Blockdit Logo
Blockdit Logo (Mobile)
สำรวจ
ลงทุน
คำถาม
เข้าสู่ระบบ
มีบัญชีอยู่แล้ว?
เข้าสู่ระบบ
หรือ
ลงทะเบียน
มินิซีรี่ย์
•
ติดตาม
22 ก.ย. เวลา 08:40 • หนังสือ
วันที่ ๒๔ สิงหาคม พ.ศ. ๒๔๘๔ ดร
บ้านซินนามอน ปีนัง
วันที่ ๒๔ สิงหาคม พ.ศ. ๒๔๘๔
ทูล สมเด็จกรมพระนริศฯ
สัปดาหะนี้เขากลับส่งลายพระหัตถ์เวรฉบับลงวันที่ ๑๙ สิงหาคม ให้ในวันศุกร์อีก ก็พอเหมาะดีด้วยยังมีเรื่องที่จะทูลสนองในจดหมายเวรฉบับก่อนค้างอยู่บ้าง
ทูลสนองเรื่องที่ยังค้าง
๑) เรื่องวัดพระเชตุพนนั้นมีรายการสร้างเมื่อรัชกาลที่ ๑ อยู่ในศิลาจารึกที่วิหารพระโลกนารถ และมีรายการบุรณะปฏิสังขรณ์เมื่อรัชกาลที่ ๓ อยู่ในโคลงดั้นของกรมสมเด็จพระปรมานุชิตฯ ซึ่งหอพระสมุดฯ ได้ให้ถอดเป็นความเรียงพิมพ์ไว้ในหนังสือ “ประชุมจารึกวัดพระเชตุพน” แจกในงานพระศพพระวิมาดาเธออยู่ในเล่มที่ ๑ ทั้ง ๒
เรื่อง หม่อมฉันเอามาอ่านดูเมื่อจะร่างจดหมายนี้อีกครั้ง ๑ เห็นรายการพิสดารถ้วนถี่ดีมาก นอกจากนั้นในสมุดเล่มนั้นมีรูปวัดพระเชตุพนฉายจากเครื่องบินอยู่ด้วยอีก ๒ รูป ขอให้ทรงค้นเอามาพิจารณาดูเถิด หม่อมฉันเชื่อว่าคงโปรด ในจดหมายจะทูลแต่ที่เป็นโบราณคดีบางข้อ
ก. หม่อมฉันเคยเห็นแผนที่เมืองธนบุรีที่ฝรั่งเศสทำเมื่อรัชกาลสมเด็จพระนารายณ์ฯ ในแผนที่นั้นมีแต่วัดเลียบกับวัดแจ้ง แต่วัดโพธิ์หามีไม่ ตรงที่วัดพระเชตุพนเวลานั้นยังเป็นชานป้อมใหญ่ซึ่งอยู่ราวโรงเรียนราชินี เพราะฉะนั้นวัดโพธิ์เป็นวัดสร้างเมื่อล่วงรัชกาลสมเด็จพระนารายณ์ฯ มาแล้ว
ข. เมื่อสร้างวัดพระเชตุพนในรัชกาลที่ ๑ แปลงโบสถ์วัดโพธิ์เป็นการเปรียญ สระจระเข้เดิมก็เป็นสระน้ำมีอยู่แล้วในวัดโพธิ์ สันนิษฐานว่าเขตวัดโพธิ์ทางด้านตะวันออกเห็นจะเพียงราวกำแพงสกัดนอกวิหารคด การเปรียญและกุฏิพระคงอยู่ไปทางริมแม่น้ำ เขตทางด้านเหนือคงอยู่ราวสวนไม้ต่อซึ่งสร้างในรัชกาลที่ ๓ ให้เป็นคู่กับสระ
แต่ทางด้านใต้เขตวัดโพธิ์จะลงไปถึงไหนไม่มีที่สังเกต แต่ตรงที่สร้างกุฏิพระอยู่เดี๋ยวนี้เดิมเป็นชานป้อมทั้งนั้น มีคำเล่ากันมาว่า เมื่อสร้างวัดพระเชตุพนขุดพบซากศพมากกว่ามาก สมกับที่ฝรั่งเศสว่าทหารฝรั่งเศส ซึ่งส่งมาอยู่ที่ป้อมมาตายเสียมาก เหลือกลับไปได้น้อย
ค. สังเกตวัดพระเชตุพนในรูปฉายจากเครื่องบิน ดูน่าจะคิดแผนผังต่อกันหลายครั้ง แผนผังเดิมไม่ได้คิดจะมีพระมหาสถูป จึงเอาโบสถ์เป็นประธาน มีวิหารทิศต่อกับพระระเบียง ๒ ชั้นล้อมรอบ มีพระปรางค์อยู่ข้างในพระระเบียงมุมละองค์ ข้างนอกพระระเบียงออกไปมีพระเจดีย์หมู่กับวิหารคดทั้ง ๔ มุม แล้วก็ถึงกำแพงเขตวัด ดูได้ระยะ
พอเหมาะตลอดบริเวณภายใน เอาการเปรียญกับหอไตรไว้ที่ลานวัดเดิมข้างด้านหลัง ต่อมาเกิดจะประสงค์จะสร้างพระมหาสถูปบรรจุซากพระพุทธรูปศรีสรรเพชญ์ แต่ไม่อยากแก้แผนผังเดิม จึงขยายที่สร้างพระมหาสถูปต่อออกไปทางด้านหลังอีกบริเวณหนึ่ง ดูเป็นดังนี้ ขอให้ทรงพิจารณาดูเถิด
๒) ที่เรียกว่า “จรดกันบิดกันไตร” เดิมเห็นจะเป็นพิธี ๒ อย่างต่างกัน พิธีจรดกันบิดใช้แต่มีดโกนผม เช่นโกนผมไฟทารก พิธีจรดกันไตรใช้แต่ตระไกรตัดผม เช่นตัดจุกเด็ก จะทำอย่างใดแต่อย่างเดียวก็ได้ หรือทำทั้ง ๒ อย่างด้วยกันก็ได้ โกนผมไฟเจ้านายเมื่อสมโภชเดือนจึงไม่ต้องมีคนสำคัญเริ่มโกน เป็นพยานการเปลี่ยนวัยของเด็กเหมือนตัดจุก ที่เรียกในตำรารวมกันทั้ง ๒ พิธีว่า “จรดกันบิดกันไตร” นั้น เห็นจะมา
แต่เขียนควง ว่าจรด กันบิด กันไตร} เอาไปเขียนต่อในบรรทัดเดียว จึงเข้าใจว่าเป็นชื่อเดียวกัน เหมือนเช่นยศขุนหลวงพระไกรศรี ก็เห็นได้ว่าเดิมคงมาแต่เขียนควง หมายความว่าจะเป็นขุนหรือเป็นหลวงหรือพระก็ได้ ที่เรียกคำว่า “ขุนนาง” ก็น่าจะมาแต่คำควงเหมือนกัน เช่นว่าให้หมายสั่งทั้ง ขุน นาง } แล้วจึงมาเปลี่ยนเป็นทั้ง ฝ่าย หน้า ใน } ถ้าค้นต่อไปเห็นจะยังได้คำอื่นอีก
๓) ซึ่งตรัสปรารภถึงชื่อที่เรียกของต่างๆ บางอย่างเดี๋ยวนี้ ยังมีแต่ชื่อไม่รู้ว่าของเป็นอย่างไร เช่นขนมแชงม้าเป็นต้น บางอย่างรู้จักของเป็นอย่างไร แต่ไม่รู้ว่าเหตุใดจึงเรียกชื่ออย่างนั้น เช่นขนมอย่างหนึ่งซึ่งเรียกว่า “สังขยา” เป็นต้น หม่อมฉันลองคิดดู
เห็นว่าชื่อที่เรียกเดิมคงมีมูลเนื่องกับสิ่งของทั้งนั้น เช่นเรียกชื่อนกอย่างหนึ่งว่า “กา” และเรียกชื่อสัตว์จตุบาทอย่างหนึ่งว่า “แมว” ก็มี มูลมาแต่เสียงมันร้องเช่นนั้น เรียกขนมอย่างหนึ่งว่า “ขนมปัง” ก็มีมูลมาแต่ภาษาฝรั่งผู้เจ้าของตำราขนมนั้นเขาเรียกว่า Pan ชื่อว่าเรือล่องบดก็มาแต่ Long boat ภาษาอังกฤษอย่างเดียวกัน
ชื่อที่ไม่สูญไปด้วยกันกับสิ่งของ เป็นเพราะมีผู้เขียนลงไว้ในหนังสือหรือแต่งไว้ในบทกลอน ดังเช่นชื่อขนมแชงม้า ถ้าไม่มีบทเห่กล่อมก็คงสูญไปเสียนานเล้ว
หม่อมฉันนึกเรื่องตัวอย่างจะทูลได้เรื่อง ๑ เมื่อหม่อมฉันฉลองอายุครบ ๕ รอบ เชิญเสด็จสมเด็จพระมงกุฎเกล้าฯ เสวยที่วังวรดิศคืน ๑ ทำงานนั้นเดือน ๑๒ จึงคิดจะจัดการตั้งเครื่องกระบวนลอยกระทง ให้หญิงจงเธอทำเมนูเครื่องเสวยเวลาค่ำตามบทเห่เรือพระราชนิพนธ์พระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้าฯ ทำเครื่องว่างเวลาดึกตามบทเห่เรือพระราชนิพนธ์ของสมเด็จพระมงกุฎเกล้าฯ และแจกพัดหางปลาญี่ปุ่น
เขียนรูปปลารูปนกตามบทเห่เรือของเจ้าฟ้าธรรมธิเบศร์ หญิงจงสามารถทำของกินตามบทเห่เรือได้ทุกอย่างหมด เว้นแต่ “ขนมมัศกอด” ที่มีในพระราชนิพนธ์พระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้าฯ เธอเที่ยวสืบสวนเท่าใดก็ไม่ได้ความว่าเป็นขนมอย่างไร ต้องยอมจนอย่างเดียวเท่านั้น ขนมมัศกอดก็อยู่ในประเภทเดียวกับขนมแชงม้านั่นเอง คิดดูเห็นว่าถึงของอื่นในชั้นใหม่ลงมา ที่จวนจะสูญเหลือแต่ชื่อก็ยังมี นึกได้ ๒ สิ่ง สิ่ง ๑ คือ “หมากหลัวหลก” หม่อมฉันลองถามลูก หญิงจงเคยเห็นและบอก
ลักษณะถูก แต่ชั้นหญิงพูนไม่รู้ทีเดียวว่าหมากหลัวหลกเป็นอย่างไร อีกสิ่ง ๑ คือ “ข้าวปัด” ในกรุงเทพฯ ก็ดูเหมือนจะสูญแล้ว แต่ที่นี่รู้กันหมดจนชั้นชายหยด เพราะพวกมลายูยังทำด้วยขายกันกับซาเต๊ะที่เมืองปีนัง เรียกว่า “ตุมปัด” ชวนให้เห็นว่าไทยชาวนครคงได้ตำราจากมลายู ไปเรียกแต่คำท้ายตามวิสัยชาวนคร จึงกลายเป็น “ข้าวปัด” อธิบายยังส่อต่อไปว่าคำเรียกชื่อที่ไม่รู้มูลและแปลไม่ออก จะเป็นคำภาษาต่างประเทศโดยมาก เรียกตรงตามศัพท์เดิมเช่นขนมปัง และเรือล่องบด ผิดเพี้ยนไปบ้าง
หม่อมฉันนึกเรื่องตัวอย่างได้อีกเรื่อง ๑ ครั้งหนึ่งสมเด็จพระพุทธเจ้าหลวงเสด็จประพาสหัวเมือง ดูเหมือนจะเป็นที่เมืองสระบุรี วันหนึ่งเสวยกลางวันโปรดขนมอย่างฝรั่งที่กุ๊กเจ๊กในกรมทหารเรือทำตั้งเครื่องวันนั้นว่าอร่อยดี ตรัสสั่งให้ไปถามชื่อขนมนั้น เผื่ออยากเสวยเมื่อใดจะได้สั่งให้ทำ ผู้รับสั่งกลับมาทูลว่าชื่อ “ขนมกี๊ก” ตรัสว่าดู
อย่างไรคล้ายกับเตะ kick ให้ไปถามอีกว่าชื่อภาษาอะไร กุ๊กบอกว่าชื่อภาษาฝรั่ง ได้ทรงฟังตรัสว่า “ถ้าเช่นนั้นมันก็ Cake แปลว่าขนมหวานเท่านั้นเอง” เลยไม่ได้ความพระราชประสงค์ ถ้าหากพระเจ้าอยู่หัวไม่ทรงทราบภาษาอังกฤษ ขนมอย่างนั้นก็เห็นจะได้ชื่อว่า ขนมกี๊ก เรียกกันเป็นตำรา
คำว่า “สังขยา” นั้น รู้กันแพร่หลายด้วยพระชอบใช้เมื่อบอกศักราชตามแบบเก่า บอกเศษเวลาก่อนเปลี่ยนพุทธศกว่าเศษสังขยาเท่านั้นเดือนเท่านั้นวัน หม่อมฉันคิดว่าชื่อเดิมของขนมคงจะเป็นภาษาอื่น เสียงดังคล้ายๆ กับสังขยา คนเอาคำพระไปเรียกตามสะดวกปากจึงกลายเป็นสังขยา หาใช่คำลึกซึ้งอันใดไม่
๔) พระนามพระเจ้าอยู่หัวในกรุงรัตนโกสินทร์ ๕ พระองค์ ที่เรียกเป็นภาษาจีนนั้น ดูเหมือนหม่อมฉันได้ค้นทูลไปในจดหมายเวรครั้งหนึ่งแล้ว เวลานี้นึกดูก็จำไม่ได้หมด แต่นึกว่าแต้เหม็ง จะเป็นของทูลกระหม่อม แต้เจีย จะคิดขึ้นสำหรับสมเด็จพระพุทธเจ้าหลวง ดูเหมือนได้พิมพ์ในหนังสืออะไรแล้วตลอดชุด แต่นึกก็ไม่ออกว่าจะเป็นเรื่องอะไร
ทูลสนองลายพระหัตถ์ฉบับหลัง
๕) ที่ทำมุมเป็นไม้ ๒๐ และไม้ ๒๘ นั้น หม่อมฉันคิดดูเห็นว่าที่ทรงพระดำริว่าสำหรับทำฐานนั้นถูกทีเดียว ในเมืองพม่าก็ชอบทำ แต่ประหลาดอยู่ที่ของพม่าชั้นเก่าถึงสมัยพุกามหาทำเช่นนั้นไม่ ชอบทำแต่ของที่ปรากฏว่าได้มีการบูรณะปฏิสังขรณ์มาหลายครั้งหลายคราว เช่นพระเกศธาตุและพระมุเตาเป็นต้น น่าจะเป็นความคิดประดิษฐ์ขึ้นภายใน ๓๐๐-๔๐๐ ปีมานี้ ไม่เก่าแก่เท่าใดนัก ลองพิจารณาหาเหตุดู เห็นว่า
ลักษณะพระเจดีย์เดิมทีเดียวองค์พระสถูปกลม มีฐานทักษิณรองชั้น ๑ บ้าง ๒ ชั้นบ้าง ๓ ชั้นบ้าง ฐานทักษิณย่อมทำเป็นสี่เหลี่ยม ว่าตามสังเกตพระเจดีย์ที่เมืองพม่า ความคิดที่ย่อมุมฐานทักษิณเป็นไม้ ๒๐ และไม้ ๒๘ นั้น เห็นจะเกิดขึ้นเมื่อจะสร้างพระเจดีย์ใหม่สวมองค์พระเจดีย์เดิมให้สูงขึ้นไป จำต้องขยายตอนล่างให้กว้างออก
ไปสำหรับทานน้ำหนักตอนบน จึงแก้รูปฐานทักษิณชั้นบนกับชั้นกลางให้สอบเข้าไปต่อกับปากระฆังพระสถูป เมื่อเช่นนั้นจะคงรูปไว้เป็นสี่เหลี่ยมไม่ได้ จะทำกลมก็มิใช่องค์พระสถูป จึงคิดย่อมุมฐานทักษิณชั้นบนเป็นไม้ ๒๐ ชั้นกลางเป็นไม้ ๒๘ ให้ดูกลมกลืนกับทรง องค์พระสถูปคงไว้เป็นสี่เหลี่ยมแต่มีทางคนเดินแต่ฐานทักษิณชั้นล่าง ในเมืองไทยมูลเหตุก็น่าจะเป็นทำนองเดียวกัน แต่หม่อมฉันไม่เคยพิจารณา จึงทูลได้แต่ตามที่ได้สังเกตในเมืองพม่า
๖) ซึ่งทรงพระดำริว่า ลักษณะฐานชั้นสิงห์ของไทยมาแต่เครื่องไม้ เขาทำไว้สำหรับให้ยกได้นั้น หม่อมฉันว่าถูกทีเดียว คิดดูยังเห็นต่อไปว่า ชั้นสิงห์นั้นน่าจะเอาแบบมาแต่เตียง “จมูกสิงห์” ของจีนซึ่งมีหน้าสิงห์ทุกมุม จึงเรียกว่าฐานสิงห์ทั้งไม่มีหน้าสิงห์
ปรากฏอยู่ ที่นับถือว่าฐานสิงห์เป็นเครื่องหมายศักดิ์สูงนั้นก็พอเห็นเหตุ ที่ในพิพิธภัณฑสถานมีพระแท่นที่ประทับและที่บรรทมของกรมพระราชวังบวรฯ แต่งรัชกาลก่อนๆ อยู่หลายองค์ ล้วนเป็นเตียงจำหลักปิดทอง มีหน้าสิงห์อยู่ที่มุมทุกขา คงถือกันมาแต่ก่อนว่าเตียงจมูกสิงห์เป็นของใช้ได้แต่เจ้านาย
เตียงสิงห์ของจีนยังมีอีกอย่าง ๑ แรกหม่อมฉันเห็นชื่อในบทเสภา พรรณนาเครื่องแต่งกฏิเถรกวาดว่า “เตียงจีนตีนตั้งสิงโตรอง” หม่อมฉันนึกว่าจะหมายเอาเตียงจมูกสิงห์นั่นเอง จนถึงรัชกาลที่ ๗ สมเด็จพระสังฆราชกรมหลวงชินวรฯ เสด็จลงไปทางหัวเมืองชายทะเล ไปพบพระแท่นขุนหลวงตากอยู่ที่วัดในเมืองแกลง อันเป็นวัดถิ่นเดิมของพระสังฆราชชื่นตรัสสั่งให้ส่งมายังพิพิธภัณฑสถาน เป็นเตียงจีนมีรูปสิงโตจำหลักปิดทองรองขาเตียงที่ต่อกับพื้นทั้ง ๔ ขา หม่อมฉันจึงเข้าใจว่าเตียงอย่างนั้นเองที่พรรณนาในบทเสภา
คิดต่อไปว่าเหตุใดจีนจึงทำหน้าสิงห์ที่ขาเตียง เห็นว่าน่าจะได้แบบ “สิงหาสน์” มาแต่อินเดีย หม่อมฉันเคยเห็นพระพุทธรูปลีลาทำประทับบนอาสนะ ใต้อาสนะลงมามีรูปสิงห์ (ไลออน) ๒ ตัวหมอบหันหัวออกไปทางมุม ๒ ข้าง ดูตรงกับที่เรียกว่า
“สิงหาสน์” นึกถามต่อไปว่าที่เอาสิงห์กับอาสน์เข้าด้วยกันนั้นหมายเหตุอันใด เคยได้ยินอธิบายว่า เป็นอุประมาว่าพระพุทธองค์เป็น “นรสีห์” แต่ยังใช้ต่อมาเป็น “รัตนสิงหาสน์” และ” สีหบัญชร” ของพระเจ้าแผ่นดินดูจะเป็นแต่รูปภาพเครื่องหมายศักดิ์ เช่นตั้งสิงห์ตัวใหญ่ที่ประตูเท่านั้นเอง ทรงพิจารณาดูเถิด
๗) ลายมือเขียนหวัดในจดหมายสมัยเก่าที่รูปอักษรต่างกันตามสำนักนั้นเป็นความจริง จะว่าตามลายมือท่านผู้เป็นหัวหน้าสำนักนั้นๆ ก็ว่าได้ เช่นรูปอักษรเขียนในกรมราชเลขาธิการก็เหมือนลายพระหัตถ์กรมพระสมมตฯ รูปตัวอักษรเขียนในกระทรวงต่างประเทศก็เหมือนลายพระหัตถ์สมเด็จกรมพระยาเทววงศ์ เพราะลายพระหัตถ์งาม
ทั้ง ๒ พระองค์ ตัวหม่อมฉันไม่เคยมีชื่อเสียงว่าเขียนหนังสืองาม แต่กระนั้นก็เคยมีเหตุถึงหม่อมฉันหลงเอง เมื่อครั้งยังเป็นเสนาบดีกระทรวงมหาดไทย วันหนึ่งเห็นกระดาษเขียนร่างด้วยเส้นดินสอวางอยู่บนโต๊ะเขียนหนังสือห้องเลขานุการ จำลายมือได้ว่าหม่อมฉันเขียนเอง แต่เมื่อหยิบเอามาอ่านเห็นความในนั้นไม่ใช่ความคิดของหม่อมฉัน ก็นึกฉงนว่าทำไมจึงได้เขียนเช่นนั้น จนออกปากถามว่าหนังสือของใคร จึง
รู้ว่าเป็นลายมือของพระยาศิริธรรมบริรักษ์ (ทับ) ซึ่งเคยเป็นมหาดเล็กรับใช้ติดตัวหม่อมฉันมาตั้งแต่รุ่นหนุ่ม จนมาเป็นนายเวรเลขานุการอยู่ในเวลานั้น เจ้าตัวเองก็ไม่ได้ตั้งใจพยายามจะเขียนเลียนให้เหมือนลายมือหม่อมฉัน คงเป็นเพราะอยู่ด้วยกันเสมอเห็นลายมือหม่อมฉันชิน ลายมือก็ตามไปด้วยจนเหมือนถึงตัวหม่อมฉันเองหลงดังทูลมา แต่เรื่องรูปลายมือหวัดเขียนหนังสือหรือบรรจง นับว่าสูญแล้วเพราะเกิดเครื่องพิมพ์ดีด ดูน่าอนาถใจอยู่บ้าง
๘) เรื่องหม่อมฉันจะหล่อพระพุทธรูปนั้น เมื่อชายใหม่ออกมาปีนัง มาบอกว่า เธอไปดูพระบรมรูปสมเด็จพระมงกุฎเกล้าฯ เห็นฟีโรจีปั้นโกลนหน้าหม่อมฉันไว้ว่าอยากจะปั้นรูปหม่อมฉัน ขอให้เธอคิดอ่านฉายรูปศีรษะหม่อมฉันทุกด้านเอาไปให้ แต่มันมีความขัดข้องที่จะส่งรูปไปในเวลาสงคราม หม่อมฉันจึงสั่งชายใหม่ให้ไปบอกฟีโรจีว่า ช่วยปั้นและหล่อพระพุทธรูปให้หม่อมฉันฉลองเมื่ออายุครบ ๘๐ ปีจะพอใจยิ่งกว่าปั้นรูป
หม่อมฉัน ด้วยมีพระพุทธรูปโบราณที่หม่อมฉันรักอยู่องค์ ๑ มีแต่พระเศียรทำด้วยดินเผาอยู่ในพิพิธภัณฑสถาน สีพระพักตร์งามจับใจ ตั้งแต่ได้มาไว้ในตู้ห้องเครื่องดินเผา หม่อมฉันเดินผ่านไปทีไรเป็นต้องหยุดยืนชมเสมอ ถ้าฟีโรจีสามารถจำลองพระพักตร์พระพุทธรูปองค์นั้นให้เหมือนได้ หม่อมฉันก็จะหล่อพระ แต่ขอให้ลองจำลองเป็นปูนปลาสเตอมาให้หม่อมฉันเห็นฝีมือก่อนจึงจะคิดต่อไป เพราะยังต้องคิดทรวดทรงและลักษณะครองผ้าให้เข้ากับสมัยของลักษณะพระพักตร์ ยังรออยู่เพียงนี้
หม่อมฉันก็ไม่ชอบให้ห่มผ้าพระพุทธรูปและสวมพวงมาลัยที่ฐาน เพราะเห็นว่าทำให้เสียโฉมอย่างเช่นพระองค์ท่านทรงพระดำริ ดื้อได้แต่ไม่ห่มผ้า แต่พวงมาลัยนั้นถ้าไม่ยอมให้มีพวกผู้หญิงแม่งานก็ใจขาด จึงต้องยอมผ่อนผันเพียงให้มีพวงมาลัย
๙) ที่ชายใหม่ทูลว่าเล่าเรื่องยายเพิงยอมให้เลือดกินเอาบุญนั้น พอเหมาะกับเรื่องที่หม่อมฉันรู้ใหม่คล้ายกัน หมายว่าจะทูลบรรเลงอยู่ทีเดียว อ่านหนังสือเขาพรรณนาถึงวิธีทำสิรัมสำหรับฉีดกันไข้ไตฟอยที่เมืองปักกิ่ง เบื้องต้นเขาเอาเลือดคนกำลังเป็นไข้
ไตฟอยฉีดสมองหนูตะเภา (เหมือนทำสิรัมแก้พิษหมาบ้า) หนูตะเภาติดโรคนั้นตายแล้วเอาเอ็นหนูตะเภาไปฉีดพิษเข้าตัวเหาอีกชั้นหนัง เมื่อโรคติดเหาแล้วจึงเอาตัวเหารวมกันบดประสระประสมยาทำเป็นสิรัมดังนี้ แต่ที่เมืองปักกิ่งเขาจะทำสิรัมให้มีกำลังเสมอกัน จึงประสมเหาเลี้ยงไว้ เลือกเอาเหาที่อายุรุ่นราวคราวเดียวกันทำสิรัม
ทุกครั้ง วิธีเลี้ยงเหานั้นพวก ๑ ให้อยู่ในหีบขนาดสักเท่าซองบุหรี่เป็นใบๆ หีบนั้นเปิดด้านใหญ่ด้าน ๑ กรุด้วยผ้าโปร่ง ถึงเวลาเขาไปจ้างเจ๊กคนโซมา เอาหีบเหาผูกตามหน้าแข้งเป็นหลายแถว หันด้านผ้าโปร่งเข้าทางหนังคนให้เหากินเลือด ในสมุดพรรณนามีรูปฉายคนโซกำลังนั่งชันเข่าเลี้ยงเหาให้เห็นด้วย ดูหน้าตามันก็เฉยดี ถ้ามีเช่นนั้นในเมืองไทยก็จะเป็นทางอันหนึ่งสำหรับทำบุญตามวิสัยของยายเพิง
ควรมิควรแล้วแต่จะโปรด
สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมพระยาดำรงราชานุภาพ
วันที่ ๒๖ สิงหาคม พ.ศ. ๒๔๘๔ น
ตำหนักปลายเนิน คลองเตย
วันที่ ๒๖ สิงหาคม ๒๔๘๔
กราบทูล สมเด็จกรมพระยาดำรงฯ ทราบฝ่าพระบาท
ลายพระหัตถ์เวร
๑) เมื่อดีดพิมพ์หนังสือเวรส่งถวายมาแล้ว รุ่งขึ้นก็ได้รับลายพระหัตถ์เวร ซึ่งลงวันที่ ๑๐ สิงหาคม มิปะปิดหัวท้าย เปิดอ่านก็สนุกตามเคย เพราะตรัสเรื่องที่จับใจ ชายถาวรเมื่อกำลังเรียน มีเวลากลับมาเยี่ยมบ้านเมื่อไรเธอก็มาหา และเธอประหลาดใจที่ว่าคุยกับใครก็ได้เป็นเวลานานๆ คำนั้นทำให้รู้สึกในใจ ว่ารู้อะไรอย่างที่เขาเรียกว่า “ความรู้รอบตัว” มากๆ จะพาตัวให้เป็นคนกว้างขวางมากขึ้น
สนองลายพระหัตถ์
๒) กรมสำหรับแผ่นดินกับกรมของเจ้านาย ต่างกันที่เป็นกรมมีชื่อและไม่มีชื่อนั้น ต้องตามพระดำรัสแล้ว ในการที่มีชื่อและไม่มีชื่อลางทีจะเป็นให้เห็นผิดกัน ว่าเป็นกรมของแผ่นดินหรือเจ้านายก็ได้ ที่เรียกเอาชื่อเจ้ากรมผู้ควบคุมนั้นก็ควร เพราะเราถือกัน
ไม่ออกชื่อผู้ใหญ่ แม้ชื่อซ้ำกับผู้ใหญ่ยังต้องเปลี่ยนไป เช่นนายดิศก็ต้องเปลี่ยนเป็นนายเด่น หรือนายจิตรก็ต้องเปลี่ยนเป็นนายจี๊ด ที่แท้ชื่อกรมของเจ้านายนั้นเป็นคนภายนอก เรียกถูกเหมือนอย่างพระดำรัสจริงแล้ว แท้จริงชื่อเจ้านายถ้าจะตั้งก็ควรตั้งเป็นราชา เช่นพระเธียรราชา เป็นต้น ทางพม่าซึ่งตรัสประทานตัวอย่างไรก็เป็นไปที
นั้น ที่เจ้าชื่อเหมือนกับเจ้ากรมนั้นหลงมาก พูดถึงชื่อก็เห็นขัน กรมหมื่นมหิศรเคยพูดถึงชื่อว่าล้วนแต่เป็น “ไอแอมเอกิง” ทั้งนั้น คำนั้นหมายถึง “นริศร” และ “มหิศร” ชื่อเกล้ากระหม่อมซึ่งเขียนตัดสั้นเป็น “นริศ” นั้นมีเรื่อง ด้วยจะมีโทรเลขไปถึงพระยาวิสูตรสาครดิษฐที่เมืองญี่ปุ่น ซึ่งเวลานั้นเป็นหลวงนริศรราชกิจ โทรเลขจะเป็นนริศร ถึง นริศร ดูไม่เข้าทีเลย จึงตัดชื่อตัวเสียเป็น “นริศ” ให้ผิดกัน แม้ตัดเสียเช่นนั้นก็ยังเป็น “ไอแอมเอกิง” อยู่ไม่เสียความไป
อ่านหนังสือพิมพ์ “ประมวญวัน” เขาว่าคำ “หลวง” ทางเยอรมัน เปลี่ยนเป็น “ชาติ” หมด ที่ว่าดังนั้นเห็นได้ว่า ผู้เขียนเขียนหมายเอาคำ “หลวง” เป็น “รอแยล” อันเป็นความหมายซึ่งเคลื่อนมาเสียแล้ว นึกถึง “วัดท่าหลวง” เมืองพิจิตร เทศาพระ (ราชาคณะ) ไปให้ชื่อใหม่เป็นภาษามคธว่า “วัดราชดิตถาราม” นั่นก็เข้าใจว่า “หลวง” เป็น “รอแยล” เหมือนกัน ให้นึกขัน
๓) เรื่่องนาคหลวงซึ่งคณะปรกปน ยังตรัสบอกพิสดารไปได้อีก เป็นพระเดชพระคุณล้นเกล้า ทำให้ได้ความรู้มากขึ้นอีก ในการที่ไปสวดมอญโบสถ์น้ำนั้นเป็น “รับพร่าอาทานอย่าง” จะได้มีผลอะไรก็หามิได้
เรื่องสมเด็จพระพุทธโฆษาจารย์ (แสง) นั้นไม่ได้ทราบเรื่องของท่านเลย กับเรื่องสมเด็จกรมพระยาวชิรญาณวโรรสตรัสชักชวนมหานิกายให้ห่มผ้าแหวกก็ไม่ทราบ แต่ข้อความซึ่งสมเด็จพระสังฆราช (แพ) ว่านั้นได้ยินบ้างอย่างไม่ถี่ถ้วน ท่านจะบ่นหรือจะทูลสนองก็ไม่ทราบ ตามที่ตรัสเล่าให้ทราบโดยละเอียดทุกเรื่องนั้น เป็นพระเดชพระคุณหาที่เปรียบมิได้
คำ “ฑิต” นั้นได้เคยคิดจะเอาอย่าง เพราะเขาให้ตั้งชื่อเด็กซึ่งมันสิงสู่อยู่ที่บ้านปลายเนิน เด็กคนนั้นเรียกกันว่า “ติ๊ด” แล้วมันเกิดวันพุธ ซึ่งตามแบบโหรก็ตกเป็นวรรค ฏ แต่หาคำยาก จึงหลบกันไปเอาวรรคศรี แต่เกล้ากระหม่อมนึก “ร่ม” จะเอาวรรค ฏ ให้ได้ แล้วก็จะให้คล้ายกับที่เรียกกันอยู่ด้วยจึงได้นึกถึงคำ “ฑิต” แต่เปิดพจนานุกรมของอาจารย์ชิลเดอดูไม่พบ ก็ยักย้ายไปเป็น “ฐิต” มุ่งเอาชื่อ “ฐิตายุโก” ทั้งคำ “ฐิต” นั้นก็มีอยู่ในพจนานุกรมของอาจารย์ชิลเดอด้วย
๔) เรื่องไตรภูมินั้นกราบทูลโต้แย้งไม่ได้ เพราะจริงอย่างที่ตรัส แต่รู้สึกใจว่าซุกซนไปมากที่เอามารวมเข้าในพระพุทธศาสนา ไม่เคยอ่านว่าเขาเอามารวมกันเข้าอย่างไร ท่าทางก็มีอยู่ที่พระเจ้าขึ้นไปเทศนาบนสวรรค์ ที่เขาเอาปางลงกระไดสวรรค์
ไปเขียนรวมกับไตรภูมินั้น จะติว่าไม่ดีไม่ได้ อนึ่งที่เขียนวัดยม เป็นแห่กฐินนั้นก็เกี่ยวกับเป็นการวัดจริงอยู่ แต่ความตั้งใจก็จะเขียนกระบวนแห่เท่านั้น กฐินนั้นเป็นแต่เหตุ ยังรูปวังนั้นก็เฉไปใหญ่ แต่ก็สงเคราะห์เข้าได้ว่าแห่ออกจากวัง ที่เขียนกระบวนพยุหยาตราเรือไว้ในโบสถ์วัดพระแก้ว จะเป็นพยุหยาตรากฐินอันเกี่ยวแก่วัดหรือ
อย่างไรก็ไม่ได้พิจารณา เป็นแต่เห็นรูปที่นั่งอยู่ใกล้ ไม่เห็นมีอะไรในกูบเรือ ฝันว่าได้เห็นหนังสืออะไรซึ่งกล่าวถึงเขียนกระบวนเรือนั้น แต่จำไม่ได้จำหน่ายไม่ตก แต่นึกในใจว่าเอาอย่างของเก่ามาเขียน กูบก็เห็นปรากฏเป็นพยานอยู่ว่าถ่ายของเก่า เดี๋ยวนี้ไม่มี การเขียนกระบวนแห่เห็นจะมีมาบ่อยๆ หากจะเป็นธรรมเนียม ไม่ใช่แต่วัดยม วัดพุทไธสวรรย์ก็ได้ยินว่ามีเขียน แต่จะเขียนไว้ที่ไหนไม่ได้ไปดู ได้ยินว่าเป็นเรื่องพงศาวดาร หวังว่าฝ่าบาทจะได้ไปทอดพระเนตร และจะตรัสบอกได้
สาขคดีเรื่องช่างพระช่างคฤหัสถ์นั้นก็จะกราบทูลสนอง ว่าเดี๋ยวนี้กับแต่ก่อนก็เปลี่ยนแปลงไปดุจตัวหนังสือตามที่ตรัสถึงเหมือนกัน มีตัวอย่างเมื่อครั้งพระเมรุพระบรมศพในพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้า สมเด็จพระราชปิตุลาตรัสสั่งว่า พระเมรุต้องทำลายด้วยทองอังกฤษ เกล้ากระหม่อมกราบทูลขัดข้องว่าหาช่างอังกฤษไม่
ได้พอ จะทำเป็นลายทองอังกฤษย่นแกมกับทองอังกฤษแท้ๆ ตรัสว่าช่างอังกฤษพระวัดมหาธาตุมีถมไป เกล้ากระหม่อมได้กราบทูลว่านั่นเป็นกาลนานมาแล้ว เดี๋ยวนี้มีน้อย ครั้นวันหนึ่งไม่สู้ห่างกับที่กราบทูลนัก เป็นเวรพระวัดมหาธาตุเข้าไปสดับปกรณ์รายร้อยที่พระที่นั่งดุสิต ท่านถือพัดรองธรรมจักร (เป็นรูปลูกล้ออยู่บนพื้นแพรเหลือง) กันตั้งครึ่งจำนวน จึ่งกราบทูลให้สมเด็จพระราชปิตุลาทอดพระเนตร ว่าทางวัดมีการเปลี่ยนแปลงเป็นเรียนหนังสือไปมากกว่าเป็นช่างดังนี้
๕) ลูกจ่าอัศวราช เมื่อตรัสบอกจึงนึกขึ้นได้ว่ามี “กลีบเรณู” อย่างที่ตรัส แต่คำอื่นจำไม่ได้ ที่ชื่อ “วรา” นั้น ควรจะเป็นผู้ชาย แต่เอาสร้อยชื่อ “กำดัด” ซึ่งเป็นผู้หญิงเข้าต่อ ทำให้ “กำดัด” หายไป แต่ที่จริงก็ทราบอยู่ว่าชื่อ “กำดัด” มี แต่ชื่อ “ลิขิต” กับ “สุพรรณ” นั้นไม่เคยได้ยินมาเลย แล้วเป็นเหตุให้สงสัยอีกว่า “วราประเสริฐ” ซึ่งมีสร้อยว่า “ที่สองงามสม” ทำไมที่สองจึงลงมาอยู่ใต้ที่สาม
พวกลูกพระยาศรีสรราชคู่ที่ชื่อ “พลอยพรรณราย พรายพรรณา” ก็รู้ แต่ลืมตกไป เคยได้ยินชื่อหลังเป็น “พรายพรรณรา ไปเสียด้วยซ้ำ แต่ไม่เป็นความ ถ้าหากจะเขียนตามที่ได้ยินทีจะต้องมี ย ลงทัณฑฆาตอยู่ข้างท้าย คิดเหมือนกันว่าคุณหญิงคงชื่อ
ตัว พ ลูกจึงได้ชื่อเป็นตัว พ ด้วยกันทุกคน อันนี้ก็มีตัวอย่าง เช่นลูกเจ้าพระยาสุรพันธ์ซึ่งเกิดกับคุณหญิงอู่ พวกผู้หญิงก็ชื่อด้วยตัว อ ทั้งนั้น เนื่องมาจนถึงพระองค์ “ออ” พระองค์ “อะ” นั่นเป็นการเล่นของพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้า พวกลูกผู้ชายของเจ้าพระยาสุรพันธ์ ที่รู้จักดูเป็นชื่อตัว ท ตามเจ้าพระยาสุรพันธ์
คิดจะกราบทูลอยู่แล้ว ว่าพวกลูกจ่าอัศวราชและพวกลูกพระยาศรีสรราชนั้นจะคิดสร้อยเป็นกลอนต่อทีหลัง แต่ไม่ได้กราบทูล เพราะไม่มีอะไรเป็นหลักที่จะรู้แน่ได้ กลอน “อโณทัยอภัยทัต” ทีจะไม่ใช่พระราชนิพนธ์ จะเป็นใคร แต่งขึ้นด้วยเจตนาอย่างใดอย่างหนึ่ง ไม่ได้ประสงค์จะทำบัญชีเรียงพระเจ้าลูกเธอ ในการนี้ก็เกิดความ
สงสัยขึ้น ว่าคำ “นิพนธ์” นั้น จะกินความไปเพียงไร คำที่นึกแต่งขึ้นเองนั้นต้องเป็น “นิพนธ์” ที่คัดมาเช่นสำเนาเป็นต้น ไม่นับว่าเป็น “นิพนธ์” แน่ แต่ที่ครึ่งๆ กลางๆ เช่นกลอน “อโณทัย” จะนับว่าเป็น “นิพนธ์” หรือไม่ เพราะพระนามเจ้านายก็เด็จมา เป็นแต่เอามาเรียงอย่างสับสนเข้าเป็นกลอน ถ้อยคำอะไรของตัวในนั้นก็ไม่มี
ที่เขาปรับว่าคุณม่วงเป็นบ้านั้นก็ควรแล้ว สังเกตชื่อก็เห็นเลอะเทอะ ไม่ใช่อย่างพวกลูกจ่าอัศวราชและพระยาศรีสรราช คำ “ฉิม” ที่คนชั้นก่อนชื่อกันอยู่บ่อยๆ นั้น มีคนคิดว่าเป็น “ปัจฉิม” แต่เกล้ากระหม่อมไม่เห็นด้วย คิดว่าลากเอาเข้าความ ที่จริงเป็นคำไทย จะหมายความว่าเล็กหรืออะไรเทือกนั้น
“ตึ๋งส่วน” นั้นได้ฟังพระดำรัสกรมพระสมมติ แต่จำไม่ได้ ส่วนชื่อคุณปิ่นนั้น ได้ฟังมาแต่พระราชดำรัสในพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้า
๖) พัดแฉกผูกกับตู้หนังสือนั้นทรงสันนิษฐานถูกเป็นแน่ แต่ก่อนเขานับถือว่าปากเปล่ากัน เช่นสวดปาติโมกข์หรือประกาศพิธีตรุษก็ว่าปากเปล่า มีผู้อ่านหนังสือทาน พระสวดที่เรียกว่าพระพิธีธรรม นั่นก็คือว่าผู้ซึ่งได้ท่องภาณยักษ์ไว้จำได้คล่องแล้ว การยกตู้หนังสือมาตั้งบนเตียงสวดนั้นจะเป็นด้วยสวดท้องภาณ จะต้องตีคลุมเอาว่าเป็นการเพิ่มขึ้นทีหลัง พระสวดสำหรับท้องภาณแท้ก็ไม่มีพระครูคู่สวดก็สำหรับสวด
ญัติ การสวดท้องภาณคงเป็นจับพลัด จำได้แม่นบ้างไม่แม่นบ้าง จึงต้องอาศัยดูหนังสือ เป็นเหตุให้ตู้หนังสือย้ายที่ขึ้นไปอยู่บนเตียงสวด ทำให้พัดแฉกซึ่งผูกอยู่กับตู้หนังสือติดไปด้วย การว่าปากเปล่านั้นนับถือกันมาแต่อินเดียแล้ว เรียกว่า “มุขปาฐก” จนท่านพวกอาจารย์ฝรั่งออกปาก ว่าหนังสือแม่นสู้ “มุขปาฐก” ไม่ได้ เว้นแต่จำได้เพียงแต่คัมภีร์เดียวเท่านั้น ถ้าจะเอาหลายคัมภีร์ก็ต้องหามาหลายคน
๗) ได้บอกแม่โตให้ทราบแล้ว ถึงพระดำริซึ่งตรัสขอบใจในการที่ส่งของไปถวาย
๘) เรื่องช้างไม่ข้ามแม่น้ำนั้น พิจารณาเห็นกล่าวถูกอย่างยิ่ง วิธีแก้ให้ข้ามนั้นเป็นไปสองทาง คือแก้ด้วยการฝึกหัดอย่างหนึ่ง แก้ด้วยมนต์ยาอย่างหนึ่ง ต่างกันที่เป็นการแรมเดือนกับการทันด่วน การฝึกหัดนั้นแน่ใจว่าแก้ได้ แต่แก้ด้วยมนต์ยานั้นไม่แน่แก่ใจ ในคำว่า “นั่นงัวหรือ” เป็นฝ่าพระบาทยังไม่ทรงทราบเรื่องเดิมจึงจะเล่าถวาย เขา
ว่าเจ้าพระยาศรีพิพัฒน์ (แพ) บอกแก่เพื่อนข้าราชการว่าหมอแขกต้มยาให้กิน ยานั้นเข้าของราคาแพง เช่นมรกตเป็นต้น กินแล้วตาสว่างเห็นอะไรได้ดี แต่พอกลับออกจากเฝ้าไปนอกพระราชวัง มีฝนตกพรำๆ มีคนเอาผ้าคลุมศีรษะเดินมา เจ้าพระยาศรีพิพัฒน์ถามเพื่อนว่า “นั่นงัวหรือ” เพื่อนข้าราชการเขาหัวเราะเพราะขัดกันกับที่ว่ากินยาตาสว่าง ที่เกล้ากระหม่อมใช้คำนั้นแก่กรมพระจันทบุรีก็เพราะรู้เรื่องกันอยู่แล้ว
ย้อนหลัง
๙) ที่กราบทูลเรื่องคำ “หน้าหลัง” ว่าจะปฏิบัติตามกระแสพระราชดำรินั้น เห็นจะเป็นเท็จไปเสียแล้ว เพราะลางแห่งก็อาจแก้ฝืนไปได้ แต่ลางแห่งแก้ไปก็เห็นจะขวางโลก อะไรก็ยกไว้ จะเข้าใจผิดไปนั่นแหละสำคัญมาก
๑๐) วันเกิดเจ้าพระยาวรพงศ์สืบได้มาแล้ว ท่านเกิด วัน ๓ ๑๒ฯ ๕ ค่ำ ปีกุนเบญจศก จุลศักราช ๑๒๒๕ แต่ถ้าคิดเทียบด้วยวันอย่างใหม่ก็หกกลับขึ้นไปเป็นปีจอ ว่าวันที่ ๓๑ มีนาคม อันเป็นวันสิ้นปีทีเดียว เห็นควรจะถือว่าเป็นปีกุน เพราะเมื่อท่านเกิดนั้นนับวันกันอย่างเก่า
เบ็ดเตล็ด
๑๑) เมื่อวันที่ ๒๓ ซึ่งล่วงมาแล้วนั้น ชายดิศ หญิงกุมารี หญิงรัศมี กับชายถัด พากันไปเที่ยวที่บ้านปลายเนิน ถามถึงหญิงหลุยได้ความว่าสบาย ลงกระไดมาชั้นล่างได้แล้ว ทั้งนี้แปลว่าเธอตัดสินตัวของเธอเอง ว่าสบายพอที่จะลงกระไดได้ ไม่มีอันตราย เป็นเหตุให้ดีใจด้วยเป็นอันมาก แต่การขี่รถไปไหนๆ นั้นเธอยังงด เห็นว่าถูกแล้ว
๑๒) ได้ประสบสิ่งที่ประหลาดเข้าอย่างหนึ่ง ซึ่งควรจะกราบทูล หญิงไอไปฉวยเอาลูกหมาที่โรงเรียน “มาแตร์” มาตัวหนึ่ง แกให้ชื่อมันว่า “มาแตร์” ก็ดีดอก สมกับไปได้มันมาแต่ที่นั่น ทั้งต้องกับพระดำรัสเสด็จย่าด้วย ว่าถ้าจะตั้งชื่อหมาแมวให้พ้นจากอ้ายอีก็ต้องตั้งชื่อเป็นสองพยางค์ แต่เจ็บปวดมากที่ถูกตัดเสียพยางค์หนึ่ง เอาอีใส่แทนเป็น “อีแต”
ควรมิควรแล้วแต่จะโปรด
วันที่ ๓๑ สิงหาคม พ.ศ. ๒๔๘๔ ดร
บ้านซินนามอน ปีนัง
วันที่ ๓๑ สิงหาคม พ.ศ. ๒๔๘๔
ทูล สมเด็จกรมพระนริศฯ
สาธุ สัปดาหะนี้เขาเชิญลายพระหัตถ์เวรฉบับลงวันที่ ๒๖ สิงหาคม มาส่งให้แต่วันศุกร์อีก มีเวลาเขียนตอบมากขึ้น
สนองลายพระหัตถ์
๑) เรื่องชื่อกรมแผ่นดินกับกรมเจ้านายนั้น หม่อมฉันมานึกได้ว่ายังทูลขาดความอยู่ข้อหนึ่ง ที่กรมแผ่นดินย่อมมีอยู่เสมอ แต่กรมเจ้านายมีอยู่เพียงชั่วคราว พอเจ้านายสิ้นพระชนม์แล้วกรมก็เลิกสูญไป เพราะเหตุนั้นดอกกระมังจึงเรียกชื่อเจ้ากรมเป็นชื่อกรม
๒) คติที่ไม่ออกชื่อคนสำคัญนั้น หม่อมฉันเคยได้ยินกรมพระสมมตฯ ท่านประทานอธิบายดูชอบกล ว่าเกิดแต่คติที่ถือกันแต่โบราณว่ากระทำแก่ผู้ใดต้องได้ชื่อจริงคือชื่อเดิมไปเขียนลงในยันต์จึงจะศักดิ์สิทธิ์ คิดดูก็เห็นจริง ดังเช่นเถรกวาดทำเสน่ห์ ถ้าจดชื่อลงในยันต์แต่ว่า “พระไวย” หากว่าพระไวยได้เลื่อนเป็นจางวางมหาดเล็กก็จะ
พ้นเสน่ห์ ผู้ที่เป็นพระไวยแทนก็จะมาหลงรักนางสร้อยฟ้า เกิดความชู้สาวจึงจำต้องเขียนชื่อว่าพลายงามในยันต์ คติที่ซ่อนชื่อเดิมของคนสำคัญเกิดแต่จะป้องกันกฤตยาคม แต่คติที่ถือชื่อเดิมนั้นใช้ทางข้างทำคุณก็มี เช่นจะอุทิศส่วนบุญแก่ผู้ใดที่ล่วงลับแล้วโดยเจาะจง ถือว่าต้องออกชื่อเดิมส่วนบุญจึงจะได้แก่ผู้นั้น ท่านเคยทรงทราบจากคนแก่ๆ แต่ก่อนว่าสวดมนต์ไหว้พระถวายส่วนกุศลแก่พระเจ้าอยู่หัวแต่ปางก่อน
ย่อมออกพระนามเดิมว่าถวาย “ขุนหลวงด้วง” “ขุนหลวงฉิม” ดังนี้เป็นต้น แต่ตามอธิบายที่กรมพระสมมตฯ ตรัสเล่าเป็นคติเก่าแก่ก่อนเรารู้เห็น ถ้าว่าเพียงเท่าที่เรารู้เห็นเอง การที่หลีกชื่อเดิมของผู้มีบรรดาศักดิ์สูงดูเป็นความคิดของบริวารชน มิใช่ตัวท่านผู้มีศักดิ์เองจะสั่งเสียทำเช่นนั้น ยกตัวอย่างดังเช่นเรียกดอกรำเพยเป็นดอกกระบอก เพราะจะมิให้พ้องพระนามสมเด็จพระเทพศิรินทร์ก็ดี เรียกดอกกรรณิกาว่ามะลิก้านแดงมิให้พ้องกับพระนามสมเด็จเจ้าฟ้ากรมขุนขัติยกัลยาก็ดี เป็นแต่คำ
ข้าหลวงในตำหนักเรียก ก็เป็นเรื่องเดียวกันกับนายดิศเปลี่ยนชื่อเป็นนายเดช นายจิตรเปลี่ยนชื่อเป็นนายจี๊ด เพื่อจะมิให้ชื่อพ้องกับชื่อหม่อมฉัน และพระนามของท่าน คิดดูว่าถ้าชื่อพ้องกันอยู่จะมีโทษอย่างใด เห็นมีอยู่เพียงให้ช่องแก่คนปองร้ายแกล้งพูดค่อนข้างเสียนั้นหรือด่าคนชื่อนั้นเปรียบ หรือมิฉะนั้นผู้มีศักดิ์เปรียบว่าตัวหม่อมฉันได้ยินคนเรียกใครว่า “อ้ายดิศ” ก็จะรำคาญหูเท่านั้น แต่คติซ่อนชื่อหรือเปลี่ยนชื่อมิให้พ้องกับผู้มีบรรดาศักดิ์ดูก็สูญไปหมดแล้ว
๓) คำว่า “หลวง” ตรงกับ great มิใช่ Royal อันตรงกับ “ราช” ในภาษาไทยแปลงคำ “หลวง” เป็น “ชาติ” ตามเยอรมันจะยุ่งมาก เมียหลวงแปลงเป็นเมียชาติจะกลายไปใกล้กับเป็นหญิงนครโสภิณี แปลงเขาหลวงเป็นเขาชาติ คลองบางหลวงเป็นคลองบางชาติ ก็เลยไม่ได้ความทีเดียว
จะเลยทูลวินิจฉัยในทางโบราณคดีเนื่องด้วยคำ “หลวง” ตามที่นึกขึ้นได้ต่อไป สิ่งซึ่งเรียกว่าหลวงพ้องกันมีมาก จะพรรณนาเพียงที่นึกได้ในเวลานี้ ภูเขาชื่อว่า “เขาหลวง” มีในแขวงจังหวัดนครศรีธรรมราชแห่ง ๑ จังหวัดประจวบคีรีขันธ์แห่ง ๑ จังหวัดเพชรบุรีแห่ง ๑ หวัดสุโขทัยแห่ง ๑ บางหลวงมีที่จังหวัดธนบุรีแห่ง ๑ ที่จังหวัดปทุมธานีแห่ง ๑ ที่จังหวัดพระนครศรีอยุธยาแห่ง ๑ ท่าหลวง มีในแขวงจังหวัดพิจิตรแห่ง ๑ ในแขวงจังหวัดพระนครศรีอยุธยาแห่ง ๑ เหตุใดจึงเรียกซ้ำกัน
เช่นนั้น จะเอาภูเขาเป็นหลักวินิจฉัย เพราะภูเขาเป็นของเก่ามีมาก่อนบ้างและก็คำว่า “หลวง” เป็นภาษาไทย หมายความว่าใหญ่แปลกเพื่อน ชื่อที่เรียกว่าเขาหลวงต้องเป็นของไทยตั้ง เพราะฉะนั้นต้องมีขึ้นเมื่อไทยได้ปกครองประเทศสยามแล้ว ก่อนนั้นขึ้นไปเมื่อแผ่นดินยังเปนของชนชาติอื่นมิใช่ภูเขาเหล่านั้นจะยังไม่มีชื่อ ที่จริงคงมีชื่อเรียกอย่างใดอย่างหนึ่งตามภาษาของเจ้าของถิ่นเดิมอยู่แล้ว เมื่อไทยได้ครองอยู่ถิ่นใดไม่รู้จักชื่อเดิมของภูเขาหรือเรียกชื่อไม่สะดวกปาก จึงอาศัยแต่สังเกตว่าเป็นเขา
ใหญ่โตแปลกกับเขาที่มีสำคัญเป็นในถิ่นนั้นก็เรียกว่า - เขาหลวง พวกที่ไปอยู่ถิ่นอื่นก็ไปทำเช่นนั้นเหมือนกัน ชื่อเขาหลวงจึงมีหลายแห่ง เพราะเดิมตั้งชื่อสำหรับเรียกกันแต่ในพวกไทยที่อยู่ในถิ่นนั้นๆ แต่เขาหลวงที่เมืองเพชรบุรีนั้นเดิมคงเรียกว่า “เขาถ้ำหลวง” ส่วนบางและท่านั้นก็เป็นทำนองเดียวกัน บางหลวงหมายว่าบางที่เป็นทางน้ำยาวใหญ่กว่าเพื่อนในถิ่นนั้น ท่าหลวงก็เป็นท่าประชุมชนที่ใหญ่กว่าเพื่อนเช่นเดียวกัน
๔) สร้อยชื่อนายวราลูกจ่าอัศวราชที่ว่าเป็นคนที่ ๒ นั้น หม่อมฉันพิจารณาดูได้เค้าว่าจ่าอัศวราชมีเมีย ๒ คน เมียคนแรกมีลูกหญิงชื่อกลีบคน ๑ ลูกชายชื่อเมธคน ๑ กวีคน ๑ นายกวีจึงมีสร้อยชื่อว่า “ปิยบุตรที่สาม” ต่อมาจ่าอัศวราชมีเมียอีกคน ๑ ชื่อพริ้ม ลูกคนแรกเป็นผู้หญิงชื่อฉวี จึงมีสร้อยชื่อว่า “ฉวีผิวงามบุตรแม่พริ้มแรกเกิด” แล้วมีลูกชายต่อมา คือ นายวรา จึงมีสร้อยชื่อว่า “วราประเสริฐ ที่สองงามสม” หมายความว่าเป็นลูกที่สองของเมียที่ชื่อพริ้มนั้น
๕) เรื่องพระนามพระเจ้าลูกเธอในรัชกาลที่ ๑ หม่อมฉันสังเกตต่อมาเห็นมีวินิจฉัยที่น่าจะพิจารณาอยู่อีก พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าฯ มีพระองค์เจ้าลูกเธอประสูติ เมื่อก่อนเสด็จเสวยราชย์ทรงพระนามว่า พระองค์เจ้ากล้ายพระองค์ ๑ อยู่มาจนในรัชกาลที่ ๑ ได้ออกวังแล้วจึงได้สิ้นพระชนม์ เมื่อเสด็จเสวยราชย์แล้วมีพระองค์เจ้าลูกเธอเป็นลำดับดังนี้ -
๑. พระองค์หญิงนุ่ม อยู่มาจนรัชกาลที่ ๓
๒. พระองค์ชายทับทิม เป็นกรมหมื่นอินทรพิพิธ ในรัชกาลที่ ๒
๓. พระองค์หญิงผอบ
๔. พระองค์หญิงพลับ อยู่มาจนรัชกาลที่ ๔
ทั้ง ๔ พระองค์ไม่มีพระนามในกลอน ต่อไปนี้จึงเริ่มมีพระนามในกลอนคือ -
๕. พระองค์เจ้าชายเสือ ได้พระนามว่า อภัยทัต เป็นกรมหมื่นเทพพลภักดี
๖. พระองค์เจ้าชายช้าง ได้พระนามว่า อโณทัย เป็นกรมหมื่นศักดิพลเสพ
๗. พระองค์เจ้าชายทับ ไม่มีพระนามในกลอน เป็นกรมหมื่นจิตรภักดี อยู่มาจนรัชกาลที่ ๓
คัดพระนามลงมาแต่ ๗ พระองค์ให้เห็นว่าในกลอนไม่มีพระนามหมดทุกพระองค์ อีกอย่าง ๑ มีพระนามเรียกเมื่อยังทรงเยาว์ว่า พระองค์เสือ พระองค์ช้างก่อนแล้วจึงมีพระนามขนานว่าอภัยทัตและอโณทัย พระองค์อื่นจะมี ๒ พระนามเช่นเดียวกันรือไม่ ทราบไม่ได้
ปัญหามีอยู่ว่าพระนามว่าเสือว่าช้างนั้นใครเป็นผู้ตั้ง และพระนามว่าอภัยทัตและอโณทัยนั้นใครขนาน พิเคราะห์ดูเห็นว่าหน้าที่สมเด็จพระบรมชนกนาถจะพระราชทานทั้ง ๒ อย่าง คิดดูตามประเพณีเมื่อมีพระราชกุมารอุบัติ แม้แต่ก่อนอาจจะไม่เสด็จลงทำพิธีสมโภชที่ตำหนักเหมือนตั้งแต่รัชกาลที่ ๔ ถึงกระนั้นพอทรงเจริญวัยก็ย่อมต่องพาขึ้นเฝ้า เวลายังไม่ได้ขึ้นเฝ้าน่าจะเรียกกันแต่ว่าพระองค์ชาย หรือพระองค์หญิงของเจ้าจอมมารดานั้น เมื่อพาขึ้นเฝ้าจึงตรัสให้เรียกพระนามอย่าง
หนึ่งอย่างใดตามที่ทรงนึกเห็นนิมิตเหมาะในเวลานั้น พระนามเช่นว่า นุ่ม ทับทิม ผอบ พลับ ช้าง เสือ ทับ เห็นจะเป็นพระนามพระราชทานเมื่อแรกขึ้นเฝ้าเช่นว่าสำหรับให้เรียกกัน หม่อมฉันเคยได้ยินเขาว่าเจ้านายแต่ก่อน เจ้าจอมมารดาขนานพระนามก็มี ถ้าเช่นนั้นก็จะมีบางพระองค์ซึ่งพระเจ้าอยู่หัวตรัสเรียกด้วยชื่อเจ้าจอมมารดา มิได้พระราชทานพระนาม ครั้นถึงเวลาบอกบาญชีเบี้ยหวัด เจ้าจอมมารดาจึงต้องหาพระนามอย่างใดอย่างหนึ่งให้ลงบาญชี
พระนามขนานเช่นว่า อโณทัยและอภัยทัตนั้น เห็นจะพระราชทานเมื่อทรงพระเจริญขึ้นแล้ว อนุโลมตามคติโบราณที่พระราชทานพระนามเจ้าฟ้าเมื่อพระชันษาได้ ๙ ขวบ สังเกตดูพระนามพระเจ้าลูกเธอก่อนรัชกาลที่ ๔ ดูก็เป็น ๒ อย่าง เป็นพระนามอย่างว่าพระราชทานสำหรับให้เรียกเช่น พระองค์กล้าย พระองค์นุ่มในรัชกาลที่ ๑
และพระองค์เจ้าชายมัง พระองค์เจ้าชายเน่า ในรัชกาลที่ ๒ แต่เป็นอย่างพระนามขนานก็มีมาก เช่นพระองค์ชายคันธรส พระองค์หญิงจงกล ในรัชกาลที่ ๑ พระองค์เจ้าชายพนมวัน พระองค์เจ้าชายขัติวงษ์ ในรัชกาลที่ ๒ แต่พระนามพระเจ้าลูกเธอรัชกาลที่ ๓ สังเกตดูประทานเป็นอย่างพระนามขนานโดยมาก
๖) หนังสือที่เรียกว่า “พระราชนิพนธ์” นั้น เรียกได้จนหนังสือซึ่งพระเจ้าแผ่นดินได้ทรงตรวจตราแก้ไข ยกตัวอย่างดังบทละครเรื่องรามเกียรติ์ รัชกาลที่ ๑ มีกว่า ๑๐๐ เล่ม ก็เรียกว่าพระราชนิพนธ์ หม่อมฉันเข้าใจว่าแต่เดิมต่อแต่งเป็นบทกลอนจึงเรียกว่า “นิพนธ์”
๗) เรื่องหมาของหญิงไอนั้น ขันดี ที่เธอให้ชื่อว่า “มาแต” หม่อมฉันก็เห็นว่าไม่เหมาะ เพราะใครจะเรียกก็จำยาก ทั้งความภาษาเดิมก็ดูเหมือนหมายว่า “แม่” ไม่สมกับเป็นชื่อหมา ที่เปลี่ยนเป็น “อีแต” นั้นเข้าทีดีนัก หม่อมฉันเห็นว่าไพเราะเหมาะกว่าชื่อเดิม เรียกก็จำง่าย ทั้งไม่พ้องกับชื่อคนหรือชื่อหมาตัวอื่นหมดทั้งโลก หม่อมฉันอนุโมทนาด้วย
บรรเลง
๘) ที่สวนสนุก New World ซึ่งเขาเคยทำภาพนรกและเมืองสมุทรให้คนดูดังหม่อมฉันได้เคยเล่าไปถวายแต่ก่อนนั้น เดี๋ยวนี้เขาทำภาพวิมานนางฟ้าให้คนดู หม่อมฉันลองให้ชายหยดไปดูก่อน กลับมาเสนอรายงานว่า “ไม่สนุก” แต่หม่อมฉันนึกว่าถึงเป็นอย่างไรก็ทูลรายงานตามเคย จึงไปดูในเวลาชิงพลบไม่ให้ต้องเบียดคนอีกครั้ง ๑ เห็นลักษณะที่ทำก็เป็นทำนองเดียวกันกับแต่ก่อน คือกั้นที่ในลานเป็นบริเวณ ๑ ต่างหาก ใครจะเข้าไปดูข้างในเมื่อเวลาเขาเล่นแต่ ๒ ทุ่มไปต้องเสียค่าเข้าประตูอีก
๑๐ เซ็นต์ แต่หม่อมฉันไปยังห่างกับเวลาเล่น ตาแขกคนรักษาประตูใจดียอมให้เข้าไปดูได้เปล่า และคำนับแถมให้ด้วย เห็นฝากั้นบริเวณด้านหน้าเขียนประสานสีน้ำมันเป็นรูปเขาไม้ทางไปสวรรค์ซีก ๑ เขียนเป็นรูปนางฟ้า ๗ ตนซีก ๑ นางฟ้านั้นขี่พาหนะต่างกัน ขี่ลูกน้ำเต้ากายสิทธิ์คน ๑ ขี่นกยางคน ๑ ยืนบนดอกไม้คน ๑ ขี่นกยูงคน ๑ ขี่มังกรคน ๑ ขี่หงส์คน ๑ ขี่กิเลนคน ๑ ที่ข้างในบริเวณด้าน ๑ มีศาลาโถงทำเป็นวิมานแต่งเครื่องประดับอย่างเก๋งกงเต๊ก ฝาด้านหลังเขียนรูปนางฟ้า ๗ ตนนั่ง
ประชุมกัน อีกด้าน ๑ ซึ่งตรงกันข้ามยกพื้นเป็น ๓ ชั้น ลำดับกันขึ้นไปแล้วมีเก๋งน้อยเห็นจะเป็นวิมานเทพยเจ้าหลัง ๑ ที่หน้ายกพื้นผูกแผงอย่างเขาไกรลาศ เขียนประสานสีเป็นยอดเขาและเป็นเมฆโดยลำดับกันขึ้นไป ทูลตามตาเห็นได้เพียงเท่านี้ ว่าตามคำชายหยดเล่าต่อไปเมื่อถึงเวลาเล่นให้เด็กหญิงแต่งตัวเป็นนางฟ้า แต่ละคนขี่แผงประสานสีทำเป็นรูปพาหนะต่างๆ ตามตำรานั้น ลากเลื่อนไปบนยกพื้นเหมือนอย่างว่าเหาะไปบนอากาศเท่านั้นเอง
๙) สังเกตดูที่เมืองปีนังนี้มี “ร้านข้าวแกง” มากกว่าเมืองไหนๆ ที่หม่อมฉันเคยเห็นมา มีทั้งอย่างเป็นร้านชำอยู่ในห้องและเป็นอย่างร้านแผงลอยตั้งกลางแจ้ง แต่ร้านแผงลอยนั้นเทศบาลเขาบังคับให้อยู่รวมในบริเวณเดียวกันเป็นแห่งๆ แต่ละร้านก็มีโต๊ะตั้งเก้าอี้หรือม้าล้อม และมีเตายกได้คล้ายกับหาบเจี้ยมอี๋ ที่ประกอบอาหารเป็นชุดกัน ตั้งเรียงไปในบริเวณนั้น หม่อมฉันไปเที่ยวผ่านไปในเวลาเย็นเห็นคนนั่งกินเต็มไปทุกแห่ง พิจารณาดูก็เข้าใจว่าเพราะเหตุใดจึงมีร้านข้าวแกงมากและมีคนกิน
มากอยู่เสมอ เป็นด้วยมีคนชั้นกรรมกรมาก พวกนั้นเช่นเจ๊กลากรถเป็นต้น ไม่มีหลักแหล่งแปลงที่ มีแต่ตัว เที่ยวรับจ้างเขาในวันหนึ่งได้ค่าจ้างเท่าใด เวลาจะกินก็ไปซื้อกินตามร้านข้าวแกง ถึงเวลาจะนอนก็ไปเช่าห้องเขานอน คนจำพวกนี้เห็นจะมีนับร้อยหมื่นจึงมีร้านข้าวแกงมากถึงเพียงนั้น มีร้านข้าวแกงอีกชนิดหนึ่ง เป็นชั้นสูงขึ้นมา ทำนองเดียวกับถนนราชวงศ์ในกรุงเทพฯ เปิดขายแต่เวลากลางคืน ขายอาหารอย่างดีขึ้นและแพงกว่าข้าวแกงสามัญ ในสวนสนุกและใกล้ๆ โรงหนังฉายมีร้านเช่นนั้นตั้ง
ประจำทุกแห่ง ขายแก่พวกเที่ยวเตร่เวลาค่ำ เปิดใหม่เมื่อเร็วๆ นี้แห่ง ๑ เรียกชื่อส่วนภาษาอังกฤษว่า Popular Store ที่ตั้งอยู่เป็นบริเวณอันหนึ่งคล้ายกับที่นครเกษมในกรุงเทพฯ ร้านต่างๆ ตั้งเรียงกันอยู่กลาง หันหน้าร้านออกมาข้างนอกทั้ง ๔ ด้าน ข้างหน้าร้านเป็นชาลาร้านหนึ่งก็ตั้งโต๊ะเก้าอี้ที่กินชุด ๑ อวดทำของกินที่ในร้านให้แลเห็น ใครอยากกินอาหารคาวหรือหวานอย่างใดก็นั่งกินที่หน้าร้านทำอาหารอย่างนั้น ชั้นสูงต่อขึ้นไปก็ถึงโรงเกาเหลา เช่นห้อยเทียนเหลาในกรุงเทพฯ สำหรับบุคคลผู้ดีมี
ทรัพย์มากไปเลี้ยงดูกัน แต่ร้านของกินทุกชั้นที่พรรณนามานี้ล้วนเป็นอาหารอย่างจีน ซึ่งไทยเรากินด้วยได้ แต่พวกแขกกินยากก็มีกระบวนกินไปอย่างอื่น สังเกตดูพวกมลายูดูเหมือนจะอยู่กินเป็นครัวเรือนเหมือนกับไทย พวกแขกอินเดียที่ถือศาสนาอิสลามมักซื้อขายเป็นหลักแหล่ง ไม่มีที่เป็นชั้นกรรมกร ก็เห็นจะอยู่กินด้วยกันตามบ้านที่พัก พวกอินเดียที่ถือศาสนาฮินดูก็ต้องหุงหาอาหารกินเอง พวกแขกจึงไม่ต้องอาศัยร้านจีนขายอาหาร
ควรมิควรแล้วแต่จะโปรด
สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมพระยาดำรงราชานุภาพ
กันยายน
วันที่ ๒ กันยายน พ.ศ. ๒๔๘๔ น
ตำหนักปลายเนิน คลองเตย
วันที่ ๒ กันยายน ๒๔๘๔
กราบทูล สมเด็จกรมพระยาดำรงฯ ทราบฝ่าพระบาท
ลายพระหัตถ์
๑) จะกราบทูลสนองความในลายพระหัตถ์เวรฉบับก่อน ซึ่งลงวันที่ ๑๗ สิงหาคม ต่อไปนี้
๒) การชนช้างบำรูงานั้น เคยทราบอย่างเป็นเลาๆ มาแล้วแต่เมื่อรุ่นหนุ่มว่าเอาเชือกผูกเท้าให้จรดกันแต่งา ด้วยได้เคยเห็นสมเด็จกรมพระยาบำราบทรงทำเครื่องกล แต่อะไรซึ่งละเอียดไปไม่ได้สังเกต ออกจะเสียใจ เพิ่งมาได้ทราบละเอียดเมื่อทรงคิดวิธีที่ทำประทานไปในคราวนี้
การที่หมอช้างสวมมาลัยนั้นมาได้ทราบทีหลังเมื่อจงซ้าย (กร) บอกเพราะได้ถามถึงเสื้อครุย แกว่าหมอช้างผัดพานใส่ดันเข้าไปกับเนื้อ สวมมาลัยข้อมือด้วย
การล่อช่าง ขี่ม้าล่อแพนหรือคนแต่งตัวต่อยมวย ถือพัดชนีฝักมะขามล่อก็ได้เคยเห็นทั้งสองอย่าง ในการที่เอาช้างให้แทงปะรำนั้น แรกเห็นใช้พระยาปราบ แกเอาหน้าชนปะรำเข้าไปเพียงครึ่งเดียวหรือไม่ถึงก็หยุด เพราะแกยกงาไม่ไหว สนุกน้อยเต็มที ทีหลังจึงมาเห็นพลายศักดิ์ เชิดงาแทงปะรำตลอดหมด ลางครั้งเสาปะรำหักด้วยก็มี ดูให้รู้สึกสนุกเป็นกำลัง
การชนช้างที่เมืองไยปัวนั้นเคยได้ยินตรัสเล่า แต่มีสำเนาความเพียงว่า ช้างไม่มีคนขี่ชนกันในคอกจนงาหัก แล้วเขาทูลถามว่าพอหรือยัง พอตรัสว่าพอเขาก็จุดไฟพะเนียง ช้างก็ “แหล่น” หนีไป ยังนึกชมอยู่ในใจว่าเขาจุดไฟพะเนียงไล่นั้นดี ไม่มีทางบ้านเรา เพิ่งจะได้ทราบรายละเอียดในลายพระหัตถ์คราวนี้
อันคำอะไรซึ่งเกี่ยวแก่ช้าง เช่นที่ปรากฏในตำราชนบำรูงาเป็นต้นนั้น ไม่มีใครจะบอกได้เสียแล้ว เหมือนหนึ่งคำซึ่งมีในหนังสือซึ่งได้อ่านอยู่บ่อยๆ อย่างว่า “ค่ายค้ำพังคา โคตรแล่นโจมทัพ” เป็นต้นนั้น ได้ลองถามดูหลายคนแล้วไม่มีใครจะบอกได้ ที่บอกบ้างก็ไม่เชื่อ นึกว่าคิด “พุ่ง” ให้ เพราะไม่สมคำที่มีอยู่
ในการที่ทรงเสียดายวิชาช้างของเรา เป็นทางที่ขัดกันกับความตั้งใจของคนทุกวันนี้ จะกราบทูลถวายในหมวดบรรเลงเบื้องหน้า
๓) ชื่อปราสาท “วิหารสมเด็จ” ลางทีจะคล้องกับ “สรรเพชญปราสาท” เข้าโดยบังเอิญก็เป็นได้ แต่ไม่ทำให้สิ้นสงสัยในชื่อพระที่นั่ง “สุริยามรินทร์” ถ้าแปลก็เป็น “สุริย+อมรินทร์” ไม่เป็นความที่เป็นภาษาเลย
คำ “ปราสาททอง” เป็นคำมาทางพม่า หมายความว่าพระเจ้าแผ่นดินปรากฏอยู่หลายทางแล้ว ไม่ได้มาแต่อยู่เรือนทอง
๔) การเลียบาตรซึ่งมีในวินัยนั้น เห็นด้วยตามกระแสพระดำริ บาตรลังกาพระสาธุศีลสังวรเคยหยิบมาให้ดูทีหนึ่งแล้ว รูปร่างผิดกับบาตรไทยเพียงเล็กน้อย ถ้าไม่สังเกตก็ไม่เห็น ในวินัยมีห้ามไม่ให้เอากระโหลกหัวผีหรือกระโหลกน้ำเต้าทำบาตร ที่ห้ามกระโหลกหัวผีเห็นจะไม่ได้หมายถึงทำอุตริ คงใช้กันมากตลอดถึงพระอิศวรก็ว่าใช้บาตร
กระโหลกหัวผี เห็นจะบิเอาแต่เบื้องบนใช้เป็นภาชนะ ถ้าเปรียยอย่างไทยก็คือถือกะลาขอทานเรานี่เอง ตามที่ปรากฏในวินัยดูเปนห้ามของที่เป็นเอง ให้ใช้ของทำ มีบาตรเหล็กเป็นต้น แต่จะประสงค์อย่างไรยังคิดไม่ออก ถึงจะอย่างไรก็ดี สมด้วยพระดำรัสที่ว่าบาตรแล้วจะต้องเล็ก พอจุอาหารเต็มแล้วกินอิ่มได้คนเดียว บาตรพระไทยเขมร มอญ พม่า ลังกาอะไรเหล่านี้ ถึงรูปและขนาดจะไล่เลี่ยกันก็จริง แต่ค่อนข้างใหญ่ เมื่อบรรจุอาหารเต็มแล้วอาจกินอิ่มได้หลายคน จะต้องพูดว่าไม่ถูก
๕) ข้อความอันจะทรงเขียนตอบหนังสือเวร จะได้เท่าไรก็เท่านั้นดีแล้ว ไม่ควรทรงย่างกายถวายชีวิต ไม่ใช่ว่าจะเป็นการสำคัญอันใดเลย
โบราณคดี
๖) เมื่อเล็กๆ เคยได้ยินแตรเป่าเมื่อทหารถวายคำนับใช้เพลงสรรเสริญอังกฤษจนจำเนื้อเพลงได้ จะตรัสบอกได้หรือไม่ ว่ามาเปลี่ยนเป็นสรรเสริญพระบารมีเมื่อไร และทรงทราบหรือไม่ว่าเพลงสรรเสริญพระบารมีนั้นมาแต่ไหน ตามที่ได้ยินมาก็เป็นสองเสียง กรมหมื่นทิวากรว่าหลวงประดิษฐ (มี) แต่งขึ้นในนี้ กรมหมื่นชุมพรว่าไปซื้อเขามาแต่เมืองยะโฮ ทูลกระหม่อมชายตรัสว่าเพลงสรรเสริญพระบารมีนั้นมีท่าเป็นไทยอยู่เป็นกอง ตรัสทักชอบยิ่งนัก แต่จะอย่างไรก็ทราบไม่ได้แน่ เกี่ยวแก่พงศาวดารอยู่ด้วย
โบราณวัตถุ
๗) พระยาอนุมานคัดสำเนาหนังสือจารึกในลานทองมาให้ เป็นหนังสือ ๔ ประทัด ว่าได้ที่พระเจดีย์เก่าในเมืองสุโขทัย มีชื่อพระมหาเถรจุฬามณี ได้คัดสำเนาถวายมาบัดนี้ด้วยแล้ว พระมหาเถรจุฬามณีนั้นว่ากันว่าเป็นลูกพ่อขุนผาเมือง แต่ข้อนั้นต้องยกไว้ที ถือเอาได้แต่ว่าจารึกนั้นเป็นของเก่า ลางทีเขาจะคัดถวายมาแล้ว แต่ซ้ำกันก็ไม่เป็นไร
บรรเลง
๘) จะกราบทูลความเห็น อันเป็นตัวอย่างว่าคนย่อมมีความเห็นต่างกัน ด้วยพบว่าเขาจะให้ปลูกข้าวสาลีในเมืองไทยเพื่อทำขนมปัง ทั้งเลี้ยงโคนมฝรั่งแล้วทำเนยด้วย แปลว่าจะกินขนมปังนมเนยกันในเมืองไทย เป็นความคิดที่จะเปลี่ยนเมืองไทยให้เป็นเมืองฝรั่ง เห็นขันจึงเก็บมากราบทูล
๙) แม่โตหานกสีชมพูไปให้หญิงพิลาศ (ลูกหญิงเล็กพิสิษฐ์) คู่หนึ่ง หยอกนักหยอดหนาถึงจะเอามันไปนอนด้วย ทั้งนี้เพราะแม่โตเห็นแกมาหยอดนกกิ้งโครงกับนกเขาซึ่งบ่าวมันเลี้ยงไว้ที่ใต้ถุนเรือนบ้านปลายเนิน นกกิ้งโครงนั้นนายพุ่มซึ่งเข้ามากับพระองค์จุลมาตื่นไปบอกแก่พระองค์จุลทีหนึ่งแล้ว มันพูดภาษาคนได้ และทำอื่นอะไรก็ได้อีกบ้าง เกล้ากระหม่อมเพิ่งทราบว่านกกิ้งโครงหัดให้พูดภาษาคนได้ เคยได้ยินแต่นกฮูกว่าหัดได้ เสียงใหญ่เหมือนผู้ชาย
๑๐) สังเกตว่าหนังสือพิมพ์ “บางกอกแตม” ไม่เห็นลงรูปมาสามเสาร์แล้ว เห็นจะเลิก ทีการทำรูปจะเปลืองค่าโสหุ้ยเกินควร
ย้อนหลัง
๑๑) ที่เขียนชื่อถวายมาก่อนว่า “หลวงนริศร” นั้น อาจผิดไปก็ได้ ลางทีเวลานั้นเขาจะเป็น “พระ” หรือ “พระยา” จำก็ไม่ได้ ที่จริงก็เหมือนกันแต่ชื่อซึ่งเขียนเป็นหนังสือ (ด้วยโทรเลขต้องการสั้น เพื่อจะได้เสียเงินน้อย) แต่ที่แท้ออกเสียงผิดกัน ทางโน้นออกเสียง “นริดสอน” ทางนี้ออกเสียง “นริด” “รา” เขาแยกออกไปเป็นสร้อยชื่อ ที่จริงใส่ ร ก็เพื่อจะให้ถูกตามชื่อเท่านั้น ที่มาคิดตัดตัว ร ออกก็เพราะตามที่เขาเรียกซ้ำยังไม่ผิดไปด้วยจึงตกเป็นเซ็นสองอย่าง ปกติเป็น “นริศ” เต็มยศเป็น “นริศรานุวัดติวงศ์”
ข่าว
๑๒) เมื่อวันที่ ๒๗ เดือนก่อน อ่านหนังสือพิมพ์ “บางกอกแตม” เห็นเขาลงพิมพ์ว่าวันที่ ๓ เดือนนี้ (วันพุธ) รถไฟด่วนจะไปถึงไปร แล้วจะกลับวันศุกร์ เมื่อเป็นเช่นนั้นก็เป็นการตามเคย ไม่มีผลทำให้หนังสือเวรต้องเปลี่ยนแปลง รถไฟด่วนออกวันเสาร์เขาก็กล่าวถึง แต่ไม่มีธุระที่จะพูดถึง
๑๓) เมื่อวันอาทิตย์ เดือนสิงหาคม วันที่ ๓๑ ได้รับลายพระหัตถ์เวร ซึ่งลงวันที่ ๒๔ สิงหาคม เร็วกว่าที่เคยรับมาแล้ว มีปะปิดแต่หัวเดียวทางปีนัง ส่วนทางกรุงไม่มีปะปิด แม้แต่ตรากลมๆ ก็ไม่มีประทับจะกราบทูลสนองในคราวหน้า
๑๔) ในวันนี้ได้รับหมายพระราชวัง ว่าคณะผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์จะไปบำเพ็ญพระราชกุศล ๗ วัน พระราชทานที่ศพ นายตั้วลพานุกรม รัฐมนตรี บ้านถนนสาธร วันที่ ๒ นี้สวดมนต์ วันที่ ๓ เลี้ยงพระ คณะผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์ไปแต่วันสวดมนต์วันเดียว สั่งแต่งตัววันที่ ๒ ปกติ ไว้ทุกข์ ติดตราไม่สวมสายสะพาย วันที่ ๓ แต่งปกติ ไว้ทุกข์ ไม่ติดตรา
๑๕) เขาจะเผาศพพระยานรเนตรบัญชากิจ (ชื่อตัวชื่อไร ไม่ทราบ ทราบแต่ว่าเป็นสกุลเศรษฐบุตร) จะเผาที่วัดเทพศิรินทร์ วันที่ ๗ เดือนนี้ ถ้าฝนไม่ตกก็จะไปเผา เพราะคุ้นเคยกัน
ควรมิควรแล้วแต่จะโปรด
สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ เจ้าฟ้ากรมหลวงนริศรานุวัดติวงศ์
1 บันทึก
1
1
1
โฆษณา
ดาวน์โหลดแอปพลิเคชัน
© 2026 Blockdit
เกี่ยวกับ
ช่วยเหลือ
คำถามที่พบบ่อย
นโยบายการโฆษณาและบูสต์โพสต์
นโยบายความเป็นส่วนตัว
แนวทางการใช้แบรนด์ Blockdit
Blockdit เพื่อธุรกิจ
ไทย