Blockdit Logo
Blockdit Logo (Mobile)
สำรวจ
ลงทุน
คำถาม
เข้าสู่ระบบ
มีบัญชีอยู่แล้ว?
เข้าสู่ระบบ
หรือ
ลงทะเบียน
มินิซีรี่ย์
•
ติดตาม
23 ก.ย. เวลา 22:19 • หนังสือ
วันที่ ๒๑ กันยายน พ.ศ. ๒๔๘๔ ดร
บ้านซินนามอน ปีนัง
วันที่ ๒๑ กันยายน พ.ศ. ๒๔๘๔
ทูล สมเด็จกรมพระนริศ ฯ
สัปดาหะนี้หม่อมฉันได้รับลายพระหัตถ์เวรฉบับลงวันที่ ๑๖ กันยายน ในวันศุกร์อีกเหมือนหนหลัง เห็นจะเรียกต่อไปได้ว่า “ตามเคย” ต่อได้รับคลาดเคลื่อนไปวันอื่นจึงจะลงวันรับลายพระหัตถ์ในจดหมาย
สนองลายพระหัตถ์
๑) จะทูลวินิจฉัยเรื่องเรียกชื่อคน เช่น นายมีใจภักดิและชื่อสัตว์เลี้ยงเช่นอีแตของหญิงไอ รวมกัน ลักษณะที่ตั้งชื่อกับลักษณะที่เรียกชื่อผิดกัน ตั้งชื่อย่อมมีที่หมาย ๒ อย่าง คือจะไม่ให้พ้องกับชื่อคนอื่นหรือสัตว์ตัวอื่นอย่าง ๑ ตั้งตามนิมิตที่เห็นเหมาะหรือเห็นเป็นสวัสดิมงคลอย่าง ๑ ลักษณะที่เรียกชื่อประสงค์แต่จะเรียกให้สะดวกปาก
สุดแต่รู้ได้ว่าเรียกใครแล้วก็พอใจ ดังเช่นเรียกนายมีใจภักดิ์ แต่ว่านายมี และเรียกนางในคน ๑ ซึ่งสมเด็จพระมงกุฎเกล้าฯ พระราชทานนามว่า “เกตุมดี” ว่า “คุณเก” มีคำจำอวดโนรามันว่า “กว่าจะเรียกชื่อจบไฟก็ไหม้เรือนหมดทั้งหลัง” แต่ประหลาดอยู่ที่ดูเป็นประเพณีมีด้วยกันทุกชาติ ชื่อภาษาอังกฤษว่า อิลิซาเบท ก็เรียกแต่ว่า “เบส” รถออมนิบัสก็เรียกแต่ว่า “บัส” ชื่อแขกว่า “มะหะหมัด” ก็เรียกแต่ว่า “หมัด” ดูวิสัยมนุษย์เป็นอย่างนั้นเอง
แต่การที่จะตั้งชื่อไม่ให้พ้องกับคนอื่นจะหาคำแปลกเช่น อีแต ของหญิงไอหายาก แม้ชื่ออีแตหม่อมฉันก็เพิ่งพบในบทเสภาตอนขุนแผนทูลขอนักโทษไปทัพ มีบอกบาญชีชื่อว่า “ข้าพเจ้าอ้ายพุกอยู่ลุกแก เมียชื่ออีแตพระเจ้าข้า” ชื่อที่ดื่นๆเช่น “มีมาสาสี” ก็เห็นจะแปลกกันได้เพียงชั่วหมู่บ้านหรือตำบลเดียวกัน เพราะฉะนั้นแต่โบราณจึงต้องเพิ่มเข้าข้างชื่อ หรือต่อเข้าข้างหลังชื่อให้รู้ได้เฉพาะตัว อย่างเก่าที่สุดเขาคำ “อ้าย” นำหน้าชื่อให้รู้ว่าผู้ชาย เอาคำ “อี” นำหน้าชื่อให้รู้ว่าผู้หญิง เอาคำ “นาย” นำ
ให้รู้ว่าเป็นชาวคฤหบดี คู่กับคำ “นาง” ให้รู้ว่าเป็นหญิงคฤหบดี เอาคำ “เจ้า” หรือ “หม่อม” นำให้รู้ว่าเป็นผู้มีตระกูลสูง เอาคำ “พัน หมื่น ขุน หลวง” นำให้รู้ว่าเป็นผู้มียศ ลักษณะที่ต่อท้ายชื่อนั้น มักเอาชื่อตำบลที่อยู่เช่นมหาโจรคน ๑ เมื่อตอนต้นรัชกาลที่ ๕ เรียกกันว่า “อ้ายอ่วมอกโรย” เพราะตัวมันชื่ออ่วมอยู่ตำบลบ้านอกโรย แขวงเมืองอ่างทอง ประหลาดที่เหมือนกับประเพณีฝรั่งแต่เขาใช้ทางดี เช่นมองสิเออร์ เดอ โชมอง ก็หมายความว่าท่านผู้อยู่ ณ ตำบลโชมองนั่นเอง
๒) คำพูดของมนุษย์มีเกิดและตายเหมือนกันทุกภาษา พิสูจน์ดูในหนังสือเก่าย่อมพบคำที่สูญไปเสียแล้วมีมากทั้งนั้น คำที่เกิดขึ้นใหม่ก็มักเกิดจากเหตุแต่แห่งเดียวก่อน แล้วจำคำเอาไปพูดที่อื่นก็เลยแพร่หลาย ของชาติอื่น ๆ ยกไว้ จะว่าแต่ในเมืองไทยนี้ คำพูดที่เกิดขึ้นใหม่มักจำเอามาใช้ด้วยไม่สังเกตความมีโดยมาก ยกตัวอย่าง
ดังเช่นคำ “รับสั่ง” ซึ่งใช้หมายความว่าเจ้านายพูด ที่จริงตัวคำบ่งความชัดว่าเป็นคำของผู้ซึ่งเจ้านายสั่งให้ไปทำการ และคำ “กิน” ที่เปลี่ยนไปพูดว่า “รับพระราชทาน” “รับประทาน” และตัดลงมาจนพูดแต่ว่า “รับ” ก็หมายความต่างกันกับเพียงว่า “กิน” แต่เอามาใช้ปนกัน ลักษณะที่ใช้คำเกิดใหม่ ดูเป็นแต่เอาอย่างกันเช่นเครื่องแต่งตัวเท่านั้น
๓) คลองบางหลวงอ้ายเอียงนั้น แยกจากแม่น้ำเจ้าพระยาปากคลองข้างเหนืออยู่ทางฝั่งตะวันตก ใต้แดนเมืองอ่างทองต่อกรุงศรีอยุธยา คลองนั้นผ่านหน้าบ้านตาช้างคนโปรดของสมเด็จพระพุทธเจ้าหลวง ลงมาสบแม่น้ำน้อยสายที่มาทางบ้านผักไห่ที่บ้านหัวเวียง เลยลงมาร่วมแม่น้ำเจ้าพระยาอีกที่บางไทร
๔) คำ “เทวทูต” ในหนังสือเรื่องปฐมสมโพธิ์นั้นหม่อมฉันเข้าใจว่าหนังสือปฐมสมโพธิ์เป็นแต่รวมเรื่องพุทธประวัติจากคัมภีร์อื่นๆ มาแต่งขึ้น ที่กล่าวถึงเทวทูตในคัมภีร์เดิมพระคันถรจนาจารย์ผู้แต่งคัมภีร์นั้นคงหมายความเป็นอุปรมาว่าให้ไพเราะเท่านั้น แต่เมื่อถึงชั้นพระอรรถกถาจารย์จะเป็นด้วยตั้งใจจะแปลงก็ตามหรือด้วยสำคัญว่าความจริงเป็นอย่างคำที่ว่าก็ตาม จึงตกแต่งให้มีตัวเทวทูตขึ้น ครั้นถึงผู้เป็นพระฎีกา
จารย์ชะรอยจะคิดตะขิดตะขวงใจขึ้นอย่างพระองค์ท่านทรงพระดำริว่าพระมหาสัตว์พระชันษาถึง ๓๐ จะไม่เคยรู้เคยเห็นเรื่องคนเกิดแก่เจ็บตาย และไม่เคยเห็นพระภิกษุได้อยู่เลยหรือ แต่ไม่กล้าลบล้างความเดิมก็เลยเพิ่มพรรณนาว่า พระพุทธบิดาได้ทรงพยายามปิดบังซ้ำร้ายยิ่งขึ้นไปอีก สมเด็จพระมหาสมณะทรงพรรณนาตอนมหาสัตว์เสด็จบรรพชาไว้ในหนังสือวินัยมุข น่าฟังดีกว่าในหนังสือปฐมสมโพธิ์มาก
๕) คำว่า “ปี้ขา” ขอเงินในโรงบ่อนเบี้ยนั้น หม่อมฉันจะกล้าถวายทานบลทั้งยังไม่รู้ ว่าเป็นภาษาจีนมิใช่มาแต่คำ “ภิกขา” ภาษามคธ ถึง “ส้าระตะ” ที่ว่ามาแต่คำ “สารตฺถ” ภาษามคธ ก็ไม่อยากเชื่อ การที่แปลงคำอะไรๆ ที่ไม่รู้ไปเป็นภาษามคธอย่างเอาสัปปะตั้งเหร่อปัจจัย เกิดด้วยรู้แต่ภาษามคธ เคยฟังแปลกระบวนนั้นมาจนออกเบื่อ หม่อมฉันจะลองแปลถวายให้ฟังเล่น ว่าศัพท์ “โฮเต็ล” มาแต่คำภาษามคธว่า
Otarati แปลว่า go to หรือ enter อันมีอยู่ในอภิธานจิลเดอส์ ดูก็จะไม่เลวกว่าแปลคำ ปี้ขา ว่ามาแต่ภิกขา นึกได้ถึงพระองค์ท่านเองทรงแปลศัพท์ที่พระมหาเถรแต่ก่อนฉงนสนเท่ห์กันได้เมื่อเร็วๆ นี้ศัพท์ ๑ คือพระนามเดิมของกรมขุนนรานุชิตว่า “สังกทัต” พระมหาเถรแต่ก่อนท่านปรึกษากันว่า แปลว่า “สงฆ์ให้” แต่เป็นสมบัติสงฆ์ไม่มีตัว จึงใช้อักษร ก พระองค์ท่านทรงจับได้ว่าที่จริงนั้น “สังกรทัต” ภาษาสันสกฤตแปลว่าพระอิศวรให้ดังนี้
๖) หลานแมวเจ็บเป็นไส้ตันนั้น ทางวังวรดิศเขาก็บอกมาให้ทราบ หม่อมฉันเป็นแต่สงสารไม่สู้เป็นห่วง เพราะเชื่อความสามารถของหมอในกรุงเทพฯ เมื่อเร็วๆ นี้รักษาหลานหมูเจ็บอย่างเดียวกันก็หายได้เรียบร้อยรวดเร็ว ที่คุณโตกับหญิงอี่หญิงอาม
อุตส่าห์ไปเยี่ยมหลานแมวนั้น หม่อมฉันขอบใจมาก อันความเจริญของบ้านเมือง บางอย่างคนก็เห็นต่างกัน แต่ที่ไทยชำนิชำนาญวิชาการรักษาไข้เจ็บดีกว่าแต่ก่อนนี้ เป็นความเจริญของบ้านเมืองซึ่งต้องยอมรับรองร่วมกันหมดว่าเป็นประโยชน์อันใหญ่หลวง น่ายินดีและชมพวกที่เขาอุตส่าห์เล่าเรียนมาทำคุณแก่บ้านเมืองเป็นอย่างยิ่ง
๗) ที่ท่านตรัสสั่งให้เอาแว่นฉายของหม่อมฉันไปทรงใช้ให้เป็นประโยชน์ในการทรงอ่านหนังสือนั้น หม่อมฉันยินดีนัก สิ่งอื่นอะไรที่จะทรงใช้ให้เป็นประโยชน์แก่พระองค์ได้หม่อมฉันก็ขอถวายอนุญาตไว้ ตรัสสั่งให้เอาไปได้ทุกสิ่ง เพราะของเหล่านั้นก็ทิ้งอยู่เปล่าๆ แม้มันมีชีวิตมันเองก็คงยินดีที่ได้มีโอกาสทำการงานบ้าง หม่อมฉันยอมแพ้พระอุตสาหะที่ทรงอ่านหนังสือพิมพ์ข่าว ตัวหม่อมฉันเลิกอ่านหนังสือพิมพ์ภาษา
ไทยมาเสียนานแล้ว ข้ออื่นยกไว้ ทนไม่ไหวที่ตัดข่าวพิมพ์หน้าละเล็กละน้อยเป็นกะท่อนกะแท่น อ่านได้หน่อยกำลังอยากรู้ก็ต้องพลิกไปเที่ยวค้นหาตามหน้าอื่น ค้นพบง่ายบ้างยากบ้างบางทีก็ไม่พบ ต้องเรียกคนอื่นมาช่วยค้นกวนโทษะอยู่เสมอ จึงเลยไม่อ่าน วางตัวเป็นคนโหดไร้แล้วแต่ลูกเขาจะเอาเรื่องมาเล่าให้ฟังหรือเอารูปภาพมาให้ดูก็รู้เพียงเท่านั้น
ข่าวทางปีนัง
๘) หม่อมฉันควรทูลในจดหมายฉบับสัปดาหะก่อนแต่ลืมไป ว่าได้ทำพิธีสตมาหะเมื่อวันที่ ๑๐ กันยายน อุทิศกุศลถวายสนองพระเดชพระคุณพระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว และได้ถวายเครื่องสักการะขะมาในวันนั้น แล้วส่งไปถวายพระให้จุดธูปเทียนบูชาพระรัตนตรัย และได้ออกจากไว้ทุกข์แต่วันต่อมาเป็นเสร็จงาน ขอถวายพระกุศลให้ท่านทรงอนุโมทนา
บรรเลง
๙) หม่อมฉันจะทูลวินิจฉัยเรื่องปราสาทยอดปรางค์ต่อจากที่เคยทูลไปแต่ก่อน ว่าได้เห็นรูปพระราชวังกรุงศรีอยุธยาเขียนไว้ที่วัดยม เมื่อยังไม่ลบหมดทีเดียว สังเกตว่าปราสาทวิหารสมเด็จ ที่เรียกกันว่าปราสาททองนั้นเป็นยอดปรางค์ ต่อมาภายหลังได้ไปดูซ้ำอีกแต่รูปภาพพระราชวังนั้นลบเสียหมดแล้ว จึงไม่มีหลักฐานจะยืนยัน ได้แต่สันนิษฐานว่าอาจจะเป็นยอดปรางค์ได้ หรือว่าอีกอย่าง ๑ คือไม่มีหลักฐานอันใดที่จะคัดค้านว่าปราสาทวิหารสมเด็จมิได้ทำเป็นยอดปรางค์นั้น บัดนี้หม่อมฉันเพิ่งนึกถึง
เค้าเงื่อนขึ้นได้อีกอย่าง ๑ ซึ่งสนับสนุนความทรงจำที่ว่าได้เห็นรูปภาพปราสาทวิหารสมเด็จเป็นยอดปรางค์ คือทูลกระหม่อมทรงปฏิสังขรณ์วัดชุมพลนิกายารามที่เกาะบางปอิน โปรดให้ทำซุ้มประตูหน้าต่างพระอุโบสถเป็นรูปปราสาททองผิดกับซุ้มยอดที่ทำแห่งอื่นๆ และยอดซุ้มประตูหน้าต่างโบสถ์วัดชุมพลฯ นั้นทำเป็นยอดปรางค์ พิเคราะห์ดูเข้ากับรูปเขียนปราสาทยอดปรางค์ที่เคยทูลระบุไป ทั้งคิดดูเห็นการที่ทำเรียงลำดับกันได้ตามกาละ น่าจะเป็นดังทูลต่อไปนี้คือ-
ก. พระเจ้าปราสาททองทรงพระดำริสร้างปราสาทยอดปรางค์ปิดทองขึ้นในเมืองไทยเป็นทีแรก เห็นกันว่าเป็นของงามและแปลกตาไม่เคยมีมาแต่ก่อน จึงถือเป็นนิมิตเรียกพระนามว่า พระเจ้าปราสาททอง แต่พระองค์เดียว เพราะสร้างปราสาทวิหารสมเด็จนั้น
ข. พระเมรุกลางเมืองเดิมก็ทำเป็นยอดอย่างปราสาทสามัญ เมื่อมีปราสาททองเป็นยอดปรางค์ขึ้นแล้ว พระเมรุศักดิ์สูงสุดจึงทำเป็นยอดปรางค์ตามอย่างปราสาททองเป็นธรรมเนียมสืบมา
ค. ทูลกระหม่อมทรงทราบว่าปราสาทวิหารสมเด็จ ซึ่งพระเจ้าปราสาททองทรงสร้างเป็นยอดปรางค์ จึงให้เอาเค้ามาผูกเป็นซุ้มประตูหน้าต่างโบสถ์วัดชุมพลฯ เฉลิมพระเกียรติพระเจ้าปราสาททอง
ฆ. ต่อมาเมื่อทูลกระหม่อมทรงสร้างพุทธปรางค์ปราสาทเป็นที่ประดิษฐาน พระแก้วมรกตในวัดพระศรีรัตนศาสดาราม เอาแบบปราสาททองในกรุงศรีอยุธยา ซึ่งถือกันว่าเป็นของวิเศษมาสร้างเป็นพุทธปรางค์ปราสาท แต่เวชยันตวิเชียรปราสาทที่เมืองเพชรบุรีและทำยอดปรางค์แห่งอื่น มีพระราชประสงค์เพียงจะทำให้เป็นของถาวร จึงโปรดให้ก่อเป็นยอดปรางค์แทนเครื่องไม้ หม่อมฉันคิดเห็นเป็นเรื่องเนื่องกันตลอดดังทูลมา ขอให้ทรงพิจารณาดูเถิด
๑๐) หม่อมฉันสังเกตเห็นรัฐบาลจัดการ ๒ อย่างที่เมืองปีนังนี้อยู่ข้างน่าพิศวงควรจะเล่าถวายได้ อย่าง ๑ นั้นทางด้านตะวันออกของเกาะปีนัง อันเป็นหน้าในที่เรือจอดเรือทอดสมอบังคลื่นได้จึงเป็นทำเลการค้าขายไปมาทางทะเล ที่ชายเกาะหน้าในเป็นชายหาดออกไปไกล คล้ายกับที่บางปลาสร้อย ผิดกันแต่เป็นหาดทรายขี้เป็ดพอคนเดินได้ ไม่เป็นเลนอ่อนเหมือนอย่างที่บางปลาสร้อย และเป็นพวกจีนซึ่งหากินทางเรือ ปลูกเรือนแพปักเสาในที่น้ำขึ้นท่วมอยู่เป็นหมู่ใหญ่หลายหมู่ตลอดชายหาด
มีสะพานยาวเดินขึ้นฝั่งทุกหมู่ เห็นจะมีแต่ก่อนสร้างเมือง แต่เมื่อสร้างแล้วก็ยังมีพวกจีนที่เคยอยู่เรือนแพไม่อยากย้ายถิ่น จึงยังมีเรือนแพอย่างหมู่ใหญ่ๆ ดูรุงรังอยู่ที่ชายหาดหลายหมู่ ตั้งแต่หม่อมฉันมาอยู่ปีนังเวลาขึ้นรถเที่ยวเตร่มักผ่านไปทางชายทะเลด้านนั้นเนืองๆ สังเกตดูหมู่เรือนแพที่ปลูกตามชายหาด อันเป็นเรือนเครื่องไม้มุงจากทั้งนั้น ไม่เห็นมีปลูกสร้างเพิ่มเติมหรือแก้ไขให้แปลกตาทางฝ่ายวัฒนะอย่างไร นานมากลับเห็นแต่เรือนน้อยลงและมีตอเสาเรือนโผล่ให้เห็นเมื่อเวลาน้ำ
แห้งมากขึ้น ดูมาเป็นหลายปีจึงเข้าใจ ว่ารัฐบาลคงปรารถนาจะเลิกหมู่เรือนแพรุงรังที่ชายหาดนั้น แต่จะมิให้เดือดร้อนจึงออกบังคับเพียงห้ามมิให้ปลูกเรือนแพเพิ่มขึ้นที่ชายหาด แต่เรือนที่มีอยู่แล้วก็ให้อยู่กันไปตามเคย แต่ก็ได้ผลดังประสงค์ เพราะเรือนเก่าที่มีอยู่แล้วเสาผุเมื่อใดรื้อปลูกใหม่ไม่ได้ ก็สิ้นอายุเรือนเพียงเท่านั้น แต่เจ้าของมีเวลาพอที่จะคิดย้ายที่มาอยู่บนฝั่งได้ ไม่ต้องเร่งรัดให้เดือดร้อน แต่กว่าจะหมดเรือนแพที่รุงรังเห็นจะอีกสักยี่สิบสามสิบปี ถึงกระนั้นก็เป็นอุบายที่สุขุมดี
อีกแห่ง ๑ นั้น ทางชายทะเลด้านตะวันตกเฉียงเหนือ ที่ตำบล “ตันหยงไต้ก๋ง” แปลเป็นภาษาไทยตรงกับว่า “แหลมปู่เจ้า” เดิมเป็นหาดทรายน้ำท่วมเข้ามาไกล พวกราษฎรเป็นมลายูชาวประมง ปลูกบ้านเรือนเครื่องไม้มุงจากและกระท่อมห้อมห่ออยู่เลเพไปตามประสาแขก ครั้นมีถนนรถยนต์ผ่านไปทางนั้นพวกเศรษฐีมักซื้อที่ดินสร้างบ้านออกไปถึงตำบลนี้ ชะรอยรัฐบาลจะเห็นว่าถ้าพวกชาวประมงย้ายไปอยู่ที่อื่น
ก็จะเปลี่ยนไปทำมาหากินเป็นอย่างอื่น ตลาดจะขาดแคลนปลา จึงคิดอุบายแก้ไขด้วยลงทุนเขื่อนถมที่เป็นผืนใหญ่รุกออกไปในทะเล แล้วคิดให้มีบริษัททำบ้านเรือนด้วยเครื่องไม้มุงสังกะสีในที่หลวงขายพวกชาวประมงตามราคาที่รัฐบาลเห็นพอสมควร ให้ผู้ซื้อเสียเงินเพียงเดือนละ ๓ เหรียญไปจนครบราคาแล้วได้เรือนเป็นสิทธิ์ ต่อนั้นไปก็เห็นจะเสียแต่อากรที่ดินแก่รัฐบาลดูก็ชอบกลอยู่
ควรมิควรแล้วแต่จะโปรด
สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมพระยาดำรงราชานุภาพ
วันที่ ๒๓ กันยายน พ.ศ. ๒๔๘๔ น
ตำหนักปลายเนิน คลองเตย
วันที่ ๒๓ กันยายน ๒๔๘๔
กราบทูล สมเด็จกรมพระยาดำรงฯ ทราบฝ่าพระบาท
ลายพระหัตถ์เวรฉบับลงวันที่ ๘ กันยายน ตรัสว่าได้รับหนังสือเวรซึ่งถวายไปลงวันที่ ๒ แต่ลงเดือนเป็นกรกฎาคมก็ให้ตกใจ ตรวจดูร่างซึ่งถวายมาก็เป็นเดือนกรกฎาคม แปลว่าหลง ไม่ว่าอะไร ทำก็ทำไปตามเคย เพราะติด เช่นปี เมื่อเปลี่ยนแล้วก็ยังหลง
เขียนปีเก่าอยู่ แท้จริงก็ถึงสองตา คือร่างตาหนึ่ง ดีดพิมพ์ตาหนึ่ง เมื่อตาหนึ่งทำผิดอีกตาหนึ่งก็ควรจะแก้ แต่ก็ทำให้ผิดมาจนทอดพระเนตรเห็น แต่ก็ไม่เป็นไร ทรงแก้เสียให้ถูกเท่านั้น หากแต่นึกเสียใจว่าไม่ควรเป็นเท่านั้น ต่อไปนี้จะกราบทูลสนองความในลายพระหัตถ์เวรซึ่งลงวันที่ ๘ กันยายน
สนองลายพระหัตถ์
๑) ชื่อ “กรมช้างอัษฐคชะ” ทีก็จะเอามาแต่คำ “อัฐคช” และ คำ “อัฐคช” ก็คงโยกเอามาแต่คำ “ช้างอัฐทิศ” ซึ่งเขาว่าเป็นช้างประจำทิศอยู่บนสวรรค์ เห็นได้แน่ในคำนั้นมี
ในตำราช้างเรียกว่า “อัฐคชำนวยพงศ์” เป็นลูกหลานของช้างทั้งแปด คือช้าง “อัฐทิศ” นั้น แล้วกรมช้างอัษฐคชะก็มีหน้าที่กลายเป็นอื่นไป อันคำใช้ทั้งปวงย่อมจะเดินไปเสมอในพวกชื่อช้างต่างๆ เห็นจะเดินเปลี่ยนไปตามสมัยเก่าใหม่เหมือนหนึ่งคำว่า “ช้างต่อ” ดูในตำราชี่ช้างซึ่งคัดประทานไปก็ไม่มีปรากฏชัดแต่ “ช้างค้ำ” กับ “ช้างเชือก” อัน “ช้างเชือก” นั้นก็เรียกอยู่ในทางอื่นแต่ในทางคล้องช้างไม่ได้เรียกกันทั้ง “ช้างค้ำ” ก็ดูเป็นเลิก ใช้ “ช้างเชือก” เท่านั้นเองเรียกว่าช้างต่อ คำว่า “ช้าง
ต่อ” ก็มีมานานแล้วดุจในหนังสือเรื่องไชยเชฐมีว่า “ให้ช้างต่อหมอเถ้าไปเที่ยวค้น” แต่ในหนังสือ “นำเที่ยว” เขาไปคัดเอามาแต่ไหนก็ไม่ทราบ ช้างต่อ เป็นว่าช้างพัง ปล่อยไปพาเอาช้างป่าเข้ามาบ้าน เป็นความหมายไปอย่างหนึ่ง การจับช้างของเราได้ยินว่าเขาคัดเอามาแต่ตัวเมี่ยงๆ ส่วนตัวที่เก่งได้ยินว่าเขาคัดออกเสียแต่ในป่าแล้ว เว้นแต่จะต้องการให้สนุกหรือที่คัดไม่ออก ที่คัดไม่ออกนั้นก็มีช้างสีดอซึ่งไม่มีงาเป็นพื้น ช้างที่ล้อมโขลงเกล้ากระหม่อมก็เคยได้ยินเขาเรียก “ช้างค่าย” อีกนัยหนึ่งก็เรียก
กันว่า “ช้างแซง” ที่แท้หากว่าแปลตามศัพท์ก็ควรจะผิดกัน ถ้าเป็น “ช้างค่าย” ก็ควรจะตั้งล้อมอยู่กับที่ดุจค่าย ถ้าเดินก็ควรจะเรียกว่า “ช้างแซง” แต่พวกช้างล้อมโขลงนั้นใช้เป็นสองอย่าง เวลาตั้งล้อมอยู่กับที่เช่นเวลานอนเป็นต้นก็ควรเป็น “ช้างค่าย” เวลาเดินก็ควรเป็น “ช้างแซง” ลางทีจะเป็นอย่างที่ว่านี้จึงมีชื่อเรียกเป็นสองอย่างแต่นี่เป็นความเห็นเท่านั้น ตำราชี่ช้างนั้นอ่านเข้าใจยาก เพราะเราไม่รู้ขี่ช้าง แต่สังเกตเอาชื่อได้ ๓ อย่าง คือ “ค่าย” “ค้ำ” กับ “ช้างเชือก
”
อนึ่งในตำราชี่ช้างนั้นมีคำแปลกๆ เช่น “ขาซาย” เป็นต้น เรามาเรียกสิ่งที่ค้ำอะไรในบ้านเรา แม้จะเป็นของชั่วคราวหรือของประจำก็ว่า “ขาซาย” ต้นเดิมคงใช้ค้ำคอกจับช้างมาก่อน ที่เรียกว่า “ขาซาย” ก็เป็นขาแห่งเนื้อซายอันเป็นของป่าด้วยกัน เคย
ได้ยินพระยาไชยา (ขำ คือ “ซิวเยีย”) เรียกว่า “นางอุ้ม” ต่างถิ่นอาจเรียกชื่อไปต่างกันก็ได้ คำที่เรียกว่า “เพนียด” ก็เห็นได้ว่าเอาสิ่งที่ดักนกไปเรียกคอกจับช้างไขว้เขวไป โบราณท่านเรียกคอกจับช้างว่า “วงพาด” เห็นจะมาแต่ร้านฆ้องวงจึงเห็นว่าควรจะเขียน “วงพาทย์” หรือจะอย่างไรก็ไม่ทราบแน่
๒) เรื่องเพลง “สรรเสริญพระบารมี” แม้ตอนใดจะทรงทราบความจริงก็ย่อมประกอบด้วยทรงสันนิษฐานต่อ ทั้งนั้นก็เพื่อจะให้เรื่องติดต่อกัน แต่พระดำรัสนั้นเป็นไปในทางข้างเป็นเพลงไทยทำขึ้นในเมืองนี้ไม่ใช่ซื้อฝรั่งเขามาแต่เมืองยะโฮ ข้อความที่จะกราบทูลสนองในเรื่องเพลง “สรรเสริญพระบารมี” เห็นจะยืดยาว เป็น “ชักความยาวสาวความยืด”
ได้เคยช่วยเจ้าพระยาเทเวศรจัดเพลงเล่นคอนเสิตรับเจ้าฝรั่ง พบว่าเพลงสรรเสริญเยอรมันนั้นเหมือนกับอังกฤษ แต่คำต่างกัน เขาว่าเนื้อเพลงนั้นมาแต่ “ฮิม” เขาไม่ถือ เหมือนกันก็ได้ โดยเหตุนั้นที่เราทำสรรเสริญอังกฤษ ก็จัดว่าไม่ผิดแต่ไม่ดี
คุณมรกตกับครูมีแขกนั้นเคยได้ยินแต่ชื่อไม่เคยเห็นตัว แต่เจ้ากรมขุนเณรนั้นได้เคยรู้จักตัวทั้งทราบฝีมือด้วยทีเดียว เห็นแกมาแต่เข้าไปนั่งกำกับปี่พาทย์ตีเล่นละครหลวง แต่ไม่เห็นแกตีอะไร ไปนั่งเป็น “P.K.K.” อยู่เท่านั้น จนกระทั่งวันหนึ่งมีเทศน์
มหาชาติในพระที่นั่งอัมรินทร์ พอกัณฑ์กุมารจบก็ได้ยินปี่พาทย์ตีเชิดโอด ฟังผิดกับที่ตีอยู่ตามเคยเป็นอันมาก ถึงต้องออกไปดูว่าอย่างไรกัน ที่ไหนได้ไปพบเจ้ากรมขุนเณรเข้าโจ้ระนาดอยู่ทีเดียว เขาว่าแกเข้าตีเพราะเป็นการบุญ ที่เห็นผิดปกติจนถึงออกไปดูนั้น ก็เพราะเสียงระนาดผิดกว่าปกติ คนโบราณนับถือคนระนาดที่ว่าตี “ไหว” ก็คือตีได้เร็วซึ่งไม่มีตัวมากนัก คนโบราณซึ่งนับว่าตี “ไหว” นั้นใช้ไม้ตีผิดกับเดี๋ยวนี้
คือปื้นหนาและพันไม่สู้แข็งนัก ซึ่งคนเดี๋ยวนี้พูดว่า “ดูดไหล่” อยากจะมีชื่อว่าเป็นคน “ไหว” ก็เปลี่ยนไม้ตีเป็นทำปื้นบางทั้งแข็งเป็นหัวขโมย ประสงค์ว่าพอระไปไม่ใช่ตีเครื่องปี่พาทย์ก็ดังเสียแล้ว ทำให้เร็วเป็นคน “ไหว” ไปได้ แต่เจ้ากรมขุนเณรแกเป็นคนเก่าคนลือ ใช้ไม้สำหรับมืออย่างเก่าตีฟังแจ่มกระจ่างมากจึ่งต้องออกไปดู ก็เป็นอันได้รู้ว่าฝีมือเจ้ากรมขุนเณรเป็นอย่างไร ที่จริงแกจะต้องตีอยู่เสมอ แต่ตีอยู่ที่บ้านไม่ออกแขก ถ้าไม่เช่นนั้นก็จะตีไปไม่ได้เลย
ครูยูเซนนั้นก็เป็นแต่ได้ยินเรียกกัน ไม่เคยเห็นตัว ตามที่ตรัสบอกรูปบอกชื่อจริงนั้นดีเต็มที ทำให้สิ่งที่ไม่รู้ก็รู้กว้างออกไปได้ แตรตอดเพลงสรรเสริญพระบารมีซึ่งทหารเป่าอยู่บัดนี้ เข้าใจว่าเป็นของพระยาวาทิต (ชิด) ปรุงไม่ใช่ของครูยู่เซนปรุง แตรตอดเพลงสรรเสริญพระบารมีนั้นเข้าใจว่าใครแต่งก็แต่งเอา แม้ทหารเป่าก็ไม่เหมือนกัน แต่นี่เป็นเพียงประมาณว่าควรจะเป็นเช่นนั้น ด้วยเกล้ากระหม่อมยังไม่รู้ภาษาอะไร เมื่อรู้แล้วอาจกราบทูลได้ว่าทหารบกกับทหารเรือเป่าสรรเสริญพระบารมีแตรตอดไม่เหมือนกัน
ยังมีอีกเพลงหนึ่ง เรียกว่า “สรรเสริญพระนารายณ์” ใครจะทำขึ้นก็ไม่ทราบ พอได้ยินชื่อก็นึกถึงหนังสือลาลูแบ กลับไปดูหนังสือนั้นอีกทีหนึ่งก็พบคำ คำนั้นแต่ก่อนก็เห็น แต่ส้าระตะไม่ออกก็ข้ามไป คราวใหม่นี้ส้าระตะได้ความว่า “สายสมรเอย ลูกประคำซ้อนเสื้อ ขอแนบเนื้อเจ้าคืนเดียว หน่อยเอย” เห็นเป็นคำสมพาส ไม่ใช่สรรเสริญพระบารมีจึงไม่เอื้อ เนื้อเพลงจะได้กันหรือไม่ได้ก็ไม่ทราบ ทั้งเพลงที่เรียกว่า “สรรเสริญพระนารายณ์” นั้นก็ลืมแล้ว เลยกราบทูลอะไรไม่ได้ต่อไป
เพลงชั้นเดียว สองชั้น สามชั้น เกล้ากระหม่อมได้เรียนทราบจนถึงตัวเองก็ยืดตัดได้ทุกอย่าง ถ้าจะพูดให้คนมากเข้าใจก็เหมือนกับสเคลเรานี่เอง ถ้า ๑:๑๐๐ เป็นเพลงชั้นเดียว ๑:๕๐ ก็เป็นเพลง ๒ ชั้น ถ้า ๑:๒๕ ก็เป็นเพลง ๓ ชั้น จะใช้ในแผนที่แผนผังรูปตั้งอะไรก็เหมือนกัน เป็นแต่ใหญ่ขึ้นทำอะไรได้ละเอียดขึ้น อันเพลง ๒ ชั้น
และชั้นเดียวนั้นมีมาแต่โบราณ เช่นละครรำ เพลงช้าก็ทำเพลงช้าต่างๆ เป็นเพลง ๒ ชั้นอยู่หมดด้วยกัน ครั้นถึงละครรำเพลงเร็วก็ต้องทำเพลงเร็ว ถ้ายืนรำอยู่ตะโพนเขาก็ตี จะ-ตุบ-ผริ่ง-ผริ่ง นั่นปี่พาทย์ต้องทำเพลงเร็ว ๒ ชั้น ถ้าละครออกเดินตะโพนเขาตัดเข้าไปเป็นตี ตุบ–ผริ่ง ผริ่ง ปี่พาทย์ก็ตีตัดเป็นเพลงเร็วชั้นเดียว แม้รับเสภาแต่ก่อนนี้ก็ทำเพลง ๒ ชั้นกัน จะเป็นเพลงช้าหรือเพลงเร็วก็แล้วแต่คนขับเสภาเขาจะส่ง มามี
เพลง ๓ ชั้นขึ้นในรัชกาลที่ ๔ ครูมีแขกเป็นต้นคิด เดิมทีก็ใช้ในการรับเสภาก่อน แล้วทีหลังก็พร่ำเพรื่อไปใช้ไม่ว่าอะไร มโหรีเจ้าพระยานรรัตน์ก็ทำเพลง ๓ ชั้นแล้วยังไม่พอ เอาละครเข้ารำอีกด้วย เจ้าพระยาเทเวศรว่าคุณย่าของท่านเรียกว่า “ละครอมพาต” เห็นว่าสมควรแล้ว แต่ทำไมละครพระองค์สิงหนาทจึ่งไปเกี่ยวกับมโหรีเจ้าพระยานรรัตน์เข้านั้นไม่ทราบ ได้เห็นแต่ชั้นหลังเป็นเจ้าพระยาเทเวศรชอบกับเจ้าพระยานรรัตน์มาก
แตรฝรั่งของเราเคยเห็นเป่าอยู่ ๔ เพลง คือ เป่าในฝูงกลองชนะและนำปี่พาทย์ประโคม ไม่ทราบว่าเพลงอะไรอย่างหนึ่ง ๒ เป่าประโคมเสด็จออก นั่นฟังออกว่าเป็นเพลงจีนลั่นถันท่อนสองอย่างหนึ่ง ๓ เป่าประโคมเสด็จขึ้น ฟังไม่ออกว่าเพลงอะไรแต่เข้าใจเป็นเพลงจีนอย่างลั่นถันเหมือนกันอย่างหนึ่ง กับ ๔ เป่าประโคมเวลาสรง
นั่นฟังออกว่าเป็นเพลงลงสรงท่อนหนึ่งอีกอย่างหนึ่ง ๓ อย่างข้างหลังเห็นจะเติมใหม่ คิดว่ารัชกาลที่ ๔ อะไรแตรฝรั่งเป่าเพลงจีน เพลงไทย “ผิดมนุษย์ม้วย” อย่างต้นนั่นแหละเห็นจะเป็นเนื้อเพลงเดิม คล้ายกับเพลง “สรรเสริญพระบารมี” ที่แตรวงทหารเป่าอยู่มาก แต่จะพูดตามความรู้ว่าเนื้อเดิมของเพลงแตรฝรั่ง เป็นชั้นเดียวสองชั้น
สามชั้นอย่างใดก็ไม่ถนัด ทั้งมีสงสัยอยู่มาก เพราะเหตุที่เพลงแตรฝรั่งเป่าไม่มีจังหวะ แต่เพลงสรรเสริญพระบารมีที่แตรวงทหารเป่านั้นมีจังหวะ นั่นก็อย่างหนึ่ง กับทั้งเสียงที่สูงก็สูงเกินเพลงแตรฝรั่ง ที่ต่ำก็ต่ำเกิน นั่นก็อีกอย่างหนึ่ง จึงเป็นเหตุให้สงสัย แต่ถ้าหากผู้รู้จะผูก “กุละ” ขึ้นใหม่ให้คล้ายกับที่แตรฝรั่งเป่านำปี่พาทย์ประโคมนั้นก็เป็นได้ ที่แตรทหารเป่ารับวังหน้าแต่ครึ่งเพลงนั้น ดูจะเป็นทำตามเคยมาแต่เมื่อยังใช้เพลงสรรเสริญอังกฤษอยู่ก็เป็นได้ ทรงทราบอยู่แล้วว่า “เพลงสรรเสริญพระบารมี” ที่
เจ้าจอมมโหรีฝันกับแตรวงที่ทหารเป่าไม่เหมือนกัน เกล้ากระหม่อมอาจกราบทูลรับรองได้ ด้วยได้เคยตรวจเพลง “สรรเสริญเสือป่า” ซึ่งทูลกระหม่อมชายทรงแต่งเมื่อรัชกาลที่ ๖ ไปทรงสืบงัดเอาเพลง “สรรเสริญพระบารมี” เก่ามาทำเป็นเพลง “สรรเสริญเสือป่า” ได้ ที่จริงเพลง “สรรเสริญพระบารมี” เก่ากับที่ทหารเป่าควรจะเป็นเพลงเดียวกัน สงสัยว่าคุณมรกตจะไม่ได้เข้าเป็นกรรมการด้วย ถ้าเป็นก็คงจะพูดคัดง้าง หรือได้คัดแล้วแต่ถ้อยคำตกไปเสียก็ไม่ทราบ ที่ชื่อว่า “สรรเสริญพระบารมี” นั้น
เป็นประมูลเพลงเก่า ซึ่งพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ ๒ ทรงตั้งชื่อนั้นไว้ จนได้จัดเป็นเพลงตับมโหรี เป็น “สรรเสริญพระบารมี กินรีฟ้อน ศศิธรทรงกลด” จะเป็นเท่านั้นหรือกว่าก็ไม่ทราบ ตามปกติพวกปี่พาทย์มักไม่ได้เพลงมโหรี เกล้ากระหม่อมเป็นลูกศิษย์พวกปี่พาทย์ก็พลอยไม่ได้เพลงตับอันกล่าวแล้วนั้นไปด้วย ได้ไว้แต่ชื่อ อนึ่งคำว่า “มโหรี” นั้นก็ชอบกล ถ้าดูตามหนังสือเรื่องอิเหนาก็เป็นชื่อเพลง แต่ตามที่โลกเข้าใจกันเป็นการเล่นชนิดหนึ่ง
เพลง “มหาชัย” ซึ่งเข้าพระทัยว่าทูลกระหม่อมชายทรงกระทำนั้นเข้าพระทัยผิด ความจริงเกล้ากระหม่อมเป็นผู้ทำเนื้อเพลง เอาเพลงมหาชัยเหยียดให้ใกล้เป็นเพลง
ฝรั่ง แล้วส่งให้พระยาวาทิตทำเป็น “สโลมาช” และแต่งแตรตอดตามที่ต้องการใช้ แกไปแก้ท้ายเนื้อเพลงหน่อยหนึ่งก็เพื่อจะกลับต้นให้กินกันดี ที่จริงเกล้ากระหม่อมก็ได้คิดไปแล้ว แต่แกไม่ชอบใจก็แก้ไป ได้สังเกตแล้วเห็นแก้นั้นไม่ผิดเนื้อก็ปล่อยไป การทำอันนี้เป็นครั้งกรมหลวงนครชัยศรีกลับจากยุโรป มาทรงจัดให้มีการเดินธงในเวลาเปลี่ยนกาดใช้เพลงนั้นขึ้น ขณะนั้นทูลกระหม่อมชายยังไม่ได้เสด็จกลับจากยุโรป
๓) เรื่องลานทองจารึก ตามที่ตรัสเล่าว่าหลวงบริบาลกราบทูลถวายนั้น ความแจ่มแจ้งดีกว่าที่เกล้ากระหม่อมได้ยินมามาก เป็นต้นที่ว่าได้มาจากพระเจดีย์เก่าเท่านั้นก็ผิดแล้ว เห็นได้ที่ในคำจารึกนั้นเองก็พูดแต่สร้างวิหาร หาได้พูดถึงพระเจดีย์ไม่ คำ “พระอัษฐารส” นั้นให้นึกสงสัย จะเป็นพระนั่งหรือพระยืนหรือนั่งก็ได้ยืนก็ได้ ถ้าแปลตามศัพท์ก็เป็นว่า “พระ(พุทธรูป) สิบแปด” เท่านั้นตามที่พูดกันเคยได้ยินว่าสิบแปด
นั้นหมายถึงว่าสูงสิบแปดศอก นัยว่าๆเป็นขนาดพระองค์พระพุทธเจ้า ถ้าถูกพระพุทธเจ้าก็ออกจะเป็นยักษ์ ในวัดมหาธาตุเมืองสุโขทัยนั้นไม่ได้เที่ยวดูทั่ว เช่นมณฑปพระ “สาวสิบห้าปี” ก็ไม่ได้เข้าไปดู เพราะประตูเขาใส่ประแจ จะเป็นพระนั่งหรือพระยืนก็ไม่ได้เห็น คำที่หลวงบริบาลกราบทูลว่า “โบสถ์” นั้น อาจเป็นเคยปากติดในกรุงทุกวันนี้ซึ่งโบสถ์เป็นประธานไปแล้วก็ได้ ที่วัดมหาธาตุเมืองสุโขทัย สถานที่อันมีสีมาล้อมซึ่งควรเรียกว่าโบสถ์นั้นไม่เคยเห็น
เมื่อเขียนหนังสือเวรถวายมาแล้วก็ได้รับรูปฉายลานทองจารึกซึ่งตรัสถึงนั้นที่มหาฉ่ำจดว่าเนื้อความเป็นภาษาไทยใต้นั้นอ่านได้สบาย เป็นหนังสือพวกเรานี่เอง เว้นแต่เลขศักราชดูไม่ออก ส่วนตอนท้ายซึ่งมหาฉ่ำจดว่าเป็นหนังสือไทยเหนือนั้นก็อ่านได้ คล้ายกับหนังสือขอม
ที่ว่าพระมหาเถรจุฬามณีเป็นลูกพ่อขุนผาเมืองนั้น ได้รับประทานพระดำรัสชี้แจงว่าเป็นลูกพ่อขุนรามคำแหง แปลว่าต่ำลงมาอีกชั้นหนึ่ง
เรื่องปีเดือนวันคืนนั้น อยากทราบว่าทางชวาเขาเป็นอย่างไร จึงได้ทูลถามทูลกระหม่อมชายออกไป ท่านจึ่งเรียกคนพื้นเมืองมาซัก ได้ความว่าในเมืองชวาใช้ประดิทินกันอยู่ ๓ อย่าง ทางราชการและทางค้าขายใช้ประดิทินฝรั่ง ทางศาสนาใช้ประดิทินมะหะหมัด ทางประเพณีเมืองใช้ประดิทินชวา อันประดิทินของชวานั้นแปลกมาก มีอยู่ ๘ ปีแทนที่ ๑๒ ปีของเราเรียกชื่อว่า “อาลิป เวเฮ ชิมอาวัล เช ดาล เบ วาว
ชิมอาฮีร์” “อาวัล” แปลว่าก่อน “อาฮีร์” แปลว่าหลัง หมดนั้นเป็นเสียงอาหรับ “ชวด ฉลู” ของเราจะเป็นภาษาอะไรก็ยังสืบไม่ออก แต่ก่อนนึกว่าภาษาจีน แต่สืบทราบว่าจีนสามัญก็ไม่รู้ รู้แต่พวกโหร คนสามัญมีคำต่างหาก ไม่เช่นนั้นก็รู้เป็นหนูเป็นวัวควายไปทีเดียว ในทางข้าง ๘ ปีเจ้าแขกเขาก็ถือ “เบญจเพศ” กันอย่างเรา แต่ข้างเขาเป็น ๓ รอบ ข้างเราเป็น ๒ รอบ แต่จำนวนปีก็ตรงกัน
ศักราชนั้นได้เคยสังเกตมาในที่หลายแห่ง ดูเป็นใช้ตามใจชอบ แต่ไม่มากไปจากที่มีในกฎหมาย เมื่อประชุมบางแผนกกฎหมายเข้าแล้วก็มีศักราชอยู่ ๔ อย่าง คือ ๑ พุทธศักราช ๒ มหาศักราช ๓ จุลศักราช ๔ ศักราชอะไรไม่ทราบ เขาเรียกกันว่า “ศักราชกฎหมาย” เขาจะใช้ศักราชอะไรโดยมากเขาก็ไม่ได้บอก เราต้องส้าระตะเอา
เอง อย่างไรก็ดีเกล้ากระหม่อมก็ได้คิดเหมือนกัน ว่าศักราชนั้นจะต้องมีตำแหน่งที่มา และเกี่ยวกับผู้ใช้ด้วย ผู้ใช้หนักไปทางไหนด้วยเหตุใดก็ใช้ศักราชอย่างนั้น “เอกศก โทศก” ถ้าไม่เกี่ยวแก่ศักราช เป็นแต่เกี่ยวกับปีแล้ว ในการที่เดี๋ยวนี้เขียนแต่ชื่อปีลุ่นๆ ก็เป็นอันทำผิด
๔) ในเรื่องนมงัวบานใจที่ได้ทราบว่าพระมหามนตรี (ทรัพย์) เป็นเทือกเถาของชายดิศ
การที่ให้แขกเลี้ยงงัวไว้เป็นฝูง อาจเป็นการทำให้ต้องตามพระบาลี เช่นมีคำว่า “นตฺถิ โคสมิกํ ธนํ” ก็ได้ ทั้งได้ฟังนิทานทางอินเดียมาก็หลายเรื่อง แต่ล้วนกล่าวว่าโคเป็นทรัพย์ทั้งนั้น น้ำนมซึ่งแขกเอาไปส่งที่ประตูย่ำค่ำนั้น อาจมีคนกินน้อย เททิ้งเสียมากก็เป็นได้ โถนมที่เอาไปตั้งให้พระฉันเวลาบิณฑบาตนั้น ทีจะไม่มีใครกิน “เหม็นนมเหม็นเนย” กัน
น้ำนมที่เติมน้ำ น้าข้าว ดินสอพอง นั่นแปลว่าน้ำนมมีน้อยไม่พอต้องการ การทำเนยนั่นแปลว่าน้ำนมมีมากเหลือกินแล้วจึงเอาไปทำเนย คือว่าหลอกให้คนกินสองกลับ เหมือนหนึ่งหนังสือพิมพ์เมืองไทย เจ้าของหนึ่งก็ออกตั้งสองสามฉบับ เพื่อหลอกให้คนซื้อด้วยสำคัญว่าต่างเจ้าของกัน มีผู้มาแนะนำให้กินนมส้ม ไม่สู้จะอาจกินเพราะกลัวลงท้อง เมื่อกินหลายหนเข้าก็ลงจริงๆ ไม่ใช่ว่ากินมาก
ตรัสเล่าถึงการเลี้ยงงัวในยุโรปได้คติมาก ในสามประเทศนั้นเคยเห็นรูปเขียนเมืองวิลันดามาก บริบูรณ์ไปด้วยงัวทั้งนั้น เมืองเดนมารคทราบว่าเขาเลี้ยงงัวมากก็เพราะพระยาชลยุทธส่งเนยถวายพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ส่วนเมืองสวิ
สนั้นได้ยินแต่เขาว่า อย่างไรก็ดี งัวและสัตว์เลี้ยงต่างๆ ต้องสั่งซื้อ “หนวดเต่าเขากระต่าย” ไปให้กินนั้นทราบ ตามที่ตรัสเล่าว่าเมืองวิลันดาเขาเลี้ยงงัวต่าง เมืองเดนมาร์คเขาเลี้ยงวัวแดง นั่นก็แสดงอยู่ในตัวแล้วว่าอากาศผิดกัน ต้องเลี้ยงงัวต่างพันธุ์กัน เขาเมืองหนาวด้วยกันยังเป็นเช่นนั้น เมืองไทยอากาศผิดกว่าเมืองเหล่านั้นมากไม่ไหวเป็นแน่
๕) นกคิริบูนซึ่งว่าร้องเป็นเพลงได้นั้น ได้ยินแต่เขาว่าไม่ได้เห็นตัวจริง ตามที่ตรัสเล่าถึงวิธีหัดนั้นออกจะทรมานมันมาก
๖) พระยานรเนตินั้นทรงทราบกำพืดแกดียิ่ง อยากจะกราบทูลถามต่อไป ว่าพวกพระยาศรีสุนทร (น้อย) นั้นนามสกุลเป็น “อาจารยางกูร” หรือมิใช่ จำได้ไม่สู้แน่
ข่าวล่วงแล้ว
๗) เมื่อวันที่ ๑๗ ซึ่งล่วงแล้วมา ได้รับหมายสำนักพระราชวังบอกงานเฉลิมพระชันษา มีใบพิมพ์หมายกำหนดการส่งมาให้แต่ฉบับเดียว ต้องไปขอเขามาอีก ได้แบ่งส่งถวายมาเพื่อทราบฝ่าพระบาทฉบับหนึ่งนี้แล้ว
ปัญหา
๘) ขอประทานกราบทูลถามมูลเหตุในคำ “ถอนสายบัว” ว่ามีอย่างไร เกล้ากระหม่อมไม่ได้ทราบเลย เพียงแต่คิดว่าคงเกิดขึ้นในรัชกาลที่ ๕ เท่านั้น
ควรมิควรแล้วแต่จะโปรด
สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ เจ้าฟ้ากรมหลวงนริศรานุวัดติวงศ์
ที่ ๑๓/๒๔๘๔ หมายกำหนดการ
ที่ ๑๓/๒๔๘๔
หมายกำหนดการ
พระราชพิธีเฉลิมพระชนมพรรษา
กันยายน พุทธศักราช ๒๔๘๔
นายกรัฐมนตรี ในตำแหน่งบังคับบัญชาสำนักพระราชวัง รับบัญชาคณะผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์ว่า การพระราชพิธีเฉลิมพระชนมพรรษาปีนี้ ให้กำหนดดังต่อไปนี้
วันที่ ๑๙ กันยายน เวลา ๑๖ นาฬิกา ๓๐ นาที คณะผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์มายังวัดพระศรีรัตนศาสดาราม ขึ้นมุขหน้าพระอุโบสถ หัวหน้าบรรพชิตญวนและจีนถวายคำถวายพระพรสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวแด่ประธานคณะผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์ ประเคนผ้าไตรกับย่ามแต่พระสงฆ์ราชาคณะและเปรียญ ๕ รูป ทรงจุดธูปเทียนบูชาพระพุทธมหามณีรัตนปฏิมากร พระสัมพุทธพรรณี และพระพุทธรูปฉลอง
พระองค์ แล้วทรงจุดธุปเทียนเครื่องนมัสการและเทียนบูชาเทพดานพเคราะห์ โหรบูชาเทพดานพเคราะห์ พระสงฆ์เจริญพระพุทธมนต์นวัคคหายุสมธัมม์ คณะผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์ออกจากพระอุโบสถไปขึ้นปราสาทพระเทพบิดร ประธานคณะผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์จุดเทียนพระมหามงคลและเทียนบูชาพระพุทธรูป เทวรูปพระเคราะห์ พระสงฆ์ครองผ้าเสร็จกลับเข้านั่งอาสนะ ทรงจุดธูปเทียนนมัสการทรงศีล พระสงฆ์เจริญพระพุทธมนต์งานพระราชพิธีเฉลิมพระชนมพรรษา
วันที่ ๒๐ กันยายน ตั้งแต่เวลา ๙ นาฬิกา จนเวลา ๑๖ นาฬิกา เจ้าหน้าที่จัดที่สำหรับผู้ที่จะมาลงพระนามและถวายพระพรในวันพระบรมราชสมภพ ไว้ดังนี้
(๑) พระมหามนเทียร ในพระบรมมหาราชวัง
พระบรมวงศานุวงศ์และข้าทูลละอองธุลีพระบาทฝ่ายใน
(๒) ห้องรับแขกศาลาว่าการสำนักพระราชวัง
พระบรมวงศานุวงศ์
(๓) ห้องรับแขกศาลาที่ทำการสำนักงานราชเลขานุการในพระองค์
รัฐมนตรี คณะทูต
ประธานและรองประธานสภาผู้แทนราษฎร กับ ข้าราชการเทียบชั้นพิเศษขึ้นไป
(๔) ห้องแดงศาลาว่าการสำนักพระราชวัง
ข้าราชการสำนักงานเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎร
สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร
ข้าราชการสำนักนายกรัฐมนตรี
ข้าราชการกระทรวงเกษตราธิการ
ข้าราชการกระทรวงการคลัง
(๕) ห้องโถงศาลาว่าการสำนักพระราชวัง
พ่อค้า
คฤหบดี
ข้าราชการสำนักพระราชวัง
(๖) ห้องเขียวศาลาว่าการสำนักพระราชวัง
ข้าราชการกระทรวงการต่างประเทศ
ข้าราชการกระทรวงศึกษาธิการ
ข้าราชการกระทรวงยุติธรรม
ข้าราชการกระทรวงเศรษฐกิจ
ข้าราชการสำนักงานราชเลขานุการในพระองค์
(๗) พระที่นั่งจักรีมหาปราสาท
ข้าราชการกระทรวงมหาดไทย
ข้าราชการกระทรวงกลาโหม
ข้าราชการกระทรวงคมนาคม
เทศมนตรีและสมาชิกเทศบาล
เวลา ๑๐ นาฬิกา ๓๐ นาที คณะผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์มายังพระที่นั่งอมรินทรวินิจฉัย ประธานคณะผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์ทรงจุดธูปเทียนเครื่องนมัสการ พระสงฆ์ถวายพระพรจบแล้ว ทรงประเคนอาหารบิณฑบาตแด่พระสงฆ์ซึ่งเจริญพระพุทธมนต์ในงานนี้แล้ว ทรงจุดธูปเทียนเครื่องสังเวย โหรอ่านประกาศเทวดา พระสงฆ์รับพระราชทานฉัน ในโอกาสนี้จะได้ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ พระราชทานราช
อิสริยาภรณ์จุลจอมเกล้าและเครื่องอิสริยยศแด่สตรีผู้มีเกียรติ พระสงฆ์ฉันเสร็จแล้วทรงจุดธูปเทียนเครื่องทรงธรรม สมเด็จพระราชาคณะถวายพระธรรมเทศนามงคลวิเศษกัณฑ์ ๑ จบแล้ว ทรงประเคนจตุปัจจัยไทยธรรม พระสงฆ์ถวายอนุโมทนา แล้วประทานคณะผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์พระราชทานราชสังคหวัตถุแก่ข้าราชการผู้สุงอายุ
เวลาเที่ยงวัน ทหารบกทหารเรือยิงสลุตหลวงเฉลิมพระเกียรติ
เวลา ๑๗ นาฬิกา คณะผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์มายังท้องพระโรงกลางพระที่นั่งจักรีมหาปราสาท คณะทูตต่างประเทศเฝ้าและนำคำถวายพระพรวันพระบรมราชสมภพถวาย
วันที่ ๒๑ กันยายน เวลา ๑๖ นาฬิกา ๓๐ นาที คณะผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์มายังพระราชอุทยานสโมสรที่สวนศิวาลัย ในพระบรมมหาราชวัง ซึ่งทรงพระกรุณาโปรดให้เชิญเสด็จพระบรมวงศานุวงศ์ คณะรัฐมนตรี คณะทูตต่างประเทศ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ข้าราชการ และสุภาพสตรี มาสโมสรสันนิบาตรับพระราชทานเลี้ยงน้ำชาเครื่องว่างในงานพระราชพิธีเฉลิมพระชนมพรรษา
การแต่งกาย
วันที่ ๑๙ กันยายน เย็น เจริญพระพุทธมนต์ แต่งเครื่องแบบเต็มยศ สายสะพายขัตติยราชอิสริยาภรณ์มหาจักรี
วันที่ ๒๐ กันยายน เช้า เลี้ยงพระ แต่งเครื่องแบบเต็มยศสายสะพายราชอิสริยาภรณ์จุลจอมเกล้า
เย็น ทูตเฝ้า มีเฉพาะแต่เจ้าหน้าที่ แต่งเครื่องแบบเต็มยศ สายสะพายขัตติยราชอิสริยาภรณ์มหาจักรี
วันที่ ๒๑ กันยายน เย็น ราชอุทยานสโมสร แต่งเครื่องแบบครึ่งยศ ประดับราชอิสริยาภรณ์
สำนักพระราชวัง
หมายมา ณ วันที่ ๑๗ กันยายน พุทธศักราช ๒๔๘๔
วันที่ ๒๙ กันยายน พ.ศ. ๒๔๘๔ ดร
บ้านซินนามอน ปีนัง
วันที่ ๒๙ กันยายน พ.ศ. ๒๔๘๔
ทูล สมเด็จกรมพระนริศ ฯ
หม่อมฉันได้รับลายพระหัตถ์เวรฉบับลงวันที่ ๒๓ กันยายน ตามเคย
สนองลายพระหัตถ์
๑) ที่เรียกช้างคนขี่เข้าไปคล้องช้างเถื่อนว่า “ช้างต่อ” นั้นผิดแน่ ด้วยในตำราก็เรียกว่า “ช้างเชือก” และยังมีคำเรียกว่า “ไก่ต่อ” และ “นกต่อ” อยู่เป็นสำคัญ อันหมายความว่าสัตว์เลี้ยงสำหรับล่อสัตว์เถื่อนให้หลงมาถูกจับ และยังคำว่า “ไปต่อนก” ก็หมายความว่า ไปล่อจับนก ผิดกับไปยิงนกหรือไปดักนก ช้างที่เรียกกันว่า “ช้างต่อ” นั้น เดิมเห็นจะหมายว่าช้างบ้านที่ปล่อยไปล่อให้ช้างเถื่อนติดตามมา หรือ
แม้ว่าช้างโขลงหลวงที่ต้อนไปล่อให้ช้างเถื่อนเข้าตามมา น่าจะเป็นแต่คนภายนอกเอาชื่อมาเรียกที่ใช้ในการจับช้างเถื่อนรวมกันหมดทุกจำพวกว่า “ช้างต่อ” พวกกรมช้างเขาก็เรียกช้างที่เข้าไปคล้องว่า “ช้างเชือก” ตามตำรา หม่อมฉันจะเลยขยายความลับทูลต่อไป ถึงเหตุที่หม่อมฉันขวนขวายหาตำราขี่ช้างมาอ่านดังได้คัดความทูลในเรื่องบรรเลงหลายคราวแล้ว ด้วยหม่อมฉันคิดจะแต่ง “เรื่องช้าง” เป็นนิทานโบราณคดีสักเรื่อง ๑ จึงขวนขวายหาความรู้ แต่ยังไม่ได้ลงมือเขียน
๒) ครูมีแขกนั้นหม่อมฉันรู้จักแต่เมื่อหม่อมฉันไว้ผมจุกไปเรียนภาษาอังกฤษที่สมเด็จพระราชปิตุลาประทับ ณ หอนิเพทพิทยา เห็นแกเดินผ่านไปหัดมโหรีของทูลกระหม่อมปราสาทที่มุขกระสันพระมหาปราสาททุกวัน เวลานั้นแกก็แก่มากอายุกว่า
๗๐ แล้ว มีบ่าวแบกซอสามสายตามหลังเสมอ วัน ๑ กรมหลวงประจักษ์ตรัสเรียกให้แกแวะที่หน้าหอ แล้วยืมซอสามสายของแกมาลองสี แกฉุนออกปากว่า “ถ้าทรงสีอย่างนั้นประเดี๋ยวไฟก็ลุก” จำได้เท่านั้น เจ้ากรมขุนเณรนั้นหม่อมฉันก็เคยเห็นแต่นั่งกำกับวงปี่พาทย์ จำไม่ได้ว่าเคยเห็นแกตีเองอย่างท่านได้ทอดพระเนตรเห็น
๓) แตรตอดเพลงสรรเสริญพระบารมีนั้น ทำตามแบบของครูยุเซนมานาน ครั้นครูฟุสโคเข้ามาเป็นครูแตรทหารเรือ มาแก้ให้ทหารเรือเป่าก่อน แล้วพระยาวาทิตฯ จึงมาแก้ให้ทหารมหาดเล็กเป่าไปอีกอย่าง ๑ ตั้งแต่หม่อมฉันยังอยู่ในทหารมหาดเล็ก
เพลงที่เรียกว่าสรรเสริญพระนารายณ์นั้น เดิมมีแต่โน้ตอยู่ในหนังสือมองซิเออร์ลาลูแบร์ เรียกแต่ว่า Siamese Music และเขียนคำขับภาษาไทยไว้ด้วย พยายามอ่านกันมาแต่ก่อน อ่านได้แต่ว่า “สายสมรเอย” ต่อไปดูเป็นว่า “ลูกประคำสมาใบ” ก็ติดกันอยู่เพียงนั้น ที่ท่านทรงอ่านประทานมานั้นได้ความดีเป็นสิ้นสงสัย ครูฟุสโคเป็นผู้เอาเพลงนั้นออกแต่งเป็นเพลงแตรให้ทหารเรือเป่า จะต้องเรียกชื่อเพลง จึงมีใครให้ชื่อว่าสรรเสริญพระนารายณ์ เมื่อเป็นเพลงแตรแล้ว
เรื่องทำเพลงมหาชัยให้ทหารเป่าขลุ่ยและแตรวงนั้น ได้อ่านลายพระหัตถ์ หม่อมฉันจึงรู้สึกตัวว่าหลงไป ขอประทานโทษ ความจริงเป็นดังตรัสเล่า ทูลกระหม่อมชายทรงแต่งเพลงสรรเสริญเสือป่าต่างหาก
๔) ที่ประทานอธิบายเพลงชั้นเดียวสองชั้น และสามชั้นนั้น หม่อมฉันได้ความรู้ดีขึ้น ขอขอบพระคุณ
เจ้าพระยานรรัตน์ฯ เพิ่งเล่นมโหรี ในสมัยเมื่อหม่อมฉันเป็นราชองครักษ์แล้ว เล่นแต่มโหรีอยู่ก่อนแล้วจึงหัดละครขึ้นสักสองสามตัวสำหรับรำเข้ากับเพลงมโหรีซึ่งคิดปรับเข้ากับเรื่องละคร มิใช่เล่นละครให้มโหรีทำหน้าพาทย์ เพราะฉะนั้นจึงรำเพลง ๓ ชั้น ดูเหมือนเล่นแต่เวลาเลี้ยงเพื่อนที่บ้าน หม่อมฉันไม่เคยได้ยินว่าไปเล่นออกโรงที่อื่น แต่เจ้าพระยานรรัตน์ฯ เห็นจะวานครูละครเจ้าพระยาเทเวศร์ฯ ให้หัดรำ เรื่องรำเพลงสามชั้นจึงรู้ไปถึงบ้านเจ้าพระยาเทเวศร์ฯ
๕) ลานทองที่ขุดพบ ณ วัดมหาธาตุเมืองสุโขทัยนั้น พอหม่อมฉันอ่านก็ได้สังเกตคำว่า “วิหาร” ในนั้น ส่อว่าถ้าเป็นโบสถ์อย่างว่าในรายงาน ก็คงมาแปลงเป็นโบสถ์เมื่อประจุลานทองไว้นานแล้ว หรือลานทองนั้นเดิมจะประจุไว้ในวิหารแห่งอื่น ย้ายเอามาประจุไว้ในโบสถ์ต่อภายหลังต้องที่ยังจะต้องพิจารณาวัตถุสถานต่อไป วัดมหาธาตุเมืองสุโขทัยนั้น หม่อมฉันจำได้มั่นคงแต่ว่ามีพระมหาธาตุอยู่กลาง และพระมหาธาตุนั้นก็มีรอยแก้ไขหลายครั้ง ทางหน้าพระมหาธาตุทางด้านตะวันออก มีพระวิหาร
หลวงใหญ่โต เคยตั้งพระศรีสากยมุนี ในวิหารหลวงนั้นยังมีรอยรื้อเสาต้น ๑ กับรื้อฝาผุพังเป็นช่องเมื่อชะลอพระศรีสากยมุนีมาในรัชกาลที่ ๑ หม่อมฉันเคยให้ขุดคุ้ยดูที่ตั้งพระศรีสากยมุนี เป็นฐานเตี้ยสูงจากพื้นโบสถ์สัก ๒ ศอกและมีฐานชุกชีสำหรับตั้งพระพุทธรูปอื่นๆ ต่อออกไปเกือบถึงครึ่งวิหาร นอกจากวิหารหลวงในบริเวณวัดมหาธาตุมีพระเจดีย์วิหารหักพังอีกมากมาย แต่นึกไม่ได้ว่าเคยเห็นโบสถ์ ถ้ามีก็เห็นจะสร้างเมื่อภายหลังพระมหาธรรมราชาพระยาลิไทยทรงผนวช เพราะในจารึกมี
ว่าทรงบรรพชาในพระราชมนเทียร แล้วเสด็จไปอุปสมบทที่วัดป่ามะม่วง ถ้ามีโบสถ์ในวัดมหาธาตุในเวลานั้นก็น่าจะทรงอุปสมบทที่วัดมหาธาตุอันอยู่ในพระราชวัง เหมือนอย่างวัดพระแก้วในกรุงเทพฯ ที่เรียกว่าพระอัษฐารสนั้น น่าจะหมายความว่า ๑๘ ศอก ด้วยเข้าใจว่าพระพุทธเจ้าสูงขนาดนั้นตรงกับว่า “พระเท่าพระองค์” หม่อมฉันเข้าใจว่าพระศรีสากยมุนีก็ทำขนาดที่เข้าใจว่าพระองค์พระพุทธเจ้า แต่เรียกเฉพาะที่ทำเป็นพระยืนว่าพระอัษฐารส ๆ สร้างครั้งสุโขทัยมีอยู่ ๒ องค์ ๆ ๑ เป็นพระ
ก่อ ที่ในจารึกของพ่อขุนรามคำแหงเรียกว่า “พระอัษฐารสลุกยืน” อยู่บนไหล่เขาที่อรัญญิกเมืองสุโขทัย อีกองค์ ๑ เป็นพระหล่อเดิมอยู่ที่วัดวิหารทอง ณ เมืองพิษณุโลก เชิญลงมาไว้ที่วัดสระเกศ ในจารึกภาษาเขมรของพระยาลิไทยแปลเป็นภาษาไทยว่า ทรงสร้างพระเท่าพระองค์ ๆ ๑ หม่อมฉันนึกว่าจะเป็นพระศรีสากยมุนีนั่นเอง หมายว่าเท่าพระองค์พระพุทธเจ้า ที่อ้างในลานทองว่าพระมหาเถรจุฬามณีสร้างพระอัษฐารสนั้น จะเป็นพระยืนหรือพระนั่ง และสร้างไว้ที่ไหน ยังน่าสงสัยอยู่
๖) พระมหามนตรี (ทรัพย์) เป็นบิดาจ่าชำนาญทั่วด้าว (กลั่น) กลั่นเป็นบิดาหม่อมเฉื่อยผู้มารดาของชายดิศ ๆ รู้ว่าเป็นเหลนพระมหามนตรีทรัพย์หรือไม่ และได้เคยอ่านเรื่องระเด่นลันไดหรือไม่ หม่อมฉันสงสัยอยู่ ทรงลองถามเธอดูก็ได้
คิดต่อไปก็เห็นชอบกลอย่าง ๑ ที่มีบางคนชื่อเสียงปรากฏอยู่ช้านานเพราะแต่งหนังสือเรื่องเดียว คนเช่นนั้นนึกได้ ๓ คน คือพระมหามนตรีทรัพย์แต่งเรื่องระเด่นลันไดคน ๑ หม่อมราโชทัยแต่งเรื่องนิราศลอนดอนคน ๑ คุณสุวรรณแต่งเรื่องพระมเหลเถไถคน ๑ ถ้าไม่ได้แต่งหนังสือเรื่องเหล่านั้นไว้ ชื่อเสียงก็เห็นจะลับลี้ไปเสีย
นานแล้ว หม่อมฉันเคยตรวจดูว่าผู้มีชื่อทั้ง ๓ คนนั้น จะได้แต่งหนังสือเรื่องอะไรไว้อีกบ้าง หนังสือที่หม่อมราโชทัยแต่งปรากฏแต่เรื่องระยะทางกับนิราศลอนดอนเท่านั้นเรื่องอื่นหามีไม่ หนังสือคุณสุวรรณแต่งมีเพลงยาวบท ๑ แต่งเมื่อยังอยู่กับกรมหมื่นอัปสรสุดาเทพเวลาก่อนเป็นบ้า สำนวนออกจะฟุ้งอยู่แล้ว แต่ก็ไม่แปลก เมื่อ
แรกเป็นบ้าแต่งบทละครอุณรุธร้อยเรื่องอีกเรื่อง ๑ ก็กระนั้นเอง มาดีเอาเรื่องพระมเหลเถไถซึ่งแต่งเมื่อเป็นบ้าเต็มคราบแล้ว หนังสือที่พระมหามนตรีทรัพย์แต่ง มีโคลงฤาษีดัดตนบท ๑ เพลงยาวกลบทบท ๑ แต่งถวายจารึกไว้ที่วัดพระเชตุพน แต่งเพลงยาวบัตรสนเท่ห์ติเตียนพระยามหาเทพ (ทองปาน) เมื่อยังเป็นจมื่นราชามาตย์บท ๑ สำนวนก็ดีทั้ง ๓ เรื่อง แต่ไม่ดีอย่างแปลกประหลาดเหมือนเรื่องระเด่นลันได จึงขึ้นชื่อเสียงแต่ด้วยแต่งเรื่องระเด่นลันได
๗) พระยาศรีสุนทรโวหาร (น้อย) นั้น นามสกุลว่า “อาจารยางกุล” ที่ตรัสถามมูลของคำเรียก - คำนับอย่างผู้หญิง - ว่าถอนสายบัวนั้นหม่อมฉันก็เคยทราบ แต่ลืมสนิทคิดก็ไม่ออก เป็นจนด้วยเกล้าด้วยกระหม่อม
บรรเลง
๘) เห็นในหนังสือพิมพ์บางกอกไตม์วันที่ ๑๙ กันยายน ลือว่าจะเลิกใช้ราชาศัพท์ หม่อมฉันนึกขึ้นถึงวินิจฉัยมูลของราชาศัพท์ ซึ่งได้เคยคิดมาแต่ก่อน จึงเอามาทูลบรรเลงในจดหมายฉบับนี้
ที่เรียกว่า “ราชาศัพท์” หมายความว่า “คำพูดของเจ้า” หรือ “คำพูดแก่เจ้า” มิใช่แต่เฉพาะพระเจ้าแผ่นดินเท่านั้น แต่ประหลาดอยู่ที่ความจริงไม่เป็นเช่นนั้น เพราะ -
ก. เจ้าพูดก็ไม่ใช้ราชาศัพท์สำหรับพระองค์เอง เช่นจะว่า “ฉันเสวย” “ฉันบรรทม” หรือ “พระขนงของฉัน” หรือ “พระเขนยของฉัน” หามีไม่ ย่อมใช้ศัพท์ภาษาไทยที่พูดกันเป็นสามัญว่า “ฉันกิน ฉันนอน คิ้วของฉัน และหมอนของฉัน” แม้พระเจ้าแผ่นดินก็ตรัสเช่นนั้น
ข. คำราชาศัพท์ที่เป็นภาษาเขมรเช่น “ขนง เขนย” พวกเขมรแม้มาพูดในเมืองไทยเขาก็ใช้สำหรับคนสามัญ ไม่ได้เรียกว่า ขนง เขนย คิ้ว และหมอนของเจ้า
เค้ามูลดูเป็น ๒ ภาษาต่างกัน คือ ภาษาไทยภาษา ๑ ภาษาราชาศัพท์ อันเป็นคำเอามาจากภาษาเขมรกับภาษามคธและสันสกฤตโดยมาก ภาษา ๑ ลักษณะที่ไทยใช้ราชาศัพท์ก็เป็นคำผู้ที่มิใช่ใช้เรียกกิริยาหรือวัตถุอันเป็นของเจ้า หรือว่าโดยย่อราชาศัพท์ดูเป็นคำผู้เป็นบริวารชนใช้สำหรับผู้เป็นเจ้าเป็นใหญ่ หรือถ้าว่าอีกอย่าง ๑ ดูเป็นเอาภาษาของคนจำพวกอื่นที่ใช้สำหรับไทยที่มาเป็นเจ้านายผู้ปกครองของตน มีเค้าจะสังเกตในคำจารึกและหนังสือเก่า เห็นได้ว่าคำราชาศัพท์ใช้ในกรุงศรีอยุธยาดกกว่าที่อื่น ยิ่งเหนือขึ้นไปยิ่งใช้น้อยลงเป็นลำดับ
หม่อมฉันอยากสันนิษฐานว่ามูลของราชาศัพท์จะเกิดด้วยเมื่อเขมรปกครองเมืองละโว้ ในอาณาเขตเมืองละโว้ พลเมืองมีหลายชาติ คำพูดเป็นหลายภาษาปะปนกัน ทั้งเขมร ไทย และละว้า ไทยพวกเมืองอู่ทองคงพูดภาษาไทยมีคำภาษาอื่นปนมากกว่าภาษาไทยที่พูดทางเมืองเหนือหรือจะเปรียบให้เห็นใกล้ๆ เช่นภาษาไทยที่พูดกันทางเมืองอุบลกับที่พูดกันในกรุงเทพฯ ในเวลานี้ก็ทำนองเดียวกัน ครั้นรวม
เมืองเหนือกับเมืองใต้อยู่ในปกครองของกรุงศรีอยุธยา เจ้านายที่เคยอยู่เมืองเหนือนับแต่สมเด็จพระบรมราชาธิราชสามพระยาเป็นต้น ได้ปกครองกรุงศรีอยุธยาและตีเมืองเขมรได้ ได้เขมรพวกที่เคยปกครองเมืองเขมรเข้ามาเพิ่มเติม ระเบียบราชาศัพท์จึงเริ่มเกิดขึ้นตั้งแต่รัชกาลสมเด็จพระบรมไตรโลกนาถเป็นต้น แต่เจ้านายเคยตรัสอยู่แต่ก่อนอย่างไรก็ตรัสอยู่อย่างนั้น ใช้ราชาศัพท์แต่กับพระเจ้าแผ่นดินหรือเจ้านายที่ทรงศักดิ์สูงกว่าหรือเสมอกัน นี่ว่าด้วยกำเนิดของราชาศัพท์ ถ้าว่าต่อไปถึงความ
ประสงค์ที่ใช้ราชาศัพท์ดูก็ชอบกล สังเกตตามคำที่เอาคำภาษามคธและสันสกฤตมาใช้ เช่นว่า พระเศียร พระโอษฐ์ พระหัตถ์ พระบาท เป็นต้น ดูประสงค์จะแสดงว่าเป็นของผู้สูงศักดิ์กว่าที่มิใช่เจ้าเท่านั้น แต่ที่เอาคำสามัญในภาษาเขมรมาใช้ เช่นพระขนง พระเขนย และพระขนองเป็นต้น ดูเป็นแต่จะเรียกให้บริวารที่เป็นเขมรเข้าใจ มิใช่เพราะถือว่าภาษาเขมรสูงศักดิ์กว่าภาษาไทย ชวนให้เห็นว่าเมื่อแรกตั้งราชาศัพท์ ภาษาที่ใช้กันในพระนครศรีอยุธยายังสำส่อน เลือกเอาศัพท์ที่เข้าใจกัน
มากมาใช้ และราชาศัพท์ในครั้งแรกจะไม่มีมากมายนัก ต่อมาภายหลังจึงคิดเพิ่มเติมขึ้น ด้วยเกิดคิดเห็นว่าของเจ้าควรจะผิดกับของไพร่ให้หมด ใช่แต่เท่านั้นยังคิดใช้ราชาศัพท์ผิดกันในเจ้าต่างชั้น เช่นคำว่าตาย ใช้ศัพท์ต่างกันตามยศเป็นหลายอย่าง และคิดคำอย่างราชาศัพท์สำหรับผู้มียศแต่มิใช่เจ้าขึ้นอีก เช่นขุนนางผู้ใหญ่ตายเรียกว่า อสัญกรรม ขุนนางผู้น้อยตายเรียกว่า อนิจกรรมเป็นต้น ถ้ารวมความก็ประสงค์จะแสดงว่าสูงศักดิ์ผิดกับผู้อื่นเท่านั้น.
ควรมิควรแล้วแต่จะโปรด
สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมพระยาดำรงราชานุภาพ
วันที่ ๓๐ กันยายน พ.ศ. ๒๔๘๔ น
ตำหนักปลายเนิน คลองเตย
วันที่ ๓๐ กันยายน ๒๔๘๔
กราบทูล สมเด็จกรมพระยาดำรงฯ ทราบฝ่าพระบาท
ข่าวล่วงแล้ว
๑) เมื่อวันอังคาร เดือนกันยายน วันที่ ๒๓ ได้รับลายพระหัตถ์เวรซึ่งลงวันที่ ๑๕ กันยายน เข้าใจว่ามากับรถไฟซึ่งถึงกรุงเทพฯ ในวันที่ ๒๐ มีปะปิดหัวซองท้ายซอง คือทางปีนังกับทางกรุงเทพฯ จะกราบทูลสนองความในลายพระหัตถ์นั้นต่อไปในเบื้องล่าง หนังสือเวรซึ่งส่งถวายเขาจะทำอย่างไร จะถึงปีนังเมื่อไร แล้วเขาจะนำไปถวายเมื่อไร ย่อมบันดาลไม่ได้ สุดแต่จะเป็นการสะดวกแก่เขา เป็นแต่ว่าจะส่งหนังสือเวรถวายในวันพุธ ซึ่งรถไฟออกจากกรุงเทพฯ ไปปีนังตามเคยเท่านั้น
สนองลายพระหัตถ์
๒) ตรัสเล่าเรื่องทหารฝรั่งเศสกับป้อมที่กรุงธนนั้นดีเต็มที เกล้ากระหม่อมไม่ได้ทราบเรื่องมาก่อนเลย ทำให้ได้ความรู้กว้างออกไปอีกมาก
๓) พระเจดีย์ ๔ องค์ที่วัดพระเชตุพนนั้น เคยได้ยินพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวตรัสเล่าถึงกระแสพระราชดำรัสทูลกระหม่อมของเรา การสร้างพระเจดีย์นั้นเป็นเรื่อง “ใส่คะแนน” อย่างสร้างพระชัยประจำรัชกาลเป็นต้น ที่ทูลกระหม่อมของเราตรัสห้าม ทรงพระราชดำริหาเหตุผลมาตรัสตัดเสียก็ควรแล้ว เพื่อไม่ให้ทำใส่คะแนนอีก การใส่คะแนนต่อไปจะลำบากมากขึ้นทุกที เจ้านายเราก็เคยพูดกันมาแล้ว
๔) “ซาเต๊ะ” มาแต่ “สเต๊ก” นั้นเคยทราบ แต่ออกจะลืมๆ ไปแล้ว คำไรที่ว่ามาแต่คำไรนั้นก็ดูชอบกล ลางคำก็เชื่อ ลางคำก็สงสัย เช่น เรือ “ล่องบด” ตรัสว่ามาแต่ “ลองโบด” นั้นเชื่อ หรือคำ “ทุ่มโมง” เช้าว่ากลางวันตีด้วยฆ้อง กลางคืนตีด้วยกลอง นั้นก็เชื่อ แต่ที่ว่า “มูลี่” มาแต่ “ม้วนคลี่” หรือ “กระโถน” มาแต่ “กระถ่ม” นั้นออกจะเอือมๆ ที่จะเป็นด้วยใกล้หรือห่าง
๕) ตามตรัสเล่าถึงได้ทอดพระเนตรเห็นการเลี้ยงวัวที่ปีนังมีแต่แขกนั้น พอใจเป็นอย่างยิ่ง ที่ในบางกอกก็เป็นเช่นนั้นเหมือนกัน เห็นได้ว่าแขกเขาเคยทำมาอย่างไรก็ทำไปตามเคย เราเห็นต้องด้วยพระบาลีก็อุดหนุน มีให้ที่เลี้ยงอันเป็นที่ว่างเปล่าอยู่เป็นต้น ส่วนที่เขาส่งนมเห็นเขาจะทำด้วยใจเขาเองเป็นการตอบคุณ ไม่ใช่เราบังคับ ข้อเหล่านี้ทำให้ภูมิใจว่าที่กราบทูลมาก่อนนั้นไม่ผิด
เรื่องพันธุ์ ชนิดไรเหมาะกับที่ไหนนั้นเอาเป็นแน่ได้ ย่อมเป็นไปด้วยอากาศเป็นต้น ได้เที่ยวไปในประเทศชวาหลายเมือง สังเกตวัวเห็นลางเมืองก็ใหญ่ ลางเมืองก็เล็ก ที่ใหญ่เล็กจะเป็นต่างพันธุ์กันหรือมิใช่นั้นไม่ทราบ แต่คิดว่าเป็นด้วยอากาศเหมือนหนึ่ง
ตาฉาย (หม่อมศิริวงษ์วรวัฒน์) แกแกล้งเอาลูกมะเขือเทศมาให้ ที่สวนบางกอกนั้นลูกเท่าหัวแม่มือ แต่ที่สวนเมืองเชียงใหม่นั้นโตเท่าลูกพลับจีน วัวที่บ้านเจ้าพระยาเทเวศรฯ เกล้ากระหม่อมก็ได้เห็น พอเห็นก็รู้ว่าวัวฝรั่งไม่ต้องบอก เพราะผิวมันสีชมพูอย่างผิวฝรั่ง เห็นมันนอนหอบไม่ยืนไม่กินตามปกติวัว เห็นได้ว่ามันผิดอากาศร้อนทน
ไม่ไหว อีกหน่อยก็ได้ยินว่าตาย วัวนั้นทราบว่าเอมเปอเรอออสเตรียถวาย เมืองฝรั่งนั้นเขาอาจจะเลี้ยงสัตว์เมืองร้อนได้ ด้วยทำห้องปิดเสียไม่ให้อากาศเย็นเข้าไปได้เท่านั้น เปรียบอย่างเราพูดว่า “พายเรือตามน้ำ” แม้กระนั้นพูดถึงเลี้ยงช้างก็จะเลี้ยงได้แต่สองสามตัว ถ้าจะเลี้ยงกันตั้งโขลงแล้วก็ไม่ไหว ทางบ้านเราแม้จะทำที่เลี้ยงสัตว์เมืองหนาวก็จะต้องทำตรงกันข้าม คือทำห้องเย็น ต้องเอาน้ำแข็งใส่เป็น “พายเรือทวนน้ำ” ยากกว่าเขามากมาย
๖) พระนามอย่างจีนของพระเจ้าแผ่นดินกรุงรัตนโกสินทรนั้น ได้บอกไปให้ที่หอสมุดเขาค้นแล้ว
๗) นึกถึงพระเจ้าแผ่นดินฝรั่งเลี้ยงสิงห์ “เป็นเป๊น” ก็นึกไม่ได้ดี ทีจะเห็นรูปภาพสำเนารูปเขียนเก่า จะเป็นพระเจ้าแผ่นดินประเทศใดก็นึกไม่ได้
๘) พระพุทธรูปซึ่งตรัสว่าเป็นแบบศรีวิชัยนั้น ถ้าเทียบกับหน้าพระโพธิสัตว์ ซึ่งเราได้มาก็เป็นคนละอย่าง แต่หน้าพระพุทธรูปเขาอาจทำไปคนละอย่างก็ได้ นึกถึงที่เมืองชวาก็จำไม่ได้ อย่างไรก็ดี ในการที่จะทำ “กุละ” พระองค์ขึ้นนั้นยากไม่ใช่น้อย ทาง
ศรีวิชัยเป็นห่มผ้าไม่มีกลีบทั้งนั้น ที่ห่มผ้ามีกลีบเข้าใจว่าเป็นพระพุทธรูปที่ฝรั่งเขาทำ ถ้าเป็นทางอินเดียแท้แล้วก็ห่มผ้าไม่มีกลีบทั้งนั้น เข้าใจว่าเอาพระพุทธรูปอย่างแก้ผ้าของศาสนาชินมาแก้ และเข้าใจว่าพระนาคปรกนั้น เขาตั้งใจจะทำ “พุทธาวตาร” ไม่ใช่สัตตมหาสถานร่มไม้จิกอันพระปางของเรานั้นเอาหนังสือปฐมสมโพธิเข้านาบ
แต่ท่าเดียว ลางปางไม่เห็นด้วยก็มี อันพระนาคปรกนั้นได้เจาะสังเกตทางอินเดียไม่เคยพบ พบแต่ทางแถบใกล้บ้านเรา ทีจะคิดทำกันขึ้นทางแถบเรานี้ อนึ่งที่พูดว่าพระพุทธรูปทางอินเดียห่มผ้าไม่มีกลีบนั้น ก็ออกจะมาขัดกับพระโลกนาถนั่นตอนข้างหน้าจีวรมีกลีบ แต่เป็นกลีบเล่นๆ เห็นได้ว่าถ่ายแบบพระพุทธรูปอย่างจีวรมีกลีบมาทำเลียน เพราะที่ว่างอยู่ไม่ใช่แบบเดิมมาแล้วจะเป็นของเดิมหรือปั้นซ่อมก็ไม่ทราบ รู้ไม่ได้เพราะทองปิดอยู่ เช่นพระบาทก็เป็นของซ่อมทองลอกจึ่งเห็นว่าเป็นปูน
๙) ประดิทินชวาซึ่งเขียนถวายมาคราวก่อน เขียนชื่อปีที่ ๒ เป็น “เวเฮ” นั้นดีดพิมพ์ผิด ที่ถูกเป็น “เอเฮ” เกล้ากระหม่อมได้อ่านตรวจก็จำไม่ได้ ต่อดูต้นฉบับจึงเห็น แต่ก็เป็นภาษาอาหรับ และไม่มีธุระอะไรที่เราจะจำ เป็นแต่กราบทูลให้ทรงทราบไว้เท่านั้น
เรื่องศักราช ประเทศที่เขาใช้ประดิทินฝรั่ง เขาใช้คริสตศักราชด้วยประชาชนโดยมากไม่ใช่ถือศาสนาคริสตังกันก็มี ว่าใช้เพื่อสะดวก ขันที่แม้ฝรั่งเองลางพวกก็ไม่อยู่สุข คิดเปลี่ยนประดิทินใหม่ เอาปีหนึ่งเป็น ๑๓ เดือน เดือนหนึ่งเป็น ๔ อาทิตย์เกินอยู่วันหนึ่งจัดเอาเป็นวันพิธี คุณที่ยกขึ้นอ้างก็ว่าต้นเดือนวันไรก็เป็นวันนั้นตลอดปี เกล้า
กระหม่อมมีศรัทธาเห็นชอบด้วยเขาเต็มประตู นึกถึงวันเก่าอย่างฝรั่งก็ชอบกล มี ๑๒ เดือน เหมือนกับเรา แต่มีชื่อ ๘ เดือนเป็นนัมเบอร์ ๔ เดือน มีตั้งต้นแต่เดือนที่ ๗ เป็นต้นไป เดือนสุดปีเป็นนัมเบอร์ ๑๐ ทีเดิมจะมี ๑๐ เดือนเป็นปีหนึ่ง ตามที่ตรัสว่าทางลานนาออกชื่อปีเป็นอย่างหนึ่งไปนั้นได้สอบแล้ว ไปเหมือนกันเข้ากับทางไทยอาหม ทำให้รู้สึกในใจว่าเขาเก่ากว่าเรามาก
ที่ว่าพระเจ้าปราสาททองลบศักราชนั้นเป็นให้ชื่อผิด ที่จริงไม่ได้ลบศักราชลบปีต่างหาก แต่ปีที่ทรงลบนั้นก็ไม่ปรากฏว่าต่อมาได้ใช้ที่ไหนเลย เห็นจะใช้แต่ในแผ่นดินนั้น สิ้นแผ่นดินแล้วก็แก้ไปหาเก่า การเปลี่ยนปีนั้นเปลี่ยนยาก ด้วยเป็นของใช้กันอยู่มากในโลกนี้อย่างเดียวกันทั้งนั้น
๑๐) “กระบวนเพชรพวง” ทราบว่าทำในแผ่นดินพระนารายณ์ ได้ทราบนั้นเป็นกระบวนช้าง เคยได้ให้พระยาอนุมานสอบดูช้างที่ผูกเครื่องพระคชาธารมาทีหนึ่งแล้ว ในกระบวนนั้นไม่มี แล้วมาทราบที่ตรัสครั้งนี้อีก ว่าที่เขียนวัดพระแก้วนั้นก็คือเอาออกจากกระบวนเพชรพวงนั้นเอง ถ้าเช่นนั้นกระบวนเพชรพวงก็มีทุกอย่าง ทำขึ้นเป็นตำราครั้งแผ่นดินพระนารายณ์ จะขอฉบับเขาดูก็ทีจะไม่เป็นประโยชน์อะไรแก่ตัว นอกจากจะมีสงสัยอะไรอยู่
๑๑) ในการที่สมเด็จพระพันวัสสาทรงทำบุญร่นวันเร็วเข้ามานั้น ทรงสันนิษฐานเหตุผลนั้นเห็นเป็นถูกแล้ว และข้อที่ตรัสสอนให้ปลอบใจตัวนั้นมีราคามากเป็นความจริงดังนั้น
๑๒) เรื่องเขาจะดับไฟมืดนั้นเป็นเรื่องธรรมดา ไม่มีอะไรจะกราบทูล
บรรเลง
๑๓) ได้กราบทูลเรื่องละครหมัด เรื่องนั้นพาให้กราบทูลเรื่องบรรเลงนี้ต่อไป
ที่ในประเทศชวาพบเขามี “แฝ” กันบ่อยๆ แต่ไม่ใช่บ่อยซ้ำอยู่ในเมืองเดียว เขาย้ายไปมีที่เมืองนั้นบ้างเมืองนี้บ้าง เราก็เที่ยวย้ายที่ไปเหมือนกันจึงได้พบ “แฝ” บ่อยๆ ลางทีพระองค์ทูลกระหม่อมชายเองก็ทรงนำเข้าเที่ยวในนั้น ลางทีก็ลูกของท่านนำเอาเป็นนิยายไม่ได้ “แฝ” นั้นก็จัดเป็นร้านตามเคย ผู้นำไม่ได้นำเข้าดูทั่ว เห็นจะนำดูแต่ที่เก็งว่าจะพึงใจ ในเรื่องละครหมัดนั้น ได้กราบทูลถวายแล้ว ต่อไปนี้จะกราบทูล
ด้วยเรื่องเขากินปลา เขาเอาปลาทองเลี้ยงไว้ในหม้อแก้วเป็นหลายใบ แล้วคนกินก็มากินเข้าไปทั้งน้ำทั้งปลา แล้วก็กลับรากออกมาทั้งน้ำทั้งปลา เอาภาชนะซึ่งทำด้วยแก้วรอง น้ำก็ใสบริสุทธิ์ กับทั้งปลาก็ว่ายอยู่ในน้ำตามเคย น้ำที่เห็นกลืนเข้าไปนั้นเห็นมากเกินกว่าที่กระเพาะจะมีรับรองได้ด้วย เขาจะทำอย่างไรไม่ทราบ คิดอะไรไม่ออกที่นอกจากว่า “เขาบัง” มีอีกอย่างหนึ่งซึ่งควรจะกราบทูล เขาว่าเขียนรูปภาพสี
น้ำมันแล้วแผ่นหนึ่งได้ในกี่นาทีก็ลืมเสียแล้ว เข้าไปดูเห็นเขียนรูปนั้นเป็นต้นมะพร้าว ๒ ต้น ก็เอาเป็นแล้ว การนี้รับอาสาทำได้ไม่ยากเลย การเที่ยวร้านนั้นชอบกล ย่อมแล้วแต่ใครจะพึงใจอะไร เหมือนหนึ่ง “แผ่” ซึ่งกราบทูลนั้น พวกผู้หญิงไปจมอยู่ที่ร้านขายพลอย อื่นๆ ไม่ได้เห็นแต่เขาก็ไม่มีประสงค์ที่จะเห็น เหมือนหนึ่งเกล้ากระหม่อมมาพูดถึงร้านขายไม้กรอบรูปที่ถนนพาหุรัด แต่แม่โตไม่เคยเห็นเลยว่ามี ทั้งนั้นก็เพราะมีใจประสงค์ต่างกัน
ข่าวใหม่
๑๔) ในวันที่ ๒๙ กันยายน อันเป็นวันดีดพิมพ์หนังสือเวรฉบับนี้ สำนักพระราชวังส่งหมายมาให้ฉบับ ๑ บอกว่าวันที่ ๔-๔ (เข้าใจว่าวันที่ ๔-๕) สมเด็จพระพันวัสสาจะทรงทำบุญถวายพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้า กับสมเด็จพระเทพศิรินทร์ที่โบสถ์วัดพระแก้ว เวลา ๑๐.๐๐ น. เหมือนกันทั้งสองวัน
๑๕) กับได้รับลายพระหัตถ์เวรซึ่งลงวันที่ ๒๑ กันยายนมีปะปิดสองด้าน จะกราบทูลสนองความในคราวหน้าตามเคยเพราะคราวนี้ไม่ทัน
ควรมิควรแล้วแต่จะโปรด
สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ เจ้าฟ้ากรมหลวงนริศรานุวัดติวงศ์
บันทึก
โฆษณา
ดาวน์โหลดแอปพลิเคชัน
© 2026 Blockdit
เกี่ยวกับ
ช่วยเหลือ
คำถามที่พบบ่อย
นโยบายการโฆษณาและบูสต์โพสต์
นโยบายความเป็นส่วนตัว
แนวทางการใช้แบรนด์ Blockdit
Blockdit เพื่อธุรกิจ
ไทย