•
24 ก.ย. เวลา 08:02 • ภาพยนตร์ & ซีรีส์

อุจิยามะ มาโมรุ เขาไม่ได้ตามหาอุลตร้าแมน แต่อุลตร้าแมนค่อย ๆ เดินเข้ามาหาเขา

ตอนที่ผมเริ่มต้นเขียนเรื่องนี้ ผมนึกถึงคำพูดที่จะอธิบายคนๆ นี้อย่างไรดี ปรมาจารย์อุลตร้าแมนดีไหม หรือผู้สร้างจักรวาลอุลตร้าแมน แบบไหนจะดีกว่านะ แต่แล้วผมก็นึกขึ้นได้ว่าระหว่างอ่านประวัติและงานของอุจิยามะ มาโมรุ ผมพบว่าบางครั้งชีวิตของศิลปินไม่ได้เปลี่ยนไปเพราะความฝันอันยิ่งใหญ่ หากเปลี่ยนเพราะคำพูดสั้น ๆ ของใครบางคน
อากาธา คริสตี เคยได้รับคำท้าจาก มัดจ์ พี่สาว ให้ลองเขียนนิยายสืบสวนที่คนอ่านไม่สามารถเดาตัวฆาตกรได้ และความท้าทายนั้นนำไปสู่ The Mysterious Affair at Styles นิยายเรื่องแรกของเธอ และเป็นครั้งแรกที่โลกได้รู้จัก เฮอร์คูล ปัวโรต์
หรือหลายทศวรรษต่อมา เจ. เค. โรว์ลิง ก็มีเรื่องเล่าของตัวเองเกี่ยวกับการถูกปฏิเสธจากสำนักพิมพ์ถึงสิบสองแห่ง ก่อนที่ต้นฉบับของเด็กชายผู้มีแผลเป็นรูปสายฟ้าจะได้รับการตีพิมพ์ และคำพูดจากบรรณาธิการของ Bloomsbury ที่เตือนเธอว่าอย่าคาดหวังว่าจะร่ำรวยจากการเขียนหนังสือเด็ก ก็กลายเป็นหนึ่งในเรื่องเล่าที่ถูกพูดถึงเสมอเมื่อย้อนกลับไปมองจุดเริ่มต้นของ Harry Potter
อุจิยามะ มาโมรุก็มีประโยคของเขาเอง ที่สำคัญมันไม่ได้เป็นคำพูดปลุกใจ ไม่ใช่คำชม และไม่ได้ฟังดูเหมือนประโยคที่จะเปลี่ยนชีวิตใครเลย มันเป็นเพียงคำถามธรรมดาจากบรรณาธิการคนหนึ่ง ถามคำถามที่ธรรมดามากๆ ว่า
“วาดสัตว์ประหลาดเป็นไหม”
เรื่องราวของเขา ไม่ได้เริ่มต้นด้วยอุลตร้าแมน
อุจิยามะ มาโมรุ เกิดมาในครอบครัวเกษตรกรรม ในจังหวัดอิบารากิ และเกือบจะไม่ได้เข้าสู่วงการการ์ตูน ในวัยเด็กมาโมรุชอบอ่านและชอบวาดการ์ตูนมาก แต่ตัวเขาไม่ได้คิดหรือตั้งใจจะยึดอาชีพเป็นนักวาดมังงะเลย เนื่องจากพื้นเพทางบ้านเป็นครอบครัวเกษตรกร และในฐานะลูกชาย เขาจึงถูกคาดหวังให้สืบทอดกิจการทำไร่ทำนาของครอบครัวต่อไป
แต่จุดเปลี่ยนชะตาชีวิตมาจากพี่สาว เพราะเมื่อหลังจากมาโมรุเรียนจบชั้นมัธยมศึกษาตอนต้น พี่สาวของเขาได้แอบนำผลงานมังงะที่เขาเคยวาด ไปส่งประกวดกับบริษัทอนิเมชั่นชื่อดังอย่าง ทัตสึโนโกะ โปรดักชั่น (Tatsunoko Production) โดยที่เจ้าตัวไม่รู้เรื่องด้วยซ้ำ ผลงานนั้นไปเข้าตากรรมการ ทำให้ทัตสึโนโกะ โปรดักชั่น ตัดสินใจจ้างเขาเข้าทำงานเป็นศิลปินทันที
มาโมรุขออนุญาตพ่อ เพื่อไปลองใช้ชีวิตโดยขอเดินพันไว้ที่สองปี มาโมรุในวัยที่เพิ่งจบมัธยมศึกษาตอนต้น ไม่ได้เรียนต่อในระดับชั้นมัธยมศึกษาตอนปลายแต่อย่างใด ได้เดินทางเข้าสู่โตเกียว และเริ่มต้นอาชีพในสายอนิเมเตอร์และนักวาดการ์ตูนนับตั้งแต่นั้นมา เขาไม่เคยมีแผนว่าจะต้องโตขึ้นมาเป็นนักวาดการ์ตูนชื่อดังด้วยซ้ำ เขาเป็นลูกชายคนโต และตามความคาดหวังของครอบครัว เขาควรจะเติบโตขึ้นเพื่อรับช่วงงานบ้านและที่ดินต่อไป
ด็กหนุ่มที่เดินทางเข้ามาในโลกของแอนิเมชันในเวลานั้นคงไม่มีทางรู้ว่าสองปีที่ตั้งใจว่าจะเป็นเพียงช่วงเวลาชั่วคราว จะกลายเป็นจุดเริ่มต้นของอาชีพที่ยาวนานหลายทศวรรษ
...................
ทัตสึโนโกะ โปรดักชั่น คือ สตูดิโอผลิตอนิเมะระดับตำนานของญี่ปุ่น ก่อตั้งในปี 1962 โด่งดังมากในการสร้างอนิเมะแนวไซไฟ ฮีโร่แปลงร่าง และหุ่นยนต์ผลงานฮิตที่คนไทยคุ้นเคย เช่น Gatchaman (วิหคสายฟ้า) Speed Racer (นักซิ่งสายฟ้า )Yatterman (คู่แฝดอภินิหาร)Macross (ร่วมผลิต)สตูดิโอนี้เปรียบเสมือนโรงเรียนฝึกหัด ที่สร้างบุคลากรระดับปรมาจารย์ป้อนเข้าสู่วงการการ์ตูนญี่ปุ่นมากมาย
อุจิยามะ มาโมรุ เข้าไปอยู่ในฝ่ายแอนิเมชัน และทำงานเป็นเจ้าหน้าที่ฝ่ายวาดภาพอยู่ระยะหนึ่ง โดยมี คุริ อิปเป (Ippei Kuri) ซึ่งต่อมาจะเป็นประธานบริษัทคนที่สามของทัตสึโนโกะ โปรดักชั่น เป็นบุคคลสำคัญในสายงานที่เขาอยู่ด้วย นี่เป็นช่วงเวลาที่สำคัญมาก เพราะมันทำให้อุจิยามะ มาโมรุได้เรียนรู้สิ่งที่แตกต่างจากการวาดการ์ตูนบนกระดาษเพียงอย่างเดียว เขาได้เรียนรู้การเคลื่อนไหว การวาดร่างกาย การจัดฉาก และวิธีคิดภาพให้สามารถทำงานร่วมกับภาพอื่น ๆ ได้
คุริ อิปเป เป็นบุคคลที่เห็นแววในตัวมาโมรุ และดึงตัวเขาจากแผนกอนิเมชั่นเข้าสู่แผนกมังงะ เพื่อทำหน้าที่วาดร่างกายตัวละครและฉากหลังให้ผลงานของตัวเอง ซึ่งขึ้นชื่อในเรื่องการออกแบบตัวละครฮีโร่ไซไฟและฉากต่อสู้ที่ดุดัน สมจริง (เช่น Gatchaman หรือ Judo Boy) การได้ทำงานใกล้ชิดและซึมซับทักษะการจัดองค์ประกอบภาพแบบภาพยนตร์จากคุริ อิปเปทำให้มาโมรุพัฒนาลายเส้นการต่อสู้จนทรงพลัง และกลายมาเป็นเอกลักษณ์ที่ทำให้มังงะ อุลตร้าแมน ของเขาโด่งดังในเวลาต่อมา
กล่าวง่าย ๆ เขากำลังเรียนรู้วิธีเป็น “มืออาชีพด้านการวาดภาพ” ก่อนที่จะกลายเป็นนักเขียนการ์ตูนเต็มตัว
และในช่วงเวลานี้เอง ชีวิตของเขาก็เริ่มแยกออกจากเส้นทางเดิมอย่างช้า ๆ ในปี 1968 นิตยสารคิโบ โนะ โทโมะติดต่อเขาให้ลองทำงานมังงะ เรื่องที่เขาได้รับมอบหมายคือมังงะเล่าเรื่องของเช กูวารา แต่ปัญหาคือ ทัตสึโนโกะในเวลานั้นมีข้อห้ามเรื่องการรับงานพิเศษภายนอก อุจิยา มะ มาโมรุ จึงต้องรับงานนี้อย่างลับ ๆ (ซึ่งคุริ อิปเปก็รู้ และคนอื่นในแผนกก็ทราบ แต่ก็พากันให้กำลังใจจนมาโมรุวาดมังงะเรื่องแรกของตนเองสำเร็จ)
ในที่สุดเขาก็สามารถทำงานความยาว 32 หน้าออกมาได้ และเช กูวาราที่ตีพิมพ์ในปี 1968 กลายเป็นผลงานเปิดตัวของเขาในฐานะนักเขียนการ์ตูนอย่างแท้จริง งานนี้ยังไม่ได้เกี่ยวข้องอะไรกับอุลตร้าแมนเลย เป็นเรื่องเหมือนนิยายมากกว่า เฃ่าเรื่องเชเจอกับฟิเดล คาสโตรได้อย่างไร แต่สิ่งสำคัญคือเรื่องนี้ทำให้เขาเริ่มมีชื่อในฐานะ “คนวาดมังงะ” ขณะเดียวกันก็ยังมีพื้นฐานจากงานแอนิเมชันติดตัวมาเต็ม ๆ
และนั่นกลายเป็นส่วนผสมที่สำคัญมากสำหรับงานของเขาในอนาคต เพราะเมื่อคนหนึ่งเคยทำแอนิเมชันมาก่อน เขาจะไม่ได้มองตัวละครเพียงเป็นภาพนิ่ง เขามองเห็นว่าตัวละครกำลังเคลื่อนไหว เหมือนผู้กำกับผสมตากล้องที่มองเห็นมุมภาพ เห็นตัวละครควรอยู่ตรงไหนถึงจะส่งผู้ต่อผู้อ่านมากที่สุด
หลังจากนั้นมาโมรุเริ่มรับงานมังงะ และงานดัดแปลงจากทัตสึโนโกะ โปรดักชั่นมากขึ้น และเขายังค่อย ๆ เข้าไปทำงานกับนิตยสารสำหรับเด็ก โดยเฉพาะนิตยสารในเครือโชงากุกัง ตรงนี้เองที่เส้นทางของเขาจะค่อย ๆ บรรจบกับโลกของสัตว์ประหลาด
ในเวลานั้นญี่ปุ่นกำลังอยู่ในช่วงที่ความนิยมของสัตว์ประหลาดจากโทรทัศน์กำลังเปลี่ยนแปลงไปอย่างมาก หลังความสำเร็จของ Ultraman และ Ultraseven โลกของไคจูไม่ได้จำกัดอยู่เพียงรายการโทรทัศน์อีกต่อไป มันอยู่ในนิตยสารมังงะสำหรับเด็กด้วย อยู่ในสมุดภาพ อยู่ในของเล่น และที่สำคัญที่สุด มันอยู่ในจินตนาการของเด็ก ๆ นิตยสารสำหรับเด็กจึงต้องการนักวาดที่สามารถทำให้ฮีโร่และสัตว์ประหลาดมีชีวิตขึ้นมาบนกระดาษ และในวันหนึ่ง อุจิยามะก็ได้รับคำถามที่ต่อมาจะกลายเป็นประโยคสำคัญที่สุดประโยคหนึ่งในชีวิตการทำงานของเขา
“วาดสัตว์ประหลาดเป็นไหม”
คนถามคือ อิงาวะ ฮิโรชิ บรรณาธิการผู้มีสายตาแหลมคมของ โชงากุ นิเนนเซ ซึ่งเป็นนิตยสารมังงะสำหรับเด็กประถมศึกษาปีที่ 2 ของสำนักพิมพ์เครือโชงากุกัง คำถามที่ดูธรรมดามาก แต่สำหรับอุจิยามะ มันกำลังจะเปลี่ยนเส้นทางชีวิต เขาไม่ได้ตอบด้วยการอธิบายตัวเองยืดยาว เขาลองวาดสัตว์ประหลาดจากภาพถ่ายที่มีอยู่ประมาณสองสามภาพ และนั่นก็เพียงพอ
ความสามารถในการวาดสิ่งมีชีวิตประหลาด ๆ ที่ต้องมีทั้งรูปร่าง น้ำหนัก และความรู้สึกว่ามันกำลังเคลื่อนไหว ทำให้เขาได้รับงานที่เกี่ยวข้องกับโลกของ สึบุรายะ โปรดักชัน
ที่มาของเรื่องนี้คือ ในปี 1970 บริษัท สึบุรายะมีแผนจะทำโปรเจกต์ Jumborg Ace ฮีโร่ร่างยักษ์ตัวใหม่ แต่ยังไม่ได้รับอนุมัติจากค่ายโทรทัศน์ให้สร้าง จึงได้นำโครงร่างและแผนงานนั้นมาเปลี่ยนเป็นเวอร์ชันมังงะ และนำลงในนิตยสารรายเดือนของสำนักพิมพ์เครือโชงากุกังก่อน โดยอุจิยามะ มาโมรุได้รับหน้าที่ให้วาดเรื่อง Jumborg Ace ตั้งแต่เดือนตุลาคม 1970 ถึงมีนาคม 1971
ด้วยความที่มังงะเรื่องนี้ และโปรเจกต์ที่จะตามมาอย่าง The Return of Ultraman ในปี 1971 เป็นงานของฝั่งสึบุรายะ โปรดักชัน ซึ่งเป็นคู่แข่งทางธุรกิจโดยตรงกับ ทัตสึโนโกะ โปรดักชั่น แผนกบริหารของทัตสึโนโกะในยุคนั้นจึงมองว่าไม่เหมาะสมที่จะให้พนักงานในสังกัดไปรับงานวาดให้บริษัทคู่แข่งอย่างเปิดเผย ทำให้ต้นปี 1971 อุจิยามะ มาโมรุตัดสินใจลาออกจากการเป็นพนักงานประจำ เพื่อรับงานเป็นนักวาดมังงะเต็มตัว โดยที่ไม่ได้เข้าไปสังกัดสึบุรายะหรือโชงากุกัง แต่เขาก้าวเข้าสู่อาชีพนักวาดมังงะฟรีแลนซ์
งานแรกที่กลายเป็นสะพานสำคัญคือ Jumborg Ace (มาจาก Jumbo ผสม Cyborg หมายถึงหุ่นยนต์ยักษ์ และ Ace คือดีเยี่ยมที่หนึ่ง) หรือที่คนไทยคุ้นเคยกันในชื่อ จัมโบ้เอ แต่ Jumborg Ace ไม่ได้เป็นการเอาซีรีส์โทรทัศน์มาวาดเป็นการ์ตูน หากเป็นหนึ่งในโครงการฮีโร่ที่เกิดจากนิตยสารมังงะสำหรับเด็ก ก่อนที่จะกลายเป็นรายการโทรทัศน์เสียอีก มังงะของอุจิยามะ มาโมรุจึงตีพิมพ์ก่อนที่ Jumborg Ace ฉบับโทรทัศน์จะออกอากาศในปี 1973 เพราะฉะนั้นหลายสิ่งหลายอย่างจึงไม่เหมือนกัน
แต่มีรายละเอียดหนึ่งที่น่าสนใจมาก เพราะมันไม่ได้เริ่มต้นจากชื่อ Jumborg Ace เลย ในปี 1970 ก่อนที่ Jumborg Ace จะกลายเป็นซีรีส์โทรทัศน์ มีตัวละครชื่อ Jumbo X ปรากฏในมังงะของโชงากุกัง โดยนากาโจ เคนทาโร่เป็นผู้วาด และมีสึบุรายะ โปรดักชันเป็นผู้ดูแลเรื่องต้นฉบับ งานเริ่มตีพิมพ์ตั้งแต่ฉบับเดือนเมษายน 1970 ซึ่ง Jumbo X เป็นพื้นฐานสำคัญของดีไซน์ที่จะพัฒนาต่อมาเป็น Jumborg Ace
แต่สึบุรายะยังมองว่า Jumbo X มีความเป็นอุลตร้าแมนสูงมาก เพราะเรื่องราวในฉบับแรก ๆ ผูกตัวละครเข้ากับอุลตร้าเซเว่น เรื่องกำหนดให้เด็กชายคนหนึ่งได้รับพลังมาจากอุลตร้าเซเว่น และสามารถแปลงร่างเป็น Jumbo X ได้ จาก Jumbo X จึงพัฒนาต่อและกลายมาเป็น Jumborg Ace
ขออธิบายตรงนี้ก่อนว่าความพยายามสร้างฮีโร่ร่างยักษ์ของสึบุรายะที่ร่วมมือกับโชงากุกังนั้น เนื่องจากโชงากุกังเป็นสำนักพิมพ์ที่มีมังงะและนิตยสารใรเครือจำนวนมาก มังงะอย่าง Jumborg Ace จึงตีพิมพ์พร้อมกันในนิตยสารหลายเล่ม โดยแต่ละเล่มมีผู้วาดต่างกัน ใน โชงากุ อิจิเน็นเซย์ นิตยสารสำหรับเด็กนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 1 นากาโจ เคนทาโร่ยังคงเป็นผู้วาดในฉบับนี้ ขณะเดียวกัน ในโชงากุ นิเนนเซ สำหรับชั้นประถมศึกษาปีที่ 2 ก็เริ่มลง Jumborg Ace ฉบับของอุจิยามะ มาโมรุ ตั้งแต่เดือนตุลาคม 1970 ถึงมีนาคม 1971
ดังนั้น จึงมี Jumborg Ace แบบมังงะอยู่หลายฉบับในช่วงเวลาเดียวกัน สิ่งที่น่าสนใจมากคือ จาก Jumbo X มา Jumborg Ace ไม่ใช่แค่การเปลี่ยนชื่อ แต่เป็นการค่อย ๆ แยกตัวออกจากโลกของ Ultraseven ด้วย ช่วง Jumbo X ยังมีความเป็นสายอุลตร้าอย่างชัดเจน ถึงขั้นในมังงะบางฉบับแต่งเรื่องให้เป็นน้องชายของอุลตร้าเซเว่น
แต่เมื่อพัฒนามาเป็น Jumborg Ace ตัวละครก็ถูกปรับให้เป็นฮีโร่ของตัวเองมากขึ้น และในที่สุดซีรีส์โทรทัศน์ปี 1973 ก็มีเรื่องราวใหม่ คือ ทาจิบานะ นาโอกิ นักบินที่ได้รับ Jumborg Ace จากชาว Emerald เพื่อปกป้องโลกจาก Graos aliens
ถ้าเรียงไทม์ไลน์ให้ละเอียด จะกลายเป็นว่า จากปี1969 สึบุรายะ เริ่มทดลองยอดมนุษย์ยักษ์ใหม่ผ่านนิตยสารมังงะสำหรับเด็ก เหมือนสึบุรายะกำลังทดลองผ่านมังงะว่าจะเอายอดมนุษย์ร่างยักษ์แบบอุลตร้าแมนมาขยายเป็นตัวละครและจักรวาลใหม่ได้อย่างไร และอุจิยามะ มาโมรุก็ดันเข้ามาตรงรอยต่อนี้พอดี รอยต่อที่เปิดโอกาสให้เข้าพัฒนาเนื้อเรื่องสำหรับยอดมนุษย์ร่างยักษ์ได้โดยไม่ติดภาพจากซีรีส์โทรทัศน์
แม้มาโมรุจะไม่ได้เป็นผู้เริ่มต้นโปรเจกต์ Jumborg Ace ทว่าผลงานชิ้นนี้กลับเป็นสะพานสำคัญที่นำพาเขาเข้าสู่โลกของสึบุรายะ ก่อนจะได้รับโอกาสครั้งใหญ่ในการวาดมังงะ Return of Ultraman ในปีถัดมา
ณ ช่วงเวลานั้น อุจิยามะกำลังค้นพบวิธีผสานประสบการณ์จากโลกแอนิเมชันเข้ากับมังงะยอดมนุษย์ หุ่นยนต์ยักษ์อย่าง จัมโบ้ เอ ในสายตาของเขา จึงไม่ใช่เพียงตัวละครที่ยืนนิ่งอยู่บนหน้ากระดาษ หากแต่ต้องเคลื่อนไหว ต้องต่อสู้ และมีน้ำหนักเด่นชัด มันต้องทำให้เด็กๆ ที่เปิดนิตยสารรู้สึกว่านี่เป็นมากกว่าภาพวาด แต่คือภาษาของตัวละครที่มีเรื่องราว มีความรู้สึก และสามารถสื่อสารกับผู้อ่านได้จริง
อุจิยามะ มาโมรุเริ่มเข้าใจภาษาชนิดนี้มากขึ้นเรื่อย ๆ และหลังจากนั้นชื่อของเขาก็เริ่มปรากฏอยู่ในงานที่เกี่ยวข้องกับยอดมนุษย์และสัตว์ประหลาดมากขึ้น รวมถึง Mirror Man หรือ ยอดมนุษย์เงาอภินิหาร อีกหนึ่งยอดมนุษย์ร่างยักษ์ของสึบุรายะ เขาก็ได้วาด Mirror Man สำหรับโชงากุ นิเนนเซในฉบับพิเศษเดือนมกราคม 1972 เขากำลังกลายเป็นหนึ่งในนักวาดสำคัญที่รับหน้าที่ถ่ายทอดโลกยอดมนุษย์ของสึบุรายะลงสู่หน้ากระดาษ
และงานถัดไปของเขาจะไม่ใช่ Jumborg A กระทั่ง Mirror Man อีกแล้ว แต่มันคืออุลตร้าแมน ในปี 1971 สึบุรายะกำลังเตรียมกลับเข้าสู่โลกของอุลตร้าแมนทางโทรทัศน์อีกครั้งกับ Return of Ultraman ในเดือนเมษายน 1971 รายการก็เริ่มออกอากาศ ขณะเดียวกันโชงากุ นิเนนเซก็เตรียมสร้างงานมังงะคู่ขนาน
ฉบับเดือนเมษายนมีงานภาพวาดเกี่ยวกับฐานใต้ทะเลของหน่วย MAT ฝีมือของมาโมรุปรากฏอยู่ และในฉบับเดือนพฤษภาคม 1971 มังงะ Return of Ultraman ที่วาดโดยอุจิยามะ มาโมรุก็เริ่มตีพิมพ์อย่างเป็นทางการ มันเป็นเพียงมังงะดัดแปลงเรื่องหนึ่งในสายตาของคนในเวลานั้นไม่มีใครรู้ว่านักวาดหนุ่มคนนี้กำลังจะสร้างอุลตร้าแมนฉบับของมาโมรุขึ้นมา กระทั่งอีกหลายปีต่อมาชื่อของเขาจะกลายเป็นสิ่งที่แทบจะแยกไม่ออกจากคำว่า “มังงะอุลตร้าแมน”
มังงะ Return of Ultraman เริ่มตีพิมพ์ฉบับเดือนพฤษภาคม 1971 และต่อเนื่องถึงฉบับเดือนเมษายน 1972 รวม 12 ตอน มาโมรุไม่ได้วาดตามเนื้อหาในโทรทัศน์ แต่เขาจะได้รายชื่อสัตว์ประหลาด ได้ทราบเหตุการณ์สำคัญบางอย่าง แต่ไม่รู้รายละเอียดทั้งหมด
ดังนั้น แม้จะเป็นการดัดแปลงจากโทรทัศน์ แต่เนื้อหาก็ไม่เหมือนกันเลย ยิ่งสัตว์ประหลาดไคจูประจำตอนมาโมรุจะได้รับเพียงภาพด้านหน้าของมัน แล้วเขาต้องมาจินตนาการเองถึงด้านข้าง ด้านหลัง มันจะเคลื่อนไหวอย่างไร โจมตีอย่างไร ล้วนแล้วแต่อาศัยจินตนาการของมาโมรุ ซึ่งเขาก็ได้ประโยชน์จากการคิดภาพต่อเนื่อง หรือการเคลื่อนไหวของตัวละครมาจากการที่เคยทำงานอนิเมะ
12 ตอนนี้ นับเป็นผลงานอุลตร้าแมนชิ้นแรกของอุจิยามะอย่างเป็นทางการ และมังงะของเขาเป็นงานดัดแปลงที่เล่าเรื่องใหม่และเลือกหยิบองค์ประกอบจากซีรีส์มาใช้ ไม่ได้วาดตามทั้งหมด มาโมรุไม่ได้เพียงเอาภาพจากทีวีมาวาดเป็นการ์ตูน แต่เขาเริ่มสร้าง “ภาษา” ของอุลตร้าแมนบนหน้ากระดาษตั้งแต่ปี 1971
แต่ถ้ามองจากวันนี้ เราจะเห็นว่ามันคือจุดเริ่มต้น เพราะหลังจากนั้นเขาจะวาด Ultraman Ace ต่อด้วย ทาโร่ และเลโอ ค่อย ๆ พัฒนาภาษาของตัวเองจนกลายเป็นหนึ่งในรากฐานสำคัญของมังงะอุลตร้าแมนยุคต่อมา จนสึบุรายะต้องหยิบไปใช้ในอุลตร้าแมนฉบับโทรทัศน์
สำหรับอุจิยามะ มาโมรุแล้ว เขาไม่ได้สร้างอุลตร้าแมน เขาลองวาดสัตว์ประหลาดจากภาพถ่ายที่บรรณาธิการยื่นให้เขาดูเท่านั้น และนั่นก็เพียงพอ เพราะมันเหมือนเป็นประตูบานเล็ก ๆ ที่นำเด็กหนุ่มจากฝ่ายแอนิเมชันที่ไร้ชื่อเสียง เข้าไปสู่โลกของอุลตร้าแมนในเวลาต่อมา และเมื่อมองย้อนกลับไป ประโยคธรรมดา ๆ นี้แทบจะเป็นจุดเริ่มต้นของ “จักรวาลอุลตร้าแมนฉบับมังงะ” มันเกิดขึ้นมาจากคำถามง่ายๆว่า
“วาดสัตว์ประหลาดเป็นไหม”
#ประวัติศาสตร์โทคุซัตสึ ตอนที่13
โฆษณา