Blockdit Logo
Blockdit Logo (Mobile)
สำรวจ
ลงทุน
คำถาม
เข้าสู่ระบบ
มีบัญชีอยู่แล้ว?
เข้าสู่ระบบ
หรือ
ลงทะเบียน
แปลนิยายกับ Love Love
•
ติดตาม
23 ก.ย. เวลา 11:26 • หนังสือ
บทที่ 161 คนติดสามี
“ข้าจะกล้าได้อย่างไรเล่า นี่ไม่ใช่เพราะไม่มีทางเลือกอื่น เพื่อถอนพิษให้ท่านหรอกหรือ?” อิ๋นหลานแสร้งถอนหายใจ
เสิ่นเจวี๋ยคร้านจะสนใจเขา เพียงถามเสียงเรียบ
“ตลอดเวลาที่ผ่านมานี้ เจ้าได้อะไรกลับมาบ้าง”
“ที่จริง ข้ายังพบเบาะแสบางอย่างด้วย” อิ๋นหลานกล่าว “ข้าเดินทางไปตั้งหลายแห่ง มีเพียงที่เดียวที่เคยเกิดเหตุการณ์คล้ายกัน”
“ได้ยินมาว่า ตอนหมอเทวดาผู้นั้นค้นคว้าตำรับยา เขาได้ยาพิษชนิดหนึ่งมาโดยบังเอิญ สามารถทำให้คนคลุ้มคลั่งและกระหายการต่อสู้ เกือบถูกนำไปใช้ในสนามรบ”
“แถบเจียงหนานหรือ?” เสิ่นเจวี๋ยหรี่ตาถาม
“ใช่แล้ว”
อิ๋นหลานมองเขาด้วยความประหลาดใจ “ท่านรู้อยู่แล้วหรือ?”
“มีเบาะแสอยู่บ้าง” เสิ่นเจวี๋ยครุ่นคิด เบาะแสนี้ไม่ได้มาจากการที่เขาตามหายาให้ตนเอง หากแต่เป็นเพราะ...มารดาของเฉียวอวิ้น
ในอดีต ท่านหมิงผู้เฒ่าเคยได้ยาพิษชนิดหนึ่งมาจริง ๆ มีข่าวลือว่าสามารถทำให้คนเสียสติในพริบตา กลายเป็นคนชอบใช้กำลังและกระหายการต่อสู้ ทำให้พละกำลังเพิ่มขึ้นร้อยเท่า ทว่าหลังจากนั้นไม่นานก็จะเลือดไหลออกจากทวารทั้งเจ็ดจนเสียชีวิต ต่อให้เป็นเซียนก็ยากจะช่วยชีวิตได้
เวลานั้นมีคนมาขอสูตรยา ท่านหมิงผู้เฒ่าปฏิเสธ เพื่อป้องกันไม่ให้สูตรยานี้ถูกนำไปทำร้ายผู้อื่น เขาจึงทำลายตำรับยาเสีย ทว่ากลับบันทึกสูตรยาและวิธีถอนพิษเอาไว้ในตำราแพทย์ประจำตระกูล ไม่เคยถ่ายทอดให้คนนอก
แต่แล้วกลับถูกเฉียวโส่วจงเล่นงาน
ตำราแพทย์เหล่านั้นก็ไม่รู้ว่าถูกเขานำไปไว้ที่ใด
ที่จริงเสิ่นเจวี๋ยเริ่มส่งคนออกตามหาตำราแพทย์เหล่านั้นตั้งแต่ตอนนั้นแล้ว เพียงแต่จนถึงวันนี้ก็ยังไม่มีเบาะแสใด ๆ
เพื่อไม่ให้แหวกหญ้าให้งูตื่น เขาเองก็ไม่สะดวกจะประกาศเรื่องนี้อย่างเอิกเกริก ทำได้เพียงดำเนินการอย่างลับ ๆ
“เอาเข้าจริง ท่านไม่ต้องออกจากบ้านก็รู้ทุกอย่างแล้ว ส่วนข้าตรากตรำอยู่ข้างนอกมาตั้งนาน สุดท้ายกลับไม่มีประโยชน์อะไรเลย” อิ๋นหลานรู้สึกหมดกำลังใจ เอนตัวพิงเก้าอี้ “แถมยังพลาดงานแต่งของท่านอีก”
“...ก็ไม่ถึงกับเป็นงานแต่ง” เสิ่นเจวี๋ยก้มตาลง กล่าวเสียงเรียบ “ช่างเถอะ เรื่องนี้ค่อยว่ากันทีหลัง”
“เฮ้อ ปวดหัวจริง ๆ” อิ๋นหลานเกาหัว เมื่อนึกถึงเรื่องในอดีต ยิ่งคิดก็ยิ่งโมโห “หากตอนนั้นฝ่าบาทไม่ปกป้ององค์รัชทายาท เรื่องของท่านก็คงสืบพบตั้งแต่ตอนนั้นแล้ว”
เสิ่นเจวี๋ยกล่าวด้วยน้ำเสียงเรียบเฉย “ผ่านมานานเท่าไรแล้ว ยังจะพูดถึงอีก”
“จะไม่ให้พูดได้อย่างไร?” อิ๋นหลานรู้สึกไม่เป็นธรรมแทนเสิ่นเจวี๋ยจริง ๆ
เห็นชัด ๆ ว่ามีคนวางยาพิษในสุรา หากตรวจสอบอย่างละเอียดตั้งแต่ตอนนั้น ย่อมต้องพบพิรุธได้อย่างรวดเร็ว แต่ผลกลับเป็นอย่างไร?
ขันทีตัวเล็กที่วางยาพิษยอมรับเองว่า เพราะถูกขันทีใหญ่รังแกจึงเกิดความแค้นและวางยาพิษลงในสุราของทุกคน เพียงแต่ไม่รู้ว่าเหตุใดเสิ่นเจวี๋ยจึงมีอาการรุนแรงถึงเพียงนั้น
หลังขันทีตัวเล็กถูกคุมขัง คืนนั้นก็ชิงกัดลิ้นฆ่าตัวตาย
คนเดียวที่ติดต่อกับขันทีตัวเล็กก็คือองค์รัชทายาท ทว่าองค์รัชทายาทยืนกรานว่าเป็นการใส่ร้าย ฮ่องเต้ก็ทรงรับรองแทนองค์รัชทายาทโดยตรง ตรัสว่าองค์รัชทายาทกับเสิ่นเจวี๋ยไม่มีความแค้นต่อกัน เรื่องหนึ่งก็ส่วนเรื่องหนึ่ง จะเพียงเพราะองค์รัชทายาทพูดกับขันทีตัวเล็กไม่กี่คำ แล้วกล่าวโทษว่าเป็นความผิดขององค์รัชทายาทไม่ได้
เรื่องนี้จึงถูกปล่อยผ่านไปเช่นนั้น
“คนตัวเล็ก ๆ ที่ถูกขันทีใหญ่กดขี่คนหนึ่ง จะเอาความกล้าที่ไหนมาวางยาพิษในสุราพระราชทาน? ต่อให้เขากล้าขึ้นมาจริง ๆ แล้วจะไปเอายาพิษมาจากไหน?”
“สุรานั้นคนอื่นดื่มแล้วไม่เป็นอะไร พิษนั้นชัดเจนว่ามุ่งเป้ามาที่ท่านเพียงคนเดียว”
อิ๋นหลานโมโหจนมือสั่น “คนอื่นดื่มเพียงสุรา ส่วนของท่านเป็นสุราผสมตัวยา ตัวยาเมื่อเข้าสู่ร่างกายก็จะรวมเข้ากับพิษอีกชนิดที่ซ่อนอยู่ในร่างกายของท่านมานานแล้ว และออกฤทธิ์ในทันที”
เสิ่นเจวี๋ยมองเขาที่กำลังเดือดดาลอย่างเงียบ ๆ สีหน้าสงบนิ่ง
เรื่องเหล่านี้ หลังจากสุราเข้าสู่ท้องและพิษกำเริบ เขาก็เข้าใจแล้ว เพียงแต่พิษมาจากไหน ตัวยามาจากไหน ยังคงเป็นสิ่งที่ไม่รู้
หลังกลับจากชัยชนะ เขาพบผู้คนมากมาย สัมผัสสิ่งของมามากมาย ภายใต้สถานการณ์เช่นนั้น ย่อมไม่อาจแยกแยะได้ว่าอะไรกันแน่คือตัวยา
แต่เขาก็มีข้อสันนิษฐานอยู่หลายอย่าง เพียงต้องตรวจสอบให้แน่ชัด
เพียงแต่ตอนนี้ยังไม่มีโอกาส
เสิ่นเจวี๋ยครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนกล่าวกับอิ๋นหลานอย่างเนิบช้า “ไปช่วยต้มยาใหม่ให้เปิ่นหวางหน่อยไม่ใช่หรือว่า ยานั่นช่วยบรรเทาอาการคลุ้มคลั่งได้?”
“...” อิ๋นหลานมองเขาอย่างจนปัญญา
“ข้าว่าตอนนี้ท่านไม่จำเป็นต้องดื่มยานั่นหรอก ข้าต่างหากที่ควรได้สักชาม” อิ๋นหลานลูบหน้าอกตนเอง “โมโหจนจะตายอยู่แล้ว”
“ช้าหรือเร็วก็ต้องสับคนที่ลงมือเหล่านั้นให้แหลกเป็นหมื่นชิ้นให้ได้”
นับตั้งแต่รู้ว่าเสิ่นเจวี๋ยอาจจะเสียชีวิตในไม่ช้า เฉียวอวิ้นก็กลายเป็นคนติดสามีขึ้นมา
ก่อนหน้านี้หากอากาศดี นางมักชอบตามหนิงซวงกับแม่นมจิ่นเหยียนไปทำอย่างอื่นทั้งวัน เดินเล่นไปทั่วเรือน หาเรื่องไปก่อกวนจู๋เย่
แต่หลายวันนี้ นางไม่ออกไปไหนแล้ว หากไม่มีอะไรทำก็จะอยู่กับเสิ่นเจวี๋ยตลอด
เสิ่นเจวี๋ยอ่านหนังสือ นางก็นั่งเล่นหมากอยู่ข้าง ๆ ใช้หมากขาวดำเรียงเป็นรูปไก่ตัวผู้ตัวใหญ่
เสิ่นเจวี๋ยจัดการงาน นางก็นั่งวาดรูปเสิ่นเจวี๋ยอยู่ข้าง ๆ วาดเสิ่นเจวี๋ยให้มีหูแมว มีหนวดแมว และใช้กรงเล็บจับพู่กัน
หลังวาดเสร็จ นางก็เอาไปให้เสิ่นเจวี๋ยดู เสิ่นเจวี๋ยพูดไม่ออก จับนางกดไว้ในอ้อมแขนแล้วหยอกล้ออย่างหนัก จนข้อมือและลำคอเต็มไปด้วยรอย
“ท่านขี้โกง...” เฉียวอวิ้นดึงข้อมือของตนเองออกจากปากเขาได้สำเร็จ ก่อนหอบหายใจกล่าวว่า “ขะ...ข้าเอาภาพมาให้ท่านดูนะ”
เสิ่นเจวี๋ยกอดนางเอาไว้เบา ๆ พลางหัวเราะในลำคอ
“อืม”
“เปิ่นหวางขี้โกง ก็ขอกอดเจ้าให้นานขึ้นอีกหน่อยแล้วกัน”
เฉียวอวิ้นได้ยินเขายอมรับว่าตนเองขี้โกงจริง ๆ ก็รู้สึกประหลาดใจเล็กน้อย
เมื่อเสิ่นเจวี๋ยเห็นสีหน้าท่าทางน่ารักเช่นนั้นของนาง เขาก็อดใจไม่ไหวอีกครั้ง อุ้มนางขึ้นมาโดยตรง แล้วกดนางลงบนตั่งนุ่มก่อนก้มลงจุมพิต
วันนั้นริมฝีปากของเฉียวอวิ้นบวมไปหมด แม้แต่ตรงมุมปากก็มีแผลเล็กน้อย พอดีกับตอนกินอาหารแล้วเผลอกินของเผ็ดเข้าไป จึงเจ็บจนขอบตาแดง
วันรุ่งขึ้น เมื่อเสิ่นเจวี๋ยไปห้องทรงพระอักษรอีกครั้ง ยัยฉลาดน้อยก็ไม่ได้ตามมาด้วย
รออยู่ทั้งวัน ก็ยังไม่เห็นเงาของนาง
เสิ่นเจวี๋ยยืนอยู่ตรงหน้าต่างห้องทรงพระอักษร มองออกไปด้านนอก และก็เป็นอย่างที่คิด นางกลับไปขุดดินอีกแล้ว
ข้าง ๆ ยังมีอิ๋นหลานเพิ่มมาอีกคน คอยยืนดูเรื่องสนุกอยู่ด้วย
“ยัยคนไร้หัวใจ”
……
ตอนที่อู่ฉงเหวินมาเยือนอีกครั้ง เสิ่นเจวี๋ยกำลังอ่านข่าวที่องครักษ์เงาส่งมาอยู่ในห้องทรงพระอักษร
ตอนฉินฮุยเข้ามาแจ้ง สีหน้าของเขาดูแปลก ๆ ราวกับนึกถึงเรื่องเศร้าทั้งหมดในชีวิตแล้ว แต่สุดท้ายก็ยังกลั้นหัวเราะเอาไว้ไม่อยู่
“ท่านอ๋อง ใต้เท้าอู่มาแล้วขอรับ”
“ให้เขาเข้ามา”
ทันทีที่อู่ฉงเหวินก้าวเข้าประตู เสิ่นเจวี๋ยเงยหน้ามองเขา ก่อนเลิกคิ้วขึ้นเล็กน้อย
เสนาบดีกรมโยธาผู้นี้ปกติให้ความสำคัญกับภาพลักษณ์ของตนเองเป็นที่สุด ทว่าวันนี้เขากลับยืนอยู่ตรงหน้าประตูห้องทรงพระอักษร ด้วยเบ้าตาข้างซ้ายเขียวช้ำไปทั้งแถบ มุมปากข้างขวาบวมปูด หน้าผากยังแปะแผ่นยาสมุนไพรเอาไว้หนึ่งแผ่น ใบหน้าฟกช้ำบวมปูดจนดูน่าขันอยู่ไม่น้อย
“ใต้เท้าอู่เป็นอะไรไปหรือ?” เสิ่นเจวี๋ยเอนกายพิงพนักเก้าอี้อย่างเกียจคร้าน ทั้งที่รู้อยู่แก่ใจแล้วกลับยังถาม
“ก็เพราะคดีนั้นนั่นแหละ” อู่ฉงเหวินทำหน้าขมขื่น เดินกะเผลกเข้ามา ก่อนคารวะเสิ่นเจวี๋ย
“เจิ้งเหวินจิ่นกับกู้หลานเหอสองคนนี้ช่าง...หุนหันพลันแล่นจริง ๆ ถึงกับร่วมกันยื่นฎีกา แถมยังทะเลาะวิวาทกันกลางราชสำนัก เดิมทีก็ไม่เกี่ยวอะไรกับข้าอยู่แล้ว แต่ใครจะคิดเล่าว่าสุดท้ายกลับเป็นข้าที่ถูกคนขององค์รัชทายาทล้อมไว้”
“หลิวจงผู้นั้นสู้สองหนุ่มนั่นไม่ได้ ก็เลยมาระบายอารมณ์กับข้า อาศัยช่วงชุลมุนลงมือกับกระหม่อมตั้งหลายครั้ง ส่วนขุนนางฝ่ายตรวจสอบพวกนั้น ปกติเวลายื่นฎีกาก็สุภาพเรียบร้อยดี พอลงมือทำร้ายคนกลับเอาแต่เล็งหน้ากระหม่อม...ใบหน้าของกระหม่อม...” อู่ฉงเหวินอยากร้องไห้แต่ไร้น้ำตา
หนุ่มทั้งสองคนนั้นไม่ได้ถูกทำร้ายหนักนัก อย่างไรเสีย คนของหลิวจงก็พุ่งเป้ามาที่อู่ฉงเหวินเสียเป็นส่วนใหญ่
อู่ฉงเหวินเป็นคนแรกที่ประกาศเปลี่ยนฝ่ายอย่างเปิดเผย อีกทั้งในฎีกายื่นถอดถอนองค์รัชทายาท เขายังเขียนรายละเอียดเอาไว้อย่างครบถ้วนที่สุด และมีหลักฐานความผิดชัดเจนที่สุด แล้วพรรคองค์รัชทายาทจะไม่เล่นงานเขา แล้วจะไปเล่นงานใคร?
“ใต้เท้าอู่ลำบากแล้ว” เสิ่นเจวี๋ยเอ่ยประโยคที่นับว่าพูดเป็นภาษาคนได้ยากจะพบสักครั้ง
“ไม่ลำบาก ไม่ลำบากขอรับ” อู่ฉงเหวินรีบโบกมือ “ทำงานให้ท่านอ๋อง กระหม่อมย่อมไม่ปฏิเสธ เพียงแต่...”
น้ำเสียงของเขาเปลี่ยนไป สีหน้าพลันเผยรอยยิ้มประจบประแจงออกมาเล็กน้อย
“ท่านอ๋อง ภารกิจของกระหม่อมก็นับว่าสำเร็จลุล่วงแล้ว ท่านลองดูเรื่องที่เคยรับปากกระหม่อมไว้ก่อนหน้านี้...”
“เรื่องแต่งงานของบุตรสาวเจ้า” เสิ่นเจวี๋ยกล่าว
“ถูกต้อง ๆ” ดวงตาของอู่ฉงเหวินเป็นประกายขึ้นทันที “ท่านอ๋องเคยบอกว่าจะออกหน้าเจรจาให้กระหม่อม ท่านเห็นว่าเมื่อใดสะดวกหรือขอรับ?”
บันทึก
โฆษณา
ดาวน์โหลดแอปพลิเคชัน
© 2026 Blockdit
เกี่ยวกับ
ช่วยเหลือ
คำถามที่พบบ่อย
นโยบายการโฆษณาและบูสต์โพสต์
นโยบายความเป็นส่วนตัว
แนวทางการใช้แบรนด์ Blockdit
Blockdit เพื่อธุรกิจ
ไทย