Blockdit Logo
Blockdit Logo (Mobile)
สำรวจ
ลงทุน
คำถาม
เข้าสู่ระบบ
มีบัญชีอยู่แล้ว?
เข้าสู่ระบบ
หรือ
ลงทะเบียน
WealthThink
ยืนยันแล้ว
•
ติดตาม
วันนี้ เวลา 04:00 • หุ้น & เศรษฐกิจ
รู้จักกลยุทธ์ Dividend Growth Investing สูตรลับปั้นพอร์ตโตด้วยปันผล ของนักลงทุนระยะยาว
รู้หรือไม่ว่าปี 2025 วอร์เรน บัฟเฟตต์ ได้รับเงินปันผลจากหุ้น Coca-Cola คิดเป็นมูลค่ารวม 27,000 ล้านบาท จากเงินลงทุนตั้งต้น 43,000 ล้านบาท
เงินก้อนนี้ คิดเป็นผลตอบแทนเงินปันผลต่อต้นทุน (Yield on Cost) อยู่ที่ 62.7%
ที่น่าสนใจก็คือ ก่อนที่วอร์เรน บัฟเฟตต์ จะได้ผลตอบแทนจากเงินปันผลมากขนาดนี้ ในช่วงแรกเขาก็ได้รับผลตอบแทนประมาณ 2% - 3% เหมือนนักลงทุนคนอื่น ๆ ที่ลงทุนพร้อมกัน
แต่ด้วยหลักการถือหุ้นระยะยาว ในธุรกิจที่สามารถจ่ายปันผลต่อหุ้นเพิ่มขึ้นในทุก ๆ ปี ก็ทำให้วอร์เรน บัฟเฟตต์ ได้รับผลตอบแทนมากขึ้น เมื่อเทียบกับต้นทุน
แล้วถ้าเราอยากหาหุ้นที่จ่ายปันผลต่อหุ้นเพิ่มขึ้นได้ทุกปี เหมือนวอร์เรน บัฟเฟตต์บ้าง ต้องใช้กลยุทธ์การลงทุนแบบไหน ?
มาหาคำตอบด้วยกันกับ WealthThink ทำความมั่งคั่ง ให้เป็นเรื่องง่าย
Dividend Growth Investing คือกลยุทธ์การลงทุน ที่เน้นมองหาหุ้นที่จะสามารถจ่ายเงินปันผลต่อหุ้นเพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ ได้ในระยะยาว โดยไม่จำเป็นว่าหุ้นตัวนั้นจะต้องมี Dividend Yield สูง ๆ ในปัจจุบัน
ตัวอย่างเช่น หุ้นของบริษัท Coca-Cola (KO) หรือหุ้นของบริษัท Johnson & Johnson (JNJ) ที่จ่ายปันผลต่อหุ้นเพิ่มขึ้นทุกปี ติดต่อกันมานานกว่า 60 ปีแล้ว
แม้หุ้นทั้ง 2 ตัว จะมีอัตราเงินปันผลตอบแทน หรือ Dividend Yield เพียง 2% ต่อปีเท่านั้น
แต่ตัวเลข Dividend Yield นั้น คือการเปรียบเทียบเงินปันผลต่อหุ้นกับราคาหุ้น ณ ปัจจุบัน จึงไม่ได้คำนึงถึงเรื่องการเติบโตของเงินปันผล
การดูแค่ Dividend Yield แล้วตัดสินเลยว่าหุ้นปันผลตัวนั้นน่าสนใจหรือไม่ ก็อาจทำให้เราได้มุมมองไม่ครบ
เพราะถ้าหากเราถือหุ้นในระยะยาวแล้ว ปันผลต่อหุ้นที่เพิ่มมากขึ้นเรื่อย ๆ ก็จะทำให้เรามี Yield on Cost สูงขึ้นเรื่อย ๆ ได้
ซึ่งหลักการหาหุ้นตามกลยุทธ์ Dividend Growth Investing มีดังนี้
1. ต้องเป็นหุ้นที่มีประวัติการจ่ายเงินปันผลอย่างต่อเนื่องทุกปี
ซึ่งแสดงให้เห็นถึงความตั้งใจ และความมุ่งมั่นของผู้บริหารที่จะสร้างความมั่งคั่งให้ผู้ถือหุ้น
2. ต้องเป็นหุ้นที่ สามารถเพิ่มปันผลต่อหุ้นได้ต่อเนื่องหลายปี
ตัวอย่างของหุ้นประเภทนี้มีหลายข้อด้วยกัน อย่างเช่น
- ขายสินค้าและบริการที่คนบนโลกขาดไม่ได้ และคู่แข่งเข้ามาแย่งส่วนแบ่งตลาดได้ยาก
ตัวอย่างของบริษัทแบบนี้ก็เช่น Coca-Cola เจ้าของแบรนด์น้ำอัดลมโค้ก ที่สามารถครองตลาดน้ำอัดลมได้ทั่วโลกมาอย่างยาวนาน
หรือบริษัท Johnson & Johnson ผู้ผลิตยารักษาโรค และเครื่องมือแพทย์ ที่มีสิทธิบัตรปกป้อง ทำให้คนอื่นเข้ามาแข่งขันได้ยาก
- มีกระแสเงินสดอิสระเป็นบวกอย่างต่อเนื่อง และเพิ่มขึ้นตามยอดขาย และผลกำไรของบริษัท
เมื่อเราเจอบริษัทที่มีความสามารถทางการแข่งขันตามคุณสมบัติด้านบนแล้ว สิ่งต่อมาที่ต้องตรวจสอบคือ บริษัทสามารถสร้างกระแสเงินสดอิสระ ที่จ่ายคืนให้ผู้ถือหุ้นได้ไหม
กระแสเงินสดอิสระ สามารถคำนวณได้จาก กระแสเงินสดจากการดำเนินงาน หักด้วยรายจ่ายลงทุน
กระแสเงินสดอิสระนี่เอง คือแหล่งเงินที่บริษัทใช้จ่ายปันผล หรือซื้อหุ้นคืน
หากบริษัทไหนมีความสามารถสร้างกระแสเงินสดอิสระได้มากขึ้นทุกปี ก็มีแนวโน้มว่าบริษัทนั้นสามารถเพิ่มเงินปันผลต่อหุ้น หรือซื้อหุ้นคืนได้มากขึ้นในระยะยาว
- มีการใช้กระแสเงินสดอิสระเพื่อซื้อหุ้นคืน ร่วมกับการจ่ายเงินปันผลต่อหุ้น
การซื้อหุ้นคืน จะช่วยให้บริษัทสามารถจ่ายปันผลต่อหุ้นได้เพิ่มขึ้น แม้จะมีเหตุจำเป็นที่ทำให้บริษัทมีงบที่สามารถใช้จ่ายปันผลได้เท่าเดิม
ยกตัวอย่างเช่น หากบริษัทมีกระแสเงินสดอิสระเอาไว้จ่ายปันผลที่ 1,000 ล้านบาท แล้วมีจำนวนหุ้นทั้งหมด 100 ล้านหุ้น แปลว่าบริษัทจะจ่ายปันผลต่อหุ้นได้ 10 บาทต่อหุ้น
เมื่อเวลาผ่านไป หากบริษัทนี้ซื้อหุ้นคืนอย่างต่อเนื่อง จนมีจำนวนหุ้นทั้งหมดเหลือ 80 ล้านหุ้น
แปลว่าต่อให้บริษัทมีกระแสเงินสดอิสระสำหรับจ่ายปันผลเท่าเดิม แต่เงินปันผลต่อหุ้นก็สามารถเพิ่มเป็น 12.5 บาทต่อหุ้นได้
3. มีส่วนของหนี้ที่มีภาระดอกเบี้ยต่ำ
เพราะหากบริษัทมีหนี้ที่ต้องจ่ายดอกเบี้ยมาก บริษัทก็ต้องใช้กระแสเงินสดอิสระส่วนใหญ่ หมดไปกับการจ่ายคืนเงินกู้ยืมและดอกเบี้ย และเหลือเงินมาจ่ายปันผลให้เราน้อยลง
4. มีอัตราส่วนการจ่ายเงินปันผลต่อกระแสเงินสดจากการดำเนินงาน ไม่สูงจนเกินไป
เพราะหากบริษัทไหนนำกระแสเงินสดจากการดำเนินงานทั้งหมด มาจ่ายปันผล จะทำให้ไม่มีเงินเหลือไปลงทุน ขยายธุรกิจให้เติบโต เพื่อเพิ่มเงินปันผลต่อหุ้นได้
และขั้นตอนสุดท้าย แต่สำคัญที่สุดสำหรับกลยุทธ์ Dividend Growth Investing คือ การอดทนนั่งทับมือ ในยามที่ตลาดหุ้นผันผวน
เพราะหากเราเลือกหุ้นมาอย่างดีแล้ว สิ่งเดียวที่เราควรทำคือ การอดทนรอคอยให้บริษัทที่เราลงทุน ค่อย ๆ เติบโต และจ่ายปันผลต่อหุ้นให้เราเพิ่มขึ้นในทุก ๆ ปี
และนี่ก็คือกลยุทธ์ Dividend Growth Investing สูตรลับที่ช่วยให้นักลงทุนระยะยาวอย่างวอร์เรน บัฟเฟตต์ ได้รับกระแสเงินสดจากเงินปันผลเพิ่มขึ้นทุกปี แม้จะไม่ได้ซื้อหุ้นบ่อย ๆ
โดยมีหัวใจหลักคือ การวิเคราะห์ศักยภาพธุรกิจ จนมองทะลุ Dividend Yield ที่ดูต่ำ จนไม่น่าสนในวันนี้
ไปสู่การเติบโตในอนาคต ซึ่งให้ Yield on Cost ที่สูงขึ้นกับเราในวันข้างหน้า..
หมายเหตุ : บทความนี้ไม่ได้มีเจตนาชี้นำให้ซื้อหรือขายหุ้นเหล่านี้ การลงทุนมีความเสี่ยง โปรดศึกษาข้อมูลให้ครบถ้วนก่อนการตัดสินใจลงทุนทุกครั้ง
#WealthPreservation
#กลยุทธ์ลงทุน
#หุ้นปันผล
References
-
https://finance.yahoo.com/news/warren-buffett-collected-816-million-154029960.html
-
https://www.financestrategists.com/wealth-management/investment-management/dividend-growth-investing/
-
https://investors.coca-colacompany.com/stock-info/splits
-
https://www.investor.jnj.com/stock-info/dividend-history/default.aspx
- จดหมายถึงผู้ถือหุ้น ประจำปี 2009 ของ Berkshire Hathaway
หุ้น
การลงทุน
4 บันทึก
3
1
4
3
1
โฆษณา
ดาวน์โหลดแอปพลิเคชัน
© 2026 Blockdit
เกี่ยวกับ
ช่วยเหลือ
คำถามที่พบบ่อย
นโยบายการโฆษณาและบูสต์โพสต์
นโยบายความเป็นส่วนตัว
แนวทางการใช้แบรนด์ Blockdit
Blockdit เพื่อธุรกิจ
ไทย