ประเทศไทยมีความได้เปรียบด้านเสถียรภาพของระบบไฟฟ้า ซึ่งเป็นปัจจัยสำคัญที่สุดสำหรับ Data Center ขนาดใหญ่ที่ต้องการความมั่นคงด้านพลังงานตลอด 24 ชั่วโมง แม้เวียดนามจะมีค่าไฟที่ถูกกว่า
●
ไทยมีระบบนิเวศ สำหรับ Data Center ที่สมบูรณ์และพร้อมรองรับการลงทุนมากกว่า โดยมีผู้เล่นรายใหญ่ระดับโลกเข้ามาสร้างฐานไว้แล้ว ทำให้ง่ายต่อการต่อยอดของนักลงทุนรายใหม่
ในขณะที่กระแสการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานเพื่อรองรับ AI Economic และ AI Infrastructure เกิดขึ้นทั่วโลก โดยเฉพาะเรื่อง Data Center ซึ่งพบว่า บริษัทเทคโนโลยียักษ์ใหญ่ระดับโลก (Hyperscalers) อย่าง Microsoft, Google และ AWS เลือกเข้ามาลงทุนตั้ง Data Center ในประเทศไทย จนทำให้ช่วงครึ่งแรกปี 2569 ประเทศไทยมี Data Center ที่อยู่ระหว่างก่อสร้างถึง 859 MW เพิ่มขึ้น 148% จากช่วงก่อนหน้า และยังอยู่ระหว่างเตรียมการก่อสร้างอีกกว่า 2,084 MW
แต่เมื่อเปรียบเทียบกับประเทศในภูมิภาคเดียวกัน อย่าง เวียดนาม ซึ่งมี Data Center อยู่ราว 68 MW ในช่วงเดียวกัน กลับเห็นความแตกต่างอย่างชัดเจน!
ก่อนจะไปหาคำตอบ...เจ๊เมาธ์ขอย้ำเอาไว้ก่อนว่า ยิ่ง Data Center มีขนาดใหญ่ขึ้นมากเท่าไร ระบบโครงสร้างพื้นฐานที่ต้องรองรับ ทั้งระบบไฟฟ้า และน้ำหล่อเย็น ก็ต้องเพิ่มขึ้นตามไปด้วย นั่นหมายความว่า โจทย์ของ Data Center วันนี้ กำลังเปลี่ยนจากเดิมที่เน้น “อินเทอร์เน็ตและตลาด” มาเป็นเรื่องของ “ไฟฟ้า ความเสถียร และความเร็วในการขยายระบบ” มากขึ้น
เหตุผลแรกที่เจ๊เมาธ์มองว่า สำคัญที่สุดคือ “ไฟฟ้า” เพราะ Data Center ไม่ใช่โรงงานธรรมดาที่ไฟตกไฟดับแล้วหยุดผลิตชั่วคราวได้ แต่ต้องทำงานตลอด 24 ชั่วโมง และยิ่งเป็น AI Data Center ก็ยิ่งใช้ไฟมหาศาล
ตรงนี้ เวียดนาม มีจุดแข็ง เพราะมีสัดส่วนพลังงานหมุนเวียน (Renewable Energy) สูงกว่าไทย ขณะที่ไทยต้องเร่งเรื่อง Direct PPA, Utility Green Tariff, REC รวมไปถึงแผน PDP2026 หรือ แผนพัฒนากำลังผลิตไฟฟ้าของประเทศไทย พ.ศ. 2569–2593 ซึ่งเป็นแผนแม่บทระยะยาว 25 ปี เพื่อให้ Data Center สามารถเข้าถึงไฟฟ้าสีเขียวได้มากขึ้น และนี่ก็เป็นหนึ่งในโจทย์สำคัญที่ไทยต้องเร่งแก้
พูดกันตรงๆ ก็คือ เวียดนาม ไม่ได้แพ้ไทยทุกเรื่อง แถมยังมีทั้งค่าไฟ ต้นทุนก่อสร้าง และ พลังงานหมุนเวียนที่น่าสนใจ เพียงแต่โจทย์ของ Data Center ในวันนี้เปลี่ยนไปแล้วเท่านั้นเอง
อย่างไรก็ตาม แม้ในไทยจะมีแรงกระเพื่อมเรื่องควรมีหรือไม่ควรมี Data Center หลังเกิดปัญหากับ Data Center กลางกรุงเทพฯ จนภาครัฐต้องสั่งชะลอและจัดระเบียบกฎเกณฑ์ออกมาดูแลกันเป็นพรวน ซึ่งในระยะสั้นอาจถูกมองว่า ทำให้ธุรกิจที่เกี่ยวข้องได้รับผลกระทบ แต่เจ๊เมาธ์กลับมองว่า นี่คือการ “จัดระเบียบก่อนโต” เพราะเมื่อมีกติกาที่ชัดเจน เม็ดเงินลงทุนที่รออยู่ ก็มีโอกาสไหลเข้ามาได้ทันที
เมื่อถึงวันที่ทุกอย่างลงตัว และประเทศไทยมีความพร้อมที่จะเปิดรับ Data Center ที่มีคุณภาพ และมีศักยภาพในการช่วยพัฒนาเศรษฐกิจของประเทศได้อย่างเต็มประสิทธิภาพ
ท้ายที่สุด คำถามที่ว่า “ทำไม Data Center ถึงต้องมาไทย...แต่ไม่ไปเวียดนาม”
คำตอบอาจไม่ได้อยู่ที่เรื่องใดเรื่องหนึ่ง แต่เป็นเพราะไทยมีความพร้อมของระบบโดยรวมมากกว่าในหลายด้าน ทั้งไฟฟ้า โครงสร้างพื้นฐาน Connectivity และ Ecosystem ซึ่งเป็นปัจจัยสำคัญต่อการลงทุน Data Center ขนาดใหญ่ และ อาจทำให้ในอนาคตไทยยังคงเป็นหนึ่งในจุดหมายที่ทุนต่างชาติให้ความสนใจมากขึ้นเรื่อยๆ เมื่อเทียบกับเวียดนามนั่นเองเจ้าค่ะ