24 ก.ย. เวลา 23:37 • หนังสือ

บทที่ 168 ถูกกลืนกิน

เฉียวอวิ้นเงยหน้ามองเขา
“ท่านพี่ อย่า...อย่าถูกเจ้าสิ่งมืดดำกลืนกินไปนะ ได้หรือไม่”
“อืม” เสิ่นเจวี๋ยหลุบตามองนาง พลางยิ้มบาง ๆ
“...ได้”
เฉียวอวิ้นกำชายเสื้อของเขาเอาไว้ มือสั่นเล็กน้อย
“ท่านพี่ ข้า...ข้าไม่ติดอ่างแล้วจริง ๆ ใช่ไหม?”
“อืม ใช่”
เฉียวอวิ้นพูดได้คล่องขึ้นเรื่อย ๆ ความตื่นเต้นในใจแทบจะกดเอาไว้ไม่อยู่
“ท่านพี่ ข้าดีใจมาก”
เสิ่นเจวี๋ยลูบปลายคางของนางเบา ๆ ประคองใบหน้าของนางขึ้น แล้วมองดวงตาคู่นั้นอย่างเงียบ ๆ
ความตื่นเต้นที่นางพยายามกดเอาไว้ล้วนแสดงออกมาบนใบหน้า ดวงตาคู่งามมีประกายชื้นระยับอยู่
ดูออกว่านางดีใจจากใจจริง
ผลจากการรักษาของอิ๋นหลานครั้งนี้ไม่เลวจริง ๆ
แม้สมองของนางจะยังไม่ได้ฟื้นคืนอย่างสมบูรณ์ แต่ตอนนี้สามารถรักษาอาการพูดติดอ่างของนางให้ดีขึ้นได้ และไม่มีปัญหาอื่นเกิดขึ้น นับว่าโชคดีอย่างยิ่งแล้ว
“ท่านพี่ ข้าอยากรักษาต่อ”
เฉียวอวิ้นเงยหน้าขึ้น มองดวงตาของเขาอย่างจริงจัง
ดวงตาของเสิ่นเจวี๋ยไหววูบ ก่อนจะขมวดคิ้วกล่าว
“มันจะเจ็บมาก อีกทั้งยังมีความเสี่ยงสูง ต่อให้เป็นเช่นนั้นเจ้าก็ยังยินดีหรือ?”
“อื้ม ๆ”
เฉียวอวิ้นพยักหน้าอย่างแรง
“แต่ข้าจะเป็นห่วง” เสิ่นเจวี๋ยมองลึกเข้าไปในดวงตาของนาง คำพูดที่เอ่ยออกมากลับฟังคล้ายกำลังออดอ้อน น้ำเสียงทุ้มต่ำดังอยู่ข้างหูนาง “ข้าจะเจ็บใจ จะหวาดกลัว แล้วจะทำอย่างไรดี?”
“ถ้าอย่างนั้นท่านพี่ก็ต้องกล้าหาญขึ้นอีกหน่อย”
เฉียวอวิ้นเป็นฝ่ายกอดเขาก่อน พลางตบแผ่นหลังของเขาเบา ๆ
“อย่ากลัว”
เสิ่นเจวี๋ยหัวเราะเบา ๆ คาดไม่ถึงว่าเจ้าตัวเล็กนี่จะกลับมาเป็นฝ่ายปลอบเขาเสียเอง
1
“เอาเถอะ เช่นนั้นข้าจะลองกล้าหาญขึ้นอีกหน่อย” เสิ่นเจวี๋ยกล่าว “ฟังเจ้าก็แล้วกัน”
“เก่งมาก เชื่อฟังดีมาก”
เฉียวอวิ้นลูบศีรษะของเขา แล้วหัวเราะคิกคัก
“ท่าน...ท่านก็อย่าถูกเจ้าสิ่งมืดดำกลืนกินไปเหมือนกัน พวกเราต้องกล้าหาญด้วยกัน”
“...”
“ได้”
เมื่อพูดถึงเจ้าสิ่งมืดดำ เฉียวอวิ้นก็พลันทำสีหน้าลำบากใจ ราวกับนึกอะไรบางอย่างขึ้นมาได้
“เป็นอะไรไป?” เสิ่นเจวี๋ยถาม
“เจ้าสิ่งมืดดำ...เจ้าสิ่งมืดดำ ข้าก็ไม่อยากดื่มแล้ว”
เฉียวอวิ้นนึกถึงยาหนึ่งชามเมื่อครู่นี้ หลังจากนางหมดสติไป พอฟื้นขึ้นมาก็รู้สึกได้ถึงรสประหลาดในท้อง ทำให้รู้สึกมึนงงอยากอาเจียน
นางกุมท้องเอาไว้
“ไม่สบาย...”
เสิ่นเจวี๋ยยื่นมือไปช่วยลูบท้องนุ่ม ๆ ของนาง เฉียวอวิ้นส่งเสียงครางเบา ๆ อย่างสบายตัว ก่อนจะเอนกายซบอยู่ในอ้อมแขนของเขา
“ข้าเหมือนว่า...ยังมีติดอ่างอยู่นิดหน่อย”
นางพูดเสียงเบา
“นิดเดียว”
“เมื่อก่อนเจ้าพูดน้อยเกินไป เป็นเช่นนี้ก็เป็นเรื่องปกติ” เสิ่นเจวี๋ยกล่าวช้า ๆ “ฝึกพูดให้มากหน่อย เดี๋ยวก็ดีขึ้น”
“ฝึก...ฝึกอย่างไร?” เฉียวอวิ้นถาม “ฝึกกับท่านพี่ได้หรือไม่?”
“ได้”
“ฝึก...พูดอย่างนั้นหรือ?”
“อืม”
“ท่านพี่”
“อืม?”
“ท่านพี่”
“อืม”
“ท่านพี่”
“ข้าอยู่นี่”
“ท่านพี่ ท่านพี่ ท่านพี่ ท่านพี่...”
“...” เสิ่นเจวี๋ยเลิกคิ้ว “ฝึกแบบนี้หรือ?”
“ข้า...ข้าแค่จู่ ๆ ก็ไม่รู้ว่าจะพูดอะไร”
เฉียวอวิ้นมองเขาอย่างลำบากใจ
“เช่นนั้นก็ฝึกแบบนี้ไปเถอะ”
“เสิ่นเจวี๋ย”
เฉียวอวิ้นพลันเรียกชื่อของเขา
“...”
ทั้งห้องพลันเงียบลงในชั่วขณะ
ร่างของเสิ่นเจวี๋ยแข็งค้างไปทั้งตัว เลือดในกายพลันร้อนระอุขึ้นมาในชั่วพริบตา
เขาหลุบตามอง กลับเห็นเฉียวอวิ้นกำลังมองเขาอยู่นิ่ง ๆ
นางไม่ได้ยิ้มกว้างเหมือนแต่ก่อน แต่กลับเรียนแบบเขา ริมฝีปากยกขึ้นเล็กน้อย แล้วส่งยิ้มบาง ๆ ให้เขาเช่นนั้น
ชั่วขณะนี้ นางราวกับกลับมาเป็นปกติ ราวกับจิ้งจอกน้อยแสนซุกซน กำลังยิ้มหวานจงใจหยอกล้อเขา
หัวใจของเสิ่นเจวี๋ยเต้นแรงอย่างยิ่ง ทว่าเพียงชั่วครู่ที่เผลอใจ เฉียวอวิ้นก็หลุบหน้าลง แล้วกลับมาอยู่ในท่าทางซื่อบื้อเชื่องช้าดังเดิม
“เสิ่นเจวี๋ย เสิ่นเจวี๋ย”
“เสิ่นเจวี๋ย ชื่อนี้ฟังเพราะ”
นางขยับเข้าไปตรงหน้าเขาอีกครั้ง แล้วส่งยิ้มบาง ๆ
“เสิ่นเจวี๋ย หน้าตาก็หล่อด้วย”
เสิ่นเจวี๋ยทนไม่ไหวแล้ว วันนี้จิตใจของเขาปั่นป่วนอยู่เดิม ยากจะสงบลงได้อยู่แล้ว พอนางเรียกชื่อเขาซ้ำ ๆ เช่นนี้ เขาก็ไม่อาจข่มอารมณ์ให้สงบได้อีก
“วันนี้ฝึกถึงตรงนี้”
“หืม?”
เฉียวอวิ้นถูกนิ้วเรียวยาวของเขาเชยคางเอาไว้ จึงมองอย่างงุนงง ทว่าในวินาทีต่อมา เสิ่นเจวี๋ยก็โน้มลงจุมพิตนางอย่างหนักหน่วง
แรงของเขามากกว่าปกติอยู่หลายส่วน ราวกับกำลังบดคลึงริมฝีปากและฟันของนาง กวาดเอาลมหายใจทุกหยาดที่นางสามารถสูดกลืนเข้าไปได้ ราวกับต้องการหลอมร่างนางเข้าเป็นหนึ่งเดียวกับร่างกายและกระดูกเลือดของตน ไม่ยอมแยกจากกันอีก
“ท่านอ๋อง...”
ประตูถูกผลักเปิดออกกะทันหัน อิ๋นหลานโผล่ศีรษะเข้ามา กำลังจะเอ่ยปากพูด แต่เมื่อเห็นภาพตรงหน้า พลันชะงักงันไปทันที
เสิ่นเจวี๋ยเหลือบตาขึ้นเล็กน้อย ส่งสายตาเตือนเขา ก่อนจะเอื้อมมือดึงม่านเตียงลง
อิ๋นหลานรีบหดศีรษะกลับไปทันที แล้วปิดประตู สีหน้าเต็มไปด้วยความพูดไม่ออกบอกไม่ถูก
“ข้าเตือนเจ้าแล้ว” ฉินฮุยมองเขาอย่างสะใจ “เจ้าไม่เชื่อเองไม่ใช่หรือ”
“กลางวันแสก ๆ ข้าจะรู้ได้อย่างไรว่าท่านอ๋องจะอดใจไม่ไหวถึงเพียงนี้?” อิ๋นหลานพูดอย่างจนปัญญา “อีกอย่าง เมื่อก่อนท่านอ๋องก็ไม่ได้เป็นเช่นนี้เสียหน่อย”
“หึ” ฉินฮุยหัวเราะเบา ๆ ราวกับมองเห็นโลกอย่างทะลุปรุโปร่งแล้ว “เมื่อก่อนเพียงเพราะพระชายายังไม่ปรากฏตัวต่างหาก นี่ไม่เรียกว่าอดใจไม่ไหว แต่เรียกว่า...รักจนห้ามใจไม่อยู่ เจ้าจะเข้าใจอะไร”
อิ๋นหลานเผยสีหน้าพิกล
“เจ้าหมายความว่า หลังจากแต่งงานแล้ว เขาก็กลายเป็นเช่นนี้หรือ?”
“ใช่” ฉินฮุยพยักหน้า “เจ้าต้องทำใจให้ชิน อย่าได้หาเรื่องเข้าไปเกะกะสายตาโดยไม่จำเป็น ไม่อย่างนั้นเจ้าจะพลอยเดือดร้อนไปด้วย แล้ว...เจ้าก็จะกลายเป็นคนโชคร้ายอย่างมาก”
ฉินฮุยขยับเข้าไปใกล้หูของอิ๋นหลาน ราวกับปีศาจกำลังกระซิบกระซาบ
“เจ้ารู้ดีถึงเพียงนี้ได้อย่างไร?” อิ๋นหลานราวกับจับประเด็นสำคัญได้
“หึหึ”
ฉินฮุยค่อย ๆ หลับตาลง สีหน้าเต็มไปด้วยความเจ็บปวด
“อย่าถาม”
ตอนนั้นที่พระชายาถามเขาว่า สิ่งที่อยู่ตรงหว่างขาของเขาคืออะไร เสิ่นเจวี๋ยยืนอยู่ด้านหลังของเขา ในชั่วขณะนั้น เขาคิดจริง ๆ ว่าตนเองกำลังจะตาย
นับแต่นั้นมา เขาจึงลดเวลาที่ไปวนเวียนอยู่ต่อหน้าพระชายาลงอย่างมาก หันไปทำงานอื่นด้วยตัวเองแทน จนเกือบเหนื่อยตาย
เมื่อเห็นท่าทางของเขา อิ๋นหลานก็เริ่มเป็นกังวลเรื่องตัวเองขึ้นมาเช่นกัน
ผ่านไปครู่หนึ่ง เขาถอนหายใจ
“เฮ้อ จู่ ๆ ก็อยากแต่งภรรยาแล้ว”
“พูดง่ายเสียจริง ภรรยาใช่ว่าอยากแต่งก็แต่งได้หรือ?” ฉินฮุยมองใบหน้าดำคล้ำของเขาแวบหนึ่ง “หน้าตาอย่างเจ้านี่ ข้าว่ายาก”
“หึ สตรีที่มองแต่หน้าตานั้นตื้นเขินเกินไป ข้าไม่เอาสตรีเช่นนั้นหรอก” อิ๋นหลานรีบโต้แย้งเสียงดัง “ข้าจะหาคนที่มีความรู้ความคิด ไม่มองกันที่หน้าตา!”
“...”
ฉินฮุยพลันก้มหน้าลง ราวกับท่อนไม้ ยืนเงียบไม่พูดอะไรสักคำ
“อะไร? เถียงข้าไม่ออกแล้วใช่ไหม?” อิ๋นหลานมองเขาอย่างได้ใจ “ข้าก็ว่าแล้ว...”
เสียงของเขาขาดหายไปในทันที
ไม่รู้ว่าเสิ่นเจวี๋ยออกมาตั้งแต่เมื่อไร กำลังมองเขาด้วยสายตาเย็นเยียบ
“?”
อิ๋นหลานพลันทำอะไรไม่ถูกขึ้นมาเล็กน้อย
แม้การยืนคุยเรื่อยเปื่อยอยู่หน้าประตูจะเกินไปสักหน่อย แต่เขาก็ไม่ใช่องครักษ์ของเสิ่นเจวี๋ย ไม่จำเป็นต้องปฏิบัติตามกฎระเบียบทุกอย่าง อย่างน้อยการพูดคุยไม่กี่คำตามอำเภอใจก็น่าจะเป็นอิสระของเขา
อีกอย่าง เขาเป็นคนพูดจาไม่คิดปากพล่อยมาแต่ไหนแต่ไร ไม่ใช่คนที่น่าเชื่อถืออะไรนัก เรื่องนี้เสิ่นเจวี๋ยเองก็รู้ดี
แต่วันนี้เขาพูดอะไรที่ล่วงเกินใครไปหรือ?
เหตุใดสายตาที่เสิ่นเจวี๋ยมองเขาถึงได้น่ากลัวถึงเพียงนี้?
“เปิ่นหวางคิดว่า มองหน้าตาก็ใช่ว่าจะไม่ได้”
เสิ่นเจวี๋ยกวาดตามองเขาอย่างเย็นชา
“มีเวลาว่างมายืนคุยกันอยู่ที่นี่ มิสู้เข้ามาคุยกับเปิ่นหวางเรื่องวิธีการรักษาขั้นต่อไปเสีย”
พูดจบ เสิ่นเจวี๋ยก็หมุนตัวเดินจากไป ทิ้งไว้เพียงแผ่นหลังอันเย็นชา
อิ๋นหลานยืนอยู่กับที่อย่างงุนงง ส่วนฉินฮุยกลั้นหัวเราะจนแทบเจ็บไปทั้งอก
โฆษณา