22 ก.ย. เวลา 08:54 • หนังสือ

จารึกลานทอง

เขียนตามต้นฉบับ เขียนอย่างปัจจุบัน
(๑) สกราชได ๗๓๘ โรง ศักราชได้ ๗๓๘๑โรง๒
นกกสตร เดินหก แรมคำนิง นักษัตร เดือนหก แรมค่ำหนึ่ง
สุกรพาร สํเด็จพระมหาเถร สุกรพาร สมเด็จพระมหาเถร
​จุ (ฬา) มุณี ปลูกพิหาร จุฬามุนี ปลูกพิหาร
(๒) นีไดเดิน สิบหาวนนบริบูรณ นี้ได้เดือนสิบห้าวันบริบูรณ์
แล้วเมื่อหน่าเดินสิบ แรมสีคำ แล้วเมื่อหน้าเดือนสิบ แรมสี่ค่ำ
พุธพาร กรรติการิกส จิงปรดิสถา พุธพาร กรรติกาฤกษ์ จึงประดิษฐา
(๓) พระธาตุ แลพระพุทธปรติมา พระธาติและพระพุทธประติมา
อนนทานกทำด้วย เงิน ทอง อันท่านกระทำด้วย เงิน ทอง
หยกงาทั้งหลาย(เ)เลวจิงกทำ หยกงาทั้งหลาย แล้วจึงกระทำ
(๔) พระอถารส เหนืฮนน พระอัฐารส เหนือหั้น๓
อิมินา บุญญ กมฺเมน อิมินา บุญญกมฺเมน
พุทฺโธ โหมิ อนาคเต พุทฺโธ โหมิ อนาคเต
สํสารา โมจนตฺถาย สํสารา โมจนตฺถาย
สพฺเพ สตฺเต อเสสโต สพฺเพ สตฺเต อเสสโต
หมายเหตุ เนื้อความเขียนด้วยอักษรไทยฝ่ายใต้ตัวเลขและคำปรารถนาภาษาบาลีเขียนด้วยอักษรไทยฝ่ายเหนือ
(เซ็น) ฉ่ำ ทองคำวรรณ
๓๑ กรกฎาคม ๘๔
๑. จ.ศ. ๗๓๘ พ.ศ. ๑๙๑๙ ↩
๒. โรง มะโรง ↩
๓. หั้น นั้น ↩
วันที่ ๘ กันยายน พ.ศ. ๒๔๘๔ ดร
​บ้านซินนามอน ปีนัง
วันที่ ๘ กันยายน พ.ศ. ๒๔๘๔
ทูล สมเด็จกรมพระนริศ ฯ
เขาส่งลายพระหัตถ์เวรฉบับลงวันที่ ๒ กันยายน (แต่ดีดพิมพ์เป็นกรกฎาคม) มาถึงมือหม่อมฉันวันศุกร์อีกในสัปดาหะนี้ เอาเป็นดี
สนองลายพระหัตถ์
๑) ชื่อที่เรียกช้างสำหรับการต่างๆ หม่อมฉันตรวจดูในกฎมนเทียรบาลมีชื่อกรมว่า “กรมช้างอัษฐคชะ” ส่อว่าช้างสำหรับการต่างๆ นั้นมี ๘ พวก ตรวจดูชื่อรายพวกต่อไปมีชื่อเรียกว่า-ช้างค้ำค่ายเขื่อนทวนหอกแนมกันพังคา-เขียนเป็นพืชดังนี้ ลองตัด
คำนับดู ถ้าไม่แยกช้างทวนกับหอกออกเป็นต่างกันก็พอได้ ๘ อย่าง แต่เคยรู้อธิบายเพียง “ช้างค้ำ” กับ “ช้างค่าย” ช้างค้ำก็เพิ่งเห็นอธิบายในตำราขี่ช้าง ดังคัดมาถวายข้างท้ายจดหมายนี้ ดูหน้าที่เป็นการสำคัญอยู่ “ช้างค่าย” นั้นเคยได้ยินพวกกรมช้างเขาเรียกช้างเหล่าที่เดินรายรอบช้างโขลง เมื่อตอนมาเข้าเพนียด นอกจากนั้นยังไม่ทราบอธิบายตระหนักใจ
​๒) แตรวงมีขึ้นในเมืองไทยเมื่อรัชกาลที่ ๔ ครูคนแรกเป็นอังกฤษชื่อไรหม่อมฉันลืมไปเสียแล้ว เป่าแต่เพลงฝรั่งสำหรับนำทหารเดิน เมื่อตั้งแถวคำนับก็เป่าเพลง God Save the Queen ตามแบบอังกฤษ เพลงกอดเสฟธีควินนั้น (แม้จนทุกวันนี้) อาจจะเป่าแต่ท่อนเดียวหรือเป่าเต็มทั้ง ๒ ท่อนก็ได้ ไทยใช้เพลงกอดเสฟธีควีนเป็นเพลงคำนับมาจนในรัชกาลที่ ๕ จึงเปลี่ยนเป็นเพลงสรรเสริญพระบารมี เหตุที่จะเปลี่ยนนั้น
หม่อมฉันสันนิษฐานว่า น่าจะเป็นครั้งเสด็จไปเมืองชวา เมื่อปีมะแม พ.ศ. ๒๔๑๔ ครั้งนั้นเมื่อประทับอยู่เมืองสิงคโปร์ อังกฤษใช้เพลงกอดเสฟธีควีนรับเสด็จได้สนิทด้วยไม่แปลกกับเพลงไทยที่ใช้อยู่ แต่เมื่อเสด็จไปถึงเมืองปัตตาเวีย พวกฮอลันดาคงถามถึงเพลงชาติของไทยเพื่อจะเอาไปทำรับเสด็จ เป็นเหตุให้คิดขึ้นว่าจะต้องมีเพลงชาติของไทยสำหรับให้แตรวงทำคำนับ คราวนี้จะทูลต่อไปตามเรื่องที่ได้ทราบมา โปรดให้เรียกผู้ชำนาญเพลงดนตรีไทยมาปรึกษาหาเพลงไทยที่ควรเอามาใช้เป็น
เพลงคำนับเหมือนอย่างเพลงกอดเสฟธีควีนของอังกฤษ พวกครูดนตรีที่ปรึกษาครั้งนั้นจะเป็นใครบ้างไม่ทราบ แต่นึกว่าคนสำคัญ ๓ คนนี้คงอยู่ในนั้นด้วย คือ คุณมรกฎ ครูมโหรีหลวงคน ๑ พระประดิษฐ์ไพเราะ (มีแขก) คน ๑ กับพระเสนาะดุริยางค์ (ขุน​เณร) คน ๑ เวลานั้นยังมีชีวิตอยู่ทั้ง ๓ คน พวกครูดนตรีทูลเสนอเพลงสรรเสริญพระบารมี จึงโปรดให้มิสเตอร์เฮวุดเซน (เรียกกันว่าครูยุเซน) ซึ่งเป็นครูแตรทหารมหาดเล็กอยู่ในเวลานั้น เอาเพลงสรรเสริญพระบารมีไปแต่งแปลงกระบวนสำหรับให้
แตรวงเป่าเป็นเพลงคำนับ เป่าแต่ท่อนเดียวเช่นรับเสด็จกรมพระราชวังบวรฯ ก็ได้ หรือเป่าตลอดทั้ง ๒ ท่อนเช่นรับเสด็จพระเจ้าอยู่หัวก็ได้ เอาอย่างมาแต่เพลงกอดเสพธีควีน มิสเตอร์เฮวุดเซนครูแตรคนที่เอาเพลงสรรเสริญพระบารมี แต่งเป็นเพลงแตรวงนั้นหม่อมฉันได้รู้ตัว เป็นฝรั่งครึ่งชาติผิวคล้ำ สังเกตชื่อดูเหมือนจะเป็นเชื้อสายฮอลันดา อาจจะจ้างมาเมื่อเสด็จไปเมืองปัตตาเวียก็เป็นได้ พระยาวาทิตยบรเทศ (ม.ร.ว. ชิต) เคยเป็นศิษย์ชมว่าความรู้วิชาดนตรีดีนัก อยู่ในเมืองไทยจนตลอดอายุ
ส่วนเพลงสรรเสริญบารมีเดิมนั้น มีเค้าเงื่อนว่าเป็นเพลงมีมาแต่โบราณ กรมหมื่นทิวากรฯ ตรัสบอกหม่อมฉันว่าแตรฝรั่งที่ไทยเป่าเข้ากับกลองชนะ ก็เป่าเพลงสรรเสริญพระบารมี แต่เป็นอย่างชั้นเดียว ท่านทรงส่งเสียงอย่างแตรฝรั่ง เทียบกับที่แตรวงเป่าเพลงสรรเสริญพระบารมีให้หม่อมฉันฟัง ก็ออกจะเห็นชอบด้วย แต่ถ้าเข้าพระทัยว่าหลวงประดิษฐ์ ฯ (มีแขก) ​แต่งเห็นจะเข้าพระทัยผิด เพราะลักษณะที่ใช้เพลงสรรเสริญพระบารมีเก่าก่อนสมัยหลวงประดิษฐ์ฯ (มี) ซึ่งเป็นแต่ครูปี่พาทย์ของพระปิ่น
เกล้าฯ เมื่อรัชกาลที่ ๓ กล่าวกันว่าเพลงสรรเสริญพระบารมีที่เอามาให้มิสเตอร์เฮวุดเซนทำเพลงแตรนั้น เดิมเป็นเพลง ๒ ชั้นสำหรับมโหรี และยังเล่ากันพิสดารต่อไปว่าเจ้าจอมมโหรีคน ๑ ในรัชกาลที่ ๒ ฝันว่ามีผู้มาบอกเพลงสรรเสริญพระบารมีให้ กราบทูลพระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้าฯ จึงโปรดให้ซ้อมรักษาไว้ในมโหรีหลวง แต่มีผู้คัดค้าน จะเป็นใครหม่อมฉันก็จำไม่ได้ ว่าเพลงที่เจ้าจอมฝันนั้นเป็นเพลงอื่น มิใช่เพลงสรรเสริญพระบารมี
ในเรื่องเพลงสรรเสริญพระบารมีฟังได้แต่ว่าเป็นเพลงมีมาแต่โบราณ เชิดชูกันด้วยชื่อเป็นนิมิตเฉลิมพระเกียรติ จึงเอามาใช้ให้เป็นเพลงชาติอย่างเดียวกันกับที่ทูลกระหม่อมชายเอาเพลงมหาชัยมาแต่งเป็นเพลงของทหาร
๓) ที่พบจารึกแผ่นทองของพระมหาเถรจุฬามณี ณ เมืองสุโขทัย หลวงบริบาลบุรีภัณฑ์ก็ได้บอกมาให้หม่อมฉันทราบ และส่งรูปฉายตัวอักษรจารึกมาให้ดูด้วย เล่าเรื่องมาว่ามีผู้ร้ายลักขุดฐานพระประธานในพระอุโบสถวัดมหาธาตุเมืองสุโขทัย แต่ขุดยังไม่ทันถึงกรุที่บรรจุของ พระครูวินิจฉัยพุทธบัญญัติเจ้า​คณะสงฆ์เห็นว่าถ้าทิ้งไว้ผู้ร้ายคงจะพยายามขุดเอาของที่ในกรุนั้นจนได้ จึงขออนุญาตขุดตรวจเสียเองอย่าให้
ของสูญเสีย เมื่อได้รับอนุญาตจึงขุดพบพระพิมพ์และของพุทธบูชาต่างๆ กับทั้งลานทองที่จารึกนั้น พิจารณาดูตัวอักษรที่จารึกนั้นก็เก่าถึงสมัยพระธรรมราชาพระยาลิไทย ตรงกับศักราชที่ลงไว้ในนั้น อันร่วมสมัยพระเจ้าอู่ทองครองกรุงศรีอยุธยา และยุติต้องกับประวัติของพระมหาเถรองค์นั้นอันมีอยู่ในศิลาจารึกสุโขทัยแผ่นที่ ๒ ซึ่งศาสตราจารย์เซเดส์ได้พยายามอ่านและเขียนอธิบายไว้ในหนังสือ “ประชุมจารึก
สยามภาคที่ ๑” ว่าพระมหาเถรองค์นั้นทรงพระนามว่า “สมเด็จพระมหาเถรศรีศรัทธาราชจุฬามณีศรีรัตนลังกามหาสวามีเป็นเจ้า” เป็นราชบุตรของพระเจ้ารามคำแหง ในศิลาจารึกพรรณนาเรื่องประวัติ (ที่ตัวอักษรยังเหลืออยู่พออ่านได้) ว่าเมื่อยังหนุ่มได้รบทัพจับศึกถึงเคยชนช้าง และได้เล่าเรียนวิชาความรู้ต่างๆ แต่ต่อมาเกิดเบื่อหน่ายฆราวาสวิสัย จึงออกทรงผนวชอยู่จนเป็นพระมหาเถร เที่ยวทำการบุรณปฏิสังขรณ์วัดมหาธาตุและที่อื่นๆ ที่ได้จารึกแผ่นทอง ทำให้ความรู้แน่นอนขึ้น จึงนับว่าดีมาก
หม่อมฉันเลยนึกต่อไปถึงศักราชต่างๆ ที่ใช้ในจารึกและกฎหมายในเมืองไทยแต่โบราณ ดูใช้ปะปนกันทั้ง พุทธศก ​มหาศักราช และจุลศักราช มาตั้งแต่ครั้งกรุงสุโขทัยไม่มีกำหนดกฎเกณฑ์อันใด คิดดูเห็นว่าน่าจะเป็นเพราะประเพณีของไทยแต่เดิมใช้ประดิทินพฤหัสบดี ซึ่งนับ ๖๐ ปีเป็นรอบใหญ่ และแบ่งเป็น ๕ รอบน้อย เรียก
แต่ชื่อปีกับศกประกอบกันไม่ใช้ศักราช เมื่อต้องใช้ศักราชจึงเอาศักราชที่ใช้กันในประเทศที่ใกล้เคียงมาใช้ เอามหาศักราชมาแต่เมืองเขมร เอาจุลศักราชมาแต่เมืองพุกาม เอาพุทธศักราชมาแต่เมืองลังกา จะลงศักราชใดก็ได้ตามสมัครของผู้แต่งเมื่อเวลาเขียน แต่คงถือประดิทินปีกับศกเป็นสำคัญ จะเป็นดังนี้ดอกกระมัง
๔) ความคิดที่จะทำไร่พันธุ์ไม้วีตสำหรับทำขนมปังกับที่จะเลี้ยงฝูงวัวสำหรับทำนมเนยในเมืองไทยนั้น หม่อมฉันนึกไม่ออกว่าจะทูลสนองอย่างไรให้น่าฟังได้ เพราะฉะนั้นจะทูลวินิจฉัยเรื่องนมวัวแทน ใช้คำตามอย่างสมเด็จพระมหาวีรวงศ์ (อ้วน) ขึ้นต้นว่า-เออ ไทยเรานี้ชอบกินน้ำนมวัวมาแต่ไรหนอ ข้อนี้ถ้าว่าตามประเพณีบ้านเมือง
แม้จนทุกวันนี้ถึงราษฎรรู้ว่าน้ำนมวัวนมควายอาจจะกินเป็นอาหารได้ก็ไม่ชอบกิน มีลูกยามเป็นทารกให้กินแต่น้ำนมคนจนเติบขึ้นก็เปลี่ยนเป็นให้กินกล้วยและข้าวสุกบด คงมีคนเคยลองให้กินน้ำนมควายดูว่าจะเป็นอย่างไร แต่ก็ทำให้ท้องเสียจึงมีบทเห่ปรากฏอยู่ว่า-
​กินข้าวเหนียวนึ่ง น้ำผึ้งกับนมควาย
กินเสียให้ตาย เสียดายนวลเจ้าแม่อา
ดังนี้ แสดงว่าเห็นนมควายเป็นของแสลง ตรวจต่อไปถึงหนังสือเก่า เช่นบทละครเรื่องอิเหนาและรามเกียรติ์ เมื่อพรรณนาถึงกับข้าวของกินเวลาเลี้ยงกันเป็นงานใหญ่ หรือแม้ในบทเห่เรือพระราชนิพนธ์พระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้าฯ ทรงพรรณนา
ถึงกับข้าวของกิน ก็หาว่าถึงน้ำนมไม่ มีเรียกน้ำนมแต่ในคำพูดกันเช่นว่า “ขนมนมเนย” ก็พอคิดเห็นเหตุไว้ว่า เพราะคงมีพวกแขก พวกพราหมณ์ ชาวต่างประเทศที่ชอบกินนมเนยมาอยู่เมืองไทยแต่โบราณ จึงเอาคำว่า “นมเนย” มาพ่วงสัมผัสขนมในคำพูด ถึงกระนั้นก็ไม่ใช่หมายความว่าเป็นของน่ากิน กลับใช้หมายความตรงกันข้าม เช่นติอาหารว่า “เหม็นนมเหม็นเนย” แสดงว่าเป็นของไม่น่ากิน
แต่ประหลาดอยู่ที่ปรากฏว่า พระเจ้าอยู่หัวในกรุงรัตนโกสินทร์นี้ ตั้งแต่รัชกาลที่ ๓ มาโปรดเสวยนมวัว หลักฐานมีอยู่ในบทละครเรื่องระเด่นลันไดของพระมหามนตรี (ทรัพย์ ผู้เป็นทวดของชายดิศ) แต่งในรัชกาลที่ ๓ ว่า “ท้าวประดู่สุริวงศ์ทรงกะตัก”
เป็นแขกเลี้ยงวัวหลวง ตั้งคอกอยู่ที่หัวป้อมเผด็จดัษกร พึงเห็นได้ว่าวัวหลวงนั้นเลี้ยงไว้แต่สำหรับรีดน้ำนม​ส่งหลวง มิใช่ใช้ขับขี่หรือฆ่าเอาเนื้อกินเป็นแน่ ความจึงหมายว่าน้ำนมวัวหลวงนั้นสำหรับพระเจ้าอยู่หัวเสวย จะเป็นอย่างอื่นไม่ได้ ที่ว่ามานี้มิใช่เป็นแต่อ้างโดยโวหาร เป็นความจริงด้วยประเพณี มีสืบมาจนรัชกาลที่ ๕ ตัวเราเอง
ได้ทันเห็นและได้เคยกินน้ำนมวัวหลวงที่ว่ามา เวลาเช้าๆ มีเจ้าพนักงาน เป็นแขกโกนศีรษะใส่หมวกอย่างพระยาจุฬาฯ แต่นุ่งผ้าใส่เสื้ออย่างไทย เอาขวดนมวัวเข้าไปส่งที่ประตูสนามราชกิจทุกวัน ใช่แต่เท่านั้น เวลาก่อนพระบิณฑบาตเวรมีน้ำนมวัวโถ ๑ ไปตั้งสำหรับให้พระราชาคณะฉันที่ท้องฉนวนเสมอ หม่อมฉันเคยเห็นเมื่อบวชเป็นสามเณร ท่านทรงผนวชในปีต่อมาจะยังทรงจำได้ดอกกระมัง คิดไม่เห็นแต่ว่าพระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าฯ จะเสวยน้ำนมวัวด้วยประการอย่างใด แต่ “ข้าวแฝ่” ก็
ชอบกินกันมาแต่ในรัชกาลที่ ๓ แล้วเห็นจะเสวยน้ำนมวัวเจือกับข้าวแฝ่ คงไม่เสวยดื่มโดยลำพังน้ำนมหรือเอาไปผสมทำขนมของเสวย ถึงรัชกาลที่ ๔ ใช้ขนบธรรมเนียมอย่างฝรั่งมากขึ้น พวกแขกฝรั่งก็เข้ามาอยู่ในเมืองไทยมากขึ้น ความปรารถนาหาซื้อน้ำนมวัวมากขึ้น คนเลี้ยงวัวสำหรับรีดน้ำนมขายก็มีมากขึ้นเป็นลำดับมา เมื่อหม่อมฉันเป็นหนุ่ม ในสมัยเมื่ออยู่โรงทหารมหาดเล็กก็กินน้ำนมวัวเพียงเจือกับกาแฟบ้างเล็กน้อย ยังออก ​“เหม็นนม” ไม่ชอบดื่มแต่โดยลำพังน้ำนมวัว แต่รู้สึก
กันมาแต่ในสมัยนั้นแล้ว ว่าหานมวัวดีกินยากเพราะผู้รีดนมขายมักเอาน้ำและดินสอพองเจือ นอกจากนั้นยังต้องระวังบูดเพราะเป็นเมืองร้อนน้ำนมบูดเร็วกินลงท้อง ยังมิใคร่มีใครชอบกินน้ำนมวัว มาจนมีนมกลักเข้ามาขายในท้องตลาด เพราะกินนมกลักได้หลายเล่ห์และหาง่าย ไทยจึงเริ่มชอบกินน้ำนมวัวแต่นั้นมา ถึงกระนั้นถ้าว่าตามจำนวนพลเมืองทั้งไทยและจีนแม้ในเวลานี้ก็เห็นจะยังไม่ชอบกินนมเนยอยู่สัก ๙๕ เปอเซ็นต์
หม่อมฉันจะเลยเล่าถวายต่อไปถึงนมเนยในยุโรป ซึ่งหม่อมฉันได้เคยรู้เห็นครั้งไปยุโรปเมื่อ พ.ศ. ๒๔๗๓ ประเทศที่เป็นแหล่งนมเนยถึงจำหน่ายเป็นสินค้าสำคัญของบ้านเมือง มี ๓ ประเทศ คือฮอแลนด์ เดนมาร์ก และสวิตเซอร์แลนด์ เวลาผ่านไปในประเทศฮอแลนด์ดูในท้องทุ่งเห็นวัวปล่อยระกะไปทุกแห่ง ล้วนเป็นวัวผ่านสีดำกับขาวทั้งนั้นสีอื่นหามีไม่ ในประเทศเดนมาร์กตามท้องทุ่งก็มีวัวปล่อยระกะไปเช่นเดียวกัน แต่เป็นวัวสีแดงสีเดียวสีอื่นไม่มี หม่อมฉันไปพักอยู่ที่บ้านพระยาชลยุทธฯ
แกพาไปดูโรงนาของแก ไต่ถามจึงได้ความรู้ว่า วัวที่ปล่อยอยู่ในท้องทุ่งเป็นวัวตัวเมียสำหรับรีดนมทั้งนั้น ถ้าวัวตกลูกเป็นตัวผู้เลี้ยงไว้เพียงอายุ ๑๗ เดือนเลือกเอาไว้แต่พอจะเป็น​พ่อวัวประสมทำพันธุ์หรือตอนไว้ใช้ลากล้อเกวียนเพียงเท่าที่ต้องการ นอกจากนั้นฆ่าวัวตัวผู้เอาเนื้อหนังขายหมด วัวพันธุ์ผ่านนั้นเขาทดลองกับท้องที่ได้ผลเหมาะแก่ประเทศฮอแลนด์ แต่เอาไปเลี้ยงในเดนมาร์กให้ผลสู้พันธุ์สีแดงไม่ได้ ๒ ประเทศจึงเลี้ยงต่างพันธุ์กัน แต่เลี้ยงประเทศละพันธุ์เดียวไม่ให้พันธุ์อื่นปะปน
ลักษณะที่เลี้ยงวัวนั้นก็ไม่ใช่แต่เพียงปล่อยให้มันเที่ยวหากินตามท้องทุ่ง ในท้องทุ่งต้องปลูกหญ้าพันธุ์ที่เหมาะกับจะบำรุงให้มีน้ำนมมาก และยังต้องหาอาหารอย่างอื่นจากต่างประเทศไปให้กินเพื่อบำรุงน้ำนมด้วย เมื่อถึงหน้าหนาวก็ต้อนเอาเข้าเลี้ยงประคบผงมที่ในโรงให้ “กินอิ่มนอนหลับ” หาไม่น้ำนมก็ไม่มีมาก และไม่มีรส สังเกตดูวัวนมแต่ละตัวเต้านมมันโตสักเท่าบาตร เขารีดนมให้ลองชิมก็เห็นค่นและรสอร่อยไม่มีคาวเหมือนน้ำนมที่ขายกันในเมืองไทย และเขาได้เปรียบอีกอย่าง ๑ ด้วย
อากาศเย็นน้ำนมไม่บูดอยู่นานกว่าเมืองไทย การส่งน้ำนมไปขายหรือเอาไปทำเนยจึงสะดวก ที่ประเทศสวิตเซอร์แลนด์มีทุ่งน้อย เขาใช้ต้อนวัวขึ้นไปเลี้ยงบนภูเขาสูงในฤดูแล้ง หม่อมฉันไปไม่ได้เห็นวัวฝูง แต่ได้ไปที่เมืองกูแยร์อันขึ้นชื่อลือเลื่องในการทำเนย ถึงมีโฮเต็ลสำหรับให้คนกินเนยที่เมืองนั้น หม่อมฉันก็ได้ไป รวมความโดยย่อว่าการเลี้ยงวัวนมมิใช่ง่ายอย่างมักเข้าใจกัน แต่ถ้าไม่สืบถามก็ไม่รู้ จึงเห็นกันว่าง่าย
​๕) นกที่อาจจะหัดให้พูดผิดกับสำเนียงธรรมดาของมันนั้นดูเป็น ๒ ประเภท ประเภท ๑ อาจจะเปล่งเสียงได้ทั้งสระและพยัญชนะ ประเภทนี้จึงพูดภาษาคนได้ หม่อมฉันเคยเห็นนกเอี้ยง นกขุนทอง กับนกกะตั้ว นกฮูกเป็นแต่เคยได้ยินเขาบอก แต่นกกิ้งโครงนั้นเพิ่งรู้เมื่อเห็นในลายพระหัตถ์ว่ามันอาจจะพูดภาษาคนได้ อีกประเภท ๑ นั้นเห็นจะเปล่งเสียงได้แต่สระจึงได้เพียงร้องเลียนเสียง เช่นนกคีรีบูนอาจจะหัดให้
ร้องเป็นอย่างนกสีชมพู ๆ ก็อาจจะหัดให้ร้องเป็นนกคีรีบูนได้ มีนกฝรั่งอย่าง ๑ เรียกว่า Bullfinek ตัวขนาดสักเท่านกกิ้งเขน เขาหัดให้ร้องเลียนเพลงดนตรีได้ พระยามนตรีฯ (ชื่น) เคยเอาเข้ามาจากยุโรปครั้ง ๑ เมื่อสมเด็จพระพุทธเจ้าหลวงเสด็จยุโรปครั้งหลังก็ได้มาอีกครั้ง ๑ เล่ากันว่าเมื่อหัดนั้นเอามันไว้ใต้อุโมงค์ไม่ให้ได้ยินอะไรหมด เป็นแต่เป่าแตรให้ฟังมันก็จำได้แต่เสียงแตร
๖) ที่หนังสือพิมพ์บางกอกไตม์เลิกรูปภาพนั้น หม่อมฉันก็สังเกตเห็น นึกเสียดายด้วยทำรูปภาพงามดีกว่าหนังสือพิมพ์อื่นหมด ทั้งในเมืองไทยและทางเมืองมลายูนี้ ก็คงเป็นด้วยต้องตัดการสิ้นเปลืองในสมัยสงครามนั่นเอง ถึงหนังสือพิมพ์ในยุโรปเดี๋ยวนี้ก็ต้องลดหน้ากระดาษทั้งนั้น
​๗) พระยานรเนติบัญชากิจนั้นชื่อลัด เขาพี่น้อง ๒ คน พี่ชื่อลัด น้องชื่อเลิศ (คือพระยาภักดีนรเสรฐ) เมื่อเสร็จการเล่าเรียนแล้วผู้ปกครองให้นายลัดทำราชการ ให้นายเลิศทำการค้าขาย นายลัดเข้าเป็นเสมียนอยู่ในกระทรวงการต่างประเทศ เมื่อเจ้าพระยาอภัยราชา (โรลังยักมินส์) เข้ามารับราชการ สมเด็จกรมพระยาเทววงศ์ฯ
ทรงเลือกนายลัดให้ไปเป็นล่ามอยู่ประจำตัวเจ้าพระยาอภัยราชา ได้เริ่มเรียนความรู้ราชการและเนติศาสตร์ในสำนักเจ้าพระยาอภัยราชาก่อน แต่แรกได้เป็นที่ขุนลิปิกรณ์โกศล เมื่อเจ้าพระยาอภัยราชากลับไปแล้ว จึงย้ายไปรับราชการในกระทรวงยุติธรรม ได้เป็นที่หลวงนรเนติบัญชากิจแล้วเลื่อนขึ้นโดยลำดับจนเป็นพระยาในนามนั้น
ถวายอธิบายช้างค้ำ
“ว่าด้วยลักษณะขี่ช้างค้ำกลางแปลง”
กลที่จะขี่ช้างค้ำกลางแปลงนั้น เมื่อยังมิได้เปิดโขลงออกมาจากขาทรายนั้น ให้ผู้ขี่ช้างค้ำเอาช้างค้ำออกมาตะพัด ณ ที่กลางแปลงนั้น ให้ใช้ขาใช้ที่นั่งให้ไปซ้ายไป
ขวาจงหลายรอบ​ให้ได้สำเหนียกกันไว้ ถ้ายังกระด้างกระเดื่องก็ให้ฉะให้ภายไปซ้ายไปขวาจงคล่อง แลให้ควาญนั้นขับให้วิ่งให้รานท้ายจงหนัก ให้ช้างนั้นขยาด ครั้นว่าเปิดโขลงออกมาจะเข้าค้ำนั้นจะเข้าไปซ้ายไปขวาจึงจะคล่องวิ่งก็จะมีฝีเท้าขึ้น ครั้นว่าเหนื่อยแล้วจึงถอยออกมายืนอยู่ด้วยช้างยืนค่าย ครั้นเปิดโขลงออกมาขาทรายถึงที่กลางแปลง ช้างค่ายปิดค่ายดีแล้ว ถ้าแลช้างเถื่อน ๒ ช้าง ๓ ช้างก็ดี ถ้าเห็นช้างเถื่อนให้ผู้ขี่ค้ำนั้นพิเคราะห์ดู ตัวใดมีกิริยาว่องไวหยาบคายกว่ากัน ก็ให้มุ่งหมายเอา
ตัวนั้นก่อน แล้วจึงถวายบังคม แล้วเคลื่อนออกไปจากที่ ถ้าโขลงนั้นแยกย้ายกันอยู่ อย่าเพ่อให้ช้างเชือกเข้าไปก่อน แต่ช้างค้ำนั้นเข้าไปกวาดโขลงเข้าให้กลมก่อน ถ้าช้างโขลงตัวใดมิเข้ากลมมุ่นกันอยู่ในเรือนโขลง มักเตร่ตร่ายเราะค่ายนัก ก็ให้ช้างค้ำทิ่มแทงขวิดค้อนทำให้เจ็บให้มุ่นเข้าในเรือนโขลงจงได้ ครั้นว่ากวาดโขลงเข้ากลมกันดีแล้ว จึงให้ช้างเชือกเข้าไปคล้อง แลให้เข้าคล้องข้างขวาช้างค้ำ อย่าให้ผู้คล้องขับช้างเชือกขึ้นไปให้เกินช้างค้ำ ถ้าช้างเถื่อนกลับมาชนช้างค้ำจะช่วยมิทันที แลให้
ผู้ขี่ช้างค้ำมุ่งหมายเอาช้างเถื่อนที่มีกิริยาว่องไวนั้นให้ช้างเชือกคล้องจงได้ก่อน ถ้าช้างโขลงช้างเถื่อน​จะตระหลบไปซ้ายก็ดี ขวาก็ดี ให้เอาช้างเชือกไว้ขวาช้างค้ำจงได้ ครั้นจะให้ช้างเชือกอยู่ซ้ายช้างค้ำนั้น ถ้าได้ทีจะคล้องมิสนัด เพราะช้างค้ำจะกีดลำเชือกอยู่ จึงห้ามมิให้ช้างเชือกอยู่ซ้ายช้างค้ำ ด้วยเหตุฉะนี้แล ผู้ขี่ช้างเชือกจะคล้องนั้นคล้องให้ถูกเท้าซ้ายก่อน ถ้าคล้องถูกเท้าขวาก่อนจะตรัสจำให้ถูกเท้าซ้ายนั้นขัดสน เพราะลำเชือกจะเข้าขวางอยู่ จึงให้คล้องเท้าซ้ายก่อน ถ้าช้างเถื่อนมุ่ง
หมายช้างค้ำอยู่ ก็ให้ผู้ขี่ช้างค้ำรักษาไว้อย่าให้เสียที ถ้าช้างเถื่อนกลับมาชนก็วางไปให้ได้ที่ วางให้ตลบ แต่อย่าให้ทับท้ายไปได้ ถ้าทับท้ายไปช้างเถื่อนกลับชนจะเสียที ถ้าช้างเถื่อน ๒ ช้าง ๓ ช้างมุ่งหมายช้างค้ำอยู่ทั้ง ๒ ช้าง ๓ ช้าง ยืนเคียงกันอยู่แต่ว่ามิได้มาชน ก็ให้ผู้ขี่ช้างค้ำแก้ไขเบี่ยงเลี่ยงเข้าหาช้างเถื่อนที่กิริยาอ่อนกว่ากัน ถ้าได้ทีก็ให้วางไป และช้างเถื่อนที่กิริยาอ่อนนั้นก็จะซวดเซไปทับกันก็ตลบไปแล กลขี่ช้างกลางแปลงกล่าวไว้ดังนี้
ว่าด้วยลักษณะขี่ช้างน้ำมันค้ำในวงพาด
กลจะขี่ช้างน้ำมันในวงพาดนั้น ช้างเถื่อนก็มีน้ำมันหน้าหลัง ช้างค้ำก็มีน้ำมันหน้าหลัง แต่ว่าให้ช้างเถื่อนนั้นเล็กกว่า​ช้างค้ำคืบหนึ่งศอกหนึ่ง และให้ผู้ขี่ช้างค้ำนั้นนุ่งผ้าสาม
ชั้นเป็นนพ ใส่เสื้อตราระกำถือขอคร่ำ หน่วงพานเสี้ยนแหลมก็ห้ามมิให้ติด จะสอดชะนักก็ให้สอดโกลน ให้ผูกแต่เปล และให้ผู้ขี่นั้นให้พึงรู้ว่าช้างค้ำนั้นจะรักลึกหรือตื้นหรือหนักหรือเบา ถ้าและรู้ตัวจะผูกเครื่องตัว และชะนักทำสิ่งใดนั้นให้ทำตามน้ำใจช้าง ถ้าทำผิดน้ำใจช้าง ๆ จะป่วนกำเริบไปจะเสียทีช้างเถื่อน และให้เอาช้างออกมายืนอยู่ในซองช้างหนึ่ง แล้วลงลูกประจันลั่นกลอนไว้ให้มั่นคง ให้ช้างค้ำเห็นตัวช้างเถื่อนช้างโขลงก่อน จะได้มีกิริยามุ่งหมาย ครั้นระบายโขลงออกไปได้แล้วช้างเถื่อน
จะตามโขลงออกไปก็ดี ถ้ามิตามออกไปจะกันโขลงไว้ก็ดี ให้นายท้ายช้างผัดพานช้างเถื่อนให้ไล่ไป ช้างซองต้นลอยแล้วจึงเปิดโขลงออกไปอีกเล่า ถ้าและช้างเถื่อนระวังต้นสัดอยู่มิไล่คนพานไป ก็ให้เปิดซองให้ช้างค้ำออกมา ถ้าช้างเถื่อนเห็นตัวช้างค้ำก็มุ่งหมายจะมาชน ช้างค้ำก็มุ่งหมายช้างเถื่อนอยู่ ก็ให้ผู้ขี่รักษาไว้อย่าให้ไปก่อนจะเสียที ให้รักษาไว้ตั้งรับให้ได้ที่ ถ้ามิได้ที่จะถลำถลากก็จะสารเข้าช้างค้ำก็จะเป็นอันตราย หมอควาญก็จะตาย เพราะว่าหาผู้ใดจะช่วยมิได้ อันว่าขี่ช้างน้ำมันค้ำใน
วงพาดนี้ ความตายส่อตัวทั้งหมอทั้งควาญแลช้างค้ำสาม​ชีวิต เป็นชีวิตหนึ่งแต่เท่านั้น ถ้าช้างเถื่อนมาชนช้างค้ำ ๆ รับได้ช้างเถื่อนตลบไปก็รักษาไว้อย่าให้ช้างค้ำทับท้ายไป ถ้าทับท้ายไปช้างก็จะเสียทีคนก็จะเหนื่อย ถ้าช้างเถื่อนตั้งหน้ามุ่งหมายช้างค้ำอยู่ก็ดี มาชนช้างค้ำอยู่ก็ดี ให้เร่งระบายโขลงออกไป เอาแต่ต้นสัดปลายสัดไว้แต่ช้างหนึ่งสองช้าง ช้างเถื่อนจึงจะประคองต้นสัดปลายสัดอยู่ จึงจะไม่สู้มาชนช้างค้ำนัก ถ้าช้าวเถื่อนไม่ประคองต้นสัดปลายสัดตั้งใจชนไปทีเดียว ก็ให้ผู้ขี่นั้นช่วยช้าง
ค้ำ ให้เอาปลายงอนขอกระทุ้งให้ถูกที่ท่าบันไดแก้ว ปลายงอนขอถูกที่ท่าบังเหิน ถ้าช้างเถื่อนมาชนครั้งใด ให้ผู้ขี่ช้างค้ำทำดังนั้นจงทุกครั้ง ถ้าช้างเถื่อนตั้งใจชนปล้ำปลุกไปทีเดียว ผู้ขี่ก็เหนื่อยช้างค้ำก็เหนื่อย จะรักษามิให้เสียทีนั้นกำลังก็สิ้นแล้ว จงให้อาศัย จลุงเบ็ญพาดนั้นเถิด ถ้าช้างค้ำจะเสียทีช้างเถื่อนเป็นประการใด ก็ให้หลบหลีกอยู่แต่ในช้างค้ำรักษาเอาตัวรอดเถิด จึงห้ามมิให้ติดหน่วยติดพาน สอดชะนักก็มิให้ตลอดซ่นนั้นด้วยเหตุฉะนี้ ถ้าช้างเถื่อนมาชนแล้วตลบไปก็ให้เบี่ยงเลี่ยงตั้งหน้าไว้
ถอยหลังเข้ามาอยู่ในซองแล้วลงลูกประจันลั่นกลอนไว้ แล้วให้กรมพระนครบาลตักน้ำรดสาด​ให้ช้างค้ำ แล้วเอาซ่มแท่งลิ้นอ้อยหญ้าให้กิน ถ้าช้างเถื่อนนั้นยืนอยู่ก็ให้ผัดพานให้ไล่ แล้วให้จุดประทัดยิงปืนตีตะขาบม้าฬ่อโห่เร้า โบกธง อย่าให้หยุดยืนอยู่ให้หายเหนื่อยได้ ครั้นคนแลช้างค้ำหายเหนื่อยแล้ว จึงให้เปิดซองออกมาเล่า ถ้าช้างเถื่อนจะมาชนก็จะเบาเพราะว่าเหนื่อยกำลังก็น้อยลง ให้รักษาไว้ให้ได้ท่วงที ถึงจะมาชนสองครั้งสามครั้งก็เบาลงทุกครั้ง แล้วก็จะระอาขยาดกิริยาก็จะอ่อนลง ถ้าแลกิริยา
อ่อนแล้วมิได้มาชน ก็ให้เคลื่อนเข้าไปดูกิริยาจะมาชนหรือไม่ ถ้าไม่มาแล้วก็ให้ช้างเชือกเข้ามาคล้อง ให้ทำดุจค้ำดุจคล้องกลางแปลงซึ่งกล่าวไว้นั้นเถิด กลขี่ช้างน้ำมันค้ำในวงพาดนี้ให้ครูช้างขุนช้างปลัดช้างคะเนพิเคราะห์ดูเห็นว่าช้างตัวใดจะเอาเข้าค้ำได้จึงจัดเอาเข้าค้ำ แล้วให้คะเนพิเคราะห์ดูฝีมือคนผู้จะขี่ช้างเข้าค้ำนั้น พอควรกันจึงให้ขี่ ถ้าเห็นควรกันพอขี่ได้แล้วก็กราบทูลพระกรุณาก่อน เพราะความตายนั้นส่อตัว กลจะขี่ช้างน้ำมันค้ำในวงพาดกล่าวไว้ดังนี้แล”
ควรมิควรแล้วแต่จะโปรด
สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมพระยาดำรงราชานุภาพ
วันที่ ๙ กันยายน พ.ศ. ๒๔๘๔ น
​ตำหนักปลายเนิน คลองเตย
วันที่ ๙ กันยายน ๒๔๘๔
กราบทูล สมเด็จกรมพระยาดำรง ฯ ทราบฝ่าพระบาท
จะกราบทูลสนองความในลายพระหัตถ์เวร ซึ่งลงวันที่ ๒๔ สิงหาคม ต่อไปนี้
สนองลายพระหัตถ์
๑) การสร้างวัดพระเชตุพน ได้เอาหนังสือแจกครั้งงานพระศพพระวิมาดาเธอมาตรวจแล้ว ดูรูปฉายบนเครื่องบินก็ไม่สู้ได้ความพอใจ เพราะจะดูสังเกตเขตวัดว่าแค่ไรได้ขยายออกไปครั้งไรก็ไม่ได้ เห็นเป็น “ไก่บินไม่ตก” ไปหมด ยากนักที่จะหารูปให้ตัดสินความที่พูดได้
ข้อที่ตรัสถึงการเก่าครั้งแผ่นดินพระนารายณ์นั้นดีเต็มที วัดโพธิ์มีทีหลังครั้งนั้นแน่ เรารู้กันอยู่แล้วว่าป้อมทางฝั่งพระนครมีอีก พูดกันว่าอยู่ตรงสุนันทาลัย เมื่อเช่นนั้นวัดโพธิ์ก็อยู่ในชานป้อมนั้นเอง
สิ่งก็ปรากฏแก่ตานั้นก็ดีอยู่ เช่นหน้าบันวิหารคดก็เห็นได้ว่าเป็นฝีมือช่างครั้งวังหน้าในรัชกาลที่ ๑ เป็นเหตุให้พอรู้ได้ว่าช่างวังหน้าทำวิหารคดนั้น วิหารทิศมีฝีมือเขียนครั้งรัชกาลที่ ๑ ​ก็รู้ได้ว่าสร้างในรัชกาลที่ ๑ ส่วนในลานพระระเบียงชั้นนอกมีถะจีนทำด้วยศิลาตั้งอยู่ ก็รู้ได้ว่าพระระเบียงชั้นนอกนั้นทำในรัชกาลที่ ๓ แต่ส่วนที่แก้ไขนั้นรู้ไม่ได้ เช่น พระปรางค์ที่มุมลานชั้นใน การประดับศิลานั้นเป็นของใหม่ แต่แกนในจะเป็นของใหม่หรือเก่าครั้งไหนก็ทราบไม่ได้
พระมหาเจดีย์ศรีสรรเพชรดาญาณนั้น จำเป็นอยู่เองที่จะต้องเป็นติ่งออกไป เพราะที่ในวงโบสถ์ดูเป็นเต็มแล้ว เดิมทีก็เห็นจะมีแต่องค์เดียว ที่เป็นสามองค์ขึ้นก็เห็นจะทำเพิ่มในรัชกาลที่ ๓ ทั้งจำได้ตะหงิดๆ ว่า พระระเบียงซึ่งล้อมพระเจดีย์สามองค์นั้น ถูกตัดต่อเพื่อทำพระเจดีย์องค์ที่ ๔ เพราะฉะนั้นการขยายเขตก็คงเป็นหลายหน มากบ้างน้อยบ้าง
๒) คำ “จรดกันบิดกรรไกร” เป็นต้นนั้น เป็นด้วยเขียนควงอย่างพระดำรัสถูกแล้ว ตลอดถึง ขุน หลวง พระ ไกรศรี ด้วย แต่ก่อนมาก็สงสัยว่า ทำไมจึงเป็นทั้งขุนทั้งหลวงทั้งพระ เมื่อทรงพระดำริว่าเขียนควงเมื่อคิดเทียบชื่อจึงเห็นความ จะกราบทูลถึงการโกนผมไฟเจ้านาย ได้ความว่าใช้มีดด้ามแก้วด้ามทองด้ามเงินโกนเป็นพิธีก่อน เป็นหน้าที่เจ้านายผู้ใหญ่ฝ่ายใน แล้วภูษามาลาจึงลงมือโกนด้วยมีดคมในภายหลัง ทีแรกก็คงเป็นมีดคมเท่านั้น ทีหลังจึงมาเป็นพิธีไป
​๓) เรื่องชื่ออะไรต่างๆ ก็เป็นไปอย่างพระดำรัสนั้นทีเดียว ขนม “กิ๊ก” ก็คือ “เค๊ก” แปลว่าไม่ได้ชื่อ แต่ก็ใช้ได้ เมื่ออยากเสวยขนมเช่นนั้นอีก บอกไปว่าให้ทำขนม “กิ๊ก” ก็เข้าใจกัน คำนี้ทำให้นึกถึงกฎหมายรถ ซึ่งใช้คำว่า “อาจี๋” นั่นก็เป็นคำฝรั่งว่า “แอกเษอล” แต่จีนมาเรียกเพี้ยนไป ย่อมเข้าใจกันได้อยู่แล้ว จะมาเปลี่ยนเรียก “เพลา” ยิ่งจะทำให้ไม่เข้าใจกันไปเสียอีก ขนม “มัศกอด” ก็ทีเป็นชื่อฝรั่ง แต่คำเดิมจะเป็นอะไรรู้ยาก
“สังขยา” คำบาลีว่านับ มาต้องกับคำสังขยาชื่อขนมของเราเข้าโดยบังเอิญ คำต่างภาษากันมาโดนกันเข้าโดยบังเอิญมีถมไป เช่น “อาราม” เป็นต้น ทางภาษาบาลีแปลว่าสวน ทางเราก็มีเหมือนกัน เช่น “อารามโกรธ” “อารามหิว” เป็นต้น ก็หาได้หมายความว่าสวนไม่ ถ้าแปลว่าสวนก็เข้ารก
ข้าวปัดนั้นทางประเทศชวาเรียกว่า “กะปั๊ด” ใกล้กว่า “ตุมปัด” ทางภาษามลายูเข้าไปเสียอีก ได้สืบว่าข้าวบุหรี่เขาเรียกอะไร ได้ความว่าเรียก “กะปูลี” ทูลกระหม่อมชายตรัสว่า “กะ” หรือ “กา” เราเหยียดเป็นข้าวทั้งนั้น “กาแฟ” ยังเป็น “ข้าวแฝ่” ไปเลย นึกก็ขันข้อที่เห็นขันในการที่เขาจะ​เหยียดเมืองไทยให้เป็นเมืองฝรั่ง จะปลูกข้าวสาลีเลี้ยงโคนมฝรั่ง ตามที่กราบทูลมาคราวก่อนนั้น กลัวอากาศเมืองเรามันจะไม่เล่นด้วยดังคิด
๔) เรื่องพระนามอย่างจีนของพระเจ้าแผ่นดินเรานั้น นึกไม่ออกเลย ว่าได้มีลายพระหัตถ์ตรัสบอกไป แต่ได้ถามหญิงอามบอกว่ามีจึงค้นดูก็ยังไม่พบ แต่จะกราบทูลให้ทรงทราบว่าค้นแต่หยอกๆ ไม่จริงจัง ถ้าได้แต่งเป็นหนังสือไว้ก็ดี จะให้พนักงานหอสมุดเขาค้น เขามีชีวิตอยู่สำหรับค้น นึกได้ว่า “แต้เจี่ย” เป็นพระนามพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ ๕ จริง ฝันว่าพระเจ้าแผ่นดินกรุงรัตนโกสินทร์ใช้แซ่ “แต้” นั้นเนื่องมาแต่พระเจ้ากรุงธนบุรี
๕) เรื่องไม้สิบสองและกว่าขึ้นไป ตรัสอ้างถึงพระเจดีย์เชวตะกงและพระมุเตานั้น ที่พระเจดีย์เชวตะกงได้สังเกตแล้ว เห็นย่อไม้ไม่เป็นเหลี่ยมฉาก ๙๐ องศา จะว่าเป็นย่อไม้สิบสองหรือกว่าขึ้นไปก็สงสัย แต่ที่ว่านี้จะได้ขัดกับพระดำริก็หาไม่ ส่วนพระมุเตานั้นไม่ได้เคยไปเห็น
๖) เรื่องสิงห์ ทรงพระดำริว่ามาแต่เตียงจมูกสิงห์นั้นจับใจมากเห็นว่าถูกทีเดียว ทำให้เห็นปรุโปร่งไปถึงคำสีหบัญชรนั้นด้วย คำนั้นก็คือตั้งราชอาสน์ไว้ข้างในหรือข้างหน้าพระ​บัญชร ถ้าตั้งข้างในพระเจ้าแผ่นดินประทับราชอาสน์เยี่ยมพระบัญชรก็เป็นเสด็จออกสีหบัญชร หรือพระราชอาสน์อยู่หน้าพระบัญชร พระเจ้าแผ่นดินลอดพระบัญชรออกมาประทับราชอาสน์ ก็เป็นเสด็จออกสีหบัญชรเหมือนกัน พระที่นั่งมุขเด็จก็คือสีหบัญชรนั่นเอง หากทำหลังคาครอบเสียกันแดดร้อน แต่ก็ไม่ใช่มีหลังคาไปหมดทุกแห่ง
ในเรื่องสิงห์นั้นได้ตริตรองประสมประเสไปถึงมูลเหตุเดิมได้ ด้วยฝันว่าได้ทราบที่ไหนก็ลืมเสียแล้ว เป็นทางข้างฝรั่ง ว่าพระเจ้าแผ่นดินทรงเลี้ยงสิงห์ “ตัวเป็นเป๊น” ไว้ อย่างเราเลี้ยงหมาดุกันทุกวันนี้ แล้วก็แยกออกไปเป็นสองทาง ทางหนึ่งผูกไว้ ณ ทางเข้าที่ประทับ แล้วกลายเป็นทำรูปฉลักหรือปั้นไว้แทนที่ กับอีกทางหนึ่งเอา
หมอบไว้ที่พระบาทเมื่อประทับราชอาสน์ ครั้นไม่มีสิงห์ “ตัวเป็นเป๊น” แล้วก็ฉลักขาพระแท่นพระราชอาสน์เป็นตัวสิงห์แทน แล้วก็ย่อลงมีแต่หน้ากับเท้า เป็นเตียงจมูกสิงห์ คนโบราณเขายังถือกันอยู่ว่าเตียงจมูกสิงห์นั้นเป็นของสูง ถ้ายศไม่สูงพอก็ใช้ไม่ได้
๗) เรื่องลายมือเขียนหนังสือหวัด นึกจะกราบทูลอยู่เหมือนกันว่า เอาอย่างเจ้ากระทรวง แต่เห็นไม่เป็นการแน่จึงงด​เสีย จะเอาอย่างได้ก็แต่คนชั้นสูง ซึ่งเข้าถึงเจ้ากระทรวงได้ ส่วนคนชั้นต่ำก็ได้แต่เอาอย่างคนชั้นสูงอีกต่อหนึ่งเท่านั้น
๘) อยากจะเรียนให้ทราบไว้ว่า หน้าพระพุทธรูปซึ่งพอพระทัยนั้นจะเป็นพระพุทธรูปสมัยใด เชื่อในความสามารถของนายเฟโรจีว่าปั้นพระพักตร์ให้เหมือนได้ แต่พระองค์ต้อง “กุละ” การผูกพวงมาลัยก็ได้รับกับชายใหม่ไว้แล้ว ว่าจะเขียนฐานมาลัยให้
๙) การทำซีรุมในเมืองไทย ทราบแต่ว่าเขาเอาฉีดสัตว์แล้วแบ่งเอาส่วนน้อยมาฉีดคน แต่ไม่ทราบว่าสัตว์อะไร ตามที่ตรัสเล่าว่าเขาใช้เหาเป็นที่สุดนั้นได้ความรู้ขึ้นเป็นอันมาก ไปที่ประเทศชวาเคยเห็นแต่เขาเล่นละครหมัดไม่อาจเข้าดูใกล้ด้วยกลัวหมัดจะกระโดดเข้าหัว หมัดมันก็กินเลือดอย่างเหาเหมือนกัน แต่เขาจะให้มันกินอย่างไร จะเป็นหาเจ๊กคนโซมาให้กินอย่างเหาหรืออย่างไรก็ไม่ทราบ
ยุ่งเหยิง
๑๐) ปีเดือนวันคืนซึ่งเราใช้กันมานั้นพิลึก ออกจะเป็นจับฉ่าย
​ปีชวดฉลูขาลเถาะ เข้าใจว่าเป็น ๑๒ ปีโดยอิสระ ไม่เกี่ยวแก่ศักราช อันศักราชนั้นมาทางหนึ่ง นับแต่พระเจ้าแผ่นดินเสวยราชย์อย่างจีนเป็นต้น ทางญี่ปุ่นมีศักราชต้นวงศ์ เช่นยามู ปีที่เท่านั้น เข้าเรื่องศักราชโดยตรงทีเดียวด้วย ข้างจีนจะมีหรือไม่ไม่ทราบ ที่ว่าศักราชเป็นปีแห่งรัชกาลพระเจ้าแผ่นดินนั้น จะเห็นได้ที่ “มหาศักราช” ก็คือพระราชาศะกะองค์ใหญ่ “จุลศักราช” ก็คือพระราชาศะกะองค์เล็ก ที่จะเข้าใจว่า “ศก”
เป็นปีนั้นไม่ได้มิได้ เพราะคำ “ราช” มันค้ำอยู่ พจนานุกรมของอาจารย์โมเนียวิลเลียมก็บอกไว้ ว่าเป็นปีที่พระศะกะราชาเสวยราชย์ พุทธศักราชนั้นพอค่อยยังชั่ว เพราะพระเจ้าของเราก็เป็นวงศ์กษัตริย์ แต่คริสต์ศักราชนั้นหลงทีเดียว เพราะพระคริสต์ไม่ใช่วงศ์กษัตริย์ แม้พระพุทธเจ้าพระท่านบอกศักราชก็ว่า “พุทธศาสนกาลล่วงแล้ว” อัน พ.ศ. นั้นจะอ่านว่า “พุทธศาสน” ก็ได้ เอกศก โทศกเป็นต้นนั้นปรุงขึ้นสำหรับใช้แก่จุลศักราช ถ้าใช้ศักราชอื่นก็เข้ากันหาได้ไม่
ปีนั้นจะนับทางอาทิตย์หรืออย่างไรไม่ทราบ ถ้าภาษาครั้งขุนรามกำแหง เรียกปีว่า “ข้าว” คือทำนาเกี่ยวข้าวได้หนหนึ่ง นั่นนับทางอาทิตย์แน่ เอาฤดูเข้าปน แต่เดือนนั้นนับทางจันทร์ หมายเอาพระจันทร์เดินอ้อมโลกได้รอบหนึ่ง เป็น ๒๙ วันครึ่ง ​จึ่งนับเป็นเดือนถ้วนเดือนขาดสลับกันไป ด้วยยกเอาครึ่งวันเป็นวันเสียเดือนหนึ่ง วันในรอบ
๑๒ เดือน จึ่งเป็น ๓๕๔ วัน แต่วันในขวบปีเป็น ๓๖๕ วัน เกินเดือนไป ๑๑ วัน จึงรวมไว้สามปีมีเดือน ๘ สองหนเติมเข้าคราวหนึ่ง ก็เพื่อจะให้ปีตรงตามทางอาทิตย์ได้แก่ฤดู ที่เหลืออีกวันหนึ่ง (แต่ที่จริงไม่ถึง) วันนั่นรวมเข้าเป็นอธิกวาร ฉะนั้นก็เห็นได้ว่าเดือนเป็นทางจันทร์นั้นมาแต่อีกทางหนึ่ง แต่เห็นจะไม่ใช่ทางบาลี เพราะทางบาลีชื่อเดือนเป็นดาวฤกษ์ ชื่อเดือนของเราเป็นนัมเบอร์
วันซึ่งเรามีชื่ออาทิตย์จันทร์อังคารนั้นก็ชอบกล ข้างบาลีไม่มีชื่อแต่มีกำหนด ๖ เช่น “สัตตาห” ในการเข้าวรรษา และ “สัตตาหกาลิก” เป็นต้น ย่อมเห็นได้ว่าไม่ได้มาทางบาลี จะว่ามาทางโหรก็ใช่ที นั่นมีพระเคราะห์ ๘ พระเคราะห์ ๙ ไม่เข้าเรื่องกับพระเคราะห์ ๗ เห็นได้ว่าวันนั้นมาอีกทางหนึ่ง
แต่จับฉ่ายเหล่านี้ หมดปัญญาที่จะรู้ได้ว่าอะไรมาแต่ไหน ประดิทินของชาติต่างๆ โดยมากก็ยุ่งเก๋ไปอย่างเราว่านี้ เหตุที่ทำให้นึกถึงประดิทินของเรานี้ก็เป็นไปเพราะสืบวันเกิดเจ้าพระยาวรพงศ์นั้นแล
​ข่าว
๑๑) เมื่อวันที่ ๗ ที่ล่วงมาแล้ว ไปเผาศพพระยานรเนตรที่วัดเทพศิรินทร์ เห็นศพใส่โกศ เมรุนั้นเป็นฐานขั้นกะไดรูปสี่เหลี่ยมตัดมุม เสาเป็นไม้แปด หลังคาเป็นไม้สิบสองมีกระเปาะย่อ อันนี้ก็เข้าเรื่องย่อไม้ซึ่งกราบทูลมาแล้วข้างต้น ได้แจกหนังสือในงานศพ เขาลงชื่อเดิมท่านว่าชื่อ “ลัด เศรษฐบุตร” หนังสือแจกไม่ได้คิดส่งมาถวาย เป็นธรรมสุภาษิตกับกฎหมาย กฎหมายนั้นเป็นลักษณะพยานย่อ ท่านแต่งเอง ควรอยู่แล้วที่จะตีพิมพ์แจก
๑๒) เย็นวันนั้นเอง พระยาวิชิตวงศ์กับคุณหญิงมาหาเป็นการเคารพ เพื่อแสดงให้รู้ว่ากลับจากสวิสเซอร์แลนด์มาถึงบ้านแล้ว ได้คอยดูหนังสือพิมพ์สังเกตอยู่เหมือนกันว่ามาถึงเมื่อไรจะไปเยี่ยม แต่ก็ไม่ทราบข่าวเลย อยู่เฉยๆ ก็จู่มาหาเสียแล้ว ได้เคยเห็น
หนังสือพิมพ์เขาลงครั้งแรก ว่ากลับทางไซเบเรียครั้งหลังที่สุดคราวเยอรมันรบกับรุสเซีย ทราบว่ามาพักอยู่เมืองญี่ปุ่น แล้วเห็นหนังสือพิมพ์อีกครั้งหนึ่ง กำหนดวันเป็นมั่นเหมาะว่าจะมาถึงกรุงวันนั้น แต่ก็ไม่มา สืบทราบความว่าติดเรือกลับไปเมืองญี่ปุ่น เพราะเขามีวิทยุมาเรียกเรือกลับ พระยาวิชิตวงศ์ออกจะร่อนรักร่อนเร่มาก
​๑๓) รุ่งขึ้นวันที่ ๘ เข้าไปวัดพระแก้ว ในการสมเด็จพระพันวัสสาทรงทำบุญถวายพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้ากับสมเด็จพระศรีพัชรินทราประจำปี การนี้สำนักพระราชวังมีหมายมาแต่วันที่ ๓ แล้วเป็นว่าจะมีสวดมนต์เลี้ยงพระทรงธรรมและสดับปกรณ์ ๕๘ จะกราบทูลรายละเอียดเพราะย้ายมาทำที่โบสถ์วัดพระแก้วแทน
พระที่นั่งนงคราญ ตั้งพระบรมอัฐิที่หน้าพระพุทธยอดฟ้า แล้วตั้งม้าหมู่พระพุทธรูปที่หน้าพระพุทธเลิศหล้า ตั้งอาสนสงฆ์และอะไรอื่นตามเคย พระสงฆ์สวดมนต์และฉัน ๑๐ รูป พระธรรมปาโมกข์วัดราชบพิธนำ พระพรหมมุนีวัดเบญจมบพิตรถวายเทศน์ ในงานนี้ได้องค์หญิงอาทรซึ่งนั่งอยู่ข้างหลังช่วยพุ้ยด้วยติดจะเซอะเพราะตาไม่เห็น อยากจะบ่นว่า “ชราธมฺโมมฺหิ”
บรรเลง
๑๔) ที่กราบทูลถึงเขียนกระบวนเรือพยุหยาตรา ว่าในกูบไม่มีอะไรนั้นสังเกตผิด ที่จริงมีคนใส่เสื้อครุยขาวสวมลอมพอกขาวคนหนึ่งนั่งอยู่ในนั้น แล้วก็ได้เดินดูทั่ว ที่เป็นกัญญาดาดสีแต่เป็นลายดาวกระจายนั้นมีคนใส่เสื้อเยียรบับนั่งอยู่คนหนึ่ง แต่ในบุษบกเรือทุกลำไม่มีอะไรในนั้น นี่เขียนทางขวา ส่วน​ทางซ้ายนั้นเป็นกระบวนบกมีช้างเผือกอยู่หลายตัว ข้างหลังมีกระบวนม้า แต่หมดนั้นไม่เห็นมีพญาหรืออะไรที่เป็นหลัก ทีจะเขียนไม่หมดกระบวน ได้เท่าไรก็เท่านั้น จะเป็นแห่อะไรคัดมาแต่ไหนก็ทราบไม่ได้
ทันด่วน
๑๕) วันที่ดีดพิมพ์หนังสือนี้ ได้รับลายพระหัตถ์เวรซึ่งลงวันที่ ๓๑ สิงหาคม มีปะปิดทั้งสองด้าน ทั้งที่ปีนังกับทั้งที่ในกรุง จะกราบทูลสนองความในคราวหน้าตามเคย
ควรมิควรแล้วแต่จะโปรด
สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ เจ้าฟ้ากรมหลวงนริศรานุวัดติวงศ์
วันที่ ๑๕ กันยายน พ.ศ. ๒๔๘๔ ดร
บ้านซินนามอน ปีนัง
วันที่ ๑๕ กันยายน พ.ศ. ๒๔๘๔
ทูล สมเด็จกรมพระนริศฯ
ลายพระหัตถ์เวรลงวันที่ ๙ กันยายน มาถึงมือหม่อมฉันแต่วันศุกร์อีกในคราวเมล์นี้ คือเมล์มาถึงปีนังวันพฤหัสบดีเวลาค่ำ รุ่งขึ้นวันศุกร์เขาตรวจในตอนเช้าแล้วก็ให้เอามาส่ง เป็นอย่างนั้นมาสัก ๔ สัปดาหะแล้ว หวังว่าจะเป็นยุติอย่างนี้ต่อไป ​ที่งดรถไฟด่วนซึ่งเคยมาถึงวันอาทิตย์ก็ไม่ตัดการส่งเมล์ เป็นแต่เอาถุงเมล์เปลี่ยนขึ้นรถเช้าที่หาดใหญ่มาถึงปีนังช้าไปวันหนึ่งเท่านั้น
สนองลายพระหัตถ์
๑) จะทูลเรื่องเนื่องกับป้อมใหญ่ที่เมืองธนบุรีเมื่อครั้งสมเด็จพระนารายณ์ฯ ต่อไป เมื่อสร้างป้อมนั้นไทยมิได้ประสงค์จะให้ทหารฝรั่งเศสมาอยู่ แต่พระเจ้าหลุยส์ที่ ๑๔ ส่งทหารเข้ามากองพล ๑ นายพลฝรั่งเศสชื่อเตอฟาซเป็นผู้คุมกองทหารนั้นมา พร้อมกับ ม.เดอลาลูแบร์ราชทูตฝรั่งเศสที่พาโกษาปานเมื่อยังเป็นที่พระวิสูตรสุนทร
ราชทูตมาส่ง มาถึงเมืองไทยก่อนสมเด็จพระนารายณ์ฯ สวรรคต ๗ เดือน ฝ่ายไทยรู้ว่าพระเจ้าหลุยส์ส่งทหารมาเมื่อทหารมาถึงปากน้ำแล้ว มิรู้ว่าจะทำอย่างไรจึงให้ทหารฝรั่งเศสขึ้นอยู่ที่ป้อมใหญ่ ณ เมืองธนบุรี เพื่อจะมิให้เข้าไปถึงพระนคร พอสมเด็จพระนารายณ์ฯ สวรรคต สมเด็จพระเพทราชาก็ยกกองทัพลงมาล้อมป้อมใหญ่นั้น แล้วว่ากล่าวกับนายพลฝรั่งเศสตกลงกันได้ นายทหารฝรั่งเศสยอมออกจากเมือง
ไทยไปโดยดี มีในจดหมายเหตุฝรั่งเศสว่า “พระยา​พระคลังที่เคยเป็นราชทูตฝรั่งเศสในคราวหลัง” เป็นผู้เจรจาว่ากล่าวกับนายพลฝรั่งเศสในครั้งนั้น จึงได้ความรู้ว่าโกษาปานได้เป็นพระยาพระคลังต่อปลายรัชกาลสมเด็จพระนารายณ์ฯ หรืออาจจะเป็นต่อในรัชกาลสมเด็จพระเพทราชา เมื่อจะให้ไปเจรจาว่ากล่าวฝรั่งเศสก็เป็นได้ เพราะมีหลักฐานแน่นอนว่ายังเป็นที่พระวิสูตร์สุนทรอยู่เมื่อก่อนสมเด็จพระนารายณ์ฯ เสด็จสวรรคตเพียง ๗ เดือน
๒) พระมหาสถูปที่วัดพระเชตุพน ๔ องค์นั้น มีเรื่องตำนานในจดหมายเหตุเป็นแน่นอน ว่าสร้างในรัชกาลที่ ๑ แต่พระเจดีย์ศรีสรรเพชดาญาณองค์เดียว ถึงรัชกาลที่ ๓ พระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าฯ ทรงสร้างเพิ่มขึ้นเคียงข้างอีก ๒ องค์ อุทิศถวายเป็น
ของพระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้าฯ องค์ ๑ เป็นของส่วนพระองค์ องค์ ๑ พระระเบียงต้องสร้างในรัชกาลที่ ๓ จึงล้อมพระเจดีย์ทั้ง ๓ องค์ และยังมีสิ่งสำคัญประกอบอีก ด้วยกรมสมเด็จพระปรมานุชิตฯ ทรงพรรณนาว่า พระพุทธรูปยืนที่ตั้งรายในพระระเบียงนั้น ย้ายไปจากพระระเบียงรอบพระอุโบสถ น่าสันนิษฐานว่าพระยืน
เหล่านั้นเดิมเห็นจะตั้งอยู่ที่พระระเบียงชั้นนอก ต่อมาถึงรัชกาลที่ ๔ ทูลกระหม่อม​มีพระราชประสงค์จะสร้างพระมหาสถูปเป็นส่วนพระองค์เพิ่มขึ้นอีกองค์ ๑ จึงโปรดให้รื้อพระระเบียงรอบพระเจดีย์ทางด้านตะวันตกขยายที่ออกไปสำหรับสร้างที่พระเจดีย์องค์ใหม่ และสร้างวิหารทางด้านตะวันตกเชื่อมกับพระระเบียงเดิมที่ยังเหลืออยู่ และมีพระราชดำรัสว่า ที่สร้างพระมหาสถูป ๔ องค์นั้น เพราะพระเจ้าอยู่หัวที่สร้างได้เคยเห็นกันทั้ง ๔ พระองค์ พระเจ้าแผ่นดินต่อไปไม่จำต้องสร้างอีกดังนี้
๓) ที่ชื่อข้าวบุหรี่มาแต่ กะปูลี ข้าวปัดมาแต่ กะปัดและอาจี๋รถมาแต่แอกเษอล ภาษาอังกฤษนั้น หม่อมฉันเพิ่งรู้เมื่ออ่านลายพระหัตถ์ เห็นได้ว่าไทยได้แบบอย่างของชาวต่างประเทศไปทำ ตั้งใจจะเรียกชื่อตามเดิมแต่พูดสำเนียงไม่ชัด จึงแปรไปเป็นอย่างอื่นนั่นเอง เห็นจะมีชื่อสิ่งอื่นอีกมาก นึกขึ้นได้อีกอย่าง ๑ คือ เนื้อวัวเสียบไม้ปิ้งจิ้มน้ำปลากินที่เรียกกันว่า “ซาเต๊ะ” หม่อมฉันเคยไล่เลียงก็ได้ความว่ามาแต่ Beef Steak ภาษาอังกฤษ
๔) เมื่อทูลวินิจฉัยเรื่องนมวัวไปในจดหมายฉบับสัปดาหะก่อนแล้ว หม่อมฉันไปเที่ยวเวลาเย็นๆ ได้สังเกตการเลี้ยงวัวที่ในปีนังนี้คนเลี้ยงวัวดูอยู่แต่ในแขกอินเดีย พวกมลายูและจีนหาเลี้ยงวัวนมไม่ คิดไปถึงในเมืองไทยพวกเลี้ยงวัวนมดูเป็นแขกอินเดีย​
ทั้งนั้น แขกอินเดียที่เลี้ยงวัวก็ต่างกันเป็น ๒ พวก ๆ กะลิงถือศาสนาอิสลามเลี้ยงวัวที่ฆ่าเนื้อกินเป็นอาหาร พวกทมิฬถือศาสนาฮินดูเลี้ยงวัวนมและวัวพาหนะ พวกเลี้ยงวัวตั้งคอกอยู่เป็นหมู่กันหลายแห่ง ต่างต้อนฝูงวัวไปเที่ยวหากินตามที่มีหญ้าขึ้นเป็นธรรมดา เกี่ยวหญ้ามาๆให้กินแต่ในเวลาเลี้ยงผะคบผะงมเมื่อมีลูกอ่อนไว้รีดนมขาย
พวกเลี้ยงวัวในกรุงเทพฯ ตั้งแต่ท้าวประดู่สุริวงษ์มา ดูก็จะเลี้ยงเป็นอย่างเดียวกันจนทุกวันนี้ เมื่อสมเด็จพระพุทธเจ้าหลวงเสด็จกลับจากยุโรปครั้งแรกได้วัวนมใครถวายมาดูเหมือน ๒ ตัว โปรดให้เจ้าพระยาเทเวศฯ เลี้ยงอย่างผะคบผะงม แต่ทนอากาศร้อนอยู่ไม่ได้เท่าใดก็ตายหมด วัวนมที่ปีนังนี้ดูเหมือนจะเป็นพันธุ์วัวอินเดีย ขนาดก็เท่าๆ กับวัวไทยแต่สีขาวไม่เป็นสีแดงเหมือนวัวไทย เต้านมก็เล็กและน้ำนมก็ใสจะเปรียบเทียบกับวัวยุโรปไม่ได้ทีเดียว
ว่าต่อไปถึงพันธุ์สัตว์ ดูเหมือนพันธุ์สัตว์เมืองร้อนจะเอาไปประสมรักษาพันธุ์ในเมืองหนาวได้ เพราะเขาสามารถจะทำที่อบอุ่นเลี้ยงในฤดูหนาว ดังเช่นแมวไทยเขาก็เอาไปประสมรักษาพืชพันธุ์ไว้ได้ไนยุโรป แม้จนช้าง เสือ และสิงห์ที่เล่นเซอคัสและหนังฉาย เดี๋ยวนี้ก็ดูเหมือนเขาจะประสมได้ ไม่ต้องเที่ยวไล่จับไปจากป่าในเอเซียและ
อาฟริกาเหมือนแต่ก่อน แต่สัตว์เมือง​หนาวจะเอามาประสมรักษาพันธุ์ในเมืองร้อนไม่เห็นสำเร็จได้ ดูแต่ไก่และหมาที่หาซื้อกันมาเท่าหนึ่งเท่าใด อยู่ได้ไม่ช้าก็ตาย ถ้าประสมได้พันธุ์ก็เรียวลงแล้วเลยสูญพันธุ์ไปหมด เพราะจะทำที่เลี้ยงให้อากาศเย็นอย่างยุโรปไม่ได้
๕) พระนามอย่างจีนของพระเจ้าอยู่หัวแต่ก่อนนั้น ดูเหมือนจะลงเป็นยุติได้ว่า รัชกาลที่ ๑ ว่าแต้ฮุด รัชกาลที่ ๔ ว่าแต้เหม็ง รัชกาลที่ ๕ ว่าแต้เจีย ยังขาดแต่รัชกาลที่ ๒ และที่ ๓ ทรงสืบดูทางกรุงเทพฯ ก็จะดี
๖) สิงห์ ๓ ตัวที่พระเจ้าแผ่นดินฝรั่งเลี้ยงนั้น คือที่เดนมาร์กหม่อมฉันเคยได้เห็นรูปสิงห์ ๓ ตัวที่ทำไว้ ขนาดสักเท่าหมาใหญ่อย่างที่เรียกว่า หมาเดนทำหุ้มเงินตะทองตั้งรายไว้ที่ราชบัลลังก์ที่วังแห่ง ๑ เขาออกอธิบายว่าพระเจ้าแผ่นดินพระองค์นั้นได้ครองทั้งประเทศเดนมาร์ก สวีเดน และนอรเวย์ รวมกัน รูปสิงห์ ๓ ตัวนั้น จึงเป็น
เครื่องหมายราชอาณาเขตของประเทศเดนมาร์กเมื่อรุ่งเรืองด้วย คิดดูมูลในเรื่องสิงห์ดูก็เห็นได้ไม่ยาก มนุษย์ย่อมต้องมีเครื่องป้องกันภัยอย่างต่ำมีประตูบ้านเรือน ต่อขึ้นมาถึงมีคนเฝ้าประตู ต่อขึ้นมาถึงเลือกสรรคนกล้าแข็งรักษาประตู ต่อขึ้นมาถึงผู้เป็นอัจฉริยบุรุษอาจจะหัดสัตว์​ร้ายให้รักษาประตูได้ มูลอันนี้เองที่เลยมาเป็นรูปภาพแล้วถึงแต่ชื่อสิงห์ก็นับว่าเป็นเกียรติยศสูง
๗) พระพุทธรูปที่หม่อมฉันหมายจะจำลองมาสร้าง นึกว่าดูเหมือนจะเป็นพระแบบศรีวิชัย อันมีองค์พระนาคปรกที่ในพิพิธภัณฑสถานเป็นตัวอย่างบริบูรณ์อยู่องค์ ๑ แต่หม่อมฉันยังไม่แน่ใจจึงขอให้เขาจำลองพระเศียรเท่าที่มีมาให้พิจารณาก่อน หม่อม
ฉันคิดไว้เป็น ๒ นัย ๆ ๑ ถ้าแน่ใจว่าเป็นพระแบบศรีวิชัย ก็จะให้ทำพระองค์เป็นพระศรีวิชัย ถ้าหากไม่แน่ใจก็จะให้เอาแต่ดวงพระพักตร์มาทำพระพุทธรูปแบบรัชกาลที่ ๕ ส่วนฐานนั้นนึกว่าจะทำด้วยไม้ให้เห็นชัดว่าเป็นเครื่องรองพระพุทธรูป ไม่หล่อติดกับองค์พระพุทธรูป เป็นแต่คิดไว้อย่างนี้ ตกลงใจอย่างไร จึงจะทูลต่อไป
๘) เรื่องประดิทินต่างๆ นั้นดูยากที่จะไล่เบี้ยต่อเรื่องกันให้สนิท เพราะแก้ไขซับซ้อนกันมามากนัก แต่ดูเหมือนจะเห็นหลักได้ว่า วิธีนับเดือนปีไม่ว่าประดิทินอย่างใดๆ ล้วนมาแต่โคจรของพระอาทิตย์พระจันทร์และดาวฤกษ์ทั้งนั้น ส่วนศักราชนั้นมาแต่เอาปีสำคัญอันใดอันหนึ่งในประวัติของผู้เป็นที่นับถือร่วมกัน เช่นวันประสูติหรือราชาภิเษกหรือสิ้นพระชนม์ ของพระเจ้าแผ่นดินผู้เป็นต้นพระราชวงศ์ ตั้งต้นนับปีแต่นั้นมาเพื่อ​ใช้เป็นคะแนนปี ถ้าได้มากกว่า ๖๐ อันเป็นรอบใหญ่ของประดิทินที่ใช้กัน
อยู่แต่ก่อน ยกตัวอย่างได้ใกล้ๆ เช่นรัตนโกสินทร์ศกก็นับแต่ปีพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าฯ เสวยราชย์ แม้คำที่เรียกว่า “ศักราช” ที่จริงก็หมายความเพียงว่า วันสำคัญของพระเจ้าแผ่นดินผู้เป็นต้นราชวงศ์ศักกะเท่านั้น แต่วิธีกำหนดด้วยวันสำคัญของพระเจ้าแผ่นดินราชวงศ์อันหนึ่งมาเกิดขัดข้อง เมื่อเปลี่ยนราชวงศ์ใหม่ คงเอาวันสำคัญของราชวงศ์นั้นตั้งคะแนนศกใหม่ พวกที่ไม่นับถือก็ไม่ทำตามหรือคิดเอาเหตุอื่นเป็นต้นเป็นคะแนนศกขึ้นใช้ ก็เกิดมีศกหลายอย่างด้วยประการฉะนี้
คำเรียกชื่อศกสิบและที่เรียกชื่อสิบสองมีรอบเล็กก็ต่างกันเป็นหลายอย่าง ไทยเราเอาเลขปลายจุลศักราชมาเรียก ในประดิทินชาวลานนาเขาเรียกเป็นอย่างอื่นทังศกสิบและชื่อปี เป็นแต่ประสมอย่างเดียวกัน คิดดูตามกาลที่เปลี่ยนแปลงมา ต่อไปดูเหมือนจะรับใช้ประดิทินสุริยคติอย่างฝรั่งใช้หมดทั้งโลก แต่ยังไม่มีเงาว่าจะเอาอะไรใช้เป็นศกให้เป็นอย่างเดียวกันได้
๙) รูปภาพที่เขียนเชิงผนังพระอุโบสถวัดพระศรีรัตนศาสดารามนั้นหม่อมฉันเคยได้ยินว่าเขียน “กระบวนเพชรพวง” ​ถ่ายจากต้นตำราฉบับหลวงเขียนไว้ในสมุดเมื่อรัชกาลที่ ๑ สมุดต้นตำรานั้นหม่อมฉันไปเห็นตกอยู่กับหม่อมเจ้าปิยภักดีนาถ เธอซื้อไว้จากพวกลักหนังสือหอหลวงออกขาย หม่อมฉันได้ขออนุญาตให้นายอยู่ไปคัดสำเนามาไว้ในหอพระสมุดฯ แต่เมื่อหม่อมเจ้าปิยฯ สิ้นชีพหอพระสมุดได้ตัวต้นตำราคืนมาเป็นของหลวงแล้ว ถ้าจะทอดพระเนตรตรัสแก่พระยาอนุมานก็เห็นจะทอดพระเนตรได้
๑๐) งานที่สมเด็จพระพันวัสสาทรงนำเจ้านายทำทักษิณานุประทานถวายสมเด็จพระพุทธเจ้าหลวงกับสมเด็จพระศรีพัชรินทร์นั้น แต่ก่อนเคยทำ ณ พระที่นั่งนงคราญสโมสรวันที่ ๒๑ กันยายน ปีนี้เลื่อนไปทำที่ในพระอุโบสถวัดพระศรีรัตนศาสดารามและเปลี่ยนวันไปทำเมื่อวันที่ ๘ กันยายนด้วย หม่อมฉันตรวจดูก็ได้ความว่าเปลี่ยน
เป็นทำทางจันทรคติตรงกับเดือน ๑๐ แรม ๓ ค่ำ คงเป็นเพราะวันที่ ๒๑ พ้องกับงานเฉลิมพระชันษาในรัชกาลที่ ๘ ที่เปลี่ยนก็เป็นการสมควร ที่ท่านทรงรู้สึกพระองค์ว่างุ่มง่ามไปนั้น ควรปลงได้ง่าย ด้วยเราเคยเห็นเจ้านายรัชกาลที่ ๒ ที่ ๓ มาแต่ก่อน พระชันษายังน้อยกว่าพระชันษาของพระองค์ท่านในเวลานี้ทั้งนั้น
​ข่าวทางปีนัง
๑๑) วันที่ ๑๕ ที่ ๑๖ นี้กำหนดเขาซ้อมปิดไฟ คราวนี้จะซ้อมพร้อมกันหมดตลอดแหลมมลายูของอังกฤษ แต่ก็เคยชินแล้วไม่นึกหวาดหวั่นอย่างไร
ควรมิควรแล้วแต่จะโปรด
สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมพระยาดำรงราชานุภาพ
วันที่ ๑๖ กันยายน พ.ศ. ๒๔๘๔ น
ตำหนักปลายเนิน คลองเตย
วันที่ ๑๖ กันยายน ๒๔๘๔
กราบทูล สมเด็จกรมพระยาดำรงฯ ทราบฝ่าพระบาท
ขอประทานกราบทูลสนองความตามลายพระหัตถ์เวร ซึ่งลงวันที่ ๓๑ สิงหาคม ต่อไปนี้
สนองลายพระหัตถ์
๑) การไม่ออกชื่อผู้สูงศักดิ์ เห็นจะมีความหวังเป็นหลายอย่างไม่จำกัด เช่นปิดเพื่อไม่ให้เอาไปทำกฤตยาคมเป็นต้น ​ตลอดถึงเพื่อจะหลีกการต่ำสูง นึกดูถึงการออกพระนามแผ่ส่วนบุญ ถ้าเจาะถวายจำเพาะพระองค์จะไม่ใช้ “ขุนหลวงด้วง” “ขุนหลวงฉิม” จะใช้อะไร จะใช้ “รามาธิบดี” ก็เพรื่อไป เป็นใครก็ได้ พระนาม “พระพุทธยอด
ฟ้า” “พระพุทธเลิศหล้า” ก็ยังไม่มี เดี๋ยวนี้เลิกการเปลี่ยนชื่อก็เพราะชื่อเปลี่ยนไปตามเวลาหมดแล้ว ที่คนจะชื่อ” มีมาสาสี” อย่างแต่ก่อนนั้นไม่มีแล้ว แต่ความจริงสำหรับเรียกก็ต้องการคำเดียว กว่านั้นก็สำหรับเต็มยศ จะกราบทูลถวายตัวอย่างได้ เช่น “นายมีใจภักดิ์”นายเวรสนมพลเรือนก็เรียกกันแต่ว่า “นายมี” เข้ารูป “มีมาสาสี” ตามปกติ ซ้ำผู้มีบรรดาศักดิ์ยังตอกเป็น “อ้ายมี” เข้าอีกด้วย นั่นเป็น “อิลลิเก้อ” อย่างเอก
๒) จะเขาเรื่องหมาของหญิงไอมากราบทูลพ่วงเข้าในที่นี้ ด้วยเพราะเป็นพวกชื่อด้วยกัน ที่ถูกเปลี่ยนเรียกชื่อว่า “อีแต” นั้น เจ้าของก็ออกจะยอมๆ ว่าควร แกพูดคำหนึ่งซึ่งน่าฟังอยู่มาก ว่าที่ใช้คำ “อ้ายอี” นำชื่อนั้นออกจะจำเป็น ด้วยจะได้รู้ว่าเป็นตัวผู้หรือตัวเมีย
๓) เรื่อง “เขาหลวง” “บางหลวง” “ท่าหลวง” ตรัสแยกแยะว่า มีที่ไหนบ้างเท่าที่ทรงรำลึกได้นั้นดีเต็มที เป็นความรู้ซึ่งไม่เคยรู้ได้มากขึ้น จริงอยู่ที่เดิมทีหมายอย่างๆ หนึ่ง ​แล้วก็จูงเอาสิ่งซึ่งประกอบกันไปด้วย เช่นเขาหลวงที่เมืองเพชรบุรีก็ถูกจูง เดิมทีก็
ตั้งใจจะเรียกถ้ำหลวง แล้วก็พาเอาเขาซึ่งทรงถ้ำใหญ่อยู่นั้นเป็นเขาหลวงไปด้วย ลางทีก็ถูกต่อหน้าหรือเติมท้ายเข้า นั่นก็เป็นด้วยชื่อซ้ำกัน เติมเข้าเพื่อให้รู้ว่าที่ไหน ในที่นี้อยากจะกราบทูลว่า ที่เรียก “บางหลวงอ้ายเอียง” นั้นที่ไหน ที่กรุงเก่าหรือมิใช่ ชะรอย “อ้ายเอียง” จะอยู่ที่บางหลวงนั้นอย่างเดียวกับที่ตรัสเล่าถึง “วังยายอ้น”
๔) นาย “วราประเสริฐที่สองงามสม” นั้น เห็นด้วยตามพระดำริ ว่าถูกเป็นแน่แล้ว เป็นที่สองรอง “ฉวีผิวงาม” ไม่ใช่รอง “กลีบเรณู”
๕) ชื่ออันไม่ไพเราะเกล้ากระหม่อมเคยเรียกว่า “ชื่อบ่าวตั้ง” แต่เป็นเรียกเล่นเท่านั้น ส่วนความจริงย่อมจะเป็นไปได้หลายอย่าง พระเจ้าลูกเธอ ชั้นก่อนซึ่งมีพระนามไม่ไพเราะตามที่ตรัสเล่า ทีก็จะเป็นทรงเรียกตามนิมิตอย่างใดๆ หรือใครจะตั้งถวายก็ได้ เฉพาะพระนามองค์ใดที่ฟังไม่ไพเราะ จะเปลี่ยนพระราชทานเสียใหม่ก็ได้ ที่ไพเราะ
อยู่แล้วจะทรงปล่อยไปก็ได้ ที่เรียกกันมาเสียจนชินแล้วไม่ทรงเปลี่ยนก็ได้ เหตุทั้งนั้นเป็นเครื่องสนับสนุนว่ากลอน “อโณทัยอภัยทัต” ไม่ใช่พระราชนิพนธ์ เป็นใครแต่งขึ้นทีหลังด้วยตั้งใจกล่าวพระนามท่านเหล่า​นั้นตามที่ท่านมี “เอ้ตัดทัคคะ” อย่างใดอย่างหนึ่งอยู่ ไม่ได้คิดจะทำพระนามโดยลำดับพระเจ้าลูกเธอรัชกาลที่ ๑ ก็เป็นได้
๖) หนังสือเก่าๆ ซึ่งเรียกว่า “พระราชนิพนธ์” นั้น มีคนหัวเราะกันอยู่ว่าเป็นยกถวาย ไม่ใช่พระราชนิพนธ์จริง ๆ ก็มีมาก
๗) สวน “โลกใหม่” ซึ่งตรัสเล่าเข้าไปว่าเขาทำเป็นเมืองนรกนั้น อยากจะกราบทูลถึงระเบียงที่นครวัด แต่ที่นั่นเขาจำหลักไว้แต่ทางไปสวรรค์ ไม่มีไปนรก ไม่เข้าเรื่องที่จะกราบทูลจึงเลยระงับ บัดนี้ที่สวนนั้นเขาทำสวรรค์เติมขึ้นก็ดีแล้ว แต่ทางไปสวรรค์ไม่มีอะไรเหมือนที่นครวัดจึ่งไม่ได้ยกเอาเรื่องที่นั่นมากราบทูล ไปจับใจแต่นางฟ้าเจ็ดตนด้วยไปเข้ารูปกับนางเทพธิดามหาสงกรานต์ ขี่อะไรต่ออะไรด้วย แต่สิ่งที่ขี่นั้น
เป็นทางข้างจีนอย่างที่ “โป๊ยเซียน” ถือก็มี ที่จะเหยียดเอาพาหนะของนางเทพธิดามหาสงกรานต์ไปเข้าได้ก็มี ที่เข้าไม่ได้ก็มี ที่ทำแผงให้ขี่ทีก็มาเข้ารูปม้าแผงซึ่งเล่นโขนละครของเรา แต่ที่เขาทำชักเลื่อนให้เกาะไปนั้นเป็นความคิดฝรั่ง เอาอย่างมาจากละคร “โลเฮนกริน” นางเทพธิดามหาสงกรานต์นั้นก็ชอบกล มีชื่อ “ทุงษะ” “กิมิทา” ทีเป็นสังสกฤต แต่ไปหาพจนานุกรมของอาจารย์โมเนียวิลเลียมก็ไม่พบ ไม่มีกล่าวถึง
​๘) ตามที่ตรัสเล่าว่าปีนังมีร้านข้าวแกงมากกว่าที่เมืองไหนๆ และทรงพระดำริสันนิษฐานว่าเพราะกรรมกรมากนั้น เป็นการถูกต้องไม่ประหลาดเลย ข้างจีนเขาเข้าใจในการค้าขาย จะขายอะไรได้มากนั้นเขารู้เขาทำขายเสมอ เหมือนหนึ่งในกรุงเทพฯ ขี่รถผ่านไปทางถนนใหม่ (เจริญกรุง) ก็เห็นถ้วยเงินใส่ตู้อยู่มากมายเป็น
หลายร้าน เห็นก็เข้าใจได้ว่าในกรุงเวลานี้ มีรางวัลกันด้วยถ้วยเงินมากมาย พวกจีนขายได้จึงขายกันอึดตะกรึไป ไม่ว่าอะไรมี “ดิมานด์” แล้ว ก็ต้องมี “สัปปลาย” ในที่สุดก็แย่งกัน หลวงนรเศรษฐแกว่า “การค้าขายก็เหมือนกับการเล่นพนัน ถ้าไม่ทันเขาก็เสียเปรียบเขาขนาบไป” เห็นด้วยกับคำแกว่าเต็มตัว
ย้อนหลัง
๙) เมื่อเขียนหนังสือเวรถวายคราวก่อน ส่งมาแล้วนึกขึ้นได้ว่าในหนังสือเรื่อง “อนุรุธ” เขาเขียน “สิงหาศน์บัญชร” ตามที่เขียนถวายมาเป็น “สีหบัญชร” แปลว่าเขียนไปตามคำพูดอันย่อหย่อนในชั้นต่อมา คำเก่านั้นยิ่งชัดเสียอีก ที่คิดเดากราบทูลถวายมาเป็นคลอกนั้นไม่ผิดเป็นแต่เขียนผิดไปเหมือนเก่าไปเท่านั้น
​บรรเลง
๑๐) ในหนังสือปฐมสมโพธิมีคำ “เทวทูต” อธิบายว่าเทวดามาแสดงนิมิตถวายให้พระพุทธกุมารเห็นรูปคนแก่เจ็บตายและพระภิกษุ แต่มีคนสงสัยว่าพระพุทธกุมารก็เป็นผู้อยู่ในหมู่คน อันหมู่คนก็จะต้องมีเกิดแก่เจ็บตายเป็นธรรมดา นัยว่าปิดก็จะปิดไปได้อย่างไร ต่างว่าปิดได้พระราชบิดาของพระองค์ซึ่งย่อมจะได้ทรงเห็นอยู่เสมอก็ทรงชราลงไปทุกวันปัญหาข้อนี้ก็ไม่มีใครตอบได้ ต่อมาได้สนทนากับสมเด็จพระวชิร
ญาณวงศ์ ท่านว่าท่านได้ดูหนังสือซึ่งชื่อว่า “เทวทูตสูตร” ในนั้นไม่มีกล่าวถึงเทวดาเลย ตกเป็นว่าผู้ใดรู้สึกความแก่เจ็บตายขึ้นในใจเมื่อไร ก็เหมือนกับทูตของเทวดามาบอกเมื่อนั้น ทำให้เห็นว่าการแปลนั้นยาก ถ้าแปลไปตามศัพท์ก็อาจเขวไปได้มาก สำคัญอยู่ที่ความหมาย ในการที่เทวดาแปลงเป็นพระภิกษุมานำพระทัยพุทธกุมารนั้น จะต้องเข้าใจว่าเวลานั้นในเมืองกบิลพัสดุ์มีพระภิกษุอยู่ดาษดื่นไปแล้ว จนกระทั่ง
ตอนที่กล่าวถึงว่าฤษีกาลเทวิลมาดูพระลักขณะพุทธกุมาร เมื่อทราบว่าจะได้ตรัสเป็นพระสัพสัญญูแน่แล้ว จึงไปบอกแก่นาลกผู้เป็นหลานให้ไปบวชคอยอยู่ นาลกก็บวชไปคอยอยู่ในป่าหิมพานต์ ป่าหิมพานต์นั้นดูเป็นไปง่ายอยู่ง่ายในหนังสือว่า “ไปซื้อผ้ากาสาวพัสตรกับบาตรดินแต่ร้าน​ตลาด” มา นั่นเป็นข้อยืนยัน ว่าพระภิกษุมีอยู่ดาดดื่นแล้ว กระทั่งผ้าเหลืองและบาตรก็มีขายในท้องตลาด ทำให้เห็นว่าเมืองกบิลพัสดุ์ครั้งโน้นก็ไม่ผิดอะไรไปกว่ากรุงเทพฯ เดี๋ยวนี้เลย
๑๑) การคิดเดาอะไรนั้นเดายาก หนักไปทางข้างจะเดาผิดเสมอเหมือนหนึ่งกับหนังสือพิมพ์ “บางกอกแตม” ซึ่งวันเสาร์ขาดรูปภาพไปเดากราบทูลมาว่าเห็นจะเลิกนั้น วันเสาร์ที่ล่วงมาแล้วนี้ก็กลับลงอีก แปลว่าที่คิดเดากราบทูลมานั้นเป็นเดาผิด พระยาเพชรพิชัย (เจิม อมาตยกุล) เดาว่า “นักเลงปี้ขา” นั่นคือ “นักเลงภิกขา” หมายความว่าขอเขามาเล่น ที่เป็น “ปี้ขา” ไป ก็เพราะพูดว่า “ภีกขา” แล้วก็กลายเป็น “ภี่ขา” ความเห็นนั้นฟังขึ้น แต่ได้อ่านหนังสือพิมพ์ประมวญวันเขาเดาว่า “ส้าระตะ” เป็น “สารตฺถ” คำนี้สงสัย
ข่าวล่วงแล้ว
๑๒) ทราบข่าวว่าหลานแมวเป็นโรคไส้ตันเหมือนหลานหมู ต้องไปผ่าท้องเพื่อรักษาที่โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ ข่าวนี้ไม่ทำให้เกิดวิตกอย่างไร เพราะเด็กๆ เป็นขาขึ้น ไม่เหมือนกับคนแก่ซึ่งเป็นขาลง หญิงอี่หญิงอามกับแม่โตไปเยี่ยม ก็กลับมาบอกว่าหายแล้ว เขาจะเอาตัวปลิงออก เพราะการผ่านั้นเขาเอาตัวปลิงเกาะแผลไว้
​๑๓) อ่านหนังสือพิมพ์เห็นไม่ดี นึกโทษเอาอะไรไปต่างๆ เป็นต้นว่า กระดาษมัว และตีพิมพ์ไม่ติดดี แต่ที่แท้ก็คือตาแก่เกินไปเท่านั้นเอง ในที่จะแก้ก็ใช้แว่นขยายส่องต่ออีกทีหนึ่ง เอาแว่นขยายไปไว้ในที่นอน ก็เพราะอ่านหนังสือพิมพ์ก่อนนอน แต่ลางอันก็ติดกับสิ่งอื่นซึ่งใช้อยู่ จะเอามากักไว้ก็ป่วยการธุระอื่น แต่ลางอันก็เห็นไม่ดีเพราะ
เจียรไนแก้วไม่ดี นึกถึงอันดีที่สุดก็นึกถึงที่วังวรดิศขึ้นมาได้ เป็นแว่นสำหรับดูหนังสือโดยจำเพาะ หญิงอี่จะไปวังวรดิศจึงให้ขอเอามา ไม่ใช่ขโมยหรือไม่ใช่ริบ อยู่ที่นั่นก็ไม่มีใครใช้ ที่จริงเป็นของชำรุดทิ้งแล้ว แต่ให้ไปซ่อมมาใช้ดังได้กราบทูลมาก่อนแล้ว และครั้งนี้ก็กราบทูลให้ทรงทราบไว้เสียด้วยอีกซ้ำหนึ่ง
ข่าวสด
๑๔) เมื่อวันจันทร์อันเป็นวันที่ดีดพิมพ์หนังสือเวรถวายนี้ เขาเอาลายพระหัตถ์เวรซึ่งลงวันที่ ๘ กันยายนมาส่ง มีปะปิดหัวท้ายซองทั้งสองด้าน ทั้งทางปีนังและทางกรุงเทพฯ จะกราบทูลสนองในคราวหน้าตามเคย
ควรมิควรแล้วแต่จะโปรด
สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ เจ้าฟ้ากรมหลวงนริศรานุวัดติวงศ์
โฆษณา