25 ก.ย. เวลา 01:34 • หนังสือ

บทที่ 178 แปลกจัง

เฉียวอวิ้นดิ้นขัดขืนพร้อมส่งเสียง “อื้อ ๆ” ทว่าเสิ่นเจวี๋ยกลับหัวเราะเบา ๆ แล้วจุมพิตนางต่อไปอย่างจงใจแบ่งปันรสชาติบนปลายลิ้นของตนให้นางได้ลิ้มด้วย
เฉียวอวิ้นรู้ว่าเขาจงใจแกล้ง นางจึงดิ้นขลุกขลักด้วยความโมโห ทว่ากลับไม่อาจหลุดพ้นจากฝ่ามือของเขาได้เลย
กระทั่งจุมพิตอยู่นานจนเฉียวอวิ้นยอมแพ้ หมดเรี่ยวแรงจะดิ้นรน เสิ่นเจวี๋ยจึงยอมปล่อยนางในที่สุด แล้วตั้งใจชื่นชมสีหน้าน่ารักของนางที่ดวงตาเอ่อคลอด้วยน้ำตา ทั้งยังแฝงความไม่พอใจอยู่เล็กน้อย
“เป็นอย่างไร?”
“...ท่านแปลกจัง”
น้ำเสียงของเฉียวอวิ้นแฝงความน้อยใจและบ่นเขาอยู่เล็กน้อย
ทว่าเมื่อนางนึกย้อนถึงครั้งก่อน หลังจากดื่มสุราเมามายชนิดหนึ่ง ตอนที่สติพร่าเลือน ดูเหมือนเสิ่นเจวี๋ยจะโน้มตัวลง แล้วกัดตรงนั้นของนางโดยตรง...
เพียงนึกถึงภาพนั้น ศีรษะของนางก็รู้สึกมึน ๆ ร่างกายเองก็คล้ายจะล่องลอย
แปลกจัง ก่อนหน้านี้เห็นชัด ๆ ว่าไม่ได้รู้สึกอะไร แต่ตอนนี้พอนึกถึงกลับรู้สึกร้อนผ่าวไปทั้งตัวเสียอย่างนั้น
แย่แล้ว ตัวนางเองก็กลายเป็นคนแปลก ๆ ไปแล้ว
“แปลกหรือ? นี่เป็นเรื่องธรรมดาของมนุษย์”
แม้เสิ่นเจวี๋ยจะพูดเช่นนั้น ทว่ามือกลับไม่ได้ทำต่อ
เขาถอนหายใจเบา ๆ ก่อนโอบนางเข้ามาในอ้อมแขน อุ้มนางนั่งลงบนตั่งนุ่ม แล้วลูบผมที่ยุ่งเหยิงของนางเบา ๆ ก่อนซุกปลายจมูกลงตรงซอกคอ
“เอาล่ะ ไปเปลี่ยนเสื้อผ้าเถอะ”
เขากล่าวเสียงอู้อี้
เฉียวอวิ้นรู้สึกประหลาดใจ นางมองเสิ่นเจวี๋ย ก่อนถามโดยไม่รู้ตัว
“ไม่เข้าหอหรือ?”
เสิ่นเจวี๋ยเองก็ประหลาดใจอยู่บ้าง มุมปากเผยรอยยิ้ม
“เหตุใดยังคิดถึงเรื่องนี้อยู่อีก?”
ที่จริงไม่ใช่ว่านางเอาแต่คิดถึงเรื่องนั้น เพียงแต่สิ่งนั้นช่างมีตัวตนชัดเจนเกินไป ยังคงแข็งค้างอยู่ตรงนั้น แถมยังดูแข็งกว่าเมื่อครู่อีกด้วย
พอขยับมาโดนนางเป็นครั้งคราว ก็รู้สึกทั้งร้อนผ่าวทั้งแข็งกระด้างจนไม่อาจมองข้ามได้จริง ๆ
นางไม่รู้ว่าเขารู้สึกอย่างไร แต่สัมผัสได้ว่าเขาคงไม่สบายตัวอย่างมาก และกำลังอดกลั้นอยู่ตลอด
“ท่านพี่เป็นแบบนี้...ไม่เป็นอะไรหรือ?”
เฉียวอวิ้นก้มมองตรงนั้นของเสิ่นเจวี๋ย ก่อนถามด้วยสีหน้าจริงจัง
“ชินแล้ว ไม่เป็นไร”
เสิ่นเจวี๋ยกล่าวเสียงอู้อี้ พลางกัดเบา ๆ ที่ลำคอของนาง
“เด็กดี ไปเปลี่ยนเสื้อผ้าเถอะ อีกเดี๋ยวพระอาทิตย์ตกแล้ว เดี๋ยวจะเป็นหวัด”
เฉียวอวิ้นยังคงลังเลอยู่บ้าง บางทีเพราะเวลาผ่านมานาน นางจึงรู้สึกว่าความเจ็บปวดแบบครั้งก่อน ดูเหมือนจะพออดทนได้อยู่
“ท่านพี่...”
นางยังคิดจะยื่นมือออกไปอีกครั้ง แต่คราวนี้ไม่สำเร็จ เพราะเสิ่นเจวี๋ยคว้าข้อมือของนางเอาไว้ทันที
เสิ่นเจวี๋ยจนปัญญา จึงกล่าวเสียงเบาข้างหูนาง
“ฉินฮุยไปซื้อหูปิ่งกับเหล้าผลไม้ที่หอเมามายแล้ว ส่วนชีสนมหวานที่โจวคังตั้งใจทำให้เจ้า ก็น่าจะเสร็จแล้ว อีกเดี๋ยว...”
“ข้าจะไปเปลี่ยนเสื้อผ้าเดี๋ยวนี้!”
เฉียวอวิ้นรีบผละออกจากเสิ่นเจวี๋ยทันที นอกจากตอนลงจากตั่งนุ่มที่ยังไม่ค่อยชินจนขาอ่อนยวบไปครู่หนึ่งแล้ว การเคลื่อนไหวส่วนอื่นกลับคล่องแคล่วเสียยิ่งกว่าปกติ
“...”
เสิ่นเจวี๋ยมองนางที่อุ้มเสื้อผ้าแล้ววิ่งไปหลังฉากกั้นอย่างรวดเร็ว เขายังคงตั้งรับไม่ทันอยู่บ้าง
เร็วถึงเพียงนี้ก็ทิ้งเขาไว้ไม่สนใจแล้วหรือ?
เมื่อครู่ยังพูดอย่างหนักแน่นว่าจะเข้าหอกับเขาอยู่เลยไม่ใช่หรือ?
ยัยคนไร้น้ำใจ
เสิ่นเจวี๋ยจนปัญญา จึงให้คนเตรียมน้ำเย็นเอาไว้สำหรับอาบ
……
เทียบเชิญจากจวนองค์หญิงใหญ่ถูกส่งมายังจวนฉีอ๋องในช่วงบ่ายของวันถัดมา และผู้ที่นำเทียบเชิญมาก็ไม่ใช่บ่าวรับใช้ธรรมดา แต่เป็นพ่อบ้านใหญ่แห่งจวนองค์หญิงใหญ่
พ่อบ้านใหญ่ยังพาผู้ติดตามสองคนที่ช่วยหิ้วของขวัญมาด้วย อากาศร้อนถึงเพียงนี้ กว่าจะหิ้วของมาถึงหน้าประตูจวนฉีอ๋อง ทั้งสามคนก็เหงื่อท่วมตัวแล้ว
คราวนี้ขบวนไม่ได้ใหญ่โตอะไรนัก แต่เรื่องมารยาทกลับทำได้ครบถ้วน ของในกล่องล้วนเป็นของดีไม่น้อย
มีหมึกสีต่าง ๆ ราคาแพงอยู่หลายก้อน ล้วนเป็นของดีที่พระสวามีองค์หญิงเสาะหามาได้ ใช้สำหรับวาดภาพ สีสันคงทนเป็นพันปีไม่ซีดจาง ของเช่นนี้แทบหาไม่ได้ในท้องตลาด
ยังมีโสมเก่าอายุร้อยปีหนึ่งต้น รากและหนวดโสมแข็งแรงหนา ยาวเกือบเท่าท่อนแขน รวมถึงสมุนไพรหายากที่แทบไม่พบเห็นตามท้องตลาดอีกหลายชนิด
แม้ของเหล่านี้จะไม่ใช่สิ่งที่จวนฉีอ๋องขาดแคลน แต่เพียงมองก็รู้ว่าของขวัญเหล่านี้ล้วนผ่านการคัดเลือกมาอย่างพิถีพิถัน ไม่ได้ส่งมาแบบขอไปทีแม้แต่น้อย แสดงให้เห็นถึงน้ำใจอย่างเต็มเปี่ยม
แม้แต่เสิ่นเจวี๋ยเห็นแล้ว ก็ไม่อาจพูดอะไรเสียดสีออกมาได้ เพียงกล่าวเรียบ ๆ ว่า
“คราวนี้นับว่ามีความใส่ใจอยู่บ้าง”
“ยังมีอีกกล่องหนึ่งเล็ก ๆ ด้วย” เฉียวอวิ้นหยิบกล่องเครื่องหอมเล็ก ๆ ที่ดูธรรมดาใบหนึ่งออกมาจากกล่องของขวัญ
แม่นมจิ่นเหยียนที่อยู่ข้าง ๆ รีบกวาดตามองรายการของขวัญ ก่อนค้นหาอยู่ครู่หนึ่งแล้วกล่าวว่า
“นี่คือเครื่องหอมบัวจมน้ำที่อูซือจั้งถวายมาเมื่อครั้งก่อน ได้ยินว่าทำจากบัวหิมะ กลิ่นประหลาดยิ่งนัก นับพันปียากจะพบสักครั้งเจ้าค่ะ”
เสิ่นเจวี๋ยได้ยินดังนั้นก็เงยหน้าขึ้น ขมวดคิ้วเล็กน้อย
“อูซือจั้ง?”
“เจ้าค่ะ” แม่นมจิ่นเหยียนยื่นรายการของขวัญให้เสิ่นเจวี๋ยดู
เสิ่นเจวี๋ยมองอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนครุ่นคิดเงียบ ๆ
เครื่องหอมชนิดนี้ เขาเคยเห็นในบัญชีมาก่อน เป็นเครื่องหอมบรรณาการที่ส่งตรงเข้าวังของฮองเฮา เพียงแต่ช่วงเวลาที่ส่งไปนั้นตรงกับช่วงเวลาที่เขาถูกพิษพอดี เขาจึงเหลือบมองเป็นพิเศษอยู่สองสามครั้ง
เขาเคยตรวจสอบเรื่องนี้แล้วเช่นกัน แต่เครื่องหอมที่ส่งไปยังวังของฮองเฮามีมากมายเกินไป อีกทั้งในช่วงเวลานั้นก็ไม่ได้มีเพียงเครื่องหอมชนิดนี้ชนิดเดียว ภายหลังตรวจสอบแล้วไม่พบพิษ และดูเหมือนไม่มีเบาะแสอะไร เขาจึงปล่อยเรื่องนี้ไป
ฮองเฮาทรงสวดมนต์และโปรดการจุดเครื่องหอมเป็นที่สุด สำนักชาม้าจึงมีคนคอยเสาะหาเครื่องหอมชนิดต่าง ๆ จากอูซือจั้งมาถวายฮองเฮาโดยเฉพาะ เรื่องนี้ไม่ใช่ความลับแต่อย่างใด
เพียงแต่...เครื่องหอมนี้เหตุใดองค์หญิงหย่งหนิงจึงมีได้?
ยังไม่ทันที่เขาจะเอ่ยอะไร เฉียวอวิ้นก็เปิดกล่องเครื่องหอมออกแล้ว
“เฉียวอวิ้น!”
เสิ่นเจวี๋ยขมวดคิ้วเล็กน้อย ยังไม่ทันได้ห้าม เฉียวอวิ้นก็โน้มเข้าไปสูดกลิ่นเบา ๆ เสียแล้ว
จู่ ๆ นางก็ขมวดคิ้ว
“แม่นมจิ่นเหยียน ปิดฝากล่องเครื่องหอมเสีย”
น้ำเสียงของเสิ่นเจวี๋ยเฉียบขาดอย่างบอกไม่ถูก เขาอยู่ห่างออกไป ย่อมไม่รวดเร็วเท่าแม่นมจิ่นเหยียนที่อยู่ใกล้กว่า
แม่นมจิ่นเหยียนรู้สึกหนังศีรษะชาวาบ รีบคว้ากล่องออกจากมือเฉียวอวิ้นแล้วปิดฝาแน่นทันที เฉียวอวิ้นยกมือกุมหน้าอก สีหน้าซีดลงเล็กน้อย
“พระชายา!” แม่นมจิ่นเหยียนตกใจจนแทบสิ้นสติ “พระชายา พระองค์ไม่เป็นอะไรใช่ไหมเพคะ!”
“อยาก...อยากอาเจียน”
เฉียวอวิ้นสูดกลิ่นเพียงครั้งเดียว ก็รู้สึกว่าท้องไส้ปั่นป่วนจนอยากอาเจียน
“ไปเรียกอิ๋นหลานมา” เสิ่นเจวี๋ยกล่าว
“เจ้าค่ะ!”
อิ๋นหลานมาอย่างรวดเร็ว เมื่อครู่นี้เขายังอยู่ข้างเตาหลอมยาในจวน กำลังเลือกสมุนไพรอยู่ด้วยซ้ำ ยังไม่ทันได้ถอดผ้ากันเปื้อนก็ถูกคนลากตัวมาแล้ว
เขาวิ่งมาตลอดทาง พอมาถึงเรือนหมิงเซียงก็หอบจนแทบพูดไม่ออก เดิมทีคิดว่าเสิ่นเจวี๋ยใกล้ตายเสียแล้ว แต่พอเข้ามากลับเห็นเสิ่นเจวี๋ยหน้าดำทะมึนราวกับพญายม ส่วนพระชายาที่อยู่ข้าง ๆ กลับมีสีหน้าไม่ค่อยดีนัก
“เกิดอะไรขึ้น?”
“รีบตรวจพระชายาเร็วเข้า”
แม่นมจิ่นเหยียนรีบพาเขาไปหาเฉียวอวิ้น อิ๋นหลานรู้ดีว่าเรื่องที่เกี่ยวข้องกับพระชายาไม่มีเรื่องใดเป็นเรื่องเล็ก จึงรีบจับชีพจรให้นาง
ผ่านไปครู่หนึ่ง เขาจึงค่อยถอนหายใจด้วยความโล่งอก
“โชคดี ไม่ได้เป็นอะไรร้ายแรง เพียงแต่ได้รับสิ่งกระตุ้นเล็กน้อย ทำให้ม้ามและกระเพาะปั่นป่วนไปหมด ร่างกายกระสับกระส่ายอยู่พักหนึ่ง เดี๋ยวก็จะดีขึ้นแล้วขอรับ” อิ๋นหลานกล่าว
“แน่ใจหรือว่าไม่เป็นอะไร?” เสิ่นเจวี๋ยถามย้ำ
“ไม่เป็นอะไรขอรับ” อิ๋นหลานพยักหน้า “พระชายาเสวยอะไรที่ไม่สะอาดเข้าไปหรือขอรับ?”
ที่จริงเขาเองก็รู้สึกแปลก เพราะก่อนหน้านี้เขาเคยบอกแล้วว่าร่างกายของเฉียวอวิ้นมีสภาพพิเศษ ต่อให้กินของที่ไม่สะอาดเข้าไป ระบบทางเดินอาหารก็ไม่น่าจะมีปฏิกิริยารุนแรงถึงเพียงนี้
แล้วตกลงว่าสิ่งใดกันแน่ที่สามารถกระตุ้นให้เฉียวอวิ้นรู้สึกคลื่นไส้ได้ถึงเพียงนี้?
“เจ้าลองดูสิ่งนี้” เสิ่นเจวี๋ยให้แม่นมจิ่นเหยียนนำเครื่องหอมชิ้นนั้นส่งให้อิ๋นหลาน
อิ๋นหลานรับก้อนเครื่องหอมมา สูดกลิ่นใกล้ ๆ ก่อนขมวดคิ้วเล็กน้อย
จากนั้นเขาใช้ปลายเล็บก้อยขูดผงเครื่องหอมออกมาเล็กน้อย วางลงบนปลายลิ้นแล้วลองชิม
แล้วจู่ ๆ ก็ “อ้วก!” ออกมา คายลงบนผ้าเช็ดหน้า
เขาเงยหน้าขึ้นอย่างฉับพลัน สีหน้าเคร่งขรึมอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน ก่อนถามเสิ่นเจวี๋ยว่า
“ของสิ่งนี้มาจากที่ใดขอรับ?”
โฆษณา