Blockdit Logo
Blockdit Logo (Mobile)
สำรวจ
ลงทุน
คำถาม
เข้าสู่ระบบ
มีบัญชีอยู่แล้ว?
เข้าสู่ระบบ
หรือ
ลงทะเบียน
Evolve Us
•
ติดตาม
24 ก.ย. เวลา 06:38 • หุ้น & เศรษฐกิจ
[บัฟเฟตต์ล่าหุ้นดีที่กำลังเจอมรสุมอย่างไร และทำไมบางครั้งถึงพลาด]
ชาร์ลี มังเกอร์ คือคนที่เปลี่ยนวิธีลงทุนของวอร์เรน บัฟเฟตต์ไปตลอดกาล มังเกอร์โน้มน้าวให้บัฟเฟตต์ซื้อ "บริษัทยอดเยี่ยมในราคาที่สมเหตุสมผล" แทนที่จะซื้อ "บริษัทธรรมดาในราคาถูกเป็นพิเศษ" ตามแนวทางดั้งเดิมที่เขาเรียนมา
.
แต่บัฟเฟตต์ก็ไม่ได้ทิ้งรากเหง้าของตัวเองไปทั้งหมด นับตั้งแต่เข้าเรียนวิชาของเบนจามิน เกรแฮมที่มหาวิทยาลัยโคลัมเบีย เขายังยืนกรานเสมอว่าต้องซื้อให้ได้ส่วนลดจากมูลค่าที่แท้จริงอย่างน้อยสักเล็กน้อย นี่คือนิสัยที่ติดตัวเขามาตลอดชีวิตการลงทุน
[ปัญหาของนักลงทุนตัวใหญ่]
เมื่อเบิร์กเชียร์ แฮธาเวย์เติบโตขึ้นเรื่อย ๆ บัฟเฟตต์ต้องนำเงินจำนวนมหาศาลไปลงในบริษัทที่ใหญ่ขึ้นตาม และนั่นทำให้เขาเจอปัญหาพื้นฐาน คือบริษัทใหญ่มักเป็นที่รู้จักกันทั่ว ใคร ๆ ก็จับตาดูอยู่ การจะหาบริษัทแบบนี้ในราคาถูกจึงเป็นเรื่องยากมาก
หลังจากสะสมประสบการณ์มาหลายปี บัฟเฟตต์พบว่าบริษัทชั้นดีระดับนี้จะซื้อขายต่ำกว่ามูลค่าก็ต่อเมื่อเกิดเหตุการณ์หนึ่งในสามแบบ ได้แก่ ตลาดหุ้นทั้งตลาดดิ่งหนัก อุตสาหกรรมทั้งอุตสาหกรรมเข้าสู่ภาวะถดถอย หรือตัวบริษัทเองเผชิญปัญหาเฉพาะตัว
สองกรณีแรกเป็นโอกาสที่ตัดสินใจง่าย เพราะของดีถูกลากลงมาพร้อมกับทุกอย่าง แต่ปัญหาคือมันเกิดขึ้นไม่บ่อย ส่วนกรณีที่สามนั้นมีให้เห็นอยู่ตลอดเวลา ไม่ว่าช่วงไหนก็จะมีบริษัทดี ๆ สักแห่งที่กำลังเจอมรสุมอยู่เสมอ
บัฟเฟตต์จึงใช้โอกาสจากสองกรณีแรกอย่างเต็มที่ทุกครั้งที่มันมาถึง แต่ในช่วงเวลาที่เหลือ เขาจะออกล่าหาหุ้นจากกลุ่มบริษัทที่กำลังเผชิญอุปสรรค
[เมื่อกลยุทธ์นี้ได้ผล และเมื่อมันล้มเหลว]
บางครั้งวิธีนี้ได้ผลอย่างน่าทึ่ง ในปี 2016 บัฟเฟตต์เริ่มซื้อหุ้น Apple หลังจากยอดขาย iPhone ที่ชะลอตัวกดราคาหุ้นลงมา การลงทุนครั้งนั้นกลายเป็นดีลที่สร้างความมั่งคั่งให้เบิร์กเชียร์มากที่สุดในประวัติศาสตร์ของบริษัท
แต่ก็มีหลายครั้งที่มันไม่เป็นไปตามแผน บัฟเฟตต์ลงทุนใน Tesco ห้างค้าปลีกยักษ์ใหญ่ของอังกฤษ ซึ่งต่อมาต้องเผชิญการแข่งขันที่ดุเดือดและเรื่องอื้อฉาวทางบัญชี สุดท้ายเขาต้องขายออกพร้อมผลขาดทุนก้อนใหญ่ อีกกรณีคือ Paramount ที่เขาซื้อในปี 2022 และต้องยอมรับการขาดทุนหนักเพียงสองปีหลังจากนั้น
[สามคำถามที่แยกผู้ชนะออกจากกับดัก]
อะไรทำให้บางดีลกลายเป็นขุมทรัพย์ แต่บางดีลกลายเป็นหลุมพราง? คำตอบอยู่ที่สามปัจจัย
ข้อแรก บริษัทมี คูเมือง (moat) ที่ชัดเจน หรือไม่ ปัญหาชั่วคราวจะผ่านไปได้ก็ต่อเมื่อบริษัทมีความได้เปรียบที่คู่แข่งลอกเลียนได้ยาก Apple มีระบบนิเวศและความภักดีของลูกค้าที่แข็งแกร่ง ขณะที่ Tesco อยู่ในธุรกิจค้าปลีกที่คู่แข่งราคาถูกเข้ามาแย่งลูกค้าได้ไม่ยาก
ข้อสอง บริษัทยังมี เส้นทางการเติบโตที่เป็นไปได้จริง หรือไม่ บริษัทที่เจอมรสุมแต่ยังมีทางไปต่อ ต่างจากบริษัทที่ธุรกิจหลักกำลังถูกโครงสร้างอุตสาหกรรมกัดกร่อน อย่างสื่อโทรทัศน์แบบดั้งเดิมที่ถูกสตรีมมิงกินส่วนแบ่งไปเรื่อย ๆ
ข้อสาม ราคาที่ซื้อเผื่อที่ว่างให้ความผิดพลาดที่ไม่คาดคิด หรือไม่ นี่คือหัวใจของ Margin of Safety ที่บัฟเฟตต์ได้มาจากเกรแฮม ต่อให้วิเคราะห์ถูกเกือบทั้งหมด ถ้าซื้อแพงเกินไปก็ไม่มีพื้นที่ให้พลาดเลย
[บทสรุป]
หุ้นที่ถูกเทขายเพราะบริษัทเจอปัญหาเฉพาะตัวเป็นแหล่งโอกาสที่มีอยู่เสมอ ไม่ต้องรอตลาดล่มหรือวิกฤตอุตสาหกรรม แต่มันก็เต็มไปด้วยกับดักคุณค่า (value trap) เช่นกัน ถ้าคุณตอบสามคำถามนี้ได้ถูกต้อง ทั้งเรื่องคูเมือง เส้นทางการเติบโต และส่วนเผื่อความปลอดภัยของราคา หุ้นที่ถูกทุบจนหมดราคาก็อาจกลายเป็นเหมืองทองของพอร์ตคุณได้
การลงทุน
การเงิน
หุ้น
บันทึก
1
1
โฆษณา
ดาวน์โหลดแอปพลิเคชัน
© 2026 Blockdit
เกี่ยวกับ
ช่วยเหลือ
คำถามที่พบบ่อย
นโยบายการโฆษณาและบูสต์โพสต์
นโยบายความเป็นส่วนตัว
แนวทางการใช้แบรนด์ Blockdit
Blockdit เพื่อธุรกิจ
ไทย