26 ก.ย. เวลา 05:59 • หนังสือ

ตุลาคม

วันที่ ๖ ตุลาคม พ.ศ. ๒๔๘๔ ดร
บ้านซินนามอน ปีนัง
วันที่ ๖ ตุลาคม พ.ศ. ๒๔๘๔
ทูล สมเด็จกรมพระนริศฯ
หม่อมฉันได้รับลายพระหัตถ์เวรฉบับลงวันที่ ๓๐ กันยายนตามเคย แต่ออกประหลาดใจที่สังเกตในลายพระหัตถ์เห็นว่า​จดหมายเวรของหม่อมฉันที่ถวายไป ไปถึงพระหัตถ์ช้ากว่าปกติมาหลายคราว หม่อมฉันส่งจดหมายไปทิ้งไปรษณีย์ในวันอังคารเสมอเป็นนิจ สังเกตวันที่ได้ทรงรับก็เห็นได้ว่าเขาส่งไปจากปีนังในคราวเมล์วันศุกร์เสมอ ที่ช้าไปช้าในเมืองไทยมิใช่ที่นี่ แต่คิดดูก็ไม่สำคัญอันใดสุดแต่ให้ไปถึงพระหัตถ์ก็แล้วกัน
สนองลายพระหัตถ์
๑) ที่ว่าคำว่า “มุ่ลี่” มาแต่ม้วนคลี่ และคำว่า “กระโถน” มาแต่กระถ่มนั้น เป็นคำแปลของกรมหมื่นจรัสพรฯ เขียนส่งลงพิมพ์ในหนังสือวชิรญาณวิเศษ แต่พอเห็นก็ฮากันลั่น ถึงสมเด็จพระพุทธเจ้าหลวงทนไม่ได้ ทรงแปลสู้คำ ๑ ว่า “กระจาด” มาแต่ (คำผวน) “กระจ่ายตลาด” ดังนี้
ที่จริงการหามูลของคำต่างๆ ยากมิใช่ง่าย ต้องมีความซอกแซกจึงแปลได้เช่นแปลคำว่า “ซาเต๊ะ” และเรือ “ล่องบด” ต้องรู้ภาษาอังกฤษ และบางคำต้องรู้โบราณคดีจึงแปลได้เช่นแปลคำ “ทุ่มโมง” ถ้าแปลแต่โดยเดาก็เป็นอย่างมุลี่ และกระโถน มีบางคำที่หม่อมฉันยังคิดไม่เห็นมูล แปลไม่ออกจนบัดนี้ เช่นคำว่า “กิน” และ “นอน” เหตุไฉนเมื่อใช้แก่พระจึงว่า “ฉัน” และ “จำวัด” หมากพระกินเรียกว่า “เภสัช” ​แต่พอคิดเห็น ว่าเอาคำภาษามคธมาใช้อย่างขอไปที แต่พลูพระกินเรียกว่า “เภลา” นั้นก็ไม่รู้ว่ามาแต่อะไรทีเดียว
๒) พระพุทธรูปทำกลีบผ้าครองเป็นแบบเดิมของชาวโยนกที่ริสร้างพระพุทธรูป เมื่อชาวอินเดียแรกทำพระพุทธรูปก็ยังเอาอย่างมาทำผ้าครองเป็นกลีบ เรียกว่าพระพุทธรูปแบบ “อมราวดี” มีตัวอย่างอยู่ในพิพิธภัณฑสถาน ต่อมาจึงทำแต่เป็นริ้วรอยพอให้เห็นว่าครองผ้า พระพุทธรูปลังกาก็ทำทั้งมีกลีบและมีแต่รอยผ้าครอง ที่ไม่ทำกลีบผ้าครองน่าจะเกิดแต่อยากทำรูปทรงองค์พระพุทธเจ้าให้งาม เห็นกลีบผ้าครองกีดจึงลดและเลิกเสีย มิใช่เอาอย่างมาแต่รูปศาสดาของพวกเชนที่ทำเปลือยกาย หม่อมฉัน
เคยเห็นรูปเชนในอินเดีย ถ้าทำเป็นรูปนั่งแลดูเหมือนพระพุทธรูปสมาธิไม่มีผิด ต่อสังเกตจึงเห็นว่าผิดกันที่ไม่มีรอยผ้าพาด กับทำเป็นรูปคล้ายขนมเปียกปูนโปนขึ้นมาที่ตรงอุณาโลมหน่อยหนึ่ง รูปเชนที่ทำเป็นพระยืนหม่อมฉันเคยเห็นแต่ในรูปภาพพิมพ์ไว้ในสมุด บางองค์ก็ทำรูปนิมิตให้แลเห็นบางองค์ก็แกล้งทำเถาละดาเลื้อยบังมิให้เห็นนิมิต นอกจากนั้นเอาแบบพระพุทธรูปไปทำทุกอย่าง เพราะรูปเชนเป็นของเกิดขึ้นภายหลังพระพุทธรูป
๓) ความคิดที่ทำประดิทินนั้น ก็อยู่ในจะหากำหนดอันใดให้ร่วมกันได้ทั้งโคจรของดาว เดือน ตะวัน และฤดูกาล ​เป็นแต่พอหาได้ใกล้เข้าไปยังไม่เต็มตามที่ประสงค์ จึงมีโหราจารย์ต่างๆ คิดแก้ไขมาโดยลำดับดังเช่นประดิทินสุริยคติที่ฝรั่งใช้ เดิมใช้
อย่างกรีซคิด แล้วโป๊ปองค์หนึ่งชื่อเกรกอรี แก้วันเคลื่อนกัน ๑๔ วัน เดี๋ยวนี้ฝรั่งก็ยังใช้ประดิทินต่างกันเป็น ๒ อย่าง ดูความยากมันอยู่ที่จะให้มนุษย์ซึ่งใช้ประดิทินอย่างหนึ่งจนคุ้นเคยมาช้านานแล้วเปลี่ยนไปใช้เป็นอย่างอื่น พึงเห็นได้แม้ในเมืองเรา เดิมใช้ประดิทินทางจันทรคติ เมื่อมาเปลี่ยนใช้ประดิทินทางสุริยคติในรัชกาลที่ ๕ ก็
ลำบากมิใช่เล่น ยกตัวอย่างดังวันอุโบสถของพระก็ยังต้องใช้ทางจันทรคติตามพระบาลี พวกพลเมืองมาใช้สุริยคติจะรู้วันฟังเทศน์ทำบุญก็ยากขึ้น จะป่วยกล่าวไปไยถึงคนอื่น แม้ตัวหม่อมฉันเองก็ได้รับความลำบากในการแต่งหนังสืออยู่เสมอ ด้วยในหนังสือจดหมายเหตุเก่าใช้จันทรคติหนังสือแต่งใหม่ใช้สุริยคติ ต้องคิดหักทอนเสียเวลาลำบากอยู่เสมอ เพราะฉะนั้นประดิทินอย่างที่มีผู้คิดใหม่จะให้เป็นปีละ ๑๓ เดือนนั้น กว่ามนุษย์จะรับใช้เห็นจะยังนาน
๔) ที่พระเจ้าปราสาททองทำพิธีอินทราภิเษกและลบศักราชนั้น ผู้แต่งหนังสือพระราชพงศาวดารไปถือเอาพลความเป็นสำคัญ ข้อสำคัญที่จริงนั้นพระเจ้าปราสาททองตีได้ประเทศกัมพูชา จึงเอาเหตุนั้นเฉลิมพระเกียรติ์เป็นพระเจ้าราชาธิราช ​คือเลื่อน
จาก King เป็น Emperor ด้วยทำพิธีอินทราภิเษก การเปลี่ยนปีที่เรียก–ลบศักราช–เป็นแต่อุปกรณ์ในพิธีนั้น คิดดูในเวลานี้เห็นว่าถ้าพระเจ้าปราสาททองตั้งชื่อปีเสียใหม่ทั้ง ๑๒ ปี ให้ใช้แทนชื่อปีชวด ฉลูฯ อย่างเดิมก็น่าจะสะดวกกว่า เพราะที่ให้เลื่อนปีกุนขึ้นมาเป็นสัมฤทธิศกนั้น ทำให้จดหมายเหตุเก่ายุ่งหมด พวกที่ไม่ได้อยู่ใน
บังคับ เช่นพม่าก็ไม่ยอมใช้ตามอยู่เอง ถึงพวกที่อยู่ในบังคับเช่นไทยก็ใช้เพียงชั่วพระชนมายุของพระเจ้าปราสาททองแล้วก็ต้องเลิกอยู่เอง ศักราชแปลกอย่าง ๑ ที่ใช้ในกฎหมายนั้นหม่อมฉันเคยค้นหามูลก็ไม่ได้ พระยาโหราฯ บอกแต่ว่าเรียกศักราชจุฬามณี ซักหาเหตุต่อไปก็ไม่ได้ความ สังเกตในบทกฎหมายเห็นใช้ศักราชนั้นในบางแผนกกฎหมายของพระเจ้าทรงธรรมก็มี พระเจ้าปราสาททองก็มี และพระเจ้าบรมโกศก็มี เห็นได้ว่ามิใช่ตั้งขึ้นหรือเริ่มใช้เมื่อพระเจ้าปราสาททองลบศักราช
๕) แฝที่ชวานั้นหม่อมฉันก็ได้เคยเห็นที่เมืองบันดุง และได้เคยเห็นทั้งละครหมัดและคนกลืนปลาเป็นๆ นอกจากนั้นได้เห็นอีกบางอย่าง อย่าง ๑ คือพวกคนเตี้ย (ไม่ใช่ค่อม) เขาเอามาจากเกาะอันใดอันหนึ่ง มันสูงเพียงสักเท่าเด็กอายุ ๑๐ ขวบ เขาให้มันเล่นเต้นรำอยู่บนยกพื้นสูงเสมอตาคนยืนดู อีกอย่าง ๑ ​ฝรั่งดัดตน ฝรั่งคนนั้นแขน
ขาของมันจะเอาไปทางไหน คดงออย่างไรได้หมด แต่ที่หม่อมฉันชอบมากกว่าอย่างอื่นนั้น ที่เขาทำแผนที่เกาะชวาอย่างปั้นนูนไว้ในตึกใหญ่ที่อยู่กลางมีทางรถไฟทางเรือ และทำหุ่นรถไฟหุ่นเรือให้เห็นแล่นตามที่เป็นจริงอยู่ตลอดเกาะชวาน่าดูนัก ลูกหญิงเหลือของหม่อมฉันก็เป็นอย่างคุณโตที่มักสาละวนขวนขวายดูในร้านขายเครื่องเพชรพลอยต่างๆ มากกว่าแห่งอื่น
การมีแฝในชวาดูเหมือนเขามีกำหนดแน่นอน มีในเมืองใหญ่ปีละครั้ง ๑ เมืองน้อยก็มี ๒ ปี ๓ ปี ครั้ง ๑ มีที่ไหนพวกทำของขายหรือทำอะไรให้คนดูทั้งที่อยู่ต่างถิ่นและในท้องที่ก็ไปรวมกันหาประโยชน์ที่แฝนั้น แปลว่ามีช่องขายดีและซื้อง่ายปีละครั้งเสมอ เป็นการอุดหนุนหัตถกรรมทั่วทั้งเกาะชวา แต่พลเมืองของเขามีมาก อาจจะซื้อเฉลี่ยกันเสียเงิน ซื้อหรือเสียค่าตาดูคนละเล็กละน้อย ก็พอให้ออกแฝได้เสมอทุกปีไม่จืด
ทูลข่าวทางปีนัง
๖) เมื่อวันที่ ๓ ตุลาคม ตรงกับเดือน ๑๑ ขึ้น ๑๓ ค่ำ คนขับรถเขาพาหม่อมฉันไปเที่ยวทางถนนสาย ๑ ซึ่งตึกแถวทั้ง ​๒ ข้างมีร้านขายจันอับมาก วันนั้นเห็นตามร้านขายจันอับพากันแต่งประทีปและแต่งเครื่องประดับ บางร้านมีเครื่องกระดาษทำเป็น
โคมรูปปลามีคันสำหรับถือและสิ่งอื่นๆ พวกจีนกำลังเข้าออกตามร้านเหล่านั้นเกลื่อนกลุ้ม เขาว่าเป็นวัน “สารทขนมเปีย” ของจีน หม่อมฉันจับเอาที่ทำโคมรูปปลาเป็นนิมิต นึกขึ้นว่าลอยกระทงเดือน ๑๑ ของเรา จะมาแต่จีนเสียดอกกระมัง เพราะในกฎมนเทียรบาลว่าเดือน ๑๑ ทำพิธีอาสยุช แข่งเรือพระที่นั่งพระเจ้าแผ่นดินกับพระ
มเหสีเสี่ยงทาย เดือน ๑๒ มีพิธีลดชุด ลอยโคม ส่งน้ำ ๓ อย่าง พิธีลดชุดดูเหมือนจะสูญมาจนทูลกระหม่อมของเราจึงทรงประดิษฐ์พิธีชักโคมชัยขึ้นแทน พิธีลอยโคมนั้นตรงกับลอยกระทง ฝรั่งที่ได้เห็นทำเมื่อครั้งกรุงศรีอยุธยาได้พรรณนาไว้ให้เข้าใจด้วยว่า มีทั้งลอยกระทงและจุดดอกไม้ไฟ พิธีส่งน้ำนั้นยังทำอยู่ที่เมืองเขมร จนในสมัยพระเจ้าศรีสวัสดิ์ เขาเล่าว่าทำเมื่อเวลาน้ำปีเริ่มลด พระเจ้าแผ่นดินเสด็จลงประทับที่แพหน้าวังมีสายเชือกขึงจากแพออกไปถึงเรือที่ทอดอยู่ตรงหน้าแพลำ ๑ สมมติว่า
ขึงกั้นน้ำไว้ พระเจ้าแผ่นดินตรัสอนุโมทนาคุณของน้ำที่มาท่วมให้ทำนาได้จนตลอดฤดู แล้วทรงตัดเชือกเหมือนหนึ่งว่าปล่อยให้น้ำกลับไป ต่อนั้นมีการแข่งเรือกันสนุกสนาน เห็นได้ว่าการลอยกระทงเป็นพิธีเดือน ๑๒ ที่มาลอยใน​เดือน ๑๑ อีกครั้ง ๑ ต้องเกิดขึ้นทีหลัง คือเอาอย่างลอยกระทงเดือน ๑๒ มาทำ แต่ก็ทำอย่างเหี่ยวๆ ไม่ครึกครื้นถึงทำกระทงใหญ่เช่นเดือน ๑๒ จึงนึกว่ามูลน่าจะมาจากที่อื่น ขอให้ทรงพิจารณาดูเถิด
๗) เทศกาลออกพรรษาปีนี้ พระทองสุกซึ่งอยู่รักษาการสอนพระศาสนาที่วัดศรีสว่างอารมณ์แทนพระมหาภุชงค์ เธอจัดให้มีการพิธีเมื่อวันที่ ๕ กลางเดือน เวลา ๑๙.๐๐ น. นัดสัปบุรุษประชุมไหว้พระสวดมนต์ เวลา ๑๙.๓๐ น. เดินเทียน (เป็นของชาวปีนังชอบ) ๒๐.๐๐ น. ฟังเทศน์ ๒๑.๐๐ น. ทำพิธีสงฆ์ พระสวดมนต์ถวายพระราชกุศลแก่พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว แล้วเป็นเสร็จการ
หม่อมฉันให้หาภัตตาหารไปเลี้ยงพระเวลาเพล ถึงเวลาเย็นหม่อมฉันกับลูกพร้อมกันไปที่วัดศรีสว่างอารมณ์ก่อนเวลาประชุมสัปบุรุษ บูชาพระรัตนตรัย และพระบรมรูปทูลกระหม่อม ซึ่งเธอจัดตั้งไว้ที่เครื่องบูชาแห่ง ๑ ในโบสถ์ แล้วกลับมา ขอถวายพระกุศลให้ท่านทรงอนุโมทนาด้วย
เมื่อไปวัดเห็นพระทองสุกเธออยู่แต่องค์เดียว อุตส่าห์พยายามรักษาวัดเรียบร้อยสะอาดสะอ้าน และบำเพ็ญกิจวัตรในการรักษาพระศาสนามิให้บกพร่อง ต้องออกปากชม ฟังคำเธอพูด​ก็น่าสรรเสริญ เธอว่าในระหว่างเวลามีสงครามนี้ การติดต่อกับคณะสงฆ์ธรรมยุติในกรุงเทพฯ ไม่สะดวก เธออยู่องค์เดียวก็จะพยายามรักษาการที่พระมหาภุชงค์ได้จัดไว้ให้คงอยู่อย่าให้เสื่อมทรามไปจนสิ้นสงคราม แต่สังเกตดูพวกสัปบุรุษที่บำรุงวัดเขาก็ยังเลื่อมใสแข็งแรงดี
๘) เรื่องทูลบรรเลงในคราวนี้ เห็นอยู่ข้างบกพร่อง จึงถวายนิทานโบราณคดี เรื่องตั้งโรงพยาบาล มาทรงอ่านเล่นอีกเรื่อง ๑
ควรมิควรแล้วแต่จะโปรด
สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมพระยาดำรงราชานุภาพ
วันที่ ๗ ตุลาคม พ.ศ. ๒๔๘๔ น
ตำหนักปลายเนิน คลองเตย
วันที่ ๗ ตุลาคม ๒๔๘๔
กราบทูล สมเด็จกรมพระยาดำรง ฯ ทราบฝ่าพระบาท
จะกราบทูลสนองลายพระหัตถ์เวร ซึ่งลงวันที่ ๒๑ กันยายน ในบัดนี้
​สนองลายพระหัตถ์
๑) เรื่องชื่อนั้นเป็นความจริงอย่างที่ตรัส เช่นชื่อ “ลัดดา” เพียงสองพยางค์เท่านั้น ยังตัดเรียกแต่ว่า “ดา” ส่วนที่เรียกว่า “คุณเก” นั้นไม่ทราบคำ “อิลิซาเบท” ก็ไม่ทราบว่าฝรั่งเขาตัด นึกว่ามาตัดกันเอาทางไทย แต่ “บัส” และ “หมัด” นั้นทราบ เพราะได้อ่านหนังสือและฟังพูดกันพบ
คำ “ตา ยาย พ่อ แม่ อ้าย อี่” เดิมทีก็ตั้งใจจะยกยศ แต่ต่อมาลางคำก็กลายเป็นหยาบช้าไป คำ “นาย” ว่าตรงกับ “นายกะ” นั้นไม่เชื่อ ทั้งเห็นว่าคำ “นาง” ทีจะคู่กับคำ “นาย” อันหมายความว่าคหบดีทำให้เป็นต่างลึงค์กันเหมือน “ตา ยาย” เป็นต้น ส่วนคำว่า “หม่อม” ก็หมายความเป็นคหบดีเหมือนกัน แต่ใช้ทั้งชายหญิงไม่ต่างลึงค์กัน ชวนให้เห็นว่าคำ “หม่อม” เป็นคำใหม่ มีคำต่อหัวท้ายขึ้นเช่น “หม่อมเจ้า หม่อมราชวงศ์ หม่อมหลวง หม่อมห้าม” เป็นต้น ดูออกจะเป็นภาษาไม่สู้ดี หม่อมราชวงศ์
กับหม่อมหลวงถ้าพูดตามหนังสือที่พบแต่ก่อนนี้ก็เป็นอันเดียวกัน เพิ่งมาแยกเป็นต่างชั้นกันไปในเมื่อไม่ช้านัก อนึ่งคำว่า “เจ้า” ก็หมายถึงเป็นผู้สืบสกุลมาแต่ผู้ปกครองบ้านเมือง ที่เรียกว่า “เจ้า” ​อย่างอื่นเช่น “เจ้ามือ” เป็นต้น ก็เป็นแต่คำเปรียบ ทางเมืองลาวเขาก็เรียกกันแต่ว่าเจ้านั่นเจ้านี่ ไม่มีคำ “หม่อม” นำ คิดว่าคำ “หม่อม” ทีจะมาแต่ “กระหม่อม” ทูลเจ้ากันว่า “หม่อม” ก็มี คำ “ทูลกระหม่อม” หรือ “ทูลหม่อม” ก็มี ตลอดถึง “หม่อมฉัน” ด้วย แต่จะเดาไปก็เป็นเรื่องที่รู้ไม่ได้แน่ จึงจะหยุดเสียที
คำ “อ้ายอ่วมอกโรย” นั้น ไม่ได้ทราบเลยว่าคำ “อกโรย” เป็นชื่อตำบล คิดว่าอ้ายอ่วมนั้นอกมันโรย ทางฝรั่งที่เขาใช้ชื่อตำบลเป็นชื่อคนนั้นทราบอยู่บ้าง เช่นหลอดอะไรฟอนอะไร เป็นต้น ล้วนแต่เป็นไปในทางข้างดีทั้งนั้น
๒) เรื่องคำที่เปลี่ยนความหมาย ได้ปรารภกับพระยาอนุมานอยู่เสมอ เพราะแกหมกมุ่นอยู่ด้วยถ้อยคำ ตามที่ตรัสอ้างถึงคำ “รับสั่ง” เป็นต้นนั้น ก็มิใช่จะมีแต่คำอยู่เท่านั้นตัวคนซึ่งเป็นผู้รับสั่งก็มีอยู่ทนโท่ ไม่น่าจะผิดไปได้เลย แก้กันเป็นว่า “ผู้รับรับสั่ง” ก็มี คำ “หลวง” ก็เหมือนกันกลายเป็นว่าพระราชาไป
เรื่องคำใหม่มีข้อขำอยู่มาก จะเล่าถวายแต่คำ “กิน” ซึ่งตรัสประทานตัวอย่างไป แต่ก่อนนี้ใช้กันว่า “รับ” ดังได้​ทรงทราบอยู่แล้ว ต่อมาเปลี่ยนใช้ว่า “ทาน” ทูลกระหม่อมชายตรัสทำนายเล่นว่าภายหน้าไปคงใช้ “ประ” ฟังขันพิลึก แต่เดี๋ยวนี้เขาจะใช้อย่างไรกันไม่ทราบ ไม่ได้เอาใจใส่
๓) เป็นพระเดชพระคุณอย่างยิ่ง ที่ตรัสบอกตำแหน่งคลอง “บางหลวงอ้ายเอียง” ให้ทราบ ตามที่ตรัสบอกดูเป็นว่าคลองเล็ก แต่ว่าแต่ก่อนอาจเป็นลำใหญ่ก็ได้ แต่ไม่ได้เห็นคลองนั้นหรือไม่ได้สังเกตมาเลย ทีแต่ก่อนจะเป็นลำแม่น้ำต่อก็ได้
๔) หนังสือปฐมสมโพธิ เท่าที่เห็นก็เป็นหนังสือแปล ท่านจะแปลมาแต่ไหนก็ไม่ทราบ แต่เข้าใจว่าเป็นหนังสือแต่งใหม่ไม่ใช่พวกอรรถกถาฎีกาทำ สมเด็จพระมหาสมณเจ้า กรมพระยาวชิรญาณวโรรส ไม่ทรงยึดเอาเป็นหลักเลยทีเดียว ทรงค้นเอาใหม่ในพระบาลี ทรงพรรณนาไว้ในที่หลายแห่ง ตรัสเรียกชื่อใหม่ว่า “พุทธประวัติ” พาให้สมเด็จพระพุทธโฆษาจารย์ท่านสนใจไปถึงว่าใครแต่งพุทธประวัติไว้ที่ไหนว่า
อย่างไรบ้าง เมื่อครั้งรัชกาลที่ ๖ มีพระจีนเข้าไปแต่ปีนัง ไปหาเจ้าพระยาธรรมาธิกรณ์ เอาคัมภีร์พุทธประวัติตีพิมพ์เป็นหนังสือจีนไปให้ท่านฉบับหนึ่งท่านก็ให้แก่เกล้ากระหม่อม เพราะท่านเห็นว่าอยู่แก่ท่านก็ไม่มีประโยชน์อะไร เกล้ากระหม่อมได้มาก็เอา​ไปให้สมเด็จพระพุทธโฆษาจารย์ ท่านก็ยินดีปรีดา บอกว่าท่านรู้จักลูกจีนคนหนึ่งเขารู้หนังสือดี จะเอาไปให้เขาแปล แต่ “เฟเลีย” เขาบอกว่าเขารู้แต่ทางค้าขาย จะให้แปลคัมภีร์ทางศาสนานั้นเหลือรับ แปลไม่ออก
๕) เรื่องคำ “ปี้ขา” พอได้ฟังกระแสพระดำริก็นึกถึงพระเจนจีนอักษร แต่ตายเสียแล้วก็สิ้นพูด ไม่ใช่ว่าผู้รู้ภาษาจีนจะมีแต่พระเจนคนเดียว แต่สอบกับพระเจนนั้นเป็นการง่าย จะไปสอบกับคนอื่นนั้นยาก ดิกชันะรีภาษาจีนของเกล้ากระหม่อมก็มี แต่ได้มาก็ดูรู้อะไรไม่ได้ เพราะเขาเรียงทางภาษาคำหลวงภาษาจีนหลวงในบ้านเราก็ไม่มีใครใช้ แม้เราจะได้เสียงมาก็ไม่ใช่คำหลวง จริงอยู่เขาเขียนภาษาต่างๆ ไว้ให้หมด แต่เขียนไว้ใต้คำหลวงก็สุดที่เราจะค้น อนึ่งตัวหนังสือจีนเป็นอย่างไรฝรั่งเขาก็คิดช่วย
เขานับขีดลงเลขไว้ให้ค้น แต่แม้เราจะได้ตัวเขียนมาก็สอบยาก เพราะเส้นใดที่ติดกันคนเขียนเขาลากสองขีดเป็นขีดเดียวก็พาให้หลง ตกลงเป็นเราจะได้เสียงหรือตัวหนังสือมาก็รู้ยาก อีกประการหนึ่งนั้นสำคัญกว่าอื่นหมด แม้เราจะหาคำได้เอาไปประกอบกับคำอื่นก็ไม่เข้าใจ นั่นทำให้ไปนึกถึง “พะหมี” แม้แต่พวกจีนซึ่งรู้คำอะไรดีอยู่แล้วยังต้อง​คิดกันคอหักคอลัน ทำให้รู้สึกว่าดิกชันะรีไม่สำคัญเท่าภาษาเลย ดิกชันะรีจีนนั้นก็ทิ้งถามพระเจนเอาสบายกว่า
อนึ่งคำ “ปี้ขา” และ “ส้าระตะ” นั้นก็ไปเข้ารูปที่กราบทูลมาก่อนว่าเชื่อเป็นลางคำ ไม่เชื่อเป็นลางคำนั้นด้วย แต่คำใดควรเชื่อและไม่ควรเชื่อลางทีก็ไม่มีหลักอะไร วัด “สังกระจาย” ก็มีโคลงแปลชื่อติดไว้หน้าโบสถ์ที่ผนังข้างใน แต่เกล้ากระหม่อมไม่เห็นด้วยเลย แต่จะแปลว่ากระไรก็สิ้นปัญญากลัวจะมีพระท้องพลุ้ยซึ่งเรียกกันว่า “พระสังกระจาย” เกี่ยวข้องอยู่ที่วัดนั้นมาก่อน พาให้เรียกชื่อวัดไปตามพระท้องพลุ้ยนั้น อันพระนาม “สังกทัต” นั้นก็เกิดขึ้นด้วยความสงสัย ค้นพจนานุกรมภาษา
สันสกฤตจึงพบอย่างที่ได้กราบทูล จะถูกหรือไม่ถูกก็ไม่ทราบ แต่ฝ่าพระบาททรงเชื่อว่าถูก ในเรื่องคำต่างๆ นั้นได้ปรึกษากับพระยาอนุมานอยู่บ่อยๆ แกว่าคำอะไรที่ไม่เข้าใจก็มักถูกลากเอาไปเข้าให้เป็นความเสียร่ำไป ทำให้นึกถึงกรมพิทยาลงกรณ์ เคยพูดว่าแม้จะพบคำว่า “ข้าวตัง” ก็ต้องไปเปิดดูพจนานุกรมภษามคธสันสกฤต นั่นหมายความว่าเป็นคนถนัดภาษามคธสันสกฤตอย่างเช่นพระดำรัส เป็นอย่างเดียวกันกับ “ตั้งสัปปะลงเหร่อปัจจัย” แต่นั่นออกจะเป็นเล่นตลกอย่าง “อิน อิน”
​๖) เรื่องคนไทยไปเรียนวิชาหมอฝรั่งมาช่วยคนไทยได้เช่นที่เขามาช่วยหลานหมูหลานแมวไว้เป็นต้น ดีจริงอย่างที่ตรัส หมอไทยเก่าที่เขาสังเกตอะไรดีๆ ก็ไม่ใช่ว่าเขาจะไม่รู้ แต่รู้เพียงว่าช่วยไม่ได้ จะเป็นอะไรอยู่ภายในนั้นไม่รู้
หญิงหลุยก็ออกลูกแล้วจวนรุ่งวันที่ ๑ ตุลาคม ลูกเป็นผู้หญิง หญิงอี่หาหมอไปช่วยเอาออก แม่โตไม่สบาย หญิงอี่ไม่กล้าปลุก ต่อเช้าจึงได้ไป ไปซื้อกันตามประเพณีโบราณ ทำให้คำที่ว่าแม่ซื้อนั้นสงสัยว่าจะหมายถึงคน ไม่ใช่ผีเสียดอกกระมัง หมอเขาก็เก่ง มีบัญชาว่าควรจะออก แม้อยู่ไปอีกลูกก็จะโตออกยาก ในการที่จะให้ออกก็ไม่ยากอะไรขี่รถเสียเท่านั้นก็จะออก เพราะฉะนั้นเธอจึงขี่รถไปดูที่ซึ่งซื้อใหม่ก็ออกจริงๆ แม่โตบอกว่ารถคลานไปเท่านั้น มิใช่จะกระแทกกระทั้นอะไรเมื่อไร
๗) เป็นพระเดชพระคุณเหลือล้น ที่โปรดอนุญาตให้ใช้ของที่วังวรดิศได้ทุกอย่าง แต่จะต้องการอะไรก็แล้วแต่จำเป็น หนังสือพิมพ์ไทยตามที่ตรัสติโทษนั้นก็เป็นความจริง ถึงกระนั้นเขาก็มีระเบียบอะไรอยู่บ้าง เข้าใจว่าที่ทำเช่นนั้นเป็นความคิดของฝรั่งเขาจัด ตั้งแต่ครั้งหนังสือพิมพ์ไทยยังเป็นของฝรั่งอยู่พวกเราเป็นแต่จำเขามา หากจะมีเปลี่ยนแปลงไปบ้างก็เป็นแต่​ฝอยซึ่งหันเหไปตามการ แต่โครงนั้นคงอยู่ ฝ่าพระบาทไม่โปรดไม่ทรงนั้นได้ แต่จะให้ใครทุกคนทำตามพระดำริย่อมไม่ได้เป็นตัวอย่างที่ว่า “ต่างคนต่างใจ”
๘) ขอถวายอนุโมทนาในการที่ได้ทรงทำบุญถวายพระบาทสมเด็จพระปกเกล้าอันเป็นการกตเวทีดีอย่างยิ่ง สิ่งที่ดีมากก็คือเอาเครื่องสักการะซึ่งถวายขมาจุดบูชาพระรัตนตรัย นั่นเป็นประโยชน์สองทางดีอย่างยิ่ง
๙) เรื่องปราสาทวิหารสมเด็จทำเป็นยอดปรางค์นั้น จะกราบทูลเป็นที่รับรองได้อีกอย่างหนึ่ง คือตรงกลางซึ่งกราบทูลว่าเป็นหอพระมีพื้นสูงนั้น เห็นมีอิฐหักกากปูนเป็นกองพะเนินเทินทึกอยู่ตรงนั้นมาก ไม่ทราบว่าอะไรจึงคุ้ยดูก็เห็นเป็นเสาก่อสี่ต้น และพบพระชานุพระแก้วในกองอิฐนั้นจึงทราบได้ว่าตรงนั้นเป็นหอพระ เหตุใดจึงมีอิฐหักกากปูนอยู่ตรงนั้นมากมาย ก็เห็นได้ว่าเดิมต้องเป็นยอดก่อคือยอดปรางค์ ถ้าเป็น
ยอดไม้แล้วจะมีอิฐหักกากปูนอยู่มากมายไม่ได้ ส่วนที่วัดชุมพลทำซุ้มประตูหน้าต่างเป็นยอดปรางค์นั้น ดูเหมือนจะได้เคยฟังอธิบายว่าแปลว่ากระไร แต่จำไม่ได้ จะต้องอาศัยเหตุอันใดอันหนึ่งจึ่งเป็นดังนั้นได้ สังเกตแต่ว่าปรางค์ยอดเล็กนั้นเป็นของไทยทำด้วยหลงไป ปรางค์ยอดใหญ่นั้นนึกเอาอย่างปราสาทไม้เอาเทวสถานทางอิน​เดียหรือถะของจีนเข้าผสม เป็นไปเสียทางวิชาช่างดังนี้ พระนามพระเจ้าปราสาททองเกรงจะมาทางพม่า หมายความว่าพระเจ้าแผ่นดิน
๑๐) เรือนกำมะลอในหาดในเลนเกล้ากระหม่อมก็อยากเห็น ว่าทางประเทศมลายูจะมีอย่างบ้านเราหรือไม่ แต่ไปปีนังก็ไปอย่างหวิบหวับไม่ได้เห็นอะไรทั่ว เมื่อได้ทราบตามพระดำรัสว่ามีเหมือนกันก็เป็นอันได้ทราบความอย่างหนึ่งซึ่งสมใจมาก ที่รัฐบาลเขาห้ามไม่ให้ปลูกใหม่ โดยความประสงค์จะไม่ให้มีอีกต่อไปนั้นเป็นความผ่อนผันดีมาก
ได้อ่านหนังสือพิมพ์ มีคนไปพูดในโรตารีคลับ เปรียบเอาการถีบกระดานทางเมืองชลว่าตรงกับสกีทางเมืองฝรั่งออกจะดี ฉลาดคิดมาก
๑๑) การถมที่ทำบ้านให้ชาวประมงอยู่นั้น ถ้ามีเหตุที่สมควรทำก็ดี เหมือนหนึ่งได้เคยไปเห็นที่หน้าเมืองสิงคโปร์แต่ครั้งกระโน้น เขาถมทะเลขายที่ปลูกตึก นั่นเขามีเขาเล็กๆ อยู่ริมทะเลหน้าเมือง ทำลายเอาเขาลงถมทะเลก็เป็นการสมควร ถ้าต้องไปเอาอะไรไกลๆ มาถมก็ “ป้วย” การถมที่ปลูกเรือนให้ชาวประมงเช่าจะมีอะไรที่สมควรทำอยู่แล้ว หากไม่ได้เห็นเท่านั้น
​กราบทูล
๑๒) เผอิญได้ประสบเข้า ว่าจีนเขาเรียกพวกที่อยู่เมืองตังเกี๋ยว่า “กาวจี๋” คิดว่าคำนี้เองที่มาเป็น “ลาวกาว” ตามที่ได้เคยทรงสงสัยไต่สวนมาก่อนแล้ว
๑๓) กับคำว่า “แอ่ว” เขาแปลว่าเที่ยวไป ไม่ได้หมายว่าร้องอย่างที่เราเข้าใจกัน
ข่าวเก่า
๑๔) เมื่อวันที่ ๔ ซึ่งล่วงมาแล้ว สำนักพระราชวังมีหมายมาให้ ๒ ฉบับ ๆ หนึ่งว่าจะมีการฉลองพระภิกษุพระยาพหลที่โบสถ์วัดเบญจมบพิตร วันที่ ๖ ตุลาคม สวดมนต์ ๕๗ รูป วันที่ ๗ เลี้ยงพระแต่งตัวปกติ ไม่ได้บอกว่าเป็นการเสด็จพระราชดำเนิน และในใบพิมพ์หมายกำหนดการลงชื่อข้างท้ายเป็นนายกรัฐมนตรี (ไม่ใช่สำนักพระราชวังเช่นเคย) อีกฉบับหนึ่งหมายกฐินหลวง ท้ายใบพิมพ์หมายกำหนดการลงสำนักพระราชวัง (ตามเคย)
วันที่ ๑๑ ตุลาคม พระราชทานกฐิน วัดสุทัศน์ วัดราชประดิษฐ์ วัดมกุฎกษัตริย์ แต่งครึ่งยศ
​วันที่ ๑๓ ตุลาคม พระราชทานกฐิน วัดบวรนิเวศ วัดราชบพิธ วัดพระเชตุพน แต่งเต็มยศ
วันที่ ๑๔ ตุลาคม พระราชทานกฐิน วัดเบญจมบพิตร วัดราชาธิวาส วัดอรุณ แต่งเต็มยศ
ย้อนหลัง
๑๕) พระนามอย่างจีนของพระเจ้าแผ่นดินเรา เกล้ากระหม่อมได้บอกไปให้พนักงานหอสมุดเขาค้นแล้ว พระยาอนุมานบอกว่าพนักงานก็แต่ล้วนคนสมัยใหม่ ไม่รู้เบาะแสเรื่องเก่าอยู่ทั้งนั้น เห็นจะค้นพบยาก แต่แกยืนยันความจำได้ของพระเจนจีนอักษรมา ด้วยว่าพระเจนเคยแปลหนังสือครั้งแผ่นดินไต้เชงทราบอยู่ ๔ พระองค์ ว่า “แต้ฮั้ว”
เป็นรัชกาลที่ ๑ “แต้ฮก” เป็นรัชกาลที่ ๒ “แต้เหมง” เป็นรัชกาลที่ ๓ “แต้ฮุด” เป็นรัชกาลที่ ๔ แต่แกกลัวพระเจนจะจำคลาดเคลื่อนไปเหมือนกัน พระนาม “แต้ฮุด” นั้นเถียงกันอยู่ ทางเกล้ากระหม่อมจำได้ว่ารัชกาลที่ ๑ แต่ข้างพระเจนว่ารัชกาลที่ ๔ เกล้ากระหม่อมออกจะลาเพราะงามว่าควรจะเป็นรัชกาลที่ ๔ ด้วยคำ “ฮุด” ข้างจีนก็
ตรงกับคำ “พุทธ” ข้างเรา พระเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ ๔ ทรงผนวชในพระพุทธศาสนา ลาผนวชออกมารับราชสมบัติ ​รัชกาลที่ ๑ นั้นคำ “ฮุด” เข้าได้แต่พระนาม “พระพุทธยอดฟ้า” ซึ่งเวลาโน้นพระนามอย่างนั้นยังไม่เกิด คำของพระเจนไม่ปรากฏพระนาม “แต้เจี่ย” จึงเห็นว่าจะเป็นอื่นไปไม่ได้ นอกจากจะเป็นพระนามรัชกาลที่ ๕ ที่ไม่ปรากฏก็เห็นจะเพราะไม่ได้มีพระราชสาส์นไปเมืองจีน จะเป็นแต่ขนานพระนามเตรียมกันไว้
๑๖) นึกขึ้นมาได้ ว่าพระพุทธรูปชุดพระเจ้าห้าพระองค์ทางชวานั้น รูปร่างหน้าตาเหมือนพระโพธิสัตว์ซึ่งว่า “ศรีวิชัย” พระนาคปรกทางชวานั้นหน้าไม่เหมือนกับพระเจ้าห้าพระองค์แต่ก็ได้พบเพียงองค์เดียวที่เมืองยกยา ทางเมืองเขมรพระนาคปรกดกมาก มีหลายอย่างด้วย
ข่าวใหม่
๑๗) วันที่ดีดพิมพ์หนังสือนี้ถวาย ได้รับลายพระหัตถ์เวรซึ่งลงวันที่ ๒๙ กันยายน มีปะปิดสองทาง จะกราบทูลสนองความในคราวหน้าเช่นเคย เพราะคราวนี้ไม่ทัน
ควรมิควรแล้วแต่จะโปรด
สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ เจ้าฟ้ากรมหลวงนริศรานุวัดติวงศ์
วันที่ ๑๓ ตุลาคม พ.ศ. ๒๔๘๔ ดร
​บ้านซินนามอน ปีนัง
วันที่ ๑๓ ตุลาคม พ.ศ. ๒๔๘๔
ทูล สมเด็จกรมพระนริศ ฯ
หม่อมฉันได้รับลายพระหัตถ์เวรฉบับลงวันที่ ๗ ตุลาคมแล้วตามเคย
สนองลายพระหัตถ์
๑) หม่อมฉันสังเกตดูคำต่างๆ ที่เอามาใช้นำหน้าชื่อ ดูเลือกล้วนคำที่หมายความว่า “เลิศ” คือข้างฝ่ายสูงกว่าผู้อื่นมาใช้ทั้งนั้น ดังเช่นคำ “อ้าย” “อี่” ก็แสดงว่าเลิศชั้นน้อง “พ่อ แม่” ก็แสดงว่าเลิศกว่าชั้นลูก “นาย นาง” ก็แสดงว่าเลิศกว่าชั้นบ่าวไพร่ “เจ้า” ก็แสดงว่าเลิศกว่าชั้นบริวารชน “คุณ” ก็แสดงว่าเลิศด้วยเป็นผู้ให้ประโยชน์แก่ผู้อื่น “หม่อม” ก็แสดงว่าเป็นผู้มีสกุลสูง เดิมน่าจะใช้เพื่อยกย่องบุคคลหรือจำพวกด้วยเติมคำนำชื่อเช่นนั้น ต่อภายหลังจึงใช้กันแพร่หลายไปจนฟั่นเฝือ จนถึงถือกันว่า
คำหน้าชื่อบางคำเช่นอ้ายอีสำหรับเพิ่มหน้าชื่อคนชั้นเลวทราม แม้จนโจรผู้ร้ายหรือจะด่าว่ากันก็เอาคำอ้ายอีเพิ่มเข้าข้างหน้าชื่อ แต่คำว่า “หม่อม” นั้นคงมาแต่ “กระหม่อม” หมายความว่า หัวเป็นคำเก่ามาก เจ้าเมือง​ไทยใหญ่เช่นเมืองเชียงตุงเป็น “เจ้าฟ้า” ถ้าเป็นเมืองน้อย เช่นเมืองเชียงแขงเป็น “เจ้าหม่อม” ประหลาดที่การใช้คำนำหน้าชื่อแปรปรวนมาจนสมัยนี้ เช่นใช้คำว่า “คุณ” หม่อมฉันได้ยินว่าเดี๋ยวนี้ใช้กันแทนคำว่า “นาย” อยู่แทบทั่วไปแล้ว
ที่เรียกชื่อแต่พยางค์เดียว หม่อมฉันยังนึกชื่อได้อีก เช่นเรียกพระเทวพรหมาว่า “พระเท” เรียกพระยามานวราชเสวีว่า “พระยามาน” เสียงพ้องกับพระยามาร ดูไม่ไพเราะเลย แต่ก็ไม่ถือกัน นึกได้ชื่อ ๑ พระสรสาตรพลขันธ์ (สมบุญ) เคยเล่าให้หม่อมฉันฟังว่า เมื่อทูลกระหม่อมจะทรงตั้งสมเด็จพระสังฆราชวัดราชประดิษฐ์ เมื่อยังเรียกกันว่า
อาจารย์สา ให้เป็นพระราชาคณะ ทรงประดิษฐ์ราชทินนามเอานามเดิมของท่านขึ้นต้นแล้วต่อสร้อยว่า พระสาสนดิลกนาม ๑ พระสาสนโสภณนาม ๑ โปรดให้พระสรสาสตร์ไปถามว่าท่านจะชอบนามไหน ท่านว่านามสาสนดิลกนั้นสูงนัก ขอรับพระราชทานเพียงนามสาสนโสภณก็ได้นามนั้น คนทั้งหลายเรียกกันโดยย่อว่า “เจ้าคุณสา” ได้ความเข้าที แต่มาถึงพระสาสนโสภณองค์หลังๆ เรียกว่าเจ้าคุณสา กลาย
ไปเป็นย่ออย่างเดียวกับพระเทและพระยามาน แต่ประหลาดอยู่ที่การเรียกชื่อย่อไม่เรียกแต่พยางค์เดียวไปทั้งนั้นเอาไว้ ๒ พยางค์ ๓ พยางค์ก็มีมาก เช่นชื่อหม่อมฉันเองก็เรียก “ดำรง” ไม่เรียกแต่ว่า “ดำ” พระนามสมเด็จกรมพระยา​เทววงศ์ก็เรียกว่า “เทววงศ์” ไม่เรียกว่า กรมเท เหมือนอย่างพระเท สังเกตต่อไปถึงเรียกชื่อคนในเรื่องละครมีชื่อถึง ๓ พยางค์เช่น อุนากรรณ ๔ พยางค์เช่น กะหมังกุหนิง ๕ พยางค์เช่น สุวรรณกันยุมา ก็เรียกกันเต็มชื่อเสมอ เอาอะไรเป็นเกณฑ์เรียกชื่อย่อน่าพิศวงอยู่
๒) ว่าถึงคำที่เกิดขึ้นใหม่ ดูเกิดแต่มูล ๒ อย่าง คือเพื่อจะให้ไพเราะ หรือว่าอีกอย่าง ๑ โดยไม่จำเป็น เช่นเปลี่ยนคำ “กิน” ไปต่างๆ อย่าง ๑ อีกอย่าง ๑ เพราะไม่มีคำภาษาไทยจะใช้ให้ตรงกับศัพท์ภาษาฝรั่ง หรือว่าอีกอย่างโดยจำเป็น เช่นเมื่อร่างประมวลกฎหมายแพ่งพาณิชย์ จะต้องหาคำภาษาไทยให้ตรงกัน Inn และ Hotel ทูลกระหม่อมชายท่านหาคำว่า “โรงแรม” มาแปลเรียกอินน์ได้ แต่คำโฮเต็ลหาคำแปล
ไม่ได้ ต้องใช้ทับศัพท์เดิมว่า โฮเต็ล ในประมวลกฎหมาย มาถึงสมัยนี้ดูมีคำจำพวกที่แปลจากศัพท์ฝรั่งเกิดขึ้นมาก แต่สังเกตดูคำที่เกิดใหม่นั้นเป็นภาษามคธแทบทั้งนั้น หรือว่าอีกอย่าง ๑ แปลศัพท์ภาษาของคนชาติ ๑ ไปเป็นภาษาของคนอีกชาติ ๑ ซึ่งเรารู้มากกว่า มิใช่แปลเป็นภาษาไทย หม่อมฉันเห็นศัพท์ตั้งใหม่เมื่อใดต้องค้นหาศัพท์ภาษาฝรั่งเศสสอบอยู่เสมอ แต่ว่านานเข้าก็คงชินไปเอง
​๓) เรื่องแม่น้ำลำคลองในจังหวัดกรุงศรีอยุธยา ความรู้หม่อมฉันเป็นรองพระยาโบราณฯ ดูเหมือนแกเขียนอธิบายไว้ในหนังสือเรื่องใดเรื่องหนึ่งแล้ว คลองบางหลวงอ้ายเอียงนั้นเห็นจะเป็นคลองขุดจึงขึ้นชื่อว่า “บาง” หมายว่าเป็นคลองตันอยู่ก่อน แม่น้ำน้อยแต่ก่อนลงมาออกบางไทรทางตำบลสีกุกแต่ทางนั้นเดี๋ยวนี้ตื้นจวนจะตัน
อยู่แล้ว เพราะสายน้ำแปรมาไหลแรงทางคลองบ้านกุ่มมาออกที่ภูเขาทอง แพซุงซึ่งเคยล่องทางสีกุกเดี๋ยวนี้ก็มาล่องทางคลองบ้านกุ่มนั้น หม่อมฉันได้เคยเห็นตั้งแต่ยังเป็นคลองแคบ จนน้ำกัดกว้างออกไปเป็นลำแม่น้ำภายในเวลา ๑๐ ปีเท่านั้น ว่าโดยย่อแม่น้ำลำคลองในแขวงจังหวัดกรุงศรีอยุธยาเป็นอาจินตัย ทูลไม่ถูก
๔) บรรดาหนังสือเรื่องประวัติของศาสดาผู้ตั้งศาสนาไม่เลือกว่าศาสนาใดๆ ที่แต่งในคัมภีร์ในศาสนาล้วนพรรณนาปาฏิหาริย์เป็นสำคัญ ทั้งความที่เป็นเรื่องประวัติมีน้อย เหมือนกันทุกศาสนา เหตุใดจึงเป็นเช่นนั้น คิดดูก็พอเห็นได้ เพราะในเวลาเมื่อตัวศาสดายังอยู่สาวกยังมีน้อย และสาวกล้วนเป็นผู้ที่อยู่ใกล้รู้จักทั้งตัวทั้งชาติตระกูลกับทั้งประวัติของศาสดาเจนใจ ไม่ต้องหาความรู้ในเรื่องนั้น เป็นแต่คอยฟังคำสั่งสอน
และปฏิบัติตามกับช่วยสอนผู้อื่น ต่อเมื่อสิ้นตัวศาสดาแล้ว คนถือศาสนาในชั้น​หลังมาจึงต้องถามถึงศาสดาว่า “ท่านเป็นอย่างไร” ผู้ที่เคยเห็นก็เลือกเอาคุณความดีของศาสดามาเล่า ว่าท่านดีอย่างนั้นๆ เป็นบุรุษพิเศษผิดกับคนสามัญด้วยอย่างนั้นๆ ยิ่งนานมาเมื่อศาสนานั้นถือกันแพร่หลายไปถึงชนต่างชาติ ต่างประเทศ คุณวิเศษของศาสดาที่พรรณนาก็ยิ่งพิสดารขึ้น จนถึงเกินกว่าธรรมดามนุษย์ เพราะทั้งผู้เล่าและผู้ฟังเชื่อว่าศาสดาเป็นบุรุษพิเศษผิดสามัญมนุษย์ จึงเกิดเรื่องปาฏิหาริย์ต่างๆ หนังสือ
ที่แต่งเมื่อเชื่อปาฏิหาริย์กันอยู่มั่นคงแล้ว ก็ต้องแต่งไปตามความเชื่อถือกันในสมัยที่แต่งนั้นและยังเชื่อกันมั่นคงโดยมากสืบมาจนบัดนี้เหมือนกันทุกศาสนา ความคิดค้นเรื่องประวัติแต่ที่อาจจะเป็นได้จริงเป็นของใหม่อย่างว่า เกิดขึ้นเมื่อวานซืนนี้ ความเชื่อปาฏิหาริย์มีตัวอย่างน่าพิศวงอยู่จนในรัชกาลที่ ๔ เจ้าพระยาทิพากรวงศ์แต่งหนังสือ กิจจานุกิจ ก็ว่าตั้งใจจะแต่งตามความรู้สมัยใหม่ ยังพยายามที่จะพิสูจน์ว่าพระพุทธเจ้าได้เสด็จขึ้นไปจำวัสสาอยู่ในดาวดึงส์จริงๆ
เรื่องพุทธประวัติที่เอามาแต่งเป็นหนังสือเรื่องต่างๆ เช่นปฐมสมโพธิ์เป็นต้น ดูเหมือนจะเก็บเอามาจากนิทานวัจนะข้างต้นพระสูตรเป็นพื้น นักปราชญ์ฝรั่งเขาก็ค้นกันมาก มีพุทธประวัติที่ฝรั่งแต่งก็หลายเรื่อง ที่แต่งดีน่าอ่านก็มี ฉบับภาษาจีนที่สมเด็จ​พระพุทธโฆษาจารย์ได้มาถ้าแปลออกก็เห็นจะพบแต่ปาฏิหาริย์เต็มไปทั้งนั้น
๕) ชื่อวัดสังกระจายนั้นชอบกลมาก วัดนั้นเป็นวัดโบราณสร้างแต่ครั้งกรุงศรีอยุธยา พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าฯ เป็นแต่ทรงปฏิสังขรณ์ให้เป็นวัดคุณเสือ เพราะฉะนั้นชาวกรุงศรีอยุธยาเป็นผู้ให้ชื่อ เขาจะเอาอะไรเป็นมูล ข้อนี้เข้าใจกันนัยหนึ่งว่า เอานามพระมหาเถร “กจายนะ” ซึ่งคนชอบเรียกกันว่าพระสังกะจาย มาให้เป็นชื่อวัด คนจึงเรียกกันโดยมากว่า “วัดสังกระจาย” แต่เข้าใจกันอีกนัยหนึ่งว่า เพราะหอยสังข์แตกตกอยู่ตรงที่สร้างวัดนั้น จึงเอานิมิตให้ชื่อว่า “วัดสังข์กระจาย” เช่นเรียกเป็น
คำหลวง อธิบายที่ตรัสว่าแต่งไว้เป็นโคลงติดไว้ที่ฝาผนังในโบสถ์ จะว่ากระไรหม่อมฉันไม่เคยเห็น แต่นึกว่าชื่อที่ถูกเห็นจะมาแต่ “กจายนะ” คือคัมภีร์มูลเวยยากรณ์ที่พระมหาเถรกจายนะ เป็นผู้แต่ง เรียกกันว่า “มูลกะจายน์” เพราะเหตุที่วัดนั้นเป็นแหล่งสอนคัมภีร์มูลกะจายน์ หรือมิฉะนั้นก็เพราะมีใครสร้างรูปพระสังกระจายท้องพลุ้ยองค์ใหญ่ไว้ในวัดนั้น จึงเอาเป็นนิมิตเรียกชื่อวัด แต่ที่อ้างว่าหอยสังข์แตกเป็นมูลของชื่อวัดนั้น หม่อมฉันเห็นว่าห่างเหินเกินไปนักไม่อยากเชื่อ
​๖) หม่อมฉันยินดีที่หญิงหลุยคลอดลูกเรียบร้อย ด้วยนึกวิตกอยู่ตั้งแต่เธอเจ็บท้องขึ้นกลางคันครั้ง ๑ น่าพิศวงที่เดี๋ยวนี้หมออาจจะสั่งให้คลอดลูกได้ หม่อมฉันนึกชอบหมอคนนั้นทั้งยังไม่รู้จักตัวเขา ได้แต่นึกอำนวยพรให้เขามีชื่อเสียงยอดเยี่ยมด้วยการผดุงครรภ์ต่อไปภายหน้าเทอญ
คำที่เรียกว่า “แม่ซื้อ” นั้นตรงกับผู้ได้ทำพิธีเช่นคุณโตรับลูกหญิงหลุย เพราะแปลได้ทั้งคำ “แม่” และ “ซื้อ” แต่ที่เรียกแม่ผีว่าแม่ซื้อนั้นหม่อมฉันจะลองแปลแข่งกรมหมื่นจรัสพรว่า ที่ถูกจะเป็น “แม่สื่อ” ดอกกระมัง หมายความว่าเป็นผู้ที่พาลูกมาให้ แต่เสียงซื้อกับสื่อใกล้กันจึงกลายเป็นคำเดียวกันไป เพราะผีไม่มีกิจเกี่ยวข้องกับการซื้ออย่างหนึ่งอย่างใดเลย
๗) เมื่อหม่อมฉันเขียนวินิจฉัยเรื่องปราสาทวิหารสมเด็จได้เคยนึกว่าอาจจะพิสูจน์ได้ด้วยตรวจดูซากปราสาทนั้น ว่าเป็นยอดปรางค์หรือมิใช่ ถ้าเป็นยอดปรางค์คงมีเสาก่อรับยอด ถ้ายอดไม้คงไม่มีเสาก่อรับ แต่เมื่อนึกต่อไปว่าจะได้ใครไปพิสูจน์ สิ้นพระยาโบราณฯ เสียแล้วก็จนใจ มาได้เห็นในลายพระหัตถ์ตรัสว่าท่านได้เคยทรงตรวจเองเห็นมีรอยเสาก่อ ๔ ต้น หม่อมฉันก็เป็นอันสิ้นสงสัย เชื่อว่าปราสาทวิหารสมเด็จคงเป็นยอดปรางค์เป็นแน่
​๘) หม่อมฉันเคยพบในหนังสือซึ่งพระยาอนุมานแต่ง เขาค้นได้ความว่าแต่ก่อนจีนเรียกชาวประเทศที่อยู่ทางฝั่งซ้ายแม่น้ำโขงว่า กาวจี๋ คำนี้เป็นมูลของคำว่า “ลาวกาว” ตรงตามพระดำริเป็นแน่ หม่อมฉันก็ได้อนุมัติแล้ว คำว่า “แอ่ว” หมายความว่า “เที่ยว” นั้นก็เคยได้ทราบ ที่เอามาใช้หมายความว่าขับร้องนั้น อธิบายว่าตาม
ประเพณีของไทยพวกเหนือ เวลาค่ำเขาตามไฟไว้ที่นอกชานเรือนและปล่อยให้ลูกสาวนั่งปั่นฝ้ายอยู่จนถึงเวลาเข้าเรือนนอน พวกเจ้าหนุ่มที่หาเมียก็พากันไป “เที่ยว” ตามละแวกบ้านในเวลานั้น ชอบใจสาวคนไหนก็ขับลำนำเกี้ยวพาน ถ้าเจ้าสาวชอบก็ขึ้นไปนั่งพูดด้วยได้ จนสิ้นเวลา ประเพณีไทยใต้เดิมก็น่าจะเหมือนกันเช่นนั้น จึงเป็นมูลของร้องดอกสร้อยสักรวาแล้ว กลายมาเป็นเพลงยาว
๙) การฉลองพระนาคหลวงแต่ก่อนมา เจ้านายที่ทรงผนวชทั้งเป็นพระภิกษุและสามเณร ได้รับนิมนต์เข้าไปนั่งต่อแถวพระราชาคณะฉันที่พระพุทธรัตนสถานในวันทรงตักบาตรน้ำผึ้ง เขาว่าเป็นการฉลอง ส่วนพระภิกษุนาคหลวงที่มิใช่พระองค์เจ้านั้น ได้รับนิมนต์ฉันที่พระมหาปราสาทในพิธีสารท ว่าเป็นการฉลองเหมือนกัน ที่ทำเป็นงานพิเศษดูเหมือนแรกมีในรัชกาลที่ ๕ แต่ก็นึกไม่ออกว่าฉลองเจ้านายพระองค์ไหนเมื่อทรงผนวช
​ข่าวทางปีนัง
๑๐) ตั้งแต่วันพุธที่ ๘ จนวันศุกร์ที่ ๑๐ นี้ ฝนตกหนาบ้างบางบ้างทั้งกลางวันกลางคืนตลอด ๔ วัน ตามที่ราบน้ำฝนไหลลงรางข้างถนนไม่ทัน น้ำท่วมสนามและถนนตามที่ต่ำแทบทั่วไป ที่บนเขาน้ำก็กัดถนนและไหล่เขาพังทลายหลายแห่ง ตามลำธารน้ำก็ท้นกัดสะพานและตลิ่งพังต้นไม้โค่นลงน้ำ ตั้งแต่หม่อมฉันมาอยู่ยังไม่เคยเห็นเหมือนครั้งนี้ สวนลิงก็ต้องปิดไม่ให้รถเข้ามาสามสี่วันแล้ว เพราะน้ำในลำธารกัดสะพานพังถึง ๒ แห่ง รอดตัวแต่ที่เขาทำรางน้ำดี น้ำท่วมอยู่เพียงสามสี่ชั่วโมง ก็ลดไหลออกทะเลไปได้หมด
แถม
๑๑) เดิมหม่อมฉันคิดว่าสัปดาหะนี้จะทูลบรรเลงว่าด้วย Vitamins ซึ่งเพิ่งพบอธิบายในหนังสือพิมพ์ แต่เมื่อลงมือเขียนแล้วเกิดติดศัพท์ภาษาหมอสองสามศัพท์ จะต้องค้นหาคำแปลจึงเขียนไม่ทันต้องรอไว้คราวหน้า แต่ยังมีวินิจฉัยเรื่องพระสังกระจายซึ่งเพิ่งคิดเห็นเมื่อดีดพิมพ์จดหมายฉบับนี้แล้ว จึงเขียนทูลแถมในท้ายจดหมาย
​พระสังกระจายนั้นเรียกกันเป็น ๒ อย่างเรียกว่า“กจายน”อย่าง ๑ เรียกว่า “สังกจาย” อย่าง ๑ พระกจายนะเป็นพระอรหันต์ซึ่งนับในพระสาวก ๘ ทิศองค์ ๑ กล่าวกันว่าเดิมรูปโฉมท่านละม้ายคล้ายพระพุทธเจ้าถึงคนสำคัญผิดตัว ท่านจึงทำปาฏิหาริย์
แปรรูปให้อ้วนพีท้องพลุ้ยเสียโฉม มิให้คล้ายพระพุทธองค์ รูปพระศรีอารยเมตไตรของจีนก็ทำเป็นรูปพระท้องพลุ้ยเช่นเดียวกับรูปพระกจายนะ น่าที่มูลจะมาแต่รูปเดียวกันแต่แต่งอธิบายขึ้นประกอบต่างกัน ใครคงเอาอย่างใครฝ่าย ๑ มิใช่คิดขึ้นพ้องกัน กล่าวกันอีกอย่าง ๑ ว่าพระกจายนะเป็นผู้แต่งคัมภีร์มูลเวยยากรณ์ภาษามคธ
แต่คัมภีร์มูลนั้นน่าจะเป็นของเกิดขึ้นภายหลังพุทธกาลช้านาน คือเมื่อเขียนพระไตรปิฎกลงเป็นหนังสือเกินเวลาที่องค์พระกจายนะอรหันต์จะมีอายุอยู่ได้ เพราะฉะนั้นน่าจะเป็นพระ ๒ องค์ชื่อ กจายนะ พ้องกันดอกกระมัง จึงเอาคำ “สังข” นำหน้านามพระกจายนะองค์หลังเพื่อให้ผิดกับองค์แรก อันเป็นประเพณีมีปรากฏอยู่ในคัมภีร์ต่างๆ เช่นธรรมบทเป็นต้น ว่าชอบใช้กันแต่โบราณ จึงได้ชื่อว่าพระสัง (ข์) กจายน์ หมายความว่า พระกจายนะองค์ขาวเท่านั้นเอง แต่เราเอามาปนกันไปเสียจึงยุ่ง
ควรมิควรแล้วแต่จะโปรด
สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมพระยาดำรงราชานุภาพ
วันที่ ๑๔ ตุลาคม พ.ศ. ๒๔๘๔ น
​ตำหนักปลายเนิน คลองเตย
วันที่ ๑๔ ตุลาคม ๒๔๘๔
กราบทูล สมเด็จกรมพระยาดำรงฯ ทราบฝ่าพระบาท
จะกราบทูลสนองลายพระหัตถ์เวร ซึ่งลงวันที่ ๒๙ กันยายนต่อไปนี้
สนองลายพระหัตถ์
๑) จะทรงแต่ง “เรื่องช้าง” เห็นจะยาก ด้วยเราไม่ได้หัดรู้อะไรในทางวิชาช้างเสียเลย จะได้ก็แต่ที่พบหนังสืออะไรซึ่งเขาพูดถึงวิชาช้างเท่านั้น จะเอามากไม่ได้
ในแผ่นดินพระนารายณ์เห็นจะเป็นคราวที่พยายามทำให้มีตำราขึ้นไว้มาก เห็นได้จากตำราขี่ช้างและตำราเพชรพวงซึ่งตรัสบอกว่าเป็นครั้งแผ่นดินพระนารายณ์นั้นเป็นต้น เคยได้เห็นสมุดเล่มหนึ่งในออฟฟิศหลวงแต่หนุ่มๆ เมื่อครั้งออฟฟิศหลวงตั้งอยู่ใกล้ห้องเขียว ในสมุดเล่มนั้นมี “ม้าพระปีย์” จะเป็นตำราเพชรพวงนั้นหรือมิใช่ก็ไม่ทราบ
ไม่ได้สังเกตอะไรต่อไปจากนั้นอีก น่าเจ็บใจอยู่มาก สมเด็จพระมหาวีรวงศ์ (อ้วน) ท่านว่าเมื่อมีอายุน้อยนั้นตั้งอยู่ในความประมาทจะว่าประมาทก็ไม่เชิง มันไม่ต้องการรู้เสียเองๆ ต่อแก่เข้าจึงอยากรู้เพราะ​เหตุนั้นเอง ฝรั่งเขาจึงคิดตั้งโรงเรียนสอนผู้ใหญ่ขึ้น เข้าใจว่าไม่ใช่สอนหนังสือเป็นสอนความรู้ซึ่งต้องการรู้
๒) ครูมีแขกนั้นเคยได้ยินอยู่ ว่ากรมหลวงประจักษ์เอาซอสามสายของแกสี และแกกราบทูลว่า “ตะละค่ารั่บ” (หมายถึงสีไฟ) แต่ไม่ทราบว่าท่านพบครูมีแขกที่ไหนและสีซอกันที่ไหน ตรัสถึงแกเข้าไปสอนมโหรีของทูลหม่อมปราสาทก็ทำให้นึกถึงครูถึก แกเคยเข้าไปสอนมโหรีวงนั้น เข้าใจว่าต่อจากครูมีแขกนั้นมาเมื่อเกล้ากระหม่อมต้อง
เป็น “นางนอซาตอน” เรื่องนิทราชาคริต ในบทที่ว่าเล่นมโหรีกับ “อาบูหะซัน” เกล้ากระหม่อมก็หัดซอกับกรมหมื่นทิวากร แล้วก็เล่นต่อมาด้วยใจรักดนตรี ทูลกระหม่อมปราสาททรงทราบเข้าก็ตรัสสั่งให้ครูถึกมาสอนเกล้ากระหม่อมได้ต่อเพลง “แป๊ะ” (สองชั้น) แก่ครูถึกไว้เพลงหนึ่ง แต่เดี๋ยวนี้ลืมทางของครูถึกเสียหมดแล้ว เมื่อได้คบกับคุณสวาดิ์ (ทหารม้ามหาดเล็ก ลูกเจ้าพระยาศรีพิพัฒน์) เข้า แกยกย่องยกครูถึกว่า
เป็นคนมี “เอ้ตัดทัคคะ” แม้สีซอเข้าปี่พาทย์เครื่องใหญ่ ปี่พาทย์จะกลบเสียงซอของแกเสียไม่ได้ คงได้ยินแจ๊ดๆ อยู่เสมอ แต่สังเกตเอาเป็นเพลงไม่ได้ ข้อนั้นก็เป็นอยู่เองที่ปี่พาทย์เครื่องใหญ่มีหลายสิ่งด้วยกันย่อมจะต้องดังกลบอยู่เป็นธรรมดา แต่ก็กลบเสียงซอของแกไม่​ได้ เท่านั้นก็จัดว่าเป็น “เอ้ตัดทัคคะ” พอแล้ว ให้นึกเสียใจว่าเราก็เป็นลูกศิษย์ครูถึก แต่ความดีของครูถึกนั้นไม่ได้อะไรไว้เลย เพราะเกล้ากระหม่อมยัง “แมว” เต็มที
พูดถึงครูจะพูดย้อนไปถึงลายพระหัตถ์ฉบับที่ล่วงแล้วมา ตรัสถึงครูฝรั่งซึ่งเขาสอน “ทหารอย่างยุโรป” เมื่อรัชกาลที่ ๔ ไม่ทรงทราบว่าเขาชื่อไรนั้น มานึกถึงเมื่อตัวเข้าเป็นทหาร เคยได้ยินเขาออกชื่อ “ครูเชิงเลิง” “ครูตั๊ง” เสียงเป็นไม่ใช่คนไทย แต่จะเป็นคนที่หัดครั้งแรกหรือมิใช่ก็ไม่ทราบ หวังว่าลางทีจะตรัสบอกได้บ้าง
๓) เพลง “สรรเสริญพระบารมี” นั้น พระยาอนุมานเข้าใจว่าครูไฟต์แต่ง ด้วยพระเจนดุริยางค์พูด เกล้ากระหม่อมไม่เชื่อ เข้าใจว่าแต่งแต่แตรตอด ข้อนี้แหละจึงกราบทูลโดยประมาณว่าทหารทำเพลง “สรรเสริญพระบารมี” กันมาก่อน แตรตอดคงไม่เหมือนกัน ที่ตรัสบอกว่าครูฟุสโกแต่งแตรตอดให้ทหารเรือเป่าก่อน แล้วพระยาวาทิตแต่งให้ทหารบกเป่าทีหลังนั้น เป็นอันได้รู้อายุการทำแตรตอดกว้างขึ้นอีก
เรื่องเพลง “สรรเสริญพระนารายณ์” ตรัสบอกว่าครูฟุสโกเป็นผู้แต่ง เอาออกจากเพลงในสมุดของลาลูแบร์นั้น ก็ได้ความรู้มากขึ้นไปอีก เกล้ากระหม่อมก็สงสัยแล้วว่าจะเอาออก​จากสมุดของลาลูแบร์ แต่ย้อนไปตรวจดูสมุดนั้นก็ไปเดาคำเสียเช่นที่กราบทูล เลยไม่ได้สอบเนื้อเพลง เพลงซึ่งเรียกว่า “สรรเสริญพระนารายณ์” นั้นแต่ก่อนจำได้ดี แต่เดี่ยวนี้นึกไม่ออกเลย
พูดถึงครูฟุสโกก็ประหลาด ครั้งหนึ่งเสด็จไปประพาสทะเลไปทรงเซ็นพระนามไว้ที่กลางลำธารเกาะอะไรก็ลืมเสียแล้วโปรดให้เกล้ากระหม่อมขึ้นไปฉลักในวันรุ่งขึ้น จะเสด็จไปประพาสที่ไหนก็ลืมเสียแล้ว ว่าเย็นจะกลับมาอีก ทางห้องเครื่องเขาก็จัด
อาหารให้ แต่เป็นอาหารอย่างไทย ครูฟุสโกจะไปด้วยทีแรกเกล้ากระหม่อมก็หนักว่าแกเป็นฝรั่ง จะไปเที่ยวด้วยกันอย่างไร แต่มีใครบอกก็ลืมแล้วว่าไม่เป็นไรจึงเอาแกไปด้วย นอกจากที่แกได้ช่วยฉลักอักษรพระนามแล้ว แกยังเนื้อเถะนุ่งผ้าอาบแดดลงอาบน้ำ แล้วนั่งพับเพียบเปิบข้าวอย่างไทยด้วย นั่นจึงรู้ว่าไม่เป็นไรจริง
๔) ฟังพระดำรัสเล่าถึงมโหรีและละครของเจ้าพระยานรรัตน์ ทำให้ได้ความรู้แจ่มแจ้งขึ้นมาก ในการที่มาติดต่อกับบ้านเจ้าพระยาเทเวศรนั้น คงเป็นด้วยหากันไปหัดอย่างพระดำริ ไม่ใช่ละครเจ้าพระยาเทเวศรไปรำเพลงสามชั้น อนึ่งเพลงที่เล่นกันอยู่เดี๋ยวนี้ก็เดินกลายไปเช่นอะไรทุกอย่าง ตามที่เล่นกันอยู่เดี๋ยวนี้ชอบเล่น “เพลงเถา” คือในเพลงเดียวทำสามชั้น​แล้วก็สองชั้น แล้วก็ชั้นเดียว แต่ที่แท้นั้นทางโบราณเพลงช้าอันเป็นเพลงสองชั้น จะได้มีตัดเป็นชั้นเดียวนั้นหามิได้ มีตัดแต่เพลงเร็วอย่างที่ได้กราบทูลมาแล้วนั้น
๕) ที่ตั้งพระศรีสากยมุนีในวิหารหลวงวัดมหาธาตุเมืองสุโขทัยนั้น ได้ฟังพระดำรัสอยู่ก่อนแล้ว แต่เมื่อไปถึงที่นั้นก็หาสู้ได้ใส่ใจไม่ ไปเอาใจใส่แต่ที่ผนังด้วยเห็นเสากับฝาก่อด้วยวัตถุคนละอย่างกับทั้งไม่ติดกันด้วย ทำให้รู้สึกว่าเดิมทีวิหารเป็นโปร่ง แล้วมาอุดเป็นทึบต่อภายหลัง ความจริงที่ในเมืองสุโขทัยนั้น คงจะมีทำเก่าทำใหม่หลายชั้น
ถ้าได้ตรวจจริงๆ ก็จะเห็นได้ ที่จะเอาอะไรเปรียบกับอะไรเท่าที่รู้ เช่นเอาความในหลักศิลาอันมีปรากฏอยู่เปรียบกับสิ่งที่แลเห็น จะรู้อะไรไม่ได้เลย เช่นว่าพระเจ้าลิไทยทรงบรรพชาในพระราชมนเทียร ทรงอุปสมบทที่วัดป่ามะม่วง วัดป่ามะม่วงอยู่ที่ไหนก็ไม่ทราบ แต่สมว่าตั้งอยู่นอกเมืองไกลจากผู้คน อนึ่งที่เรียกว่า “โคกปราสาท” อันมีฐานก่ออิฐอยู่ที่นั่นก็ว่าเป็นฐานปราสาท หมายความว่าเป็นวังเก่า แต่
น่าสงสัยมากที่วัด “ตระพังเงิน” เข้าไปประชิดอยู่กับฐานปราสาท จะต้องเป็นวัดตระพังเงินนั้นสร้างใหม่ หรือฐานอิฐนั้นไม่ใช่ฐานปราสาทอย่างที่เข้าใจเท่านั้น จะอาศัยชื่อก็ยาก เช่นที่เรียกกันว่า “วัดใหม่” ก็ไม่ใช่ใหม่เหมือนชื่อ เป็นวัดร้าง​อะไรๆ ก็พังหายไปหมดแล้ว ยังเหลือแต่ผนังที่ก่อด้วยอิฐ เมืองสุโขทัยเห็นได้ว่าเป็นเมืองดอนเช่นโคราช จึงเต็มไปด้วยสระเช่น “ตระพังโพยศรี” เป็นต้น “พระอัฏฐารส” นั้นเห็นด้วยตามพระดำริว่านั่งก็ได้ยืนก็ได้ สุดแต่ให้ได้ ๑๘ ศอกเป็นแล้ว
จะกล่าวถึงพระมหาธาตุเจดีย์ที่วัดมหาธาตุเมืองสุโขทัยนั้นแปลกมาก พระเจดีย์ที่ฐานเป็นทีแท่นแว่นฟ้าสามชั้น และองค์เป็นรูปพุ่มนั้น เท่าที่นึกได้ก็ได้พบแต่สององค์ คือที่วัดมหาธาตุเมืองสุโขทัยองค์หนึ่ง กับที่เมือง “อู่ทอง” ซึ่งฝ่าพระบาทนำเสด็จไปทอดพระเนตรอีกองค์หนึ่งเท่านั้น ช่างที่ทำอะไรอยู่แต่กับบ้าน ไม่ได้เห็นที่เขาทำอะไรไว้ที่ไหน จะจัดว่าเก่งหาได้ไม่
ชื่อเมืองสุโขทัยจะเป็นภาษาต้นๆ คือ สุกโขไทย ได้หรือไม่
๖) เมื่อวันที่ได้รับลายพระหัตถ์เวร ชายดิศเธอก็พาลูกไปที่บ้านปลายเนิน เธอขึ้นมาหาก็พูดอะไรกันไปอย่างอื่น ครู่เดียวเธอก็ไป เห็นไปทางเรือนหญิงอี่ อีกไม่ช้าเกล้ากระหม่อมก็ตามไปเพื่อจะถามถึงพระมหามนตรี (ทรัพย์) กับเรื่องระเด่นลันไดตามลายพระหัตถ์ พบยิ่งวันที่กะไดเรือนถามถึงลุงดิศก็ว่ากลับแล้ว รวดเร็วจริง ตั้งใจจะไป
ถามเธอวันอื่น พระมหามนตรี (ทรัพย์) นั้นลางทีเธอจะรู้ว่าเกี่ยวดองกับเธอ แต่เรื่องระเด่นลันไดนั้นคงไม่เคยอ่านแน่ เกล้ากระหม่อมก็เพิ่งทราบ ว่าจ่าชำนาญ ​(กลั่น) เป็นลูกพระมหามนตรี (ทรัพย์) กับการแต่งกลอน “มีบุญเหมือนเจ้าคุณราชามาตย์” แม้เกล้ากระหม่อมก็เพิ่งทราบว่าใครแต่ง
เรื่องมีชื่อในการแต่งหนังสือนั้นชอบกล เหมือนหนึ่ง “พระคลังหน” ก็ว่าเป็นผู้มีฝีปากดี แต่ที่อ้างว่าเป็นคำของท่านแต่งมีตั้งแต่คำดีที่สุดจนเลวที่สุด โคลงที่ว่า “จบเสร็จมหาราชเจ้านิพนธ์” เกล้ากระหม่อมเห็นว่า คนอื่นแต่งเติมเข้า ไม่ใช่ผู้แต่งเรื่องแต่งไว้แต่เดิม แล้วยังมีเถียงกันอีกว่า “มหาราช” นั้นหมายถึงใคร คำที่ว่า “มหาราชเจ้า” นั้นเป็นอันหมายถึงพระเจ้าแผ่นดิน ฟังแนบเนียนอยู่มากจริงๆ ผู้ที่มีชื่ออยู่เพราะแต่ง
หนังสือชอบใจคนนั้นมีมาก “พระมะเหลเถไถ” นั้น ถึงผู้แต่งจะบ้าก็ดีเต็มที แต่เกล้ากระหม่อมไม่ทันท่าน เคยได้ยินเรื่องแต่ผู้ที่มีอายุทัน เช่น สมเด็จกรมพระยาเทววงศ์เป็นต้น ตรัสเล่าว่าเมื่อเสด็จผ่านเรือนของท่านไป ตรัสร้องตะโกนขึ้นไปว่า “คุณสุวรรณบ้า” ท่านร้องตะโกนตอบลงมาว่า “จ้าวเบอะ” ดูก็หายกัน เคยได้ยินกรมพระสมมตตรัสเล่า ออกชื่อ “หลวงสุระ” ทีสร้อยจะเป็น “สงคราม” นั่นก็บ้าเหมือนกัน คำกลอนของแกเล่นคำผวน เช่น “โรคมากรากโมก ต้มกินหาย” เป็นต้น
๗) เป็นพระคุณอย่างยิ่ง ที่ตรัสบอกนามสกุลพวกพระยาศรีสุนทร (น้อย) ให้ได้ความแน่ใจ มูลเหตุคำ “ถอนสายบัว” ​คิดว่าจะทรงทราบก็ไม่ทรงทราบ เป็นอันว่าเสมอตัว “ไม่ได้ไม่เสีย”
๘) ข่าวเลิกราชาศัพท์ก็เห็นแต่หนังสือพิมพ์เขาลงลือ แต่ที่มีประกาศยกเลิกนั้นมีคำเดียวแต่วันประสูติ วันพระราชสมภพเช่นได้ตัดประกาศถวายมานี้แล้ว เมื่อเขาพูดถึงเลิกราชาศัพท์ก็ให้ไปหาฉบับที่เขาตีพิมพ์มาดู พบว่าเป็นหนังสือซึ่งพระยาศรีวรวงศ์จัดการเติมขึ้น เป็นอันว่ามากกว่าหนังสือเก่า
คำ “ราชาศัพท์” นั้นชอบกล ที่จะว่าคำสูงคำต่ำเก่า แม้ในชั้นเขมรจะว่าไม่มีก็ว่าไม่ได้ เคยเห็นหนังสือพิมพ์ข้างไทยเขาลงท้วงราชาศัพท์ ว่าคำ “สรงเสวย” ของเขมรก็เป็นคำสามัญในเมืองเขมรว่า กิน อาบ นั่นเอง อ่านแล้วก็ต้องเถียงในใจว่า “ไม่ช้าย” “กิน” คำปกติเขมรเขาว่า “สี” นอน เขาว่า “เฎก” ไม่ใช่ “บรรทม” “สรง” ก็เข้าใจว่าเป็นคำสูงเหมือนกัน แต่คำ อาบน้ำ อย่างสามัญยังไม่พบ อันคำทั้งปวงนั้นย่อมสับปลับ เช่น
คำ “เสวย” ก็เป็นภาษาไทยแล้ว เขมรเขาเขียน “เสงย” แต่เขมรทุกวันนี้เขาอ่านว่า “โส๎งย” คิดว่าเป็นไปด้วยเขาอ่านตัวงอว่าโง ข้อพระดำริที่ว่าใช้คำต่างภาษาเพราะคนอยู่ปะปนกันนั้นก็ถูกอย่างหนึ่ง เช่นเคยได้เห็นหนังสือสำหรับวัดทางปักษ์ใต้ ซึ่งถ้าพูดตามสมัยนี้​ก็จะต้องว่า “โฉนด” นั่นเป็นหนังสือเขมรและภาษาเขมร ดูศุภมาศวันคืนก็ไม่แก่ไปกว่าครั้งแผ่นดินพระเจ้าบรมโกศ ย่อมเห็นได้อยู่ว่าคนเขมรมีปะปนอยู่ในปักษ์ใต้มาก ที่เป็นหนังสือเขมรก็ทีวัดนั้นจะเกี่ยวข้องกับพวกเขมร อย่างเช่นวัด
ชนะสงครามของเราเกี่ยวข้องกับมอญ ที่เป็นหนังสือเขมรและคำเขมรก็เพราะจะให้พวกเขมรอ่านเข้าใจดี ข้อที่ว่ามีพวกเขมรปนเปอยู่ทางแขวงปักษ์ใต้มากนั้น ก็มีพยานประกอบอยู่ เช่นชื่ออะไรต่างๆ เป็นคำเขมรก็มี มี “สทิงพระ” เป็นต้น เขมรเขาเขียนอย่างนั้น แต่เขาอ่านออกเสียงว่า “สตึงเปริยะ” เราไม่รู้คำนั้นก็ลากเอาเข้าความเป็นว่า “จะทิ้งพระ” แต่ก็เข้าความไปได้อย่างแกนๆ ที่จริงจะทิ้งไปเสียไม่ได้เลย นึกได้อีกคำหนึ่งก็ “ควนเนียง” เนียงนั้นนางเราดื้อๆ เขมรเขาก็เขียนลากข้าง แต่เขาอ่าน
ออกเสียงไปว่า “เนียง” ยังคำว่าตายที่เป็นลำดับตามยศก็มีอีก ที่หลบคำผวนก็มีอีก เช่น “ช้าง ๘ เชือก” ก็แทนที่ “ช้าง ๘ ตัว” ทั้งภาษาก็ย่อมเดินไปเสมอ จะเห็นได้ที่คำ “ข้าพระพุทธเจ้า” แต่ก่อนนี้ไม่มีใครเขาใช้แก่เราเลย ทำให้คิดเห็นได้ว่าคำทั้งปวงนั้นค่อยมีค่อยมาตามสาเหตุที่เกิดขึ้น แล้วจึงเก็บทำขึ้นเป็นตำราราชาศัพท์ แต่ก็เก็บไม่หมด ทั้งคำที่เกิดขึ้นทีหลังก็ไม่ได้อยู่ในตำราราชาศัพท์ และ​ตำราราชาศัพท์ก็ไม่ได้ประสงค์จะทำคำของเจ้าใช้อย่างที่เราเข้าใจกันอยู่เดี๋ยวนี้ เป็นประสงค์เพียงแต่
จะพูดกับเจ้าให้เพราะพริ้งเท่านั้น คำในราชาศัพท์นั้นก็ประหลาด เป็น “ยำส้าระเต่า” คำไทยก็มี เช่น “พระเจ้า” เป็นต้น คำเขมรก็มี คำมคธก็มี คำมคธเป็นมีมากกว่าเพื่อน เข้าใจว่าเป็นทีหลังจนเห็นเป็นขบขันก็มี ญัติกันว่าคำเจ้าจะต้องเป็นภาษามคธ แม้หาคำในตำราราชาศัพท์ไม่ได้ก็ผูกขึ้น เช่น “หลอดพระวาตะ” ฝ่าพระบาทเข้าพระทัยหรือไม่ว่าเป็นอะไร หมายความว่าท่อหายใจ แปลเทียบมาจากคำที่เรียกกันตามสามัญว่า “หลอดลม” แต่เชือนไปเป็นลำไส้ เพราะ “วาตะ” คำเจ้าว่าตด
อันการใช้คำนั้นประหลาด เช่นฝังศพก็เรียกว่า “บรรจุ” ไม่เห็นว่าคำ “ฝัง” นั้นหยาบคายเสียหายอะไรไปเลย นี่จะเข้าราชาศัพท์ด้วยหรือไม่
ข่าวเก่า
๙) เมื่อวันที่ ๙ ตุลาคม สำนักพระราชวังส่งหมายมาให้ ๒ ฉบับ คือพระราชพิธีทรงบำเพ็ญพระราชกุศล ๕๐ วัน พระราชทานที่ศพนายตั้วฉบับหนึ่ง กับพระราชพิธีทรงบำเพ็ญ​พระราชกุศลวันที่ระลึกรัชกาลที่ ๕ ฉบับหนึ่ง เขาส่งใบพิมพ์หมายกำหนดการมาให้ด้วยอย่างละ ๓ ฉบับ อยู่ข้างจะฟุ่มเฟือย จึ่งได้แบ่งส่งมาถวายอย่างละฉบับเพื่อทราบฝ่าพระบาท
ย้อนหลัง
๑๐) ได้เห็นสมุดวาดเขียนของนักเรียนเด็กที่บ้าน ที่หลังสมุดมีรูปตลกดีพิมพ์ไว้เป็นมหากษัตริย์ตัวดำๆ เลี้ยงเสือ “ตัวเป็นเป๊น” นึกรู้สึกว่าผู้เขียนเขาเห็นรูปที่กราบทูลว่ากษัตริย์เลี้ยงสิงห์ “ตัวเป็นเป๊น” เอามาแก้เป็นกษัตริย์ตัวดำๆ เลี้ยงเสือ จึงตัดส่งมาถวายเป็นองค์พยาน
สอบ
๑๑) ตามที่กราบทูลว่าได้รับลายพระหัตถ์เวรมีปะปิดสองด้านนั้นจะระบุจำเพาะที่ได้รับฉบับหลัง หัวซองด้านหนึ่งปะปิดด้วยกระดาษม่วง มีตราเหลี่ยมรีประทับประจำต่อ ในดวงตรามีหนังสือว่า Opened by Censor 50 เข้าใจว่าทำมาทางปีนัง หัวซองอีกด้านหนึ่งปิดกระดาษแดงหนังสือตัวขาวว่ากรมไปรษ​ณีย์โทรเลข มีตราประจำต่อดวงกลม ภายในเป็นเลข ๑ ฝรั่งเข้าใจว่าด้านนี้ทำในกรุงเทพฯ เกล้ากระหม่อมได้มีหนังสือไปถึงองค์หญิงมัลลิกา ขอสมุดเรื่องราชาภิเษกพระเจ้าศรีอนุ กับเรื่องพระเมรุ
พระเจ้ามณีวงศ์ ถ้าหากว่ามีเขาได้ทำ ก็ได้รับหนังสือตอบของเธอ หนังสือนั้นมีปะปิดแต่ด้านเดียว ใช้กระดาษม่วงมีตราประจำต่อเป็นหนังสือภาษาอังกฤษว่า Passed by Censor 287 A ทำให้รู้ไม่ได้ว่าปะปิดที่ไหน คือถ้าเป็นทางฝรั่งเศสก็ควรที่ตราประจำต่อเป็นหนังสือภาษาฝรั่งเศส ถ้าเป็นทางกรุงเทพฯ ก็ควรจะเป็นกระดาษแดงๆ จึ่งขอประทานสอบว่า หนังสือเวรซึ่งเกล้ากระหม่อมส่งมาถวายซึ่งได้ทรงรับแล้วนั้น มีลักษณะเป็นประการใด เพื่อเทียบกัน
บ้าบ่น
๑๒) เดี๋ยวนี้ความลืมเป็นจำเริญมาก จะโปรดให้ปลอบตัวว่ากระไร นึกจะเขียนอะไรมาถวายแล้วก็ลืม จริงอยู่ ได้โปรดประทานสมุดสำหรับจดกันลืมไป แต่นึกจะเขียนอะไรถวายขึ้น​ได้ในเวลาที่จะจดไม่ได้ เช่นเวลานอนเป็นต้น แล้วต่อมาจะจดก็นึกไม่ออกว่านึกอะไรได้ไว้
ข่าวใหม่
๑๓) เมื่อวันที่ ๑๑ เดือนนี้ ได้รับหนังสือราชเลขานุการในพระองค์ บอกว่าสมเด็จพระพันวัสสากราบถวายบังคมลาเสด็จไปบางปอิน เพื่อทรงทอดกฐินพระราชทานวัดนิเวศน์ แล้วจะประทับแรมอยู่ที่นั่น ๗ ราตรี
๑๔) วันจันทร์เดือนนี้ วันที่ ๑๓ ได้รับลายพระหัตถ์เวร ซึ่งลงวันที่ ๖ กันยายน ไม่มีปะปิดเลย มีแต่ตราดวงกลมเลข ๑ ประทับหลังซองมาดวงเดียว ไม่นึกรังเกียจอะไรในการที่จะมีปะปิดหรือไม่มี แต่เอาใจใส่อยู่ที่ตรงนั้น จะกราบทูลสนองความในคราวหน้าตามเคย เพราะคราวนี้ไม่ทัน
ควรมิควรแล้วแต่จะโปรด
สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ เจ้าฟ้ากรมหลวงนริศรานุวัดติวงศ์
ประกาศสำนักนายกรัฐมนตรี
ประกาศสำนักนายกรัฐมนตรี
เรื่อง
ให้ใช้คำว่า “วันเกิด” สำหรับบุคคลทุกคน
ด้วยบัดนี้ คำว่า “วันเกิด” ใช้กันอยู่หลายอย่าง คือ ใช้ “วันเกิด” บ้าง “วันชาตะ” บ้าง “วันประสูติ” หรือ “วันพระราชสมภพ” บ้าง ความจริงคำว่า “เกิด” ในที่นี้เป็นแต่เพียงใช้ประกอบกับคำ “วัน” ไม่มีความจำเป็นอันใด​ที่จะต้องแปรผันตามราชาศัพท์ อนึ่งในภาษาต่างประเทศ เช่นภาษาอังกฤษก็ใช้ว่า Birthday สำหรับคนทุกชั้น แม้สำหรับพระมหากษัตริย์ก็ใช้ว่า King s’ Birthday
ฉะนั้น แต่นี้ไปให้ใช้คำว่า “วันเกิด” สำหรับบุคคลทุกคนตลอดถึงพระบรมวงศานุวงศ์ แต่เฉพาะสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวและสมเด็จพระราชินีให้ใช้ว่า “วันเกิดในสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว” และ “วันเกิดในสมเด็จพระราชินี สำหรับพระมหากษัตริย์และสมเด็จพระราชินีต่างประเทศก็ให้ใช้ว่า “วันเกิดใน....” เช่นเดียวกัน
ประกาศมา วันที่ ๑๙ กันยายน พุทธศักราช ๒๔๘๔
(ลงนาม) พิบูลสงคราม
นายกรัฐมนตรี
ที่ ๑๕/๒๔๘๔ หมายกำหนดการ
ที่ ๑๕/๒๔๘๔
หมายกำหนดการ
พระราชพิธีทรงบำเพ็ญพระราชกุศล ๕๐ วัน
อุทิศพระราชทานนายตั้ว ลพานุกรม
ตุลาคม พุทธศักราช ๒๔๘๔
นายกรัฐมนตรี ในตำแหน่งบังคับบัญชาสำนักพระราชวังรับบัญชาคณะผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์ว่า ทรงพระกรุณา​โปรดเกล้าฯ ให้กำหนดการพระราชพิธีทรงบำเพ็ญพระราชกุศล ๕๐ วัน อุทิศพระราชทานนายตั๋ว ลพานุกรม รัฐมนตรีสั่งราชการแทนรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการเศรษฐกิจ ดังรายการต่อไปนี้
วันที่ ๑๕ ตุลาคม เวลา ๑๗ นาฬิกา คณะผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์ ไปยังบ้านนายตั้ว ลพานุกรม ตำบลถนนสาธร ประธานคณะผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์ทรงวางพวงดอกไม้ของหลวงพระราชทานแล้วทรงจุดธูปเทียนเครื่องนมัสการ พระสงฆ์ ๑๐ รูปสวดพระพุทธมนต์จบแล้วทรงทอดผ้า พระสงฆ์ ๑๐ รูปบังสุกุล ทรงจุดเทียนเครื่องทรงธรรม พระราชาคณะถวายธรรมเทศนากัณฑ์ ๑ พระเปรียญ ๔ รูปสวดธรรมดาถาจบแล้ว ทรงประเคนจตุปัจจัยไทยธรรมและทรงทอดผ้า พระสงฆ์ รูปบังสุกุลถวายอนุโมทนา
วันที่ ๑๖ ตุลาคม เวลา ๑๑ นาฬิกา เลี้ยงพระสงฆ์ ๑๐ รูปที่สวดพระพุทธมนต์แต่วันก่อน แล้วพระสงฆ์ ๔๓ รูปบังสุกุลเป็นเสร็จการ
การแต่งกาย
วันที่ ๑๕ ตุลาคม แต่งเครื่องแบบปกติ ไว้ทุกข์ ประดับราชอิสริยาภรณ์ ไม่สวมสายสะพาย
​วันที่ ๑๖ ตุลาคม แต่งเครื่องแบบปกติ ไว้ทุกข์
สำนักพระราชวัง
หมายมา ณ วันที่ ๘ กันยายน พุทธศักราช ๒๔๘๔
ที่ ๑๖/๒๔๘๔ หมายกำหนดการ
ที่ ๑๖/๒๔๘๔
หมายกำหนดการ
พระราชพิธีทรงบำเพ็ญพระราชกุศลวันที่ระลึกรัชกาลที่ ๕
ตุลาคม พุทธศักราช ๒๔๘๔
นายกรัฐมนตรี ในตำแหน่งบังคับบัญชาสำนักพระราชวังรับบัญชาคณะผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์ ให้กำหนดการพระราชกุศลวันที่ระลึกรัชกาลที่ ๕ ดังต่อไปนี้
​วันที่ ๒๓ ตุลาคม พนักงานพระราชพิธีเชิญพระพุทธรูปประจำวันขึ้นตั้งเหนือตั่งทองและเชิญพระโกศพระบรมอัฐิ พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว และสมเด็จพระศรีพัชรินทราบรมราชินีนาถ ขึ้นตั้งเหนือพระที่นั่งพุดตานถมภายใต้เศวตฉัตร ๙ ชั้น พระที่นั่งจักรีมหาปราสาท ในพระบรมมหาราชวัง ประกอบด้วยเครื่องขัตติยราชูปโภค กับแต่งบรมราชานุสรณ์ที่พระลานพระราชวังดุสิตไว้
เวลา ๑๗ นาฬิกา คณะผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์ออกจากพระราชวังดุสิตไปยังพระลานพระราชวังดุสิต ประธานคณะผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์ทรงวางพวงดอกไม้ของหลวง และทรงจุดธูปเทียนเครื่องราชสักการะถวายบังคมพระบรมอัฐิ แล้วทรงจุดธูปเทียนเครื่องนมัสการ พระสงฆ์ ๒๐ รูปสวดพระพุทธมนต์จบแล้ว ทรงจุดธูป
เทียนเครื่องทรงธรรม พระราชาคณะถวายพระธรรมเทศนากัณฑ์ ๑ ครั้นจบแล้วพระสงฆ์ถวายอนุโมทนา ประธานคณะผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์ทรงประเคนเครื่องไทยธรรมบูชากัณฑ์เทศน์ แล้วทรงทอดผ้า พระสงฆ์ทั้งนั้นสดับปกรณ์แล้วพระสงฆ์อีก ๕๗ รูปสดับปกรณ์
การแต่งกาย แต่งเครื่องแบบครึ่งยศ ประดับราชอิสริยาภรณ์
​สำนักพระราชวัง
หมายมา ณ วันที่ ๘ ตุลาคม พุทธศักราช ๒๔๘๔
โฆษณา