23 ก.ย. เวลา 18:21 • ประวัติศาสตร์

กัมพูชาจากแผ่นดินอันเป็นที่ตั้งของอารยธรรมที่ยิ่งใหญ่ สู่การเป็นประเทศที่แทบไม่หลงเหลืออัตลักษณ์และตัวตนด้วยน้ำมือของ “เขมรแดง”

ในอดีตกัมพูชาเคยเป็นหนึ่งในประเทศที่สวยงามและทันสมัยไม่ด้อยไปกว่าไทย หลังได้รับเอกราชจากฝรั่งเศส ค.ศ. 1953 กัมพูชาเข้าสู่ช่วงของการสร้างชาติ โดยมีกรุงพนมเปญในเวลานั้นเป็นศูนย์กลางทางปัญญาและวัฒนธรรมของประเทศ
ช่วงทศวรรษ 1950-1960 กัมพูชามีความเจริญก้าวหน้าในหลายด้าน ถามว่าเจริญแค่ไหน ก็ถึงขั้นได้รับฉายา “ไข่มุกแห่งเอเชีย” ระบบการศึกษาสมัยใหม่ที่ได้รับอิทธิพลมาตั้งแต่ยุคอาณานิคมได้รับการขยายตัว มีการสร้างโรงเรียนรวมถึงการก่อตั้งมหาวิทยาลัยหลายแห่งควบคู่ไปกับความรู้ดั้งเดิมที่ถ่ายทอดผ่านวัด ชุมชน และครอบครัว ทำให้เกิดคนรุ่นใหม่ที่มีความรู้ ทั้งครู แพทย์ วิศวกร นักกฎหมาย นักเขียน และปัญญาชนหลายแขนงเข้ามาเป็นกำลังสำคัญในการพัฒนาประเทศ
การเติบโตของกรุงพนมเปญและเมืองสำคัญนำไปสู่การเกิดองค์ความรู้และศิลปวัฒนธรรมเขมรที่มีรูปแบบเฉพาะมากมาย เช่น สถาปัตยกรรมสมัยใหม่ที่ผสมผสานแนวคิดโมเดิร์นเข้ากับองค์ประกอบแบบเขมร อาคาร โรงละคร สนามกีฬา และสถาบันการศึกษาหลายแห่งกลายเป็นสัญลักษณ์ของกัมพูชายุคใหม่ ซึ่งภายหลังสถาปัตยกรรมรูปแบบเฉพาะนี้ถูกเรียกว่า “New Khmer Architecture” โดยมีสถาปนิกอย่าง วันน์ โมลิวรรณ (Vann Molyvann) เป็นตำนานของวงการ
วัฒนธรรมด้านอื่นๆ ในกัมพูชายุคนั้นก็เฟื่องฟูอย่างมาก เช่น ทศวรรษ 1960 ที่ได้รับการกล่าวถึงว่าเป็น “ยุคทองของภาพยนตร์กัมพูชา” มีการสร้างภาพยนตร์ภายในประเทศและโรงภาพยนตร์จำนวนมากในกรุงพนมเปญ แม้แต่สมเด็จพระนโรดม สีหนุก็ทรงสร้างและกำกับภาพยนตร์ด้วยพระองค์เอง ด้านเครื่องแต่งกายก็เริ่มผสมผสานเสื้อผ้าดั้งเดิมอย่างชุด “ซัมปอต” (Sampot) เข้ากับแฟชั่นสมัยใหม่
ด้านกีฬากัมพูชาก็เริ่มสร้างชื่อในเวทีระหว่างประเทศ กรุงพนมเปญเป็นเจ้าภาพจัดการแข่งขัน First Asian GANEFO ในปี 1966 ขณะที่ฟุตบอลทีมชาติกัมพูชาสามารถจบอันดับ 4 ในการแข่งขัน AFC Asian Cup ปี 1972
ด้านวรรณกรรมเกิดนักเขียนชื่อดังหลายคน เช่น นู ฮัจ (Nou Hach), คุน สรุน (Khun Srun), ซ็อต โปลิน (Soth Polin) และ สวน โสริน (Suon Sorin) มีงานเขียนขึ้นหิ้งหลายชิ้น เช่น “A New Sun Rises Over the Old Land” ของสวน โสริน ที่ตีพิมพ์ในปี 1961 สะท้อนชีวิตคนธรรมดา ความเหลื่อมล้ำ และความเปลี่ยนแปลงของกัมพูชาหลังได้รับเอกราช
ส่วนวงการดนตรี ศิลปินกัมพูชาเริ่มนำดนตรีตะวันตกอย่างร็อกแอนด์โรลและป๊อปมาผสมผสานกับภาษาและท่วงทำนองเขมร จนเกิดแนวเพลงที่มีเอกลักษณ์ และมีนักร้องชื่อดังอย่าง สิน สีสมุท (Sinn Sisamouth) และ รส เสรีโสเธีย (Ros Serey Sothea)
ศิลปะดั้งเดิมอย่างดนตรีนาฏศิลป์ในราชสำนักและการแสดงพื้นบ้านก็ยังคงได้รับการสืบทอด ไม่เว้นแม้แต่วัฒนธรรมด้านอาหาร เช่น ในปี 1960 พระองค์เจ้าหญิงนโรดม รัศมีโสภณ ทรงรวบรวมตำรับอาหารกัมพูชาหลายร้อยสูตรไว้ในหนังสือ “The Culinary Art of Cambodia” แสดงให้เห็นว่าเริ่มมีความพยายามบันทึกและอนุรักษ์วัฒนธรรมไว้อย่างเป็นระบบ แม้หลายอย่างได้รับอิทธิพลจากไทยเนื่องจากกัมพูชาเคยเป็นเมืองประเทศราชของสยาม แต่ก็กล่าวได้ว่าพวกเขากำลังสร้างนิยามความเป็นเขมรสมัยใหม่และค้นพบเส้นทางที่มีเอกลักษณ์เฉพาะของตนเอง
อย่างไรก็ตาม ความเจริญทางการศึกษาและวัฒนธรรมเหล่านี้เกิดขึ้นท่ามกลางความวุ่นวายทางการเมือง สงครามในอินโดจีนและสงครามเย็น เมื่อเข้าสู่ปลายทศวรรษ 1960 ถึงต้นทศวรรษ 1970 กัมพูชาถูกดึงเข้าสู่ความขัดแย้งมากขึ้นจนนำไปสู่สงครามกลางเมืองและการมาถึงของเขมรแดง
หลังเขมรแดงเข้ายึดกรุงพนมเปญในวันที่ 17 เมษายน 1975 สิ่งที่เกิดขึ้นไม่ใช่เพียงการเปลี่ยนรัฐบาล แต่คือการปฏิวัติโครงสร้างสังคมของกัมพูชาทั้งหมด เพื่อสร้างประเทศใหม่ภายใต้ชื่อ “กัมพูชาประชาธิปไตย” ที่เนื้อในคือคอมมิวนิสต์แบบสุดโต่ง จนแม้แต่เหมาเจ๋อตงและโจวเอินไหลผู้นำจีนในยุคปฏิวัติวัฒนธรรมยังเคยเอ่ยปากเตือนพลพตและแกนนำเขมรแดงถึงความบ้าคลั่งที่พวกเขาจะทำกับกัมพูชา
รัฐบาลเขมรแดงสั่งอพยพผู้คนจากเมืองสู่ทุ่งนา เงินตราและระบบตลาดถูกยกเลิก บังคับให้คนเมืองทำเกษตรกรรมหรือใช้แรงงานหนัก โรงเรียนและมหาวิทยาลัยทั่วประเทศถูกปิด การศึกษาเดิมถูกแทนที่ด้วยระบบที่ผูกการศึกษาเข้ากับแรงงานและอุดมการณ์ปฏิวัติ และหลายพื้นที่แทบไม่มีการเรียนการสอนเลย
สิ่งที่เขมรแดงทำไม่ใช่เพียงการปิดสถาบันหรือทุบทำลายวัตถุ แต่เป็นการกวาดล้างตั้งแต่คนไปจนถึงกระบวนการถ่ายทอดความรู้
ผู้มีการศึกษาถูกมองว่าเป็นส่วนหนึ่งของสังคมเก่าและเป็นอุปสรรคต่อการปฏิวัติ นำไปสู่การสังหารคนมีความรู้ทั้งครู อาจารย์ ปัญญาชน ชนชั้นกลาง ผู้ที่มีวิชาชีพรวมถึงผู้เห็นต่างจำนวนมากอย่างน่าสยดสยอง เช่นกรณี คุกตวลสเลง (Tuol Sleng) หลักฐานหลายชิ้นแสดงให้เห็นว่าในยุคที่เขมรแดงเรืองอำนาจ แค่คุณอ่านหนังสือออก วาดรูปสวย ร้องเพลงเพราะหรือแม้แต่ใส่แว่นก็อาจถูกเพ่งเล็งและสังหารได้
ผลลัพธ์คือกัมพูชาสูญเสียทุนทางความรู้และทรัพยากรมนุษย์ที่มีคุณภาพในระดับมหาศาล ก่อนทศวรรษ 1970 กัมพูชามีครูมากกว่า 20,000 คน แต่ในเวลาต่อมาเหลืออยู่ประมาณ 5,000 คน จำนวนอาจารย์มหาวิทยาลัยจาก 725 คน เหลือเพียง 50 คน ครูระดับมัธยม 2,300 คน เหลือ 207 คน และครูประถม 21,311 คน เหลือเพียง 2,717 คน ข้อมูลจาก UNESCO ระบุว่าครูกัมพูชาประมาณ 75% เสียชีวิต โรงเรียนประมาณ 90% ถูกทำลาย และหนังสือจากห้องสมุดถูกเผา และศิลปินกัมพูชาราว 90% เสียชีวิตตลอดช่วงปี 1975-1979 ในยุคเขมรแดง
ตัวเลขเหล่านี้ไม่ใช่เพียงชีวิตของครูที่สูญสิ้น แต่องค์ความรู้และความสามารถในตัวพวกเขาที่ควรจะได้ถ่ายทอดให้คนรุ่นถัดไปก็ดับสูญไปด้วย
เมื่ออาจารย์มหาวิทยาลัยเสียชีวิตเราไม่ได้สูญเสียเพียงอาจารย์หนึ่งคน แต่อาจสูญเสียประสบการณ์การสอนและความเชี่ยวชาญเฉพาะด้านที่นักศึกษารุ่นต่อไปจะได้ร่ำเรียนจากเขา เมื่อช่างฝีมือหรือครูดนตรีนาฏศิลป์เสียชีวิต ท่ารำ บทเพลง วิธีสร้างเครื่องดนตรีหรืองานศิลปะที่ฝึกฝนมาหลายสิบปี รวมถึงเทคนิคเฉพาะตัวหรือรายละเอียดบางอย่างที่ไม่เคยถูกบันทึกเป็นลายลักษณ์อักษรก็อาจตายตามเจ้าของความรู้ไปด้วยหากยังไม่ทันส่งต่อ
เมื่อนึกดูว่าตลอดเกือบสี่ปีที่เขมรแดงเรืองอำนาจพวกเขาทำแบบนี้กับศาสตร์และศิลป์แทบทุกแขนงในกัมพูชา ความเสียหายจึงมากมายเหลือคณานับอย่างไม่ต้องสงสัย
นอกจากกำจัดครูอาจารย์เกือบทุกแขนง เขมรแดงยังตัดขาดพื้นที่ทางสังคมที่ใช้ส่งต่อวัฒนธรรมอย่างวัด ชุมชน ครอบครัว และกิจกรรมทางวัฒนธรรม พระสงฆ์ถูกจับสึกหรือสังหาร วัดจำนวนหนึ่งถูกยึดไปใช้เพื่อการปฏิวัติ ศิลปวัตถุและศาสนวัตถุถูกทำลาย ขณะที่เด็กจำนวนมากถูกแยกออกจากครอบครัวและนำไปใช้แรงงานหรือจับปืน สิ่งที่ถูกตัดขาดคือ สะพานการส่งต่อความทรงจำของสังคม จากครูสู่ศิษย์ จากพระสู่ชุมชน จากพ่อแม่สู่ลูก หรือจากศิลปินรุ่นเก่าสู่ศิลปินรุ่นใหม่ ทำให้เกิดช่องว่างทางความรู้ขนาดมหึมาระหว่างคนสองรุ่น
ซ้ำร้ายเมื่อระบอบเขมรล่มสลายในปี 1979 กัมพูชายังต้องเผชิญสงครามภายในอีกหลายปีกว่าจะเกิดสันติภาพและเป็นปึกแผ่นก็ปาเข้าไปปี 1998 กัมพูชาจึงไม่เพียงต้องสร้างโรงเรียนขึ้นใหม่ แต่ยังต้องตามหาว่าใครยังมีชีวิตอยู่และความรู้อะไรยังเหลือพอที่จะถ่ายทอดให้คนรุ่นต่อไปได้บ้าง UNESCO ถึงขั้นระบุว่ากัมพูชาตกอยู่ในภาวะเสี่ยงที่จะสูญเสียทั้งอัตลักษณ์ ความทรงจำ และมรดกทางศิลปะไปพร้อมกัน
เปรียบเทียบได้เหมือนคนคนหนึ่งที่บ้านไฟไหม้วอดวายทั้งหลัง แม้จะยังเหลือที่ดิน แต่ทั้งตัวบ้าน เครื่องใช้ ของสะสม หนังสือตำรา เอกสารไปจนถึงภาพถ่ายแห่งความทรงจำเกือบทุกอย่างที่สั่งสมมาหลายสิบปีถูกเผาทำลายแทบไม่เหลือ ยิ่งไปกว่านั้นสมาชิกในครอบครัวที่มีความรู้และเป็นเสาหลักหาเงินเข้าบ้านก็ตายในกองเพลิงที่ถูกจุดโดยคนในครอบครัวเดียวกันที่เกิดอาการหลอนยาชื่อคอมมิวนิสต์
สังคมวัฒนธรรมกัมพูชายุคหลังเขมรแดงจึงอยู่ในภาวะล่มสลายอย่างหนัก เส้นทางที่มีเอกลักษณ์ของตัวเองถูกกลบฝังและต้องพยายามคลำหากันใหม่ และดูเหมือนจะคลำไปเจอไทยซึ่งเป็นเพื่อนบ้านที่มีรากเหง้าทางวัฒนธรรมร่วมกันในอดีต
การที่ประเทศใดจะมีวัฒนธรรมร่วมกันนั้นไม่ใช่เรื่องแปลกใหม่ วัฒนธรรมและสถาปัตยกรรมหลายแห่งในยุโรปได้รับอิทธิพลจากอารยธรรมโรมัน ฉันใดก็ฉันนั้นวัฒนธรรมหลายอย่างของไทยและกัมพูชาก็ได้รับอิทธิพลมาจากอารยธรรมขอมก่อนที่สองประเทศจะเริ่มพัฒนาต่อยอดไปตามแนวทางของตนและมีการแลกเปลี่ยนกันไปมาตามสายธารประวัติศาสตร์
สิ่งที่เป็นเชื้อเพลิงของความขัดแย้งในปัจจุบันคือการที่กัมพูชาเลือกใช้วิธีหยิบฉวยทางวัฒนธรรม (Cultural Appropriation) อ้างว่าตนเองนั้นคือผู้คิดค้นหรือเป็นต้นตำหรับ ทั้งที่มีหลักฐานปรากฏชัดว่าไม่เป็นความจริง
ตัวอย่างที่ชัดเจนคือกรณีการประกวด Miss Universe Cambodia 2026 รอบ Preliminary เมื่อ 18 กันยายน 2026 ที่มีการเปิด VTR แสดงภาพการแต่งกายของผู้หญิงในสมัยโบราณ โดยอ้างว่าเป็นการแต่งกายของชาวกัมพูชา แต่ความจริงคือหลายภาพในนั้นเป็นภาพของสตรีชาวสยาม บันทึกภาพในสยามและไม่เกี่ยวข้องกับกัมพูชาแต่อย่างใด
กระทรวงวัฒนธรรมของไทยได้เปิดเผยฟิล์มกระจกต้นฉบับซึ่งมีลายน้ำของกรมศิลปากรที่ถูกกัมพูชาตัดออกไปเพื่อโต้แย้งคำกล่าวอ้างนี้ การกระทำของกัมพูชาจึงเข้าข่ายละเมิดทรัพย์สินทางปัญญาและบิดเบือนประวัติศาสตร์ระหว่างสองประเทศ
สงครามวัฒนธรรมยิ่งรุนแรงขึ้นเมื่อรัฐบาลกัมพูชาปัจจุบันเลือกจะส่งเสริมและผลักดันการอ้างสิทธิ์เหล่านี้ให้กลายเป็นนโยบายระดับรัฐ และยกระดับจากประเด็นวัฒนธรรมไปสู่ความขัดแย้งเรื่องชายแดน
เมื่อวันที่ 29 พฤษภาคม 2025 หนึ่งวันหลังเกิดเหตุยิงปะทะที่ช่องบกระหว่างทหารไทยและทหารกัมพูชา นายกรัฐมนตรีฮุนมาเนตของกัมพูชา โพสต์บนเฟซบุ๊กแถลงกับประชาชนของเขาถึงเรื่องยิงปะทะ จุดที่น่าสนใจของโพสต์นี้ คือส่วนที่ระบุว่า “กัมพูชาขอสงวนสิทธิ์ในการปกป้องอัตลักษณ์ดินแดน รวมถึงการใช้กำลังทหารในกรณีที่มีการคุกคามอัตลักษณ์ดินแดนของตน”
ดูเผินๆ อาจมองว่าฮุน มาเนตแค่ใช้คำแปลกเพื่อให้ภาษาดูสละสลวยขึ้น แต่ความจริงคำนี้มีความหมายที่ลึกซึ้งกว่านั้นมาก
“อัตลักษณ์ดินแดน” หรือ Territorial Identity เป็นศัพท์วิชาการในสายสังคมศาสตร์และรัฐศาสตร์ รองศาสตราจารย์ด็อกเตอร์ดุลยภาค ปรีชารัชช นักวิชาการด้านเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ อธิบายนิยามคำๆ นี้ ว่าหมายถึง “การที่ชุมชน สังคม หรือรัฐหนึ่ง ใช้อารมณ์ความรู้สึกหรือความคิดของตนเข้าไปผูกกับเรื่องเขตแดนเพื่อแสดงความเป็นเจ้าของ โดยอาจมาจากปูมหลังหรือประวัติศาสตร์ที่ทำให้รู้สึกว่าพื้นที่นั้นเป็นของตน แม้ปัจจุบันอาจถูกผู้อื่นครอบครองไปนานแล้วก็ตาม”
อาจารย์ดุลยภาคยังตั้งข้อสังเกตว่า แนวคิดอัตลักษณ์ดินแดนของรัฐบาลกัมพูชาอาจมีที่มาจากกระบวนการ “เขมรภิวัฒน์” (Khmerization) อธิบายคือกัมพูชามองว่าที่ใดก็ตามที่มีร่องรอยของอารยธรรมขอมซึ่งคนกัมพูชาเชื่อว่าเป็นบรรพบุรุษของตนตั้งอยู่ ทั้งปราสาทหิน จารึก หรือมรดกวัฒนธรรมต่างๆ คนกัมพูชาย่อมสามารถแสดงความเป็นเจ้าของในพื้นที่เหล่านั้นได้แม้จะอยู่นอกเขตอธิปไตย และรัฐบาลกัมพูชาพร้อมใช้ทุกวิถีทางแม้แต่ทางทหารเพื่อรักษาอัตลักษณ์ดินแดนของตนจนสร้างความขัดแย้งกับประเทศเพื่อนบ้าน
อีกปัจจัยที่เป็นตัวกระตุ้นคือยุคสมัยของเขมรแดงที่กล่าวไปว่ามีการกวาดล้างวัฒนธรรมและมรดกภูมิปัญญาของกัมพูชาจนแทบหมดสิ้น ทำให้กัมพูชาในปัจจุบันยิ่งกระหายในการอ้างสิทธิ์สิ่งต่างๆ เพื่อกอบกู้อัตลักษณ์ของชาติที่สูญหายกลับมา กัมพูชาจึงใช้นโยบายที่แข็งกร้าวกับไทยซึ่งครอบครองมรดกวัฒนธรรมไว้จำนวนมากและมีประวัติศาสตร์ร่วมกันมายาวนาน และทำศึกช่วงชิงทั้งในระดับรัฐและประชาชนจนเกิดความขัดแย้งอย่างทุกวันนี้
มรดกอันเลวร้ายที่สุดที่เขมรแดงทิ้งไว้ อาจไม่ใช่เพียงการทำลายวัตถุหรือคร่าชีวิตผู้คน แต่คือการทำลายองค์ความรู้ที่ประกอบสร้างตัวตนของชาติ
เพราะสิ่งปลูกสร้างที่พังทลายยังสามารถสร้างขึ้นใหม่ได้ หากยังมีคนที่รู้วิธีสร้าง ข้าวของที่เสียหายยังซ่อมแซมได้ หากยังมีคนที่รู้วิธีซ่อม หนังสือที่ถูกทำลายอาจเขียนหรือรวบรวมขึ้นใหม่ได้ หากยังมีผู้จดจำเนื้อหาของมัน แต่เมื่อผู้รู้คนสุดท้ายจากไปโดยไม่มีโอกาสถ่ายทอดความรู้ สิ่งที่สั่งสมและส่งต่อกันมาหลายชั่วอายุคนก็อาจดับสูญไปพร้อมกับชีวิตนั้น โดยไม่มีสิ่งใดสามารถนำกลับคืนมาได้
เหลือไว้เพียงความโหยหาอดีตของคนในยุคปัจจุบัน
—
เรื่องและภาพ : นพรุจ สงวนจังศ์
โฆษณา