันจึงเขียนเรื่องทูลบรรเลงขึ้นต้นจดหมายฉบับนี้
เรื่องบรรเลง
๑) จะคัดตำราขี่ช้างครั้งแผ่นดินสมเด็จพระนารายณ์มหาราชถวายทอดพระเนตรอีกบท ๑ ว่าด้วย “ขี่ช้างน้ำมันชน​บำรูงา” คือวิธีหัดช้างชน ซึ่งเคยแต่ได้ยินมาแต่ก่อน เพิ่งมารู้ว่าทำอย่างไรในตำรานี้
ว่าด้วยลักษณะขี่ช้างน้ำมันชนบำรูงา.
กลจะขี่ช้างน้ำมันบำรูงา ให้จัดเอาช้างที่มีน้ำมันหน้าหลัง แลมีฝีงาด้วยกันทั้งสองฝ่าย แลให้ผู้ขี่ช้างทั้งหมอทั้งควาญแต่งตัวจงโอ่โถงทั้งสองฝ่ายให้ใส่พวงมาลัยทั้ง ศีรษะ คอ ข้อมือ ทั้งหมอทั้งควาญและหมอนั้นให้ใส่เสื้อตาระกำทั้งสองฝ่าย และให้ผู้ขี่ช้างนั้นพึงรู้จักกิริยาช้างดุจกล่าวไว้ในกลค้ำในวงพาดนั้นเถิด ถ้ารู้จักน้ำใจและ
กิริยาช้างแล้ว จงผูกเครื่องตัวและจะใส่เสี้ยนใส่แหลมก็ตามน้ำใจช้าง และให้ติดหน่วงติดพานติดขอประจำพก และผูกเปลสอดชนักก็ให้ตลอด รักษาตัวให้มั่นคงทั้งหมอทั้งควาญ ให้กรมเชือกทั้งซ้ายทั้งขวาเอาเชือกบาศไปพานเสาปองแต่ต้นโกลนออกไป จนถึงหูตลบรอบข้อเท้าช้างนั้นละห้าวาทั้งสองฝ่าย ให้คะเนตัวช้างทั้งสองช้างเมื่อจะมาชนกันนั้นให้ถึงกันแต่ปลายงานั้นเป็นกำหนด แล้วจึงให้เอาช้างออกไป
ติดเชือก และเมื่อจะเอาช้างออกไปนั้นให้เอาช้างพัง ๑๔ ช้าง ๑๕ ช้าง เดินบังตาออกไปให้เดินเข้ามาข้าง​หลังเสาปอง ครั้นถึงเสาปองแล้วให้เดินเคียงเสาปองขึ้นมา ครั้นสุดเสาปองแล้วจึงให้เรียงเข้ามา ให้ถอยช้างนั้นตรงเสาปองให้ตั้งหน้าออกไปเอาช้างพังยืนบังไว้ แล้วให้กรมเชือกเอาเชือกเข้าติดเท้าทั้งสองเท้า แล้วจึงเอาช้างฝ่ายข้างหนึ่งออกมาเล่า ให้เอาช้างพังเดินบังตาออกมา ครั้นถึงเสาปองแล้วก็ให้ทำดุจกัน ครั้นติดเชือกเข้าได้ที่แล้ว ให้นมัสการถวายบังคมดุจกลไล่ม้านั้น แล้วให้
เคลื่อนช้างทั้งสองฝ่ายเข้าไป แต่อย่าให้วิ่งเข้าไป ให้ปกติทั้งสองฝ่ายคนจึงจะไม่เป็นอันตราย ครั้นว่าช้างวิ่งเข้าไปนั้นเชือกบาศที่ติดเท้าช้างอยู่นั้นก็ยังมิพร้อมเส้น แล้วเชือกก็ยังมิได้ยืดตัว จะถลำถลากเข้าไป ช้างจะเป็นอันตราย จึงให้ค่อยเคลื่อนเข้าไป ถ้าเชือกตึงจะได้คลายออก ถ้าหย่อนจะได้พานเสาปองเข้า แต่พอให้ช้างชนกันถึงแต่ปลายงา ถ้าเชือกไม่ตึงไม่หย่อนดีแล้ว ก็ให้ผู้ขี่ช้างแก้ไขช้างให้ชนขวิดค้อนโยนป้อนกันให้เป็นท่วงเป็นทีทั้งสองฝ่าย ให้รักษาตัวจงมั่นหน่วงพานก็อย่าให้หย่อน
ได้ ให้รักษาช้างไว้อย่าให้ตลบหลังมาได้ ถ้าตลบหลังมา จะเล่นเชือกและจับเชือกขึ้นบนปลายงาแต่งาเดียว ก็ให้แก้ดุจแก้สารกะนั้นเถิด ถ้าช้างเล่นเชือกจับเชือกขึ้นพาดบนปลายงาได้ทั้งสองข้างแล้ว ​ถ้าปลายเชือกอยู่ข้างใดให้ควาญแก้ท้ายไปข้างนั้น และถ้าแก้มิทันก็ตายด้วยกันทั้งหมอทั้งควาญ ถ้าจะแก้ช้างเล่นเชือกขึ้นพาดได้ทั้งสองงานั้น แก้ที่ท่าเจ็บกว่ากันนั้น ให้หน้าช้างต่ำลง เชือกที่พาดงาอยู่นั้นจึงจะไม่เลิกขึ้นมา จึงกล่าวไว้ว่าให้รู้จักท่าเจ็บกว่ากันนั้นไว้ จะได้แก้ตัวเมื่อจน ถ้าและแก้มิได้
ทันท่วงทีตายและ ถ้าช้างชนขวิดค้อนป้อนกัน แต่ปลายงาเป็นท่วงเป็นทีแล้ว ก็ให้รักษาให้ถอยหลังออกมายืนหน้าเสาทั้งสองฝ่าย แล้วให้ออกขอใหญ่ขอเจียด ควาญนั้นก็ให้ออกสายกะแซงสามท่าแล้วออกขอข้าง และหมอจะออกขอใหญ่นั้น ฝ่ายข้างหนึ่งโยนเล่นหน้า ฝ่ายข้างหนึ่งโยนปัดเกล้า จะออกขอเจียดเล่า ฝ่ายข้างหนึ่งออกเป็นแป้งผัดหน้า ฝ่ายข้างหนึ่งออกง่าขอเจียด และควาญซึ่งจะออกสายกะแซงให้ผิดอย่างกันนั้นมิได้หาที่นอกนี้ไม่ จะหนีอย่างกันได้ก็แต่ขอข้าง ฝ่ายข้างหนึ่งออกกะ
เดียดพลางรำ ฝ่ายข้างหนึ่งออกลำลำจะพุ่ง และจะออกขอใหญ่ขอเจียดขอข้างนี้ ถ้าฝ่ายช้างผู้ใดออกอย่างไรก่อนแล้ว ก็ให้ผู้ออกภายหลังนั้นอย่าออกให้เหมือนกัน ให้ผิดอย่างกัน เพราะเป็นที่เยาะเย้ยกันอยู่ดูเห็นไม่เป็นท่วงเป็นที และเมื่อหมอจะออกขอใหญ่ขอเจียดนั้น ให้ควาญรักษาช้างไว้ ครั้นหมอ​ออกขอใหญ่ขอเจียดแล้วจึงให้ควาญนั้นออกขอข้างเล่า หมอนั้นก็รักษาช้างไว้ และหมอและควาญจะออกขอนั้นให้ผลัดกันทั้งสองฝ่าย ครั้นออกขอแล้วให้นมัสการถวายบังคม ให้ทำเหมือนดุจหนึ่งเอา
ช้างออก แล้วจึงถอยหลังช้างเข้ามาหาเสาปอง แล้วเอาช้างพังบังไว้ทั้งสองฝ่าย ถ้ากิริยาสงบแล้วจึงให้แก้เชือกออกจากเท้า เอาช้างพังบังตาเดินเข้าไปโรง ครั้นเข้าไปถึงโรงกิริยาปกติดีอยู่แล้ว ก็เร่งให้ใส่มัดขาและปลอกทรงซ้ายขวาเข้าจงเร็ว แล้วเอาหญ้าเอาอ้อยให้กิน แล้วให้กรมพระนครบาลตักน้ำมารดสาดแล้วปิดประตูโรงไว้ ช้างพังนั้นก็ยืนอยู่หน้าโรงนั้นก่อน แล้วจึงเอาช้างฝ่ายข้างหนึ่งเข้ามาเล่า ก็ให้ทำดุจกันนั้นกลขี่ช้างน้ำมันชนบำรูงากล่าวไว้ดังนี้แล”
การหัดช้างบำรูงาเช่นว่าในตำราจะเคยมีในกรุงเทพฯ นี้บ้างหรือไม่สงสัยอยู่ เคยเห็นแต่รูปภาพเขียนไว้ที่เชิงตู้หนังสือในพระที่นั่งพุธไธสวรรย์อันเป็นฝีมือเขียนในรัชกาลที่ ๓ เคยได้ยินใครเล่าว่าได้มีเมื่อใดไม่เหมือนวิธีหัดช้างรบด้วยล่อแพนและผัดพาน
ซึ่งเราเองเกิดทันเห็นหลายครั้ง ถึงการที่ยอมให้คนล่อช้างตกน้ำมันเล่นเวลาเมื่อเอาช้างไปลงน้ำ ก็เนื่องอยู่ในวิธีหัดช้างรบนั่นเอง หม่อมฉันเคยเห็นแปลกตามครั้ง ๑ ในเวลาเมื่อยังมีกรมพระราชวังบวรฯ หม่อมฉันขึ้นไปดูพลายชมภู​ตกมันที่วังหน้า เขายังใช้แบบเก่า เมื่อก่อนช้างน้ำมันจะออกจากโรง มีช้างพังไปก่อน ๑ ตัว หมอควาญนุ่ง
กางเกงแดงตัวเปล่า ตีฆ้องร้องป่าวให้คนรู้ตัวว่าช้างน้ำมันจะมา หมอควาญที่ขี่ช้างน้ำมันก็แต่งเครื่องแบบนุ่งกางเกงแดงตัวเปล่า แต่ทางวังหลวงไม่มีช้างพังล่วงหน้าและหมอควาญแต่งตัวตามชอบใจ แต่การล่อช้างน้ำมันคงเป็นกีฬาประจำปี คล้ายกับงานหลวงถึงเสด็จออกทอดพระเนตร ทูลกระหม่อมจึงโปรดให้ทำพลับพลาสำหรับทอดพระเนตรช้างน้ำมันขึ้นที่บนป้อมขัณฑ์เขื่อนเพชร คิดดูแม้เพียงเท่าที่เราเคยรู้เห็นก็น่าเสียดายคชศาสตร์ ซึ่งไทยเราเคยเชี่ยวชาญมาก มาเสื่อมสูญไปเสียแล้ว
หม่อมฉันเคยเห็นช้างบำรูงาในอินเดียครั้ง ๑ ที่เมืองประเทศราชชัยบุระ (Jaipure) มหาราชามีให้หม่อมฉันดูที่สนามในราชวัง ไปเข้าประตูวังด้านหนึ่งแล้วขึ้นเชิงเทินเหมือนที่เพนียด เดินไปจนถึงพลับพลาสูงริมสนาม หน้าพลับพลาลงไปมีกำแพงเตี้ย
ขนาดตาคนและข้ามได้เปนแนว เปิดช่องให้คนผ่านกำแพงได้หลายช่อง มีพนักงานประจำอยู่หลังกำแพงนั้น ขึ้นนั่งบนพลับพลาได้ประเดี๋ยวก็เห็นคนแต่งเครื่องแบบขี่ม้าถือแพน เหมือนกับทวนไทย ล่อช้างงาตัว ๑ วิ่งเหย่าๆ เข้ามาในสนามทางด้านหนึ่ง ช้างนั้นไม่มีคนขี่ มีแต่ผ้าแดงผูกคลุม​หลัง พอช้างเข้าในสนามแล้วม้าก็หลบหายไป
ประเดี๋ยวมีม้าแพนล่อช้างงาตัว ๑ เข้ามาทางด้านอื่น พอช้างแลเห็นกันก็วิ่งเข้าชนกัน เมื่อคราวหม่อมฉันดูชนกันไม่ถึง ๒ นาที งาช้างตัวหนึ่งหัก เจ้าหน้าที่เขาก็ถามหม่อมฉันในทันทีว่า “จะโปรดให้เลิกหรือยัง” หม่อมฉันเข้าใจว่าอยากเลิกก็อนุญาต แต่นึกสงสัยว่าช้างตัวเปล่ากำลังชนกัน เขาจะห้ามได้ด้วยอย่างใด พอเขาให้สัญญาคนที่รายอยู่หลังกำแพงข้างล่างสัก ๔ คน ก็จุดดอกไม้ไฟคล้ายกับไฟเพนียงที่ติดไว้กับปลายไม้ตระบอง ถือวิ่งตรงออกไปที่ช้างชนกัน พอช้างเห็นดอกไม้ไฟก็ผละกันวิ่ง
หนีแยกกันไป เมื่อช้างไปอยู่ห่างกันแล้ว คนก็ขี่ม้าถือแพนเข้ามาล่อช้างออกจากสนามไปตามทางที่มาทั้ง ๒ ตัวเป็นเสร็จกันเท่านั้น เจ้าหน้าที่เขาบอกหม่อมฉันว่า ที่ขอเลิกเร็วเพราะช้างตัวงาหักจะแพ้ ธรรมชาติของช้างถ้าชนแพ้ครั้งหนึ่งแล้วก็ไม่สู้ช้างอีกต่อไป จึงต้องระวังมิให้ชนกันถึงแพ้ชนะ ดูก็เป็นวิธีหัดช้างชนด้วยประการอย่าง ๑ เดิมก็เห็นจะหัดช้างศึก แต่กลายมาเป็นหัดไว้เป็นกีฬาสำหรับอวดแขกเมืองมีบรรดาศักดิ์ หม่อมฉันจึงได้ไปเห็น
​ลายพระหัตถ์
๒) สัปดาห์นี้ต่อวันจันทร์ที่ ๑๘ กรกฎาคมเวลาบ่าย เขาจึงเชิญลายพระหัตถ์เวรฉบับลงวันที่ ๑๒ มาส่ง ได้ลงมือเขียนทูลสนองต่อวันอังคารอันเป็นกำหนดจะส่งจดหมายไปทิ้งตู้ไปรษณีย์ จะเขียนได้แต่บางข้อที่สั้นๆ ต้องรอข้อที่ความพิสดารไปทูลต่อจดหมายฉบับหน้าต่อไป
ทูลสนองลายพระหัตถ์
๓) ชื่อปราสาทกรุงศรีอยุธยานั้นดูชอบกล เดิมก็ตั้งชื่อไม่คล้องกันมาเริ่มคล้องกันเมื่อตั้งชื่อปราสาทวิหารสมเด็จ หมายความอย่างเดียวกันกับสรรเพชญ์ปราสาท จะตั้งใจให้คล้องกันหรือไม่ได้ตั้งใจก็เป็นได้ทั้ง ๒ อย่าง ประสาทสุริยามรินทร์ ถ้าไม่ได้ตั้งใจจะให้ชื่อคล้องต่อปราสาทสรรเพชญ์ก็คงเป็น สุริยามรินทร์ ถ้าตั้งใจจะให้ชื่อคล้องกับปราสาทสรรเพชญ์ ก็คงเป็นสุรยาทิอมรินทร์ ดูเป็นอย่างสมเด็จพระสังฆราชวัดราชประดิษฐ์ท่านเรียกว่า “อินเทเว” อยู่ คิดต่อไปถึงการสร้างปราสาทที่ในพระราชวังกรุง
ศรีอยุธยา เห็นว่าเมื่อสมเด็จพระบรมไตรโลกนาถทรงสร้างปราสาทสรรเพชญ์กับเบญจรัตน คง​สร้างเป็นปราสาทไม้ทั้ง ๒ องค์ ปราสาทมังคลาภิเษก ซึ่งพระเจ้าปราสาททองสร้างก็ว่าน่าเป็นปราสาทไม้ ต่อเมื่อรื้อพระที่นั่งมังคลาภิเษกสร้างเป็นปราสาทวิหารสมเด็จ จึงก่ออิฐถือปูนเป็นองค์แรก หรูหรากว่าเพื่อนจึงเรียกว่า ปราสาททอง คงต้องมีพระเจ้าแผ่นดินพระองค์ใดพระองค์หนึ่งรื้อปราสาทสรรเพชญ์องค์ไม้ลงสร้างเป็นก่ออิฐถือปูน แต่มิได้กล่าวในหนังสือพระราชพงศาวดาร
๔) บาตรพระแต่เดิมนั้น มีเค้าที่จะรู้ไว้เดี๋ยวนี้แต่ว่า เป็นของอย่างหนึ่งซึ่งเรียกว่า “บาตร” มิใช่ภาชนะอะไรๆ ถ้าพระใส่อาหารฉันจะเรียกว่าบาตรไปทั้งนั้นอย่าง ๑ บาตรทำด้วยโลหะก็มี ทำด้วยดินเผาก็มี ทำด้วยไม้กลึงก็มีอย่าง ๑ บาตรย่อมมีขนาดจำกัดเพียงใส่อาหารเต็มแล้วคนเดียวอุ้มไหวอย่าง ๑ แต่มีเค้าอีกอย่าง ว่าชั้นเดิมก็เห็นจะคล้ายกับบาตรเช่นที่พระใช้กันทุกวันนี้นั่นเอง เพราะพึงเห็นได้ด้วยแบบบาตรที่พระลังกา พม่า มอญ ไทย เขมร ใช้เหมือนกันโดยมิได้มีใครบังคับหรือนัดแนะกันอย่างไร
สิกขาบทที่ห้ามมิให้เลียบาตรนั้น หม่อมฉันลองคิดถามตัวเองว่า “เลียทำไม” ก็ตอบไม่ได้ เพราะถ้ามีข้าวสุกติดอยู่ข้างบาตรมาก เอามือควานหยิบมากินก็ง่ายกว่าเลีย ถ้ามีติด​อยู่เล็กน้อยเลียก็ไม่อิ่มหนำอันใด จึงนึกไปว่าสิกขาบทนี้เห็นจะเกิดแต่การชำระบาตรให้สะอาดเมื่อทำภัตรกิจแล้ว อันถือเป็นข้อสำคัญในสงฆมณฑล น่าจะบัญญัติด้วยมีพระมักง่ายบางองค์เลียข้างนอกบาตรเอาน้ำลายล้างแทนน้ำ ในเมื่อหาน้ำยากหรือขี้เกียจเดินไปไกล หาเกี่ยวแก่การบริโภคอาหารไม่
เขียนมาเพียงนี้ถึง ๑๑ นาฬิกาในวันอังคาร จะต้องส่งไปให้หญิงพูนดีดพิมพ์ ขอประทานผัดทูลสนองข้ออื่นไปคราวหน้า
ควรมิควรแล้วแต่จะโปรด
สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมพระยาดำรงราชานุภาพ
วันที่ ๑๙ สิงหาคม พ.ศ. ๒๔๘๔ น
ตำหนักปลายเนิน คลองเตย
วันที่ ๑๙ สิงหาคม ๒๔๘๔
กราบทูล สมเด็จกรมพระยาดำรงฯ ทราบฝ่าพระบาท
จะกราบทูลสนองความในลายพระหัตถ์เวร ซึ่งลงวันที่ ๔ สิงหาคม
​สนองลายพระหัตถ์
๑) “ผ้าเกี้ยว” เห็นไม่เกี่ยวแก่การขี่ช้าง เป็น “ยูนิฟอม” จริงอย่างกระแสพระดำริ
๒) สินบลของผู้ปกครองบ้านเมืองซึ่งเคยเห็นมาในหนังสือเก่าๆ ย่อมมีอยู่สองอย่าง เป็นอย่างน้อยกับอย่างใหญ่ อย่างน้อยเป็นให้ทองเท่าลูกฟัก อย่างใหญ่แบ่งสมบัติให้กึ่งหนึ่ง การครองสมบัติกึ่งพระนครอันเป็นหลักของวังหน้า เพิ่งได้สติตามกระแสรพระดำริ ว่าเป็นหน้าที่รักษาพระนคร เดิมทีเขาจะคิดอย่างหนึ่งไม่ใช่ “โล” หรือเอา “โล” เข้าล่อก็เป็นได้เหมือนกัน
๓) ย่อไม้สิบสอง เห็นด้วยตามพระดำรัส การย่อไม้สิบสองนั้นแต่ทำมณฑปหรือปรางค์ ย่อไม้ยี่สิบกรมหมื่นมหิศรเคยยุให้ทำทีหนึ่งแล้ว พร้อมทั้งนพศูลสูงสามวา แต่นพศูลสูงสามวานั้นล้ม เพราะปรากฏว่าทำไม่ได้ ส่วนย่อไม้ยี่สิบนั้นได้เคยเห็นแต่เขาทำแนบเนียนดี ไม่ขวางโลกอย่างที่เราทำ ด้วยเหลี่ยมย่อมันกว้างไปกว่าเหลี่ยมตั้ง เล่นเอาต้องไปดูพระปรางค์เก่าที่กรุงเก่าว่าเขาทำอย่างไร องค์ที่ไปดูเป็นตัวอย่างนั้น
เป็นปรางค์เจ็ดชั้น เขาย่อถึงเป็นไม้ยี่สิบแปดไปเสียด้วยซ้ำ คือมุมละ​เจ็ด แต่ปรากฏว่าเขาทำรูปกลม ไม่ใช่เหลี่ยมตัดมุม แล้วมุมที่บากถึงยอดก็เป็นแต่สิบสองมุมเท่านั้น ส่วนอีกสิบหกมุมบากไม่ถึงยอด เป็นบากไปตามทรงคือแปดมุมบากขึ้นไปเพียงชั้นหก อีกแปดมุมบากขึ้นไปเพียงชั้นห้า จึงเป็นเหตุให้เห็นได้ว่าการย่อมุมนั้น ท่านตั้งใจจะย่อให้เป็นกระเปาะอย่างที่ตั้งบันแถลงเท่านั้นเอง เหมือนหนึ่งฐานสิงห์ก็คือแหวะ
หน้ากระดาน เพื่อจะได้สอดมือเข้าไปยกได้ง่ายเช่นกระบะเป็นต้น ได้สังเกตวัดกุฎีดาว เขาทำฐานโบสถ์ไม่มีสิงห์ แต่ทำฐานมุขเด็จมีสิงห์ ขัดกันอยู่ถนัดใจ ตริตรองก็เห็นได้ว่าที่มุมเด็จนั้นมาแต่เอาเตียงตั้ง จึงตกลงใจว่าสิ่งใดซึ่งควรยกได้ จึงทำฐานสิงห์ ถ้าเป็นของยกไม่ได้ก็ไม่ทำฐานสิงห์ เช่นฐานเสาเป็นต้น เพราะเสาเป็นของปัก จะมีฐานเป็นสิงห์หาได้ไม่ แล้วก็มาถือเอาฐานสิงห์เปนยศ อะไรจะให้ประกอบด้วยยศก็ทำฐานสิงห์นั่นเป็นอันหลงไป
๔) ที่เข้าใจว่าหญิงเหลือขี่ม้าแข็งนั้น เพราะฝันว่าได้เห็นรูปเธอขี่ม้ากระโดดข้ามรั้ว จึงนึกว่าเธอขี่แข็ง
๕) เหตุขลุกขลักของหญิงหลุยนั้น ถามหมอเขาบอกว่าคลอดเร็วไปเลี้ยงยาก ถูกแล้ว ที่ระงับไปเสียได้นั้นดีเต็มที
๖) ที่ชายดิศเธอไปพบคนหัวขาดที่เพชรบุรีนั้น ก็ควรแล้วที่เธอจะเล่าไม่ถูกเรื่อง เพราะเธอยังเด็กนักและไม่รู้เรื่องตลอดด้วย สมควรที่ฝ่าพระบาทจะตรัสเล่ามากกว่า
​๗) ลายมือหนังสือ ฝ่าพระบาทตรัสว่าเปลี่ยนไปตามสมัยนั้นถูกแล้ว หนังสือตัวประจงพอเห็นก็บอกได้ว่ารัชกาลไหน จะกราบทูลความเขลาของเกล้ากระหม่อม ได้เคยวานพระเทพราชแสนยา (แม้น) เขา “ปั้น” หนังสือ เพราะลายมือเขาดี ไม่เป็นหนังสือมาก เพียงสักสองประทัดเท่านั้น ควรจะได้แล้วแต่ยังไม่ได้จึงเตือนเขา เขาหัวเราะบอกว่ายังซ้อมอยู่จึงได้เข้าใจ ในการที่ลายมืองามนั้นไม่ใช่งามอยู่เสมอ ต้อง
เขียนอยู่เสมอจึงจะงามได้ ตัวหวัดนั้นแต่ก่อนนี้พอเห็นก็บอกได้ว่ามาแต่สำนักไหน แต่เดี๋ยวนี้บอกไม่ได้ เพราะผู้เขียนโอนไปโอนมาได้เสียแล้ว หนังสือตัวย่อนั้นแกล้ากระหม่อมเคยได้หัดเขียนกับขุนจิตรอักษร (ชื่อตัวชื่อไรไม่ทราบ) ดูทีจะเป็นแบบรัชกาลที่ ๔ เทียบกับตัวหนังสือย่อเก่าไม่เหมือนกัน ตามที่ตรัสเอาหนังสือรูปตัวต่างๆ เข้าเป็นหนังสือย่อนั้นควรแล้ว
๘) กระแสพระดำริซึ่งทรงพระวินิจฉัยถึงคำใช้ “หน้า” “หลัง” นั้นดีเต็มที ต่อไปจะปฏิบัติตามกระแสพระดำรินั้น
๙) ตามที่ตรัสว่าเจ้าพระยาวรพงศ์เป็นสหชาติก็ต้องเป็นเช่นนั้น ด้วยนับกันว่าท่านเกิดปีจอ แต่ดูเหมือนจะได้เคยไต่สวนอย่างละเอียดมาแล้ว ตกเป็นวันที่สุดแห่งปีจอหรืออะไรเทือกนั้น จะต้องเป็นอ่อนกว่าฝ่าพระบาท และถ้าจะอาศัยใบดำ ในนั้น​ลงว่าอายุ ๘๐ ก็เป็นแก่กว่าฝ่าพระบาท เพราะพระชันษาฝ่าพระบาทยังไม่ครบ ๘๐ แต่อาจเป็นได้ที่นับลงนิ้วเอาปีจอด้วย แต่จะถามลูกหลานท่านเอาแน่ได้ จะกราบทูลมาภายหน้า
ข่าว
๑๐) เมื่อวันที่ ๑๒ ซึ่งล่วงมาแล้ว อ่านหนังสือพิมพ์ “บางกอกแตม” เห็นข่าวเขาคัดหนังสือพิมพ์ไทยมาลง ว่าเจ้าพนักงานรถไฟทางมลายูบอกมา ว่ารถด่วนเมืองไทยซึ่งเคยเดินถึงไปอาทิตย์ละสองหนนั้น ให้เดินแต่อาทิตย์ละหน ถ้าจะเดินอาทิตย์ละสองหน หนหนึ่งก็ให้ไปหยุดเพียงปดังเบซา แล้วมีความต่อ เข้าใจว่าเป็นของหนังสือพิมพ์เอง ว่ากำหนดนั้นจะตั้งต้นในเดือนหน้า ในข่าวก็ไม่ปรากฏว่ารถด่วนจะเดินถึงไปรวันอาทิตย์หรือวันพฤหัสบดี คงจะมีผลถึงหนังสือเวร ต้องเปลี่ยนวันและจะเป็นประการใดก็มีเวลาถึงเดือนหน้า ให้รอฟังก่อน
ครั้นต่อมาอีกสองวันก็ได้เห็นหนังสือพิมพ์ “บางกอกแตม” เขาลงอีก เป็นประกาศกรมรถไฟ ว่าตั้งแต่วันที่ ๖ กันยายนไป รถด่วนจะเดินถึงไปรแต่ครั้งเดียว ออกจากกรุงวันพุธกลับวันเสาร์ ส่วนรถด่วนวันเสาร์นั้นจะไปเพียงหาดใหญ่ สอบปดิทินพบว่าวันที่ ๖ นั้นเป็นวันเสาร์ แปลว่ารถด่วนซึ่งออกจากกรุงวันนั้นจะ​ไปหยุดเพียงหาดใหญ่เป็นต้นไป ผลแห่งความเปลี่ยนแปลงไม่กระทบถึงหนังสือเวร เพราะทางเกล้ากระหม่อมส่งไปกับรถวันพุธ และทางฝ่าพระบาทส่งกับรถวันศุกร์ เขาเลื่อนเป็นออกวันเสาร์ มีเวลายาวไปอีกวันหนึ่งเสียอีก ไม่มีขัดข้อง
บรรเลง
๑๑) เมื่อวันที่ ๑๖ ซึ่งล่วงมาแล้ว ชายเติม หญิงกุมารี กับหลานแมว มาลาไปเที่ยวเชียงใหม่ ชายใหม่ไปหาด้วย แต่ไม่ใช่จะไปด้วย ไปเพื่อปรึกษาเรื่องจะหล่อพระในพระชันษาฝ่าพระบาทได้ ๘๐ ทำให้นึกถึงเมื่อพระชันษา ๖๐ ประทานพระพุทธรูป
แกะด้วยงาช้าง กับเรือนแก้วพระนิรันตรายซึ่งทำเสีย มาให้ทำฐานปรับปรุงกันเข้า ก็ได้คิดเป็นอย่างดี แต่ครั้นไปในงานพระชันษาฉลองพระพุทธรูปนั้นก็เห็นมีพวงมาลัยรัดฉลองด้วยพวงมาลัยปิดฐานซึ่งคิดไปด้วยดีนั้นเสียหมด แม้จะเอาแต่พระพุทธรูปกับเรือนแก้วปักลงบนกระดานไม่คิดฐานก็จะเห็นเหมือนกัน เหมือนหนึ่ง
พระชันษาวัน เจ้านายเคยตรัสว่าทำแต่พระเศียรไปเสียบเข้ากับกรวยตาดก็แล้วกัน (เพราะพระองค์ทรงผ้าแพรซับในและตาดชั้นนอกจนเป็นกรวยและไม่เห็นพระองค์ว่าเป็นอย่างไร) ได้นึกแต่เวลาเมื่อฉลองพระพุทธรูปองค์นั้น ว่าควร​ทำฐานมาลัยต่อลงมาเสียต่างหาก จะได้ไม่ปิดฐานที่คิด ต่อมาก็ได้ไปพบอีกในงานทำบุญศพ ๗ วัน ใช้พระพุทธรูปองค์เล็กฐานเตี้ยตั้งมีมาลัยรัด อยากจะว่าเห็นแต่พระเศียรพระพุทธรูปโผล่ขึ้นไปจากพวงมาลัย นั่นก็ได้คิดว่าถ้าทำฐานมาลัยรองพระพุทธรูปเสียอย่างคิด
ก็จะไม่เห็นเป็นเช่นนั้นไปได้ แต่ไม่มีโอกาสจะทำ จนกระทั่งทำที่ตั้งโกศอัฐิ “นุนู” ไว้ประจำบ้าน จึงได้คิดทำฐานมาลัย แต่เมื่อไม่ได้ผูกมาลัยดูไม่สู้ดี แต่เมื่อผูกมาลัยแล้วสำเร็จเป็นผลบริบูรณ์ จึงคิดว่าพระพุทธรูปซึ่งจะสร้างในพระชันษา ๘๐ นั้น ถ้าทำฐานมาลัยรองเสียจะเป็นดี เมื่อพ้นเวลาฉลองไปแล้ว จะมีฐานมาลัยรองแม้ดูไม่ดีถอดออกเสียเอาไว้ต่างหากก็ได้ ได้บอกชายใหม่ให้เข้าใจแล้ว ฐานบัลลังก์ซึ่งฉลักลูกแก้วติดไว้กลาง คิดว่าเดิมทีก็จะเป็นมาลัยรัดนั้นเอง แต่ทำเป็นมาลัยครึ่งซีก
๑๒) ชายใหม่บรรเลงถึงยายเพิง ว่าที่นอนมีเลือด (ตัวสัตว์) ก็ทนนอนให้มันกัดอยู่ได้ ใครจะฆ่ามันก็ห้ามว่าบาป เกล้ากระหม่อมเห็นว่าบาปนั้นแก้ได้ รุที่นอนเก่าทำเสียใหม่ก็แล้วกัน แต่มันก็จะตายอีก เพราะไม่มีใครบริจาคเลือดให้มันกิน การถืออะไรนั้นยากนัก เพราะเป็น “ต่างคนก็ต่างใจ” ถามชายใหม่ได้ความว่ายายเพิงยังมีชีวิตอยู่
​๑๓) ชายใหม่บรรเลงอีกว่า ที่ปีนังเวลานี้กำลังคิดชื่อที่เป็นคำเดียวให้เป็นสองคำ ว่าหญิงพูนเป็นคนคิด แต่ที่บอกตัวอย่างนั้นดูเป็นตั้งเล่นเอาความขันเพื่อหัวเราะกันเล่นเป็นประมาณ ไม่ใช่ตั้งจริง ๆ
๑๔) วันนี้เป็นวันจันทร์ แต่ยังไม่ได้รับลายพระหัตถ์เวรตามเคย ถึงกำหนดพิมพ์หนังสือเวรถวายก็ให้ดีดพิมพ์ตามเคย จะได้รับลายพระหัตถ์เวรเมื่อไรก็ตามที แต่คงจะทำหนังสือเวรส่งมาถวายเสมอตามกำหนด จะได้มากหรือน้อยก็ตามที แล้วจะไม่มีใจผูกพันว่าจะมาถึงพระหัตถ์เมื่อไรด้วย
ควรมิควรแล้วแต่จะโปรด
สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ เจ้าฟ้ากรมหลวงนริศรานุวัดติวงศ์
โฆษณา