•
เมื่อวาน เวลา 13:56 • ความคิดเห็น

โลกที่เด็ก 72 คนกำลังจะเดินเข้าไป

……..
วันนี้ 23 กันยายน 2569
ผมเดินทางไปบรรยายที่โรงเรียนกำเนิดวิทย์ จังหวัดระยอง เป็นเวลา 2 ชั่วโมง
โรงเรียนแห่งนี้รับนักเรียนปีละเพียง 72 คน เข้าเรียนตั้งแต่ชั้น ม.4 ถึง ม.6
นักเรียนเรียนฟรีตลอดสามปี
มีที่พัก มีอาหาร และได้รับการดูแลเรื่องค่าใช้จ่ายต่างๆ
โดยมีค่าใช้จ่ายเพื่อการศึกษาและดูแลนักเรียนเฉลี่ยประมาณ 800,000 บาทต่อคนต่อปี
รวมสามปีประมาณ 2.4 ล้านบาท
นักเรียนไม่ต้องกังวลเรื่องอื่น ขอให้ทำหน้าที่สำคัญที่สุดคือ ตั้งใจเรียน แม้แต่เสื้อผ้าก็มีบริการนำไปซักให้
………
เหตุผลก็เพราะต้องการให้เด็กเหล่านี้ใช้เวลาและพลังสมองไปกับการเรียน การทดลอง การค้นคว้า และการพัฒนาศักยภาพของตนเองอย่างเต็มที่
ผมมองว่าเด็กเหล่านี้ไม่ใช่เพียงสมบัติของครอบครัว โรงเรียน หรือประเทศไทย
แต่เป็นสมบัติทางปัญญาของโลก
………
พอถึงชั้น ม.6 เรื่องน่าสนใจก็เกิดขึ้น นักเรียนมีเพียง 72 คน
แต่ปีที่ผ่านมามีข้อเสนอทุนจากมหาวิทยาลัยชั้นนำทั้งในสหรัฐฯ อังกฤษ จีน ญี่ปุ่น สิงคโปร์ เกาหลีใต้ รวมทั้งมหาวิทยาลัยชั้นนำของไทย รวมกันถึง 192 ทุน
นักเรียนบางคนมีมหาวิทยาลัยเสนอทุนให้คนเดียวถึง 8 ทุน
………
กลายเป็นว่าเด็กงงว่าจะเลือกไปเรียนที่ไหนดี
ไม่ใช่มหาวิทยาลัยเป็นฝ่ายเลือกนักเรียน
แต่เด็กเหล่านี้ต่างหากที่เป็นฝ่ายเลือกว่า
มหาวิทยาลัยไหนที่ตัวเองจะไปเรียน โดยได้รับทุน
…………
นี่คือเหตุผลที่ผมคิดหนักว่า เมื่อมีโอกาสพูดกับเด็กกลุ่มนี้เป็นเวลา 2 ชั่วโมง
ผมควรพูดอะไร
………
ผมอายุ 67 ปีแล้ว
ส่วนเด็กที่นั่งอยู่ข้างหน้าผมอายุประมาณ 15–18 ปี
โลกที่พวกเขาจะต้องอยู่ในอีก 30–50 ปีข้างหน้า เป็นโลกที่ผมอาจไม่มีโอกาสได้เห็น
ผมจึงไม่ได้ไปเล่าว่าโลกเมื่อวานเป็นอย่างไร
แต่ชวนพวกเขาคิดว่า โลกพรุ่งนี้กำลังจะเป็นอย่างไร
………
ผมเริ่มจากระเบียบโลกที่กำลังเปลี่ยน การแข่งขันระหว่างสหรัฐฯ จีน อินเดีย รัสเซีย ยุโรป และประเทศกำลังเติบโต
โลกในอนาคตอาจไม่ได้มีมหาอำนาจเดียวที่มีอิทธิพลสูงเหมือนช่วงหนึ่งที่ผ่านมา
สงครามในอนาคตก็ไม่จำเป็นต้องเริ่มด้วยเสียงปืนเสมอไป การโจมตีทางไซเบอร์ ดาวเทียม ข้อมูล ข่าวสาร พลังงาน และระบบสื่อสาร สามารถสร้างความเสียหายให้ประเทศได้อย่างมหาศาล
จากนั้นผมพูดถึงเรื่องที่เด็กทุกคนหนีไม่พ้น คือ AI
AI กำลังเปลี่ยนความหมายของคำว่า “คนเก่ง”
เมื่อเครื่องจักรเขียนโปรแกรม วิเคราะห์ข้อมูล สร้างภาพ เขียนหนังสือ และทำงานได้สารพัด ความเก่งแบบเดิมอาจไม่พออีกต่อไป
ผมบอกเด็กๆ ว่า อย่าแข่งกับ AI ในสิ่งที่ AI ทำได้ดีกว่า
แต่จงพัฒนาความสามารถในการตั้งคำถาม ตัดสินใจ คิดสร้างสรรค์ เข้าใจมนุษย์ และรับผิดชอบต่อสิ่งที่ตัวเองทำ
………….
ผมพูดด้วยว่า อดีตมนุษย์มี One Brain. Two Hands. หนึ่งสมอง สองมือ
แต่โลกกำลังเข้าสู่ยุค One Brain. A Million Hands. หนึ่งสมองอาจสั่ง AI หุ่นยนต์ และระบบอัตโนมัติให้ทำงานแทนมือมนุษย์นับล้านมือได้
หุ่นยนต์จะเข้ามาในบ้าน โรงพยาบาล เกษตร การขนส่ง งานก่อสร้าง งานกู้ภัย งานตำรวจ และพื้นที่อันตราย
แต่หุ่นยนต์และ AI จะทำงานไม่ได้เลยหากไม่มีอีกสิ่งหนึ่งคือ ไฟฟ้า
AI ดาต้าเซ็นเตอร์ รถไฟฟ้า โรงงานสมัยใหม่ และระบบอัตโนมัติ ล้วนต้องใช้พลังงานมหาศาล ประเทศที่สร้างพลังงานได้มาก ราคาถูก สะอาด และมั่นคง จะมีความได้เปรียบอย่างมาก
………
ผมพูดถึง ชิป ซึ่งไม่ใช่เพียงชิ้นส่วนเล็กๆ ในเครื่องคอมพิวเตอร์อีกแล้ว Semiconductor, AI accelerator และเทคโนโลยีการผลิตชิปกำลังกลายเป็นส่วนหนึ่งของการแข่งขันทางเศรษฐกิจและความมั่นคงของประเทศ
………
ผมพูดถึง น้ำและอาหาร ซึ่งวันหนึ่งอาจมีค่ามากกว่าที่เราคิด Precision agriculture พันธุศาสตร์ อาหารใหม่ ระบบชลประทาน และการจัดการน้ำ จะเป็นวิทยาศาสตร์สำคัญของอนาคต
………
ชีววิทยาก็กำลังกลายเป็นวิศวกรรม มนุษย์กำลังเรียนรู้ที่จะแก้ไขและออกแบบสิ่งมีชีวิต ตั้งแต่ยีน เซลล์ พืช สัตว์ ไปจนถึงการรักษาโรค
………
ส่วนการเปลี่ยนแปลงภูมิอากาศไม่ได้เกี่ยวกับสิ่งแวดล้อมเท่านั้น แต่เกี่ยวข้องกับอาหาร น้ำ เมือง สุขภาพ เศรษฐกิจ การย้ายถิ่น และความมั่นคงของประเทศ
………
อวกาศก็ไม่ใช่เรื่องไกลตัวอีกต่อไป
ดาวเทียม GPS การสื่อสาร การพยากรณ์อากาศ เกษตร การเดินเรือ และกิจกรรมทางเศรษฐกิจจำนวนมาก ล้วนพึ่งพาเทคโนโลยีอวกาศโดยที่เราแทบไม่รู้ตัว
………..
อีกเรื่องหนึ่งที่ผมย้ำกับเด็กๆ คือ
โลกมีข้อมูลมากขึ้น แต่ความจริงกลับหายากขึ้น
เมื่อ AI สร้างข้อความ ภาพ เสียง และวิดีโอได้เหมือนจริง คนรุ่นใหม่จึงต้องไม่ได้เก่งเพียงการค้นหาข้อมูล แต่ต้องเก่งในการตรวจสอบว่าอะไรจริง อะไรเท็จ และแม้แต่เวลาที่ใช้ AI ก็ต้องรู้จักถามว่า AI ผิดตรงไหน
……….
ภาษาอังกฤษยังสำคัญ แต่การสื่อสารให้คนเข้าใจอาจสำคัญยิ่งกว่าเดิม เพราะคนที่มีความรู้มาก แต่ไม่สามารถอธิบายเรื่องยากให้เป็นเรื่องง่าย ความรู้นั้นก็สร้างประโยชน์ได้ไม่เต็มที่
………
ผมจึงถามเด็กๆ ว่า จะเรียนอย่างไรในโลกที่ความรู้หมดอายุเร็วขึ้น
ต้องฝึกเรียนรู้ด้วยตัวเอง อ่านงานวิจัย ทดลอง เขียนโปรแกรม ใช้ AI ตั้งคำถาม และตรวจสอบคำตอบอยู่เสมอ
……….
ท้ายที่สุด ผมพูดถึงสิ่งที่อาจดูไกล แต่เด็กวิทยาศาสตร์รุ่นนี้ควรรู้จักตั้งแต่วันนี้
Quantum
อย่ารู้จักแต่ AI จงรู้จัก Quantum
เพราะโลกที่เด็กเหล่านี้จะมีชีวิตอยู่อีกหลายสิบปี อาจเป็นโลกที่ AI, Quantum, ชีววิทยา หุ่นยนต์ พลังงาน ชิป และอวกาศ เชื่อมเข้าหากันจนเราแทบแยกไม่ออก
……..
เมื่อการบรรยายสองชั่วโมงสิ้นสุดลง
ผมมองเด็กๆ แล้วนึกขึ้นได้ว่า ผมไม่ได้กำลังพูดกับคนที่จะมาอยู่ในโลกของคนรุ่นผม
ผมกำลังพูดกับคนที่จะสร้างโลกใบใหม่ ซึ่งวันหนึ่งผมอาจไม่มีโอกาสได้เห็น
สิ่งที่ผมอยากฝากจึงไม่ใช่ให้พวกเขาจำทุกคำที่ผมพูด
แต่ขอให้ กล้าถาม กล้าสงสัย กล้าค้นหา กล้าคิดต่าง และเรียนรู้ใหม่ตลอดชีวิต
เพราะเด็ก 72 คนเหล่านี้ไม่ได้กำลังเรียนหนังสือเพียงเพื่อสอบเข้ามหาวิทยาลัย
พวกเขากำลังเตรียมตัวรับผิดชอบโลกที่กำลังจะถูกส่งต่อไปอยู่ในมือของพวกเขาครับ
โฆษณา