Blockdit Logo
Blockdit Logo (Mobile)
สำรวจ
ลงทุน
คำถาม
เข้าสู่ระบบ
มีบัญชีอยู่แล้ว?
เข้าสู่ระบบ
หรือ
ลงทะเบียน
มินิซีรี่ย์
•
ติดตาม
26 ก.ย. เวลา 06:17 • หนังสือ
สำเนาคัดจากข้อความประกอบภาพการ์ตูน
(สำเนาคัดจากข้อความประกอบภาพการ์ตูนในหนังสือพิมพ์ที่ทรงตัดแนบมากับลายพระหัตถ์)
เฮ้ยเอาตัวรอดนะโว้ย
ช่วยกันไม่ได้ พระอาชญามิพ้นเกล้า พวกข้าพเจ้า ไม่สามารถสู้หนุ่มรูปงามได้ ฆ่าพวกเราเสียหลายร้อย
เจ้าหรือที่บังอาจ ฆ่าทหารของเรา
ถูกแล้วเพราะพวกเจ้ารุมล้อมเรือของพี่ชายเรา อีหนูไปหยิบโล่ห์มาให้พ่อที เอาอันที่ดีที่สุดของพ่อ
เสด็จพ่อจะไปรบกับใครคะ
วันที่ ๒๐ ตุลาคม พ.ศ. ๒๔๘๔ ดร
บ้านซินนามอน ปีนัง
วันที่ ๒๐ ตุลาคม พ.ศ. ๒๔๘๔
ทูล สมเด็จกรมพระนริศ ฯ
หม่อมฉันได้รับลายพระหัตถ์เวรฉบับลงวันที่ ๑๔ ตุลาคมตามเคย ซองลายพระหัตถ์มีรอยตัดปิดตั๋วแดงในกรุงเทพฯ แต่ที่ปีนังมีแต่รอยตรายางของพนักงานตรวจประทับ เป็นเช่นนั้นสืบมาหลายครั้งแล้ว ถ้าเขาตัดซองเขาปิดกระดาษสีน้ำตาลเหตุใดจดหมายพระองค์หญิงมัลลิกามีถวายท่านมาจากเมืองเขมร จึงมีเขียนทับที่กระดาษปิดรอยตัดเป็นภาษาอังกฤษนั้น หม่อมฉันคิดดูก็ไม่เห็น หรือจะส่งมาทางเมืองสิงคโปร์ดอกกระมัง
สนองลายพระหัตถ์
๑) หม่อมฉันเข้าใจว่าตำรากระบวนแห่ที่มีชื่อพระปีย์นั้นคือตำราเพชรพวงนั้นเอง พิสูจน์ดูฉบับหอพระสมุดฯ ก็ได้
๒) ครูถึกที่หัดมโหรีของทูลกระหม่อมปราสาทอีกคน ๑ นั้น หม่อมฉันไม่รู้จักและไม่เคยได้ยินชื่อทีเดียว จะเลยทูลวินิจฉัยต่อไปถึงพระนามที่เรียกกันว่า “ทูลกระหม่อมแก้ว” อย่าง ๑ “ทูลกระหม่อมปราสาท” อย่าง ๑ ทั้ง ๒ พระนามนั้นเคยมีมาแต่ก่อนแล้ว อันพระนามที่เรียกทูลกระหม่อมแก้ว เคยได้ยินว่าพระเจ้าลูกเธอเรียกพระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าฯ ว่า “ทูลกระหม่อมแก้ว” ทูลกระหม่อมของเราโปรดให้ยกคำแก้ว
เสีย พระเจ้าลูกเธอจึงเรียกแต่ว่า “ทูลกระหม่อม” มีปัญหาต่อไปว่าเมื่อรัชกาลที่ ๑ และที่ ๒ พระเจ้าลูกเธอเรียกพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าฯ และพระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้าฯ ว่าทูลกระหม่อมแก้วหรืออย่างไร ดูก็น่าจะเรียกเช่นนั้น และอาจจะใช้ครั้งกรุงศรีอยุธยาด้วยซ้ำไป เจ้าฟ้าพินทวดีคงสอนให้พระเจ้าลูกเธอเรียก มูลของพระนามที่เรียกว่า ทูลกระหม่อมปราสาทก็เคยเรียกเจ้าฟ้ากรมหลวงเทพวดี เพราะพระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้าฯ โปรดให้เสด็จอยู่ ณ พระที่นั่งพิมานรัถยา
ในบริเวณพระมหาปราสาทเมื่อเป็นสมเด็จพระเจ้าน้องนางเธอในรัชกาลที่ ๒ เจ้าคุณหญิงต่ายธิดาเจ้าพระยาเสนาบุนนาคอยู่ด้วยยังได้นามเรียกกันว่า เจ้าคุณปราสาท ต่อมาในรัชกาลที่ ๓ ที่เรียกสมเด็จพระมาตามไหยิกาเธอว่า ทูลกระหม่อมปราสาท ก็เพราะเสด็จอยู่พระที่นั่งพิมานรัถยาอย่างเดียวกันกับเจ้าฟ้ากรมหลวงเทพวดี แต่ที่เรียกว่าทูลกระหม่อมแก้วนั้น หม่อมฉันคิดไม่เห็นมูลว่าจะมาแต่อะไร ท่านได้เคยทรงทราบบ้างหรือไม่
๓) ข้อที่ว่าครูไฟต์แต่งเพลงสรรเสริญพระบารมีเป็นเพลงแตรนั้นไม่มีมูลเลยทีเดียว ครูไฟต์นั้นหม่อมฉันเคยคุ้นกับตัวเอง แกเป็นครูแตรของกรมพระราชวังบวรวิชัยชาญ อยู่แพจอดข้างใต้ตำหนักแพวังหน้า หม่อมฉันเคยไปที่แพครูไฟต์ จึงเคยเล่นกับพระเจนดุริยางค์ผู้เป็นบุตรตั้งแต่ยังเป็นเด็กอายุได้สักสี่ห้าขวบ ตั้งข้อพิสูจน์เพียงแต่ว่าเป็นครูแตรวังหน้าเท่านั้น ก็เห็นได้ว่าจะเป็นผู้แต่งเพลงสรรเสริญพระบารมีไม่ได้ ไม่ต้องอ้างอย่างอื่นอีก
หม่อมฉันจะเลยทูลเรื่องประวัติของครูฟุสโคต่อไป ครูฟุสโคเป็นชาติอิตาเลียนไปแปลงชาติเป็นอเมริกัน แล้วสมัครเข้าเป็นแตรวงทหารเรือ ครั้งหนึ่งนายพลเรืออเมริกันชื่อ เรโนลด์ มาเยี่ยมเมืองไทย เอาแตรวงในเรือรบ เตนเนสซี ขึ้นมาเล่นในกรุงเทพฯ พระยาประภากรวงศ์ (ชาย บุนนาค) เวลานั้นเป็นผู้บังคับการกรมทหารมา
รีน พบครูฟุสโคชอบใจจึงชวนให้มาเป็นครูแตรทหารมารีนแทนครูตั๊งที่ตาย ครั้นรวมทหารมารีนเข้ากับทหารเรือเวสาตรีตั้งเป็นกรมทหารเรือ ครูฟุสโคจึงได้เป็นครูแตรทหารเรือแต่นั้นมา ครูตั๊งนั้นหม่อมฉันรู้จัก เป็นญวนแต่จะเป็นศิษย์ใครหม่อมฉันหาทราบไม่ เขาเป็นชั้นเก่ามีชื่อเสียงมาก่อนพระยาวาทิต
๔) นายทหารฝรั่งที่มาเป็นครูหัดทหารไทยมาเมื่อต้นรัชกาลที่ ๔ เป็นนายร้อยเอกทหารอังกฤษชื่อ อิมเป (Impey) คน ๑ ชื่อนอกซ์ (Knox) คน ๑ มาจากอินเดียด้วยกันทั้ง ๒ คน ทูลกระหม่อมโปรดให้จ้างกัปตันอิมเปไว้เป็นครูทหารวังหลวง พระบาทสมเด็จพระปิ่นเกล้าฯ โปรดให้จ้างกัปตันนอกซ์ไว้เป็นครูทหารวังหน้า เพราะฉะนั้นทหารไทยจึงใช้แบบทหารอังกฤษแม้จนคำที่บอกทหารก็บอกเป็นภาษาอังกฤษมาแต่แรก ประวัติทหารวังหน้าจะเป็นอย่างไรหม่อมฉันไม่ทราบ แต่ทหารวังหลวงนั้น
เมื่อครูอิมเปตาย จ้างนายทหารฝรั่งเศสคน ๑ ชื่อลามาชมาแทน ทูลกระหม่อมทรงตั้งเป็นหลวงอุปเทศทวยหาญ หลวงอุปเทศฯ รู้แต่แบบฝรั่งเศสก็เอาแบบฝรั่งเศส แม้จนภาษาที่บอกทหารมาใช้เปลี่ยนแบบอังกฤษหมด คำที่เราเคยได้ยินพวกจำอวดมันเล่นบอกทหารว่า “โถกเถกฮึก” ก็มาแต่คำภาษาฝรั่งเศสซึ่งบอกทหารในสมัยเมื่อหลวงอุปเทศฯ เป็นครู พึงคิดเห็นได้ว่ากระบวนหัดทหารก็ออกยุ่งเพราะครูสอนแบบหนึ่งแล้วมาเปลี่ยนเป็นแบบอื่น ถึงต้นรัชกาลที่ ๕ จึงเลิกจ้างหลวงอุปเทศฯ แล้ว
เลือกเอาไทยที่เป็นศิษย์อย่างดีของครูอิมเปขึ้นเป็นครูทหารและกลับใช้แบบอังกฤษอย่างเดิม ครูไทยชั้นแรกมี ๔ คน หม่อมฉันรู้จักทั้งนั้นคือครูเล็ก ได้เป็นขุนรัตรณยุทธ์ครูทหารมหาดเล็กคน ๑ ครูวงได้เป็นขุนรุดรณชัยครูทหารหน้าคน ๑ ครูเชิงเลิง ได้เป็นที่ขุนเจนกระบวนหัด ครูทหารมารีนคน ๑ ครูกรอบได้เป็นที่ขุนจัดกระบวนพล จะเป็นครูทหารกรมไหนหม่อมฉันไม่ทราบคน ๑ ครูทิมทหารรักษาพระองค์ก็พวกเดียวกันแต่ได้เป็นครูขึ้นต่อชั้นหลังมา
ครูเหล่านั้นมักเป็นเชื้อชาติอื่น เช่นครูเชิงเลิง ดูเหมือนจะเป็นเชื้อมอญหรือญวน ครูเล็กครูของเราก็ได้ยินว่าเป็นเชื้อเขมร แต่ครูวงครูกรอบกับครูทิมจะเป็นเชื้อชาติไหนหาทราบไม่ เป็นเช่นนั้นเพราะเมื่อเกณฑ์คนเป็นทหารในสมัยนั้นมักเกณฑ์คนกรมต่างๆ ชาติส่งไปหัดเป็นทหาร
๕) หม่อมฉันเคยไปเมืองสวรรคโลก สุโขทัย หลายครั้ง ไปครั้งหลังในรัชกาลที่ ๗ เมื่อ พ.ศ. ๒๔๗๐ ได้ฉายรูปปิดสมุดไว้ มีอยู่ด้วยเมื่อเขียนจดหมายนี้ จะทูลสนองเรื่องโบราณวัตถุเมืองสวรรคโลก สุโขทัยด้วยอาศัยความทรงจำ ประกอบกับรูปฉายเป็นข้อๆ ต่อไป
พระเจดีย์ยอดทรงข้าวบิณฑ์นั้น ที่เมืองสวรรคโลก สุโขทัยมากกว่ามากอย่างว่านับไม่ถ้วน พระเจดีย์อย่างนี้พบเค้าเงื่อนประหลาดอยู่ ด้วยมีสร้างแต่ในสมัยสุโขทัย และมีแต่ที่ในเมืองเหนือ ในกรุงศรีอยุธยาหามีไม่ มีเค้าเงื่อนอีกอย่าง ๑ ว่าแม้ในเมืองเหนือก็เป็นของสร้างรุ่นหลัง มีรูปฉายปรากฏแก้พระเจดีย์เดิมอันเป็นรูปสถูป พอกแปลงเป็นยอดพุ่มข้าวบิณฑ์ ที่พอกแตกหล่นลงมาซีก ๑ จึงยังเห็นของเดิมและรอย
แปลงทีหลังแต่พบเค้าเงื่อนเป็นข้อสำคัญในหนังสือพิมพ์ Illustrated London News ฉบับ ๑ เขาลงรูปฉายที่ฝังศพโบราณในเมืองจีนแห่ง ๑ ว่าอยู่ที่เมืองวีไฮวีเป็นรูปพระเจดีย์ยอดพุ่มข้าวบิณฑ์เหมือนที่เมืองเหนือเรียงกันอยู่เป็นแถวชวนให้เห็นว่าน่าที่พระเจ้ารามคำแหงจะได้แบบพระเจดีย์อย่างนั้นมาจากเมืองจีน และชอบสร้างกันอยู่ในสมัยอันหนึ่ง
กรุงสุโขทัยรุ่งเรืองอยู่ตลอดเวลาราว ๑๐๐ ปี เป็นสมัยที่สร้างเจดียสถานต่างๆ ที่ปรากฏอยู่ ในเวลา ๑๐๐ ปีนั้นคงมีการแก้ไขเปลี่ยนแปลงแบบอย่างมาตลอดตรงดังท่านทรงพระดำริ ไปพิจารณาดูเมื่อใดก็ยังเห็นได้ตระหนัก แม้พระมหาธาตุสุโขทัย
เองก็มีรอยแก้ไขหลายครั้ง องค์พระมหาธาตุเองเดิมก็เห็นจะเป็นพระสถูป ครั้นชำรุดหักพังลงเมื่อปฏิสังขรณ์ครั้งหลังจึงแปลงเป็นพระเจดีย์ยอดพุ่มข้าวบิณฑ์ เมื่อแบบพระเจดีย์อย่างนั้นเป็นแฟแช่นอยู่แล้ว พระเจดีย์ ๔ ทิศมุมทักษิณพระมหาธาตุก็แปลกที่ทำเป็นพระปรางค์ชั้น ๑ ทำเป็นพระสถูปชั้น ๑ คงหมายจะให้มีพระเจดีย์บริบูรณ์ทั้ง ๓ อย่าง
วัดตระพังเงินที่สามเณรรณชัยอยู่นั้นอยู่นอกเขตพระราชวังแต่โคกปราสาทอยู่ใกล้กับบริเวณวัดมหาธาตุ จนชวนให้เห็นว่าวังเดิมคงอยู่ตรงที่วัดมหาธาตุ ถวายที่วังเดิมให้สร้างวัด จึงย้ายที่มาสร้างปราสาทใหม่ เป็นมูลเหตุที่สมเด็จพระบรมไตรโลกนาถเอาอย่างมาทำที่พระนครศรีอยุธยาบ้าง ที่โคกปราสาทนั้นเมื่อหม่อมฉันไปครั้งหลังเขาขุดให้เห็นฐานบัทม์ยังมีอยู่ได้ฉายรูปไว้
วัดป่ามะม่วงนั้น หม่อมฉันก็ได้เคยไปดู อยู่ในที่อรัญญิกนอกเมืองสุโขทัยไปทางตะวันตก เป็นวัดขนาดย่อมอย่างพวกพระสงฆ์อรัญวาสี เขาพบศิลาจารึกของพระมหาสวามีสังฆราชที่วัดป่ามะม่วงนั้นด้วย ตรงตามที่ว่าในศิลาจารึกเรื่องพระมหาธรรมราชาลิทัยทรงผนวช ไม่มีที่สงสัย
๖) หม่อมฉันไม่ได้เคยพิจารณาวิหารหลวงที่ตั้งพระศรีศากยมุนี ณ เมืองสุโขทัยถ้วนถี่ถึงเมืองผนังนอก ได้เคยพิจารณาแต่วิหารพระพุทธชินราชที่เมืองพิษณุโลก แต่สังเกตดูก็คล้ายๆ กัน คือในประธานทำเสาลอยรับขื่อ ในประธานไม่สู้กว้างนัก เห็นจะเป็นเพราะในสมัยที่สร้างยังหาไม้ยาวทำขื่อยาก จะทำให้เป็นวิหารใหญ่จึงต้องลอง
หลังคาเป็นเฉลียงต่อออกไปข้างๆ ถึง ๒ ชั้น เฉลียงชั้นในทำเสาลอยรับชายคาอีกแถว ๑ ชายคาชั้นนอกเตี้ยเกือบถึงหัวคนยืน มีฝาผนังก่ออิฐเป็นช่องลูกฟักรับชายคา หม่อมฉันเคยนึกแต่แรกว่าเดิมจะเป็นวิหารโถงดอกกระมัง แต่คิดไปเห็นว่าในวิหารย่อมจะมีเครื่องมหรรคภัณฑ์พุทธบูชาอยู่เป็นนิจ คงต้องเป็นฝาต่อผนังด้านหน้าและด้านหลังวิหารให้เป็นที่ปิดรักษาของได้
เมืองสุโขทัยมีมาแล้วและเรียกชื่อว่า เมืองสุโขทัย มาแต่ก่อนไทยได้มาครอบครอง จึงเห็นว่าคำ “ไทย” นั้นมาแต่ “อุไทย” ภาษามคธหรือสันสกฤตมิใช่หมายว่าชนชาติไทย คำว่า “ไทย” ที่ใช้เรียกคนพ้นจากทาสนั่นแหละอาจหมายว่าเป็นชนชาติไทย เกิดแต่เมื่อไทยลงมาได้เป็นใหญ่ โปรดปล่อยคนชาติเดียวกันให้พ้นทาส จึงเรียกว่าปล่อยเป็นไทย หม่อมฉันคิดเห็นว่าน่าจะเป็นเช่นนั้น
๗) ซึ่งทรงปรารภถึงโคลง ๒ บทที่อยู่ท้ายลิลิตเรื่องพระลอ บทต้นบท ๑ ขึ้นว่า “จบเสร็จยุพราชเจ้า นิพนธ์” แต่อีกบท ๑ ขึ้นว่า “จบเสร็จมหาราชเจ้า นิพนธ์” ต่างกันเช่นนั้นด้วยเหตุใดนั้น หม่อมฉันก็ได้เคยคิดวินิจฉัย มีความเห็นดังจะทูลต่อไปนี้ บทกลอนแต่งในสมัยกรุงศรีอยุธยา ที่แต่งดีถึงรักษากันไว้เป็นตำราสืบมานั้น สังเกตตามสำนวนแต่งเป็นยุค ๆ ยุคที่ ๑ แต่งเมื่อสมัยสมเด็จพระบรมไตรโลกนาถ ยก
ตัวอย่างเช่นลิลิตยวนพ่าย และมหาชาติคำหลวงเป็นต้น ยุคที่ ๒ แต่งเมื่อสมัยสมเด็จพระนารายณ์ฯ ยกตัวอย่างเช่น ฉันท์เรื่องสมุทรโฆษและอนิรุธเป็นต้น ยุคที่ ๓ แต่งเมื่อสมัยพระเจ้าบรมโกศ ยกตัวอย่างเช่น ฉันท์บุรโณวาท และกาพย์เจ้าฟ้ากุ้ง เป็นต้น สำนวนลิลิตพระลอดูแต่งในยุคที่ ๑ ตามเรื่องพงศาวดารยุคนั้น สมเด็จพระบรมไตรโลกนาถเสวยราชย์อยู่ ณ พระนครศรีอยุธยาเมื่อตอนต้นรัชกาล จนถึงสมัยทำสงครามกับพระเจ้าติโลกราชเมืองเชียงใหม่ (อันเป็นตัวเรื่องของลิลิตยวน
พ่าย) เสด็จขึ้นไปประทับ ณ เมืองพิษณุโลกสืบมาจนตลอดรัชกาล ในสมัยนี้ โปรดให้พระบรมราชาราชโอรสพระองค์ใหญ่ครองพระนครศรีอยุธยา ทรงตั้งพระราชโอรสพระองค์น้อยซึ่งประสูติ ณ เมืองพิษณุโลก นามว่าเชษฐา เป็นพระยุพราชอยู่ในราชสำนัก ณ เมืองพิษณุโลก เมื่อสมเด็จพระบรมไตรโลกนาถเสด็จสวรรคต พระบรมราชาได้เป็นพระเจ้าแผ่นดิน โปรดให้พระเชษฐาอนุชาธิราชเป็นพระมหาอุปราชครองเมืองเหนืออยู่ ณ เมืองพิษณุโลก ครั้นสมเด็จพระบรมราชาธิราชเสด็จสวรรคต
สมเด็จพระเชษฐาได้เป็นพระเจ้าแผ่นดินทรงพระนามว่า สมเด็จพระรามาธิบดีที่ ๒ ลงมาครองกรุงศรีอยุธยา ตามเค้าในเรื่องพงศาวดารดูพระเชษฐาจะเป็นผู้แต่งลิลิตพระลอเมื่อยังประทับอยู่ ณ เมืองพิษณุโลก โคลงท้ายเรื่องบทแรกจะทรงแต่งเองก็ตาม หรือผู้อื่นแต่งก็ตามจึงเรียกพระนามว่าพระยุพราช แต่โคลงบทหลังเป็นของผู้อื่นแต่งเมื่อเสวยราชย์แล้ว อาจจะหมายให้เปลี่ยนใช้แทนโคลงบทแรก จึงเรียกพระนามว่า มหาราช หม่อมฉันคิดเห็นว่าจะเป็นอย่างอธิบายนี้
๘) ราชาศัพท์นั้น ว่าที่จริงก็มีในภาษามนุษย์ทุกประเทศเช่นคำว่า His Majesty His Excellency ก็ราชาศัพท์นั่นเอง แต่ของไทยเราเลอะมาก โดยเฉพาะเมื่อมีผู้คิดตำราขึ้น และพูดเพื่อจะยกยอให้วิเศษไพเราะยิ่งขึ้นไป จึงเลยเลอะ แต่หม่อมฉันเห็นเป็นใหญ่อยู่ที่ความนิยม ถ้าคนไม่นิยมจะรับคำยกยอนั้นมากขึ้น คำราชาศัพท์ก็คงละลายลบหมดไปเอง เพราะใช้ราชาศัพท์นั้นผู้พูดต้องท่องจำและเลือกคำพูดลำบากมิใช่น้อย
๙) ฤทธิ์เดชด้วยสามารถเลี้ยงเสือสิงห์เป็นเป๊นไว้รักษาตัวนั้น ถ้าท่านผู้มีฤทธิ์เดชเช่นนั้นอยู่มาจนได้ดูหนังฉายในสมัยนี้ ที่เขาอาจจะเอาเสือสิงห์มาเล่นเป็นฝูงๆ ก็จะเห็นจะปล่อยเสือสิงห์เป็นเป๊นเหล่านั้นหมด ด้วยมันไม่ประหลาดเสียแล้ว
๑๐) สมเด็จพระพันวัสสาเสด็จทอดพระกฐินวัดนิเวศน์ติดๆ กันมาหลายปีแล้ว แต่เป็นการดี ด้วยพระองค์ท่านจะได้เสด็จแปรสถานไปให้ทรงสบายอย่าง ๑ กับวัดนิเวศน์จะได้รับความทำนุบำรุงอยู่เสมอด้วยอีกอย่าง ๑ หม่อมฉันก็ยินดีอนุโมทนา
๑๑) หม่อมฉันเคยคิดอยู่เนืองๆ ว่า ผู้เป็นพนักงานตรวจจดหมายเวรของเราเขาจะนึกอย่างไร ด้วยทุกฉบับเป็นจดหมายยาว เรื่องก็ไม่สนุกทั้งเข้าใจก็ยาก และลงที่สุดไม่มีอะไรแสลงแก่การบ้านเมือง ต้องอ่านเสียเวลาเปล่าทุกฉบับ หรือบางคนเขาจะเป็นนักเรียนรักรู้โบราณคดี ถ้าเช่นนั้นก็เห็นจะออกสนุกบ้าง แต่ผู้ที่ไม่เอาใจใส่หาความรู้เพียงแลเห็นซองก็น่าจะเบื่อ
บรรเลง
จะอธิบายถวายเรื่องยา “วิตะมิน” ตามที่ทูลผัดมาแต่สัปดาหะก่อน ตามที่หม่อมฉันได้เห็นในหนังสือพิมพ์ประกอบกับที่ได้รู้มาแต่ก่อนบ้างแล้ว
เขาว่าโรคที่เกิดเพราะกินอาหารผิดสำแลงนั้นรู้กันมาแต่ดึกดำบรรพ์ แต่โรคที่เกิดเพราะ “ไม่กิน” อาหารสำหรับป้องกันเพิ่งรู้กันขึ้นใหม่ เริ่มรู้ด้วยสังเกตอาหารโรคสะเคอวี (Scurvy) ก่อนอย่างอื่น โรคนั้นมีอาการโลหิตออกตามรายฟันเป็นต้น บางที
ทรุดโทรมจนถึงตาย มักเกิดในพวกกะลาสีเรือใบที่ต้องแล่นไปในทะเลคราวละนานๆ วัน รู้กันขึ้นด้วยเรือใบลำ ๑ ไปถึงท่า มีกะลาสีเจ็บเป็นโรคสะเคอวีอาการมากบ้างน้อยบ้างอยู่ในเรือหลายคน คนเจ็บที่อาการยังเบาขึ้นบกไปซื้อลูกไม้กินอาการค่อยคลายขึ้น หมอเห็นแปลกลองหาลูกไม้ลงมาให้คนไข้ที่อยู่ในเรือกิน อาการก็คลายขึ้น
ตามกันทั้งนั้น จึงได้ความรู้ว่าโรคสะเคอวีเกิดเพราะเมื่อเรือแล่นอยู่ในทะเล กะลาสีกินแต่เนื้อกับขนมปังเป็นอาหาร ไม่ได้กินผักและผลไม้ช้านานจึงเจ็บเป็นโรคอย่างนั้น เกิดขึ้นเพราะไม่กินอาหารที่ป้องกันโรคความรู้มีเพียงเท่านั้นมาช้านาน จนถึงสมัยตรงกับในรัชกาลที่ ๕ กรุงรัตนโกสินทร์ เกิดโรคเหน็บชา (Beri beri) ขึ้นแพร่หลายในเหล่าประเทศทางตะวันออกนี้ พวกนักปราชญ์สังเกตว่าโรคเบรี่เบรี่ชุกชุมแต่ในประเทศที่คนกินข้าวเป็นอาหารประจำ สงสัยว่าโรคนั้นจะเกิดแต่ข้าวที่กิน และใน
สมัยนั้นประจวบกับเวลาโรงสีไฟคิดเครื่องมือสีขัดข้าวสารได้หมดเยื่อหุ้มจนขาวสะอาดออกจำหน่ายในท้องตลาดแพร่หลาย เมื่อหมอสงสัยอยู่อย่างนั้น มีชายหนุ่มฮอลันดาคน ๑ ชื่อคริสเตียน ไอกแมน (Christian Eijkman) เป็นผู้ช่วยอยู่ในโรงผสมยาแห่ง ๑ ซื้อข้าวสารขัดไปเลี้ยงไก่ สังเกตเห็นว่าตั้งแต่ไก่กินข้าวสารขัดก็ไม่สบาย มีอาการคล้ายกับคนเป็นโรคเบรี่เบรี่ จึงให้ไก่กลับกินอาหารอย่างเดิมก็หายเจ็บ ได้ความรู้นั้นเสนอแก่พวกหมอ ๆ ก็ทดลองต่อมาด้วยให้คนเจ็บเป็นเบรี่เบรี่เลิกกิน
ข้าวสารขัดเปลี่ยนไปกินข้าวสารตำที่ยังมีเยื่อหุ้มอาการก็คลายขึ้น จึงลงความเห็นเป็นยุติว่าข้าวเป็นเชื้อโรคเบรี่เบรี่ แต่เห็นกันในชั้นแรกว่าเชื้อโรคอยู่ที่แก่นข้าว เครื่องป้องกันอยู่ที่เยื่อ แต่ก่อนมากินข้าวมีเยื่อหุ้มจึงไม่เป็นโรคเบรี่เบรี่ แต่มีข้อค้านความ
เห็นเช่นนั้นอยู่บ้างด้วยคนเป็นโรคเบรี่เบรี่มักจะเป็นคนชั้นต่ำ เช่นพวกกรรมกรเป็นต้น แต่ชั้นพวกคฤหบดีกินข้าวขัดอยู่เป็นนิจก็หาเป็นโรคเบรี่เบรี่ไม่ อีกประการ ๑ โรคเบรี่เบรี่ไม่ได้เป็นแต่เฉพาะคนที่กินข้าว ถึงคนที่ไม่ได้กินข้าวเป็นอาหารประจำก็เป็นโรค
เบรี่เบรี่ได้เหมือนกัน ชั่วแต่จำนวนน้อยกว่าพวกที่กินข้าว จึงคิดค้นหาเหตุต่อไปด้วยการทดลองต่างๆ จนสามารถทำให้เกิดโรคเบรี่เบรี่ได้ด้วยสิ่งอื่นนอกจากข้าว ความเห็นก็แปรไปว่าที่เป็นโรคเบรี่เบรี่มิใช่เป็นเพราะกินของแสลงเป็นอาหาร ที่แท้เป็นเพราะไม่กินอาหารที่ป้องกันโรคนั้น ชี้แจงว่าที่คนชั้นคฤหบดีกินข้าวขัดไม่เป็นโรคเบรี่เบรี่นั้น เพราะกินธาตุป้องกันโรคเบรี่เบรี่อันมีอยู่ในกับข้าวอย่างอื่น เหมือนเช่นมีเยื่อที่เมล็ดข้าว ส่วนพวกที่ไม่ได้กินข้าวเป็นโรคเบรี่เบรี่นั้น ก็เพราะโรคเบรี่เบรี่อาจจะเกิด
ได้แต่อาหารอื่นๆ ดังได้ทดลองเห็นแล้ว มิใช่เกิดแต่เฉพาะที่ข้าวอย่างเดียว ถึงชั้นนี้จึงเกิดความคิดว่าจะต้องมีธาตุอย่างหนึ่งอย่างใด สำหรับป้องกันโรคเบรี่เบรี่อยู่ในสิ่งต่างๆ อันพึงเห็นได้ว่าต้องมีอยู่ในสิ่งซึ่งเป็นกับข้าวของคฤหบดี และไม่มีธาตุนั้นในอาหารของคนที่ไม่กินข้าวจึงเป็นโรคเบรี่เบรี่ การค้นหาธาตุนั้นจึงเป็นกิจเกิดขึ้น ถึง ค.ศ. ๑๙๑๓ (พ.ศ. ๒๔๕๖) ผู้ทดลองชื่อคะสิเมอ ฟังค์ (Casimir Funk) ตรวจพบธาตุนั้นในเยื่อเมล็ดข้าว ยังไม่มีชื่อเรียก เพราะยังไม่เคยมีปรากฏในตำราจึงตั้งชื่อ
ธาตุนั้นว่า “วิตะมิน” เพราะเป็นชื่อบัญญัติขึ้นใหม่เพียง ๒๘ ปี จึงยังไม่มีในพจนานุกรม ตั้งแต่ปรากฏว่าพบธาตุวิตะมินที่กันโรคเบรี่เบรี่ได้ ก็มีพวกนักปราชญ์ค้นหาธาตุวิตะมินสำหรับกันโรคอื่นแพร่หลายออกไป เมื่อพบวิตะมินที่มีสรรพคุณต่างออกไปจะเรียกให้ผิดกันจึงเติมชื่ออักษรเข้าข้างท้าย เช่นว่า “วิตะมิน เอ” และ “วิตะมิน บี” เป็นต้น เดี๋ยวนี้มีจนถึง “วิตะมิน พี” แล้ว สรรพคุณของวิตะมินต่างๆ เขาพรรณนาในหนังสือพิมพ์แต่บางอย่าง ดังนี้ –
วิตะมิน เอ. ถ้าไม่กินมักเกิดโรคที่ผิวหนังและตาฟาง ธาตุวิตะมินอย่างนี้มีอยู่ในอาหาร เช่น ตับ น้ำมันปลา ไข่แดง เนย และผักต่าง ๆ
วิตะมิน บี. ถ้าไม่กินมักเป็นโรคเส้นประสาท และโรคเบรี่เบรี่ ธาตุวิตะมินอย่างนี้มีอยู่ใน เนื้อวัว เนื้อแกะ เยื่อธัญญาหาร ถั่ว มัน และผัก เพราะคนกินของเหล่านี้ปนกับข้าว กินข้าวขัดจึงไม่เป็นโรคเบรี่เบรี่
วิตะมิน ซี. ถ้าไม่กินมักเป็นโรคสะเคอวี ธาตุวิตะมินอย่างนี้มีอยู่ในผลไม้ เช่น ส้ม เป็นต้น
วิตะมิน ดี. บำรุงกระดูกโครงร่างกายให้เจริญ มีอยู่ใน ไข่ เนย และน้ำมันปลาค๊อต น้ำมันปลาหะลิบุต แต่น้ำนมสดเป็นอาหารที่สมบูรณ์ด้วยธาตุวิตะมินต่างๆ ยิ่งกว่าอาหารอย่างอื่นๆ หมด
ตั้งแต่ตรวจพบธาตุวิตะมินและทดลองเห็นสรรพคุณแล้ว ก็มีผู้แยกธาตุทำวิตะมินอย่างต่างๆ จำหน่าย ทำเป็นยาเมล็ดบ้างทำขนมและลูกกวาดแทรกธาตุวิตะมินที่บำรุงร่างกายบ้าง จำหน่ายแพร่หลาย ครั้นถึงสมัยสงครามครั้งนี้อาหารอัตคัด นัยว่าถึงรัฐบาลคิดอ่านให้แทรกธาตุวิตะมินในขนมปังสดให้รี้พลกินมิให้ถอยกำลัง ได้ความในเรื่องวิตะมินดังพรรณนามา
วันที่ ๒๑ ตุลาคม พ.ศ. ๒๔๘๔ น
ตำหนักปลายเนิน คลองเตย
วันที่ ๒๑ ตุลาคม ๒๔๘๔
กราบทูล สมเด็จกรมพระยาดำรงฯ ทราบฝ่าพระบาท
จะกราบทูลสนองความในลายพระหัตถ์เวร ซึ่งลงวันที่ ๖ ตุลาคม ต่อไปนี้
สนองลายพระหัตถ์
๑) คำ “กระจ่ายตลาด” เกล้ากระหม่อมก็เคยได้ยินแต่ไม่ทราบว่าเป็นคำของใคร
ภาษาพระนั้นเกล้ากระหม่อมเคยคิดมาแล้วว่ามาแต่อะไร แต่ก็คิดไม่ออก “จำวัด” นั้นดูเป็นความว่าอยู่ในวัด แต่ทำไมจึงกลายเป็นว่านอนไปได้ “เภสัช” นั้นพอจะคิดได้ว่าพูดเทียบเอาว่าเป็นยา นอกนั้นคิดไม่ออกยังมีอีกมาก คำเหล่านั้นเห็นจะมาเก่าแก่แต่เขมร สังเกตได้จากคำ “ผเดียง” นั่นเป็นคำเขมร “นิมนต์” นั่นเป็นคำมคธ ซ้ำกัน แต่
ไม่ประหลาดอะไร เขมรเขาก็ใช้คำมคธสังสกฤตเช่นเราเหมือนกัน ทั้งคำสำหรับเจ้าผีก็มีอีกด้วย เช่น “สิง” และ “สังเวย” เป็นต้น คำเหล่านี้ทำให้นึกถึงตำราราชาศัพท์ เห็นจะต้องมีตำราสังฆศัพท์ เทพศัพท์ ราชาศัพท์ เสนามาตยศัพท์ คหบดีศัพท์ ไปต่าง ๆ
๒) พระพุทธรูปลังกาห่มผ้าเป็นริ้วจริงแต่ลืมไป นั่นก็ไม่เป็นอย่างอื่นไปได้นอกจากตั้งใจจะเอาอย่างพระพุทธรูปซึ่งห่มจีวรเป็นกลีบ แต่ทำละลดพอเป็นที จนสังเกตได้ว่าพระพุทธรูปชนิดนั้นเป็นพระพุทธรูปลังกา ถ้าจะให้เป็นพระพุทธรูปอินเดียก็ทีจะต้องห่มผ้าไม่มีกลีบ ศาสนา “เชน” เห็นได้ว่าเกิดทีหลังเอาอย่างศาสนาพระพุทธ คำ
“เชน” ก็คือ “ชิน” ทั้งศาสดาของเขาก็เรียกว่า “มหาวีระ” อันเป็นคำทางพระพุทธศาสนาเหมือนกัน ได้พบหนังสือว่าท่านผู้นั้นชื่อเดิมว่า “ราหุละ” ถ้าจับตัววางตายก็จะต้องว่า “เคลม” เอาลูกพระพุทธเจ้า แต่ความจริงชื่ออาจซ้ำกันได้จึงต้องมี “นามโคตต์” ซึ่งเราต้องหลบไปเรียก “นามสกุล” เพราะคำ “โคตร” เราใช้เป็นคำหยาบ
๓) ประดิทินซึ่งเราใช้อย่างฝรั่งนั้นไม่สะดวกจริง เพราะวันอุโบสถยังใช้วันอย่างเก่า ซ้ำมีวันพระธรรมยุติอีกด้วยก็ออกจะรู้สึกยุ่งใจ มีคน “แอดยิเตด” จะให้พระทำอุโบสถวันอาทิตย์มาหลายหนแล้ว แต่เป็นไปไม่ได้ ไม่ใช่แต่การทำอุโบสถ การทำบุญอะไรต่างๆ มีสารทเป็นต้นก็ไม่มีที่หมาย พวกเรายังดีที่ต้องถือใช้ประดิทินน้อยกว่าพวกชวา ที่กราบทูลถึงว่าศรัทธาในการที่เขาคิดประดิทินเป็น ๑๓ เดือนนั้น กราบทูลแต่ทางใจ ส่วนทางที่ว่าประดิทิน ๑๓ เดือนนั้นจะมีขึ้นในโลกหรือไม่และเราจะรับเอามาใช้หรือไม่ นั่นเป็นอีกทางหนึ่ง
๔) ตรัสถึงพระเจ้าปราสาททองทรงเลื่อนปีนั้น เป็นการที่ทรงกระทำอย่างจะเกิดผลไม่ได้อย่างที่ตรัส ถ้าจะทรงเปลี่ยนชื่อปีเสียใหม่จะเป็นดีกว่าจริง
“ศักราชกฎหมาย” เกล้ากระหม่อมก็เคยทราบว่าเขาเรียก “ศักราชจุฬามณี” ทราบจากโหร แต่แปลไม่ออกทั้งไม่เชื่อเสียด้วยจึงไม่อ้างถึงคำนั้น
๕) “แฝ” ที่ชวา ได้ยินว่าเขามีที่เมืองใหญ่ก่อน แล้วจึงย้ายไปมีที่เมืองเล็กๆ เราเที่ยวเปะปะไปจึงได้ไปพบ “แฝ” เข้าบ่อยๆ ทางรถไฟเรือไฟเกล้ากระหม่อมก็ได้เห็น และที่กราบทูลว่าผู้หญิงไปหลงอยู่แต่ที่ร้านขายพลอยนั้น ไม่ได้หมายเอาแต่แม่โตคนเดียว แม้ผู้หญิงในครอบครัวของทูลกระหม่อมชายก็ไปหลงอยู่ด้วยเหมือนกัน ทูลกระหม่อมชายท่านทรงนำดูก็ไม่ใช่ว่าท่านทรงนำไปทั่วทุกร้าน ท่านทรงประมาณการเหมือนกันว่าเราจะชอบอะไร ดูทั่วไปนั้นไม่ไหวอยู่เอง
๖) สารทจีนซึ่งเขาทำรูปโคมปลานั้น คงเป็นอย่างเดียวกับที่เห็นหนังสือญี่ปุ่น เขาทำโคมเป็นรูปปลาชักขึ้นปลายเสาโคม แต่เขาจะเรียกอะไรไม่ได้จำไว้ ข้างจีนเขาทำบุญตามกาละมาก เราเรียกว่า “สารทขนมอี๋” “สารทขนมจ้าง” “สารทขนมเข่ง” “สารทขนมเปีย” “สารทขนมโก๋” ไม่รู้ว่าอะไรเป็นอะไร แต่ข้างจีนถือเอาสารทกลางปีเป็นการใหญ่ เขาเรียกว่า “ชิด–ว่วย–ปั่ว” ที่ตรัสถึงคงเป็นสารทกลางปีนั้น
การลอยกระทงต้องเป็นของจีนแน่ เห็นได้ที่พิธีกงเต๊กก็มีลอยกระทง การลอยกระทงไม่เคยพบหนังสือเก่ามาเลย ไม่แต่เดือน ๑๑ แม้เดือน ๑๒ ในกฎมนเทียรบาลก็ว่า “พิธีลดชุดลอยโคมลงน้ำ” จะว่าเป็นพิธีลอยกระทงก็ใช่เชิง ตามที่ว่านั้นก็ไม่มีรายละเอียดอันพอจะวินิจฉัยได้ การทำพิธีนั้นทำผิดๆ กัน เมืองนั้นทำอย่างนั้นเมืองนี้ทำอย่างนี้ แล้วลางอย่างก็เลิก ลางอย่างเลิกเลย ลางอย่างก็มีอะไรเข้ามาแทน ตกลงเป็นจะทำอะไรก็ทำ การกระทำก็เพราะคนนับถือ เมื่อสิ้นนับถือกันแล้วโดยเวลาก็ทำให้เปลี่ยนแปลงไป ไม่มีอยู่ที่อะไรเลย
การลอยกระทงใหญ่มีในหนังสือเรื่องนางนพมาศ เป็นทีว่ามีมาแต่ครั้งเมืองสุโขทัย แต่เราก็จับกันได้ว่าเป็นหนังสือเก๊
๗) พิธีออกพระวรรษาซึ่งวัดศรีสว่างอารมณ์ที่ปีนังทำนั้นเป็นการทำชอบ จะทำพิธีอะไรก็ต้องสังเกตชาวบ้านว่าเขาชอบอย่างไรกันถูกแล้ว ตามที่ทรงจัดอาหารไปเลี้ยงพระและถวายบังคมทูลกระหม่อมของเราด้วยนั้น เป็นการกระทำด้วยกตเวทีเห็นเป็นการชอบนึกอนุโมทนาในพระกุศลราศีอันนั้นเป็นอย่างยิ่ง
๘) นิทานโบราณคดี เรื่องสร้างโรงพยาบาลศิริราช ซึ่งทรงพระเมตตาโปรดคัดประทานไปด้วยนั้น เป็นพระเดชพระคุณอย่างยิ่ง แต่พออ่านก็นึกเหลว ว่าได้เดินผ่านกำแพงวังเก่ามา ทีหลังสร้างโรงพยาบาลซึ่งตรัสว่าได้รื้อกำแพง แต่แล้วก็นึกได้ว่าที่เห็นนั้นเขาว่า “วังกรมเทวา” ที่ทรงรื้อนั้นเป็นกำแพงวังหลังต่างหาก อ่านพระนิพนธ์ดู
เป็นไม่มีสิ่งก่อสร้างอันใดซึ่งเป็นล่ำเป็นสันอยู่ในวังหลังนั้นเลย ผิดกันกับพระราชวังเดิมที่ปากคลองบางหลวงเป็นอันมาก ในการเปลี่ยนวิธีพยาบาลเรื่องออกลูกนั้นดูเป็นการใหญ่มาก ที่จริงการอยู่ไฟก็ควรแก่ประเทศหนาวเท่านั้น ได้ยินว่าญวนเขานอนบนแคร่เอาไฟใส่ใต้นั้นเสียด้วยซ้ำ เราเห็นจะถือเอาแบบอย่างญวนมาหรืออย่างไรนั่นแหละ หรือมิฉะนั้นก็คงถือเอาแบบไทยซึ่งอยู่ทางประเทศหนาวข้างเหนือมาก็ได้
ย้อนหลัง
๙) จะย้อนหลังไปกราบทูลถึงพระดำรัส ซึ่งตรัสติโทษหนังสือพิมพ์ข้างไทย เหตุด้วยเมื่อวันที่ ๑๖ เดือนนี้ อ่านหนังสือพิมพ์บางกอกไตม์บทที่เขาจ่าหน้าว่า “เนม สแอกต์” เพื่อจะรู้ความว่ามีความอย่างไรแต่เข้าใจไม่ได้กระจ่าง เพราะรู้ภาษาอังกฤษไม่พอ จึงให้หญิงไออ่านมาบอก แกก็ไปฉวยเอาหนังสือพิมพ์ประมวญวัน วันที่ ๑๖ มา
ให้ บอกว่ามีอยู่ในนั้น เปิดดูจ่าไว้ข้างต้นว่า “ต่อจากฉบับวานนี้” จึงเรียกร้องเอาฉบับวันก่อน เบื้องต้นนั้นได้ต้น แต่เบื้องปลายไม่ได้ปลาย มีแต่นิดเดียวลงท้ายว่า “ยังมีต่อไป” ดูไปถึง ๔ ฉบับก็ยังไม่จบ คือว่าลงพระราชบัญญัติตัดเอามาแต่วันละน้อย ไม่ได้แต่งใหม่ตามภาษาอังกฤษที่อ่านเก็บเอาความเข้าใจ ยิ่งไปกว่าที่ตรัสติโทษว่า “มีต่อหน้า” –– ไหนๆ ไปเสียอีก ที่ต้องดูหนังสือพิมพ์ไทยก็เพราะรู้ภาษาอังกฤษไม่ดี เปรียบเหมือนกินยาในเวลาเจ็บไข้ จะหวานหรือขมก็ต้องกลืน
มีข้อที่นึกขัน ด้วยอ่านหนังสือภาษาอังกฤษเข้าใจไม่ได้ดีจึงคิดว่าไว้อ่านภาษาไทย แต่เมื่อพบภาษาไทยกลับอ่านไม่เข้าใจยิ่งไปกว่าภาษาอังกฤษก็มี นี่จะโปรดว่ากระไร ได้เห็นบัญชีสอบไล่นักเรียน เขาบอกว่าตกภาษาไทยเป็นจำนวนมากก็นึกประหลาดใจเหมือนกัน อะไรเกิดเป็นไทยแล้วตกภาษาไทย เว้นแต่ไม่ทราบว่าโรงเรียนเขาสอนกันอย่างไร
๑๐) ได้ถามชายดิศแล้ว ถึงเรื่องพระมหามนตรี (ทรัพย์) กับเรื่องระเด่นลันได ได้ความตรงกันข้ามกับที่เดากราบทูลมา พระมหามนตรี (ทรัพย์) นั้นเธอไม่ทราบทีเดียวว่ามีเกี่ยวดองกับเธอ แต่เรื่องระเด่นลันไดนั้นได้อ่าน
๑๑) ลูกแกเอาไส้กรอกขนาดเล็กทำอย่างฝรั่งในเมืองไทยมาให้กิน สังเกตเห็นรูปร่างเป็นอันเหมือนกับไส้กรอกฝรั่ง แต่เมื่อกินแล้วเห็นน้ำเนื้อไม่เหมือน คือไส้งัวซึ่งหุ้มนอกหนากว่าของฝรั่งไปสัก ๔ เท่า กับเนื้อในก็เหนียวกว่าของฝรั่งไป ทำให้นึกถึง
คำกรมหมื่นมหิศรว่าเนื้องัวเมืองฝรั่งกับเมืองไทยนั้นผิดกันมาก ทางเมืองฝรั่งเขาอ่อนนุ่ม ทางเมืองไทยเราเหนียวแข็ง ข้อนี้ทำให้นึกถึงโคนมฝรั่งซึ่งคิดจะเลี้ยงในเมืองไทยเห็นเป็นจะยาก ที่งัวในพื้นเมืองอะไรก็ผิดกันเป็นกองสองกอง ความเป็นไปที่ผิดกันย่อมจะต้องสู้อากาศที่ผิดกันได้
บรรเลง
๑๒) ร้านหรือบริษัทในเมืองไทย ทีจะต้องมีคำว่า “ไทย” อยู่ด้วย ถ้าไม่เช่นนั้นทีก็จะไม่เป็นร้านหรือบริษัทในเมืองไทย พบคำหนึ่งเข้าก็รู้สึกสะดุดใจ ใช้คำว่า “บริษัทกระเบื้องกระดาษไทย” ความตั้งใจที่ใช้คำว่า “ไทย” นั้นหมายจะให้เป็นบริษัทไทย แต่กลายไปเป็นว่ากระเบื้องทำด้วยกระดาษไทยก็ได้ควรจะกลับเสียเป็น “บริษัทไทยกระเบื้องกระดาษ” จะควรกว่า
๑๓) อีกเรื่องหนึ่งออกจะประหลาด หลานเล็กอยู่บ้านคนเดียวตุ๊ดตู่ไปโรงเรียน พ่อเขาจะไปทำงานหลานเล็กมันก็ร้องไห้ตาม พ่อเขาก็หนักพาตัวมาฝากให้ย่าไว้ ไม่ใช่แต่อยู่เรียบร้อยเปล่าๆ เท่านั้น ยังหัวร่อต่อกระซิกอะไรก็ได้ จะว่ากล่าวอะไรก็ฟัง จนแม่โตเห็นประหลาด ว่าไม่ได้เลี้ยงดูฟักฟูมอะไรมันมาเลย ทำไมจึงเป็นเช่นนั้นได้ ทั้งพ่อเขาก็เห็นประหลาด แม่โตแกนึกตามพระดำรัส ที่ว่าเลือดมันสืบเนื่องถึงกัน จะเป็นได้แต่อย่างเดียวเท่านั้น
๑๔) เห็นรูปเจ้าโคโนเย นายกรัฐมนตรีญี่ปุ่น เขาลงในหนังสือพิมพ์ ไว้ “หนวดจุ๋ม” เต็มที่ คำว่า “หนวดจุ๋ม” นี่จำเขามาแต่หนังสือพิมพ์ พวกแขกเขาพูดถึงแขกอะไรคนหนึ่งซึ่งเกิดถ้อยร้อยความในเรื่องกล่าวโทษสุเหร่าแขกไว้ว่า “หนวดจุ๋ม” ไม่ต้องพูดมาก อาจเข้าพระทัยได้แล้ว
ข่าว
๑๕) เมื่อวันจันทร์เดือนนี้วันที่ ๒๐ ได้รับลายพระหัตถ์เวร ฉบับลงวันที่ ๑๖ ตุลาคม มีปะปิดสองด้าน ไม่โกรธที่ถูกปะปิดมิได้ แต่ชอบสังเกตเท่านั้น จะกราบทูลตอบคราวหน้าเพราะคราวนี้ไม่ทัน.
ควรมิควรแล้วแต่จะโปรด
สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ เจ้าฟ้ากรมหลวงนริศรานุวัดติวงศ์
วันที่ ๒๗ ตุลาคม พ.ศ. ๒๔๘๔ ดร
บ้านซินนามอน ปีนัง
วันที่ ๒๗ ตุลาคม พ.ศ. ๒๔๘๔
ทูล สมเด็จกรมพระนริศ ฯ
หม่อมฉันได้รับลายพระหัตถ์เวรฉบับลงวันที่ ๒๑ ตุลาคม ตามเคย ซองก็ตัดข้างเดียวปิดตั๋วแดงตามเคย แปลกแต่ที่มีตรายางประทับหลังซองเพิ่มขึ้นอีกดวง ๑ เป็นรูปสี่เหลี่ยมรีมีตัวอักษรโรมันเป็นภาษาอังกฤษอยู่ในเส้นขอบว่า THAILAND IMPLORES FOR WORLD PEACE.
สนองลายพระหัตถ์
๑) ถ้าจะทำตำราศัพท์ต่างๆ จัดเป็นพวกเช่นราชาศัพท์ยังมีอีกพวก ๑ นอกจากที่ทรงกะมา จะเรียกว่า– “หิริศัพท์” ก็เห็นจะได้ คือศัพท์ที่คิดเปลี่ยนคำน่าเกลียดเป็นคำสุภาพเช่นคำผวน (แต่เวลานี้หม่อมฉันกำลังเขลา คิดหาคำตัวอย่างไม่เห็น นึกได้แต่ว่าพระยาศรีสุนทรโวหาร (น้อย) ไม่กล้าเปลี่ยนคำมโหรี เพราะชอบใช้กันแพร่หลายเสียมากแล้ว) กับเปลี่ยนคำอีกจำพวก ๑ ซึ่งทำให้ใจนึกถึงของหยาบ เช่นเปลี่ยน ๒ บาทเป็นกึ่งตำลึง เปลี่ยนปลาช่อนเป็นปลาแห้งสด เปลี่ยนปลาสลิดเป็นปลาใบไม้ เปลี่ยนผักกะเฉดเป็นผักทอดยอดเป็นต้น
๒) ลักษณะชื่อคนนั้นดูชอบกล ถึงจะเป็นมนุษย์ต่างชาติต่างภาษากัน การที่ใช้ชื่อมีมูลอย่างเดียวกันทั้งนั้น คือเบื้องต้นตั้งชื่อสำหรับเรียกให้รู้ว่าต่างคนกันในครัวเรือน ทำอย่างเดียวกันหลายครัวเรือนก็เกิดมีคนชื่อเดียวกันหลายคนในตำบลอันเดียวกัน จึงต้องมีคำเพิ่มขึ้นสำหรับเรียกให้รู้ว่าต่างคนกัน มูลเหมือนกันมาเพียงนี้ เริ่มมีวิธีต่าง
กันแต่ใช้คำเพิ่มเข้ากับชื่อสังเกตดูใช้โคตร (นามสกุล) ก็มี ใช้ชื่อถิ่นที่อยู่ก็มี เอาชื่อมารดามาใช้ เช่น พระสาริบุตรและพระโมคลีบุตรก็มี เรียกตามอาชีพเช่นสกุลอังกฤษเรียกว่า Smith และ Carpenter. ก็มี ใช้คำสามัญคุณศัพท์เช่นว่า ดำ, ขาว, ใหญ่, เล็กก็มี พิเคราะห์ดูจะอยู่ที่คนเรียกเป็นผู้เลือกว่าจะเรียกอย่างไร
๓) พระราชพิธีเดือน ๑๒ ที่เรียกในกฎมนเทียรบาลว่า “ลดชุดลอยโคมลงน้ำ” นั้น ที่จริงเป็น ๓ พิธีแน่ พิธีลดชุดดูเหมือนจะตรงกับที่ในอินเดียว่า “ทีปวลี” ชาวอินเดียเขายังทำกันที่เมืองปีนังในเดือน ๑๒ พิธีลอยโคมนั้นตรงกับลอยกระทงใหญ่ กระทงเล็กมาแต่จีน พิธีส่งน้ำในหนังสือกฎหมายผู้เขียนลืมขีดไส้ตัว “ส” เท่านั้น จึงกลายเป็นลงน้ำ เพราะความซ้ำกับคำ “ลอย” มิใช่เป็นคุณศัพท์ของลอยโคม ลักษณะพิธีที่พรรณนาในกฎมนเทียรบาลว่า เสด็จทรงเรือและทรงสร้าวลงมาตามน้ำก็เป็นการมาส่งน้ำ เห็นไม่มีที่สงสัย
๔) กำแพงวังหลังที่ท่านได้ทอดพระเนตรเห็นนั้น เป็นกำแพงวังหลังจริงจริ๊ง มิใช่กำแพงวังกรมเทวาฯ เพราะเมื่อตั้งโรงพยาบาลศิริราช รื้อกำแพงวังหลังลงเพียงตอนที่ต้องการ ที่ยังเหลือกำแพงวังหลังตอนข้างเหนืออยู่มาอีกนาน จึงได้รื้อเมื่อโปรดให้สร้างคุ้มพระราชทานพระเจ้าเชียงใหม่ วังกรมเทวาฯ อยู่ใต้ลงมามาก
จะเลยทูลเรื่องตำนานวังหลังตามที่หม่อมฉันสืบรู้เมื่อจะแต่งหนังสือเรื่อง “ตำนานวังเก่า” ประกอบกับความคิดเห็นขึ้นเมื่อร่างจดหมายนี้ เมื่อตั้งกรุงรัตนโกสินทร์ กรมพระราชวังหลังได้เป็นเจ้าฟ้ากรมหลวงอนุรักษ์เทเวศรก่อน แต่แรกคงสร้างวังขึ้นที่พระนิเวศน์เดิมของท่าน ณ ตำบลสวนลิ้นจี่ วังแรกนั้นคงเป็นอย่างวังเจ้าต่างกรม
ทำนองเดียวกับวังท่าพระ เสด็จอยู่วังนั้นมาราว ๔ ปี เวลานั้นกำแพงเมืองธนบุรีทางฝั่งตะวันตกก็ยังอยู่ ต่อเลื่อนพระยศขึ้นเป็นกรมพระราชวังบวรสถานพิมุข จึงสร้างวังหลัง เวลานั้นรื้อกำแพงเมืองธนฯ ทางฝั่งตะวันตกหมดแล้ว วังหลังที่สร้างขึ้นใหม่จึงเป็นทั้งที่ประทับของกรมพระราชวังบวรสถานพิมุขและเป็นป้อมรักษาพระนครฝ่ายฝั่งตะวันตกทางข้างเหนือ คู่กันกับพระราชวังเดิมเป็นป้อมรักษาทางข้างใต้ จึงขยายที่
ทำแนวปราการวังหลังต่อลงมาทางข้างใต้จนถึงที่ฉางเกลือ เมื่อสร้างวังหลังขึ้นแล้วกรมพระราชวังหลังสร้างพระมนเทียรอยู่ในบริเวณวังเดิม ที่วังซึ่งขยายต่อลงมาข้างใต้โปรดให้พระองค์เจ้าชายลูกเธอที่เป็นผู้ใหญ่สร้างตำหนักเป็น ๓ แปลง กรมหมื่นนเรศโยธีอยู่แปลงเหนือ กรมหลวงเสนีบริรักษ์อยู่แปลงกลาง กรมหมื่นนราเทเวศรอยู่แปลงใต้ (ตรงที่สร้างโรงพยาบาลศิริราช) อยู่ในกำแพงวังหลังด้วยกันทั้งนั้น เดิมคงเป็นอย่างว่ามานี้ ผู้รู้เรื่องประวัติวังหลัง คือสมเด็จพระพุทธโฆษาจารย์
(ม.ร.ว. เจริญ อิศรางกูร) เป็นต้น จึงเล่าว่าเมื่อกรมพระราชวังหลังเสด็จทิวงคตแล้ว ปันที่วังหลังเป็น ๔ วัง วังตอนที่สร้างพระมนเทียรสถานเจ้าข้างใน (ทองอยู่) พระอัครชายาปกครองอยู่ด้วยกัน กับพระโอรสธิดาที่ยังมิได้ออกวัง ที่ข้างใต้ลงมา ๓ แปลงก็เป็นวังของเจ้านาย ๓ กรมตามที่ได้ครองอยู่แล้ว เพราะฉะนั้นจึงมิได้โปรดให้เจ้านายพระองค์อื่นไปอยู่วังหลัง เหมือนเช่นพระราชวังเดิมและวังเจ้านายต่างกรมแห่งอื่น แต่พระวงศ์ของกรมพระราชวังหลังที่ได้ครอบครองวังทั้ง ๔ แห่งนั้น
สิ้นพระชนม์ในรัชกาลที่ ๒ หมดทุกพระองค์ พึงสันนิษฐานประกอบว่าพระมนเทียรสถานและตำหนักในวังหลังล้วนสร้างด้วยเครื่องไม้ก็หักพังทรุดโทรมไปตามอายุด้วย ไม่มีเจ้านายต่างกรมพระองค์ใดปรารถนาหรือหม่อมเจ้าเชื้อสายในกรมพระราชวังหลังองค์ใดสามารถจะครองวังทั้ง ๔ นั้นได้ วังหลังก็ร้างมาแต่ในรัชกาลที่ ๓ ด้วยประการฉะนี้ มีแต่บุคคลภายนอกพวกไม่มีบ้านเรือนเข้าไปปลูกทับกระท่อมอาศัยด้วยไม่มีผู้ใดห้ามปราม
ที่วังกรมหมื่นเทวานุรักษ์นั้นเป็นที่ต่างตำบลกับวังหลัง และมีเรื่องประวัติต่างหาก หม่อมฉันก็เพิ่งรู้เรื่องประวัติเมื่อสืบเรื่องแต่งหนังสือตำนานวังเก่า ที่ตรงนั้นเดิมเรียกว่าตำบลสวนมังคุด เป็นที่สมเด็จเจ้าฟ้ากรมพระเทพสุดาวดี ตั้งพระนิเวศอยู่เมื่อครั้ง
กรุงธนบุรี เมื่อตั้งกรุงรัตนโกสินทร์ สมเด็จกรมพระเทพสุดาวดีเสด็จเข้าไปอยู่ในพระบรมมหาราชวัง จึงประทานพระนิเวศเดิมแก่เจ้าฟ้ากรมหลวงนรินทร์รณเรศพระโอรสพระองค์น้อย เสด็จอยู่มาจนตลอดพระชนมายุแล้วหม่อมเจ้าในกรมครองต่อมา เดิมเจ้าฟ้ากรมหลวงพิทักษมนตรีกับเจ้าฟ้ากรมขุนอิศรานุรักษ์อยู่วังที่เหนือท่าเตียน
ต่อกับโรงวิเสท ถึงรัชกาลที่ ๒ ไฟไหม้วังเจ้าฟ้ากรมหลวงพิทักษมนตรี จึงโปรดให้เสด็จไปอยู่พระราชวังเดิม เจ้าฟ้ากรมขุนอิศรานุรักษ์ยังอยู่ที่วังเก่ามาจนในรัชกาลที่ ๓ ไม่พอพระทัยจะอยู่ใกล้พระราชวัง ทรงทราบว่าวังเจ้าฟ้ากรมหลวงนรินทร์รณเรศจวนจะร้าง ด้วยหม่อมเจ้าในกรมรักษาไม่ไหว จึงรับซื้อที่วังสวนมังคุดจากหม่อมเจ้าในกรมหลวงนรินทร์รณเรศ แล้วเสด็จข้ามฟากไปอยู่ที่นั่นจนตลอดพระชนมายุ กรมหมื่นเทวานุรักษ์กับหม่อมเจ้าในกรมจึงได้อยู่วังนั้นต่อมา
๕) เมื่อเร็วๆ นี้ชายใหม่เธอเขียนจดหมายถึงเจ้าหญิงบ่นว่าเดี๋ยวนี้เธอเบื่อฟังวิทยุเสียแล้ว เบื่อด้วยอย่างไรตรัสถามเธอดูเถิด แต่หม่อมฉันได้ยินก็กลั้นหัวเราะไม่ได้ เพราะตัวหม่อมฉันเบื่อวิทยุก่อนเธอมาช้านาน และได้เคยบอกแก่เธอเมื่อออกมาปีนังว่า ชอบฟังวิทยุจงระวัง มันอาจจะเสียเส้น มันก็เป็นจริงๆ ทั้งเธอยังหนุ่มแน่นจึงเห็นขัน ในลายพระหัตถ์ฉบับนี้ท่านตรัสบ่นมาถึงความลำบากที่จะรู้เรื่องอะไรด้วยอ่าน
หนังสือพิมพ์ข่าวภาษาไทย อย่างเดียวกับหม่อมฉันเคยทูลปรับทุกข์ไปแต่ก่อนก็นึกขัน แต่มิใช่จะยิ้มเยาะ เพราะเห็นอกว่าท่านอ่านหนังสือข่าวภาษาอังกฤษเข้าใจยากกว่าหม่อมฉัน (ลองงดราชาศัพท์ดู) แต่หนังสือพิมพ์ฝรั่งเดี๋ยวนี้มันก็เลวเต็มทีเหมือนกัน จะหาความจริงยากเกือบเหมือนฟื้นฝอยหาตะเข็บอยู่แล้ว เพราะการสงครามนำให้ผันแปรไปในทางอกุศลต่างๆ อ่านหนังสือพิมพ์ฝรั่งยังดีกว่าหนังสือพิมพ์ภาษาไทยเพียงไม่กลุ้มใจด้วยต้องเที่ยวหาข่าวเท่านั้น
จะทูลถึงกระบวนหม่อมฉันอ่านหนังสือต่อไป อิริยาบถของหม่อมฉันนั้นตอนเช้าอ่านหนังสือข่าวแล้ว เขียนหนังสือกับค้นสอบหนังสือซึ่งจะเอามาประกอบกับการเขียน ตอนบ่ายอ่านหนังสือพิมพ์ข่าวอีกพักหนึ่ง ตอนค่ำตั้งแต่กินอาหารเย็นแล้วอ่านหนังสือไปจนเวลาเข้านอน หนังสือซึ่งอ่านโดยปกตินั้น ตอนหัวค่ำอ่านหนังสือเรียนหาความรู้เพิ่มเติมเป็นหนังสือไทยบ้าง หนังสือฝรั่งบ้าง เดี๋ยวนี้กำลังอ่านหนังสือวินัย
มุขของสมเด็จพระมหาสมณะ วินิจฉัยของท่านอยู่ข้างดีมาก จะเขียนบางเรื่องทูลบรรเลง ตอนดึกอ่านหนังสือประโลมโลก Novel อันเป็นแต่ทำให้เพลิดเพลินหย่อนใจพอสิ้นกังวลแล้วก็เข้านอน เป็นดังนี้เสมอทุกวันเป็นนิจ ที่เมืองปีนังนี้เขามีหอสมุดดีมาก เสียค่าธรรมเนียมปีละ ๖ เหรียญเพียงเท่าราคาซื้อสมุดใหม่เล่ม ๑ ก็หาหนังสือดีๆ อ่านได้ตลอดปี
๖) เรื่องไล่ภาษาไทยนั้น หม่อมฉันถือว่าเป็นอาจินตัยมาเสียนานแล้วเดิมมีเปรียญ ๖ ประโยคศิษย์สมเด็จพระวันรัตน (เฮง) คน ๑ สึกมาขอทำงานในหอพระสมุดฯ หม่อมฉันได้อบรมมาจนสามารถแต่งหนังสือเรื่อง “ปัญหาพระยามิลินท์” พิมพ์แจกในงานพระเมรุถึง ๓ เล่ม ใครอ่านก็ชมว่าแต่งดี แต่เมื่อหม่อมฉันออกมาอยู่ปีนังแล้ว ได้ยินว่าเปรียญคนนั้นเข้าสอบความรู้กับข้าราชการด้วยกัน–ไปตกภาษาไทย หม่อมฉันก็มิรู้จะว่าอย่างไรจึงเลยเป็นอาจินตัยต่อมา
แต่เมื่อคิดดูตามที่สังเกตหนังสือแต่งใหม่ๆ เห็นมีคำแปลกๆเกิดขึ้นมาก ถ้าเอาแต่คำเหล่านั้นเป็นหลักสูตรสอบความรู้ ถึงพระองค์ท่านหรือหม่อมฉันเข้าสอบก็เห็นจะตก แต่การสอนและสอบภาษาไทยเดี๋ยวนี้จะเป็นอย่างไรก็ไม่รู้ จึงตกอยู่ในเป็นอาจินตัยอีกอย่าง ๑
๗) ลักษณะที่ใช้คำ “ไทย” ในที่ต่างๆ ดูอาจจะหมายให้ผิดกันได้ดังทรงพระดำริ เช่นชื่อ “บริษัทกระเบื้องและกระดาษไทย” ที่ทรงยกเป็นตัวอย่างประทานมา พิเคราะห์ความตามที่เขียนต้องเข้าใจว่า บริษัทนั้นทำกระเบื้องและกระดาษอย่างไทย แต่ถ้าเขียนว่า–บริษัทไทยทำกระเบื้องและกระดาษ ก็หมายความว่าไทยเข้ากันเป็นบริษัททำกระเบื้องและกระดาษ จะเป็นกระเบื้องและกระดาษอย่างไทยหรืออย่างฝรั่ง อย่างจีนก็ได้ทั้งนั้น
คำว่า “ไทย” กับ “สยาม” ที่จริงความหมายต่างกัน ไทยเป็นชื่อมนุษย์จำพวก ๑ สยามเป็นชื่อแผ่นดินประเทศ ๑ หม่อมฉันแต่งหนังสือก็ชอบเรียกว่า “ไทย” และ “เมืองไทย” มาช้านาน แต่บางทีขัดข้องจะใช้คำ “ไทย” แทน “สยาม” ไม่ได้ก็มี
ข่าวปีนัง
๘) เมื่อวันที่ ๒๓ เวลาเช้าพร้อมกันทำบุญทักษิณานุประทาน อุทิศถวายสนองพระเดชพระคุณสมเด็จพระพุทธเจ้าหลวงที่ตำหนักพระองค์หญิงประเวศฯ เดี๋ยวนี้ เธอย้ายมาประทับตำหนักริมถนนกาเลไว ใกล้กับบ้านหม่อมฉันเดินไปมาถึงกันได้ไม่ต้องใช้รถ มีเลี้ยงพระสวดมนต์และสดับปกรณ์พระบรมอัฐิ เวลาบ่ายพร้อมกันมาถวายบังคมพระบรมรูปทรงม้าที่บ้านหม่อมฉัน เหมือนเคยทำมาแต่ก่อน ขอถวายพระกุศลให้ท่านทรงอนุโมทนา
๙) มรรคทายกเขามาบอกบุญว่าจะทอดกฐินที่วัดปุโลติกุส วันที่ ๒๘ เขาเลยเล่าให้ฟังว่าพวกทายกทอดกฐินที่วัดศรีสว่างอารมณ์เมื่อวันที่ ๒๖ พระทองสุกเธอไม่ได้บอกให้หม่อมฉันรู้ จึงไม่ได้ไปช่วย วัดนั้นมีพระทองสุกเป็นธรรมยุติอยู่องค์เดียวทำกฐินอย่างไรกัน เขาบอกว่านิมนต์พระมหานิกายวัดอื่นมาสมทบอีก ๔ องค์ ก็เป็นรับกฐินอย่างสมเด็จพระพุทธโฆษาจารย์ (ศรี) รับพระกฐินหลวงที่วัดสัมพันธวงศ์ หม่อมฉันก็นึกชมว่าเธอมีสติปัญญา เพราะทำเช่นนั้นดีกว่าถือนิกายไม่ยอมรับกฐินให้ทายกเขาเสียศรัทธาเปล่าๆ
ควรมิควรแล้วแต่จะโปรด
สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมพระยาดำรงราชานุภาพ
วันที่ ๒๘ ตุลาคม พ.ศ. ๒๔๘๔ น
ตำหนักปลายเนิน คลองเตย
วันที่ ๒๘ ตุลาคม ๒๔๘๔
กราบทูล สมเด็จกรมพระยาดำรงฯ ทราบฝ่าพระบาท
จะกราบทูลสนองความ ในลายพระหัตถ์เวรฉบับก่อนบัดนี้
สนองลายพระหัตถ์
๑) เรื่องเรียกชื่อสั้นยาว เห็นจะเป็นไปด้วยเหตุหลายทางด้วยสะดวกปากก็มี ด้วยเขลาก็มี เรียกตามผู้รู้เขาเรียกก็มี เรียกโดยทางตั้งใจจะ “ทักขปฏิสันถาร” ก็มี อ่านหนังสือแล้วหนังสือพาไปก็มี เช่นเรียก “หลวงเทวพรหมา” แต่ว่า “หลวงเท” นั้นเป็นไปในทางเขลา “เท” จะแปลได้ว่ากระไรก็ช่าง เมื่อสั้นลงได้ก็พอใจ เพราะเรียกได้
สะดวกขึ้น ส่วนพระนาม “เทววงศ์” หรือ “ดำรง” นั้นเป็นเรียกตามผู้รู้เขาตัดเรียก นึกถึงเมื่อตั้งชื่อ “ถนนพาหุรัด” ก็ได้คิดกันตกขอบ ว่าคนสามัญจะเรียกหรือไม่เรียก เหมือนอย่าง “ถนนเจริญกรุง บำรุงเมือง เฟื่องนคร” แต่ก่อนนี้ก็ไม่มีใครเรียก “ถนนเจริญกรุง” ก็เรียกกันว่า “ถนนใหม่” “ถนนบำรุงเมือง” ก็เรียกกันว่า “สองติงช้า” มาเดี๋ยวนี้จึงเรียกกันบ้าง แต่ “ถนนเฟื่องนคร” นั้นแบ่งไป มี “คอกงัว” และ “บ้านหม้อ” เข้าแกม เข้าใจว่าที่เรียก “โรงเรียนบ้านสมเด็จ” ก็เป็นอรรถะอย่างเดียวกันกับ “ถนน
พาหุรัด” ชื่อ “พระยามานวราชเสวี” ที่ตัดเรียกแต่ว่า “พระยามาน” นั้น เห็นว่าเทียบเอาคำ “พญามาร” อันเคยเรียกกันมาชินปากนั่นเอง จัดว่าเป็นทาง “ทักขปฏิสันถาร” ส่วนที่เรียกยาวเช่น “อุนากรรณ กะหมังกุหนิง” และ “สุวรรณกันยุมา” นั่นเป็นหนังสือพาไป ให้เห็นขันที่ได้อ่านหนังสือพิมพ์พบ คำดีๆ ที่ทนายความคนหนึ่งจัดไว้เป็นนามสกุลว่า “ศรีพรหมา” มีทนายความคนหนึ่งซึ่งจัดว่าริษยาอ่านแยกไปเสียเป็นคำชั่วว่า “ศรี-พร หมา” ก็เป็นได้
อันชื่อ “สาสนดิลก” และ “สาสนโสภณ” ซึ่งตรัสเล่านั้น สังเกตได้ว่าชั้นนั้นก็เป็นทรงพระราชดำริเล่น เทียบเอาคำมคธมาให้โดนกับชื่อทางไทย ต่อมาถึงพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวพระองค์อื่น โปรดให้เอาชื่อ “สาสนโสภณ” เข้าตำแหน่ง ก็กลายเป็นชื่อตำแหน่งไป ตำแหน่ง “สาสนดิลก” เดี๋ยวนี้ก็มี
คำว่า “คุณ” นึกก็เห็นว่าใช้มากจริงอย่างพระดำรัส มีคนมาพูดว่า “คุณหลวงคุณพระ” นั้นพูดได้ แต่ “คุณขุน” พูดไม่ได้ ฟังเคอะพิลึก ต้องเป็น “ท่านขุน” เกล้ากระหม่อมก็เห็นขัน ด้วยคำที่ว่านั้นยังไม่เคยสังเกต
อันคำ “คุณ” กับ “ท่าน” เกล้ากระหม่อมก็เคยหลงคิดว่าใครจะใหญ่กว่ากัน แต่ความจริงเป็นคนละอย่างทีเดียว “คุณ” นับว่าเป็นคำนำชื่อได้ มาแต่ “เจ้าบุญนายคุณ” แต่ถึงพระยาลางคนหรือเจ้าพระยาต้องหนุนกี๋ให้สูงขึ้นไปอีกชั้นหนึ่งเป็น “เจ้าคุณ” ส่วน “ท่าน” นั้นเป็นคำแทนชื่อ เช่นเดียวกับ “เธอ” แล้วกลายเป็นคำนำชื่อไป นั่นรับผิดชอบด้วยไม่ได้
เมื่อนึกถึงคำเหล่านี้ก็นึกได้คำ “หล่อน” ขึ้นอีกคำหนึ่ง ทรงพระดำริว่ามาแต่ “อ่อน” นั้นถูกแล้ว มาคิดเห็นต่อไปแต่ว่าต้องเป็นคำที่ผู้ใหญ่เรียกเด็ก เด็กจะเรียกผู้ใหญ่ว่า “หล่อน” หาได้ไม่ แต่คำนั้นเดี๋ยวนี้ก็ไม่มีใช้แล้ว
๒) ในการที่เอาคำฝรั่งมาผูกเป็นภาษามคธ เช่น “อาลยิบรา” เป็น “พีชคณิต” นั้น เกล้ากระหม่อมเคยร้องคอแตกคอแตนกับเพื่อนมาแล้วว่าต้องแปลสองหน ชอบอย่างเอาชื่อฝรั่งเป็นไทย เช่น “ไมโกรโฟน” เป็น “หีบเสียง” เป็นต้น
๓) “บางหลวงอ้ายเอียง” ตามที่ทรงพระวินิจฉัยว่าคำ “บาง” เป็นคลองตันนั้นถูกแล้ว แต่ไม่มีอะไรแน่ เช่น “คลองบางกอกน้อย” “คลองบางหลวง” หรือ “คลองบางกอกใหญ่” นั่นเป็นแม่น้ำแท้ๆ ยังกลายเป็นบางไปได้ ความเปลี่ยนกลายเห็นจะประกอบด้วยเวลา แม่น้ำในกรุงเก่านั้นแปลกมาก ลางแห่งเข้าไปก็สำคัญว่าคลอง แต่เมื่อเข้าไปลึกกลับเห็นเป็นแม่น้ำเก่าไป ถ้าพระยาโบราณได้เขียนเรื่องไว้ก็จะรู้ได้ดี
คลองบ้านกุ่มและคลองกระทุ่มราย เกล้ากระหม่อมก็เคยไปทั้งนั้น ที่คลองกระทุ่มรายได้ลองให้ฝีพายเอาถ่อหยั่งลง สุดถ่อก็ยังไม่ถึงดินก้นคลอง แต่ที่หน้าวัดชัยโยเห็นคนเขาลุยน้ำข้ามไป แต่ฝั่งถึงฝั่งก็ไม่เห็นน้ำท่วมหัว เขาว่าเรือสินค้าใหญ่ๆ ถ้าจะไปก็ต้องขุดทราย ความเปลี่ยนแปลงของแม่น้ำ เมื่อเปลี่ยนเวลาไปก็อาจเปลี่ยนไปได้มาก
เที่ยวกรุงเก่านั้นอยู่ข้างสนุก การไปเที่ยวอาจไปได้หลายอย่าง แต่อย่างที่จะกราบทูลนี้ควรเรียกว่า “เที่ยวอย่างต้องแต้ง” คือจับเอาเด็กที่บ้านซึ่งมันอยากเที่ยวลงแจวเรือ เกล้ากระหม่อมเป็นกัปตัน แต่ทั้งลูกเรือและกัปตันต่างก็ไม่รู้ตำบลหนแห่ง
อะไรในกรุงเก่าด้วยกันทั้งนั้น กัปตันเป็นรู้มากกว่าคน แต่ที่เคยไปมาแล้วก็ไม่ไป ไปที่ยังไม่เคยไปอาศัยแต่แผนที่ เหตุอย่างนั้นก็ได้ผลดีบ้างร้ายบ้าง ที่ได้ผลดีก็อย่างเช่นที่กราบทูล ว่าเห็นข้างนอกเป็นคลองข้างในเป็นแม่น้ำ ที่ได้ผลร้ายก็คือตั้งใจจะไปเข้าคลองลัด แต่ครั้นไปถึงสิปากคลองอยู่สูงกว่าหัวขึ้นไปเป็นไหนๆ
๔) เรื่องปาฏิหาริย์นั้นเกล้ากระหม่อมเคยร้องแรกแหกกระแชงอยู่กับเพื่อนๆ เสมอ ว่าพระเจ้าแล้วจำจะต้องเป็นผี ถ้าไม่เช่นนั้นแล้วปาฏิหาริย์ก็เข้ายาก พระเจ้าของเรานั้น “ผิดมนุษย์ม้วย” ที่เป็นคน ลูกชายเจริญใจเคยเล่านิทานให้ฟังว่าเมื่อครั้งเรียนอยู่ที่โรงเรียนเมืองนอก มีเพื่อนนักเรียนคนหนึ่งมันไป “สเตอดี” หนังสือทางพระพุทธ
ศาสนา แล้วก็แข็งข้อจะมาทะเลาะกับชายเจริญใจ ทีแรกมันมาตั้งคำถามว่าพระเจ้าของเจ้านั้นเป็น God หรือเป็นคน ชายเจริญใจก็ตอบมันว่าเป็นคนเลยไม่ได้เถียงกัน เคยอ่านหนังสือฝรั่ง เป็นคนสมัยใหม่ชักคนสมัยเก่าในเรื่องปาฏิหาริย์ต่างๆ ทางศาสนา ดูเป็นชักพยานในศาล อ่านเวียนหัวเต็มทีเห็นเป็นตอบยาก
๕) คำจารึกที่ผนังหน้าโบสถ์วัดสังกะจายข้างใน เป็นไปในทางที่เชื่อเอาสังข์แตกเป็นเหตุ จึงไม่เห็นพ้องด้วยเพราะไม่เชื่อไปด้วย ที่จารึกนั้นแต่งเป็นโคลงจำได้อยู่ ๕ คำ จะเป็นบาท ๒ หรือบาท ๓ อะไรก็ไม่แน่ว่า “สังข์พระสี่กรทรง”
จะยกเอาพระดำรัสในเบื้องหลังมาต่อไว้ในที่นี้ด้วย เพราะเป็นเรื่องเดียวกัน ที่ชื่อว่า “พระสังกะจาย” นั้นออกจะไม่เป็นภาษา ควรจะเขียนอย่างไรก็ไม่ทราบ ที่เขาเขียน “สังข” และ “กระจาย” ดูก็เป็นเลือกแล้ว ถ้าจะเขียน “สังฆ” และ “กัจจายน” ก็ออกจะไม่ได้ความ
ในการทำรูปเป็นท้องพลุ้ยนั้นก็ชอบกล ตามพระดำริที่ว่าพระศรีอารย์ข้างจีนก็ท้องพลุ้ยนั้นก็อย่างหนึ่ง กับรูปพระท้องพลุ้ยนั้นเก่ากับใหม่ก็ไม่เหมือนกันอีกด้วย คงจะทรงจำได้ว่าที่นครศรีธรรมราชไม่ใช่แต่ท้องพลุ้ยเปล่าๆ ยังทำให้เอนไปข้างหลังเสียอีกด้วย จนชาวบ้านเอาฟืนเข้าค้ำกันว่าแก้เมื่อย จะเป็นทำไว้เอนมาแต่เดิมหรือเอนทีหลังก็ไม่ได้ตรวจ ในการที่ว่าทำให้ท้องพลุ้ยเพราะรูปไปเหมือนกับพระพุทธเจ้าเข้านั้น ชาวบ้านว่ากันว่าพระสังกะจายหรือพระภควัม จนเกล้ากระหม่อมเข้าใจว่าเป็นองค์
เดียวกัน แต่สมเด็จพระวันรัตน์ (เฮง) ท่านบอกว่าคนละองค์ กัจจายนองค์หนึ่ง และ ควัมปติองค์หนึ่ง เมื่อมาดูพจนานุกรมภาษาสังสกฤตเข้า เขาก็บอกว่า “ภควัม” ก็คือพระพุทธเจ้า แล้วมาคิดได้ว่าคำเดียวกับ “ภควันต” ในภาษามคธนั้นเอง พระปิดตาในพวกเครื่องรางเขาเรียกกันว่า “พระภควัม” ก็มี นั่นก็ได้นึกสงสัยว่าทำไมท้องไม่พลุ้ย ที่จริงก็แปลว่าชาวบ้านเข้าใจผิดไปตามสมัยเท่านั้นเอง แล้วเราก็พลอยเข้าใจผิดไปด้วย
ทีนี้จะกล่าวถึงพระอรหันต์ ๘ ทิศ ที่จะมาจัดกันขึ้นในเมืองเรานี่เอง เข้าใจว่าทูลกระหม่อมของเรามีพระหัตถ์อยู่ในนั้นด้วย เพราะมีกลางขึ้นอีกโดยคาถาว่า “พุทโธ จ มชฺฌิโม เสฏฺโฐ” มีอะไรหลายอย่างที่ของเก่าไม่เป็นคาถาก็ทรงแต่งให้เป็นคาถาขึ้น เช่นอาวุธ ๔ ที่ลงในแผ่นผ้ารูปท้าวเวสสวัณซึ่งแขวนเปลเด็ก มีต้นว่า “สกฺกสฺส วชิราวุธํ” ก็ทรงแก้เป็น “สกฺกินทรญโญ วชิราวุธจ” ส่วนพวกท่านขรัวคร่ำนั้นท่านไม่
เอื้อ จะเป็นภาษาหรือไม่ก็ช่าง เช่นอิติปิโส ๘ ทิศเป็นต้น แต่ผู้ที่เป็นวิญญูชนนั้นท่านระวัง เหมือนหนึ่งเจ้าพระยาเทเวศร์์ท่านให้เกล้ากระหม่อมเขียนรูปพระภูมิ แล้วเอาไปให้ท่านเจ้าอยู่วัดสระเกศลงอักขระ ครั้นเกล้ากระหม่อมไปเห็นเจว็ดพระภูมิมาอยู่บนศาลก็อยากรู้ว่าท่านลงว่ากระไร ดูหลังเจว็ดก็เห็นลงว่า “ภุมฺมา จายนฺตุ เทวา” เป็นว่าเชิญพระภูมิเทวดาให้มาสิง เกล้ากระหม่อมก็พอใจ
อันพระกัจจายนเถระนั้นท่านเป็นอรหันตสาวก ธรรมของพระพุทธเจ้าแต่ก่อนก็ใช้จำ เป็นการแสดงว่ามีไม่มากนัก เดี๋ยวนี้มามีหนังสือขึ้นมากจนมีคนโดยมากอ่านไม่หมด แปลว่าใครแต่งได้แต่งเอา จะให้พระกัจจายนซึ่งท่านเป็นอรหันตสาวกท่านควรแต่จะจำให้มาแต่งหนังสือมูลกัจจายน์นั้น เป็นเข้าใจผิดอย่างหกคะเมน ที่แท้ก็เป็นแต่ชื่อพ้องกัน อย่าง “มีมาสาสี” ฉะนั้น
เห็นจะต้องทรงพระวินิจฉัยอีกอย่างหนึ่ง คำ “อรหันต” นั้นเป็นพระนามพระพุทธเจ้า “อรหันตสาวก” ก็หมายความว่าลูกศิษย์ของท่าน แต่เหตุไฉนชื่อนั้นจึงกลายเป็นผีชนิดหนึ่งไป ตามเสียงชาวบ้านว่าเอากระด้งทำปีก เอาสากทำหางล้วนแล้วไปด้วยเครื่องตำข้าวเสียด้วย แต่รูปที่ทำไว้ไม่เหมือนกับคำชาวบ้าน เป็นรูปครึ่งนกครึ่งคนอย่างเดียวกับกินนร กินนรนั้นก็ชอบกล ทางสังสกฤตไม่ว่าเป็นรูปครึ่งนกครึ่งคนว่าหน้าเป็นม้าตัวเป็นคน ไปทางยักษ์อักขมูขี คือ “อัศวมุขี” มีนางแก้วหน้าม้าเป็น
ตัวอย่าง แต่ทางสังสกฤตก็ว่าเป็นบริวารของท้าวเวสสวัณ ไม่ได้ว่าเป็นยักษ์ทั่วไป อันว่ายักษ์นั้นมีร่างกายใหญ่ แต่ว่าผอมเพราะอดอยาก เป็นด้วยเหตุนั้นเองจึงมีเรื่องเล่าว่ายักษ์กินคน แต่ยักษ์หน้าไม่ได้เป็นม้า บริวารทศกรรฐ์นั้นว่าเป็นพวกปีศาจ มีร่างกายพิลึกไปต่างๆ เช่นหลายแขนและหน้าไปอยู่ในที่อันไม่ควรอยู่เป็นต้น แปลว่าพูดให้รูปร่างมัน “ผิดมนุษย์ม้วย” เท่านั้น ในเรื่องเพชรมงกุฎกล่าวไว้เป็นว่าปีศาจนั้นมีแสงเรืองเหมือนกะสือและกินผีด้วย
๖) ความศักดิ์สิทธิ์ของหมอซึ่งไปช่วยเอาลูกหญิงหลุยออกนั้น ถ้าสัมฤทธิ์ผลอย่างที่ประทานพร จะเป็นการดีหรือไม่ดีก็ไม่สู้แน่ใจ เคยเห็นหมออาดัมซั่นใครจะออกลูกเขาก็มาตาม เล่นเอาหลับนอนก็ไม่มีเวลาอันจะทำได้ เพราะการออกลูกนั้นไม่มีเวลา เหตุนั้นเองทำให้แกนึกถึงหมอผู้ช่วยจึงไปเรียกเอาเข้ามา แต่ใครจะออกลูกเขามาตาม ส่งหมอผู้ช่วยไปเขาก็ว่าเขาไม่ต้องการหมอผู้ช่วย เขาต้องการหมออาดัมซั่น
เมื่อวันที่ ๔ ซึ่งล่วงมาแล้ว แม่โตกระวีกระวาดว่าจะไปทำขวัญ ๓ วันให้หลาน คือลูกหญิงหลุย นึกถึงคำนั้นก็เห็นว่าถูก เป็นหลานจริงๆ ไม่ใช่เป็นแต่โดยตำแหน่ง คำ “แม่ซื้อแม่สื่อ” ตามที่ทรงพระดำรินั้น ถึงจะเป็นการลองทรงคาดคะเนก็เห็นว่าถูกควรจะ
ตราไว้ ตัว ซ เปลี่ยนเป็นตัว ส มีถมไป เช่นทางเมืองอุบลเขาเขียน “พระเซื่อเมือง” เขาอธิบายว่าคือ “เชื้อเมือง” ตามที่เขาว่านี้ก็เป็นรอยเดียวกับที่เรียกช้างว่าซ่างแล้วเราก็มาเขียนเปลี่ยนตัวไปเป็นว่า “พระเสื้อเมือง” เล่นเอาเข้าใจไม่ได้ จนนายโมราเห็นขันเขียนหนังสือว่า “พระเสื้อเมืองกางเกงเมือง”
๗) ดีใจที่เรื่องเสาพระที่นั่งวิหารสมเด็จ กราบทูลไปเข้าด้วยพระประสงค์อันไม่ได้ตรัสบอกให้ทราบเลย จะกราบทูลให้จะแจ้งออกไปอีกว่า เสานั้นขุดพบแต่เสาเดียว อยู่ที่มุมเดินได้รอบทำให้นึกว่าจะต้องมีสี่เสาสี่มุม
๘) คำ “กาวจี๋” และคำ “แอ่ว” ไม่มีอะไรจะกราบทูลวินิจฉัยอีก มีแต่ที่ตรัสถึงคำ “ดอกสร้อย” “สักรวา” และ “เพลงยาว” อันคำว่า “สักรวา” นั้นก็มีคนวินิจฉัยแล้ว จะกราบทูลวินิจฉัยแต่สองคำคือ “ดอกสร้อย” กับ “เพลงยาว” ต่อไป
คำว่า “ดอกสร้อย” คงมาแต่ขึ้นต้นเป็นชื่อดอกไม้ แล้วก็ว่าอะไรต่อไปเป็นสร้อยเช่น “ดอกจำปา สองยามแล้วหนาน้องจะลาแล้วเอย” เป็นตัวอย่าง ต่อมาไม่ต้องขึ้นต้นด้วยดอกไม้ก็ได้ เป็นดอกสร้อยเหมือนกัน ชื่อเพลงก็มี เรียกว่า “สร้อยเพลง” นั่นก็เห็นจะมาแต่บทร้อง อันเพลงปี่พาทย์นั้นไม่มีกำหนด ๓ ท่อนก็มี ๒ ท่อนก็มี ท่อน
เดียวก็มี อันเพลง ๒ ท่อนนั้นมักยกเอากลอนใดๆ มาร้อง ก็เป็นที่เรียบร้อยไปได้ ถ้าเป็นเพลง ๓ ท่อนในสองท่อนเบื้องต้นก็มักยกเอากลอนอะไรมาร้อง แต่ท่อน ๓ มักถูกร้องสร้อย คือแล้วแต่คนร้องจะเลือกเอาอะไรมาร้อง กลอนไม่กินกันและความก็ไม่กินกับที่ร้องมา ๒ ท่อนข้างต้น นั่นแหละเป็นสร้อย หรือสร้อยเพลง
คำว่า “เพลงยาว” นั้นชื่อเพลงปี่พาทย์ก็มี ทีจะหมายความว่าเป็นเพลงเรื่องยาว เข้าใจว่านั่นเองเปลี่ยนมาเป็นชื่อกลอน ใช้เฉพาะแต่กลอนเกี้ยวกัน ซึ่งผู้แต่งไม่อยากให้จบ ยืดยาวไปจึงเรียกว่าเพลงยาว
๙) การเข้าไปฉันในวันตักบาตรน้ำผึ้งเกล้ากระหม่อมก็เคยรับ แต่ไม่ได้เข้าใจว่าเป็นการฉลอง ยิ่งฉลองนาคหลวงที่ไม่ใช่เจ้าในการพิธีสารทนั้นไม่รู้อีโหน่อีเหน่อะไรเอาเลยทีเดียว การฉลองนาคหลวงเห็นจะเป็นพิธีใหม่ ทำเอาอย่างชาวบ้าน แต่ก่อนเห็นจะไม่มี การบวชพระราชทานนั้นก็เป็นการได้ “บุญ” อยู่แล้ว ยังจะซ้ำฉลองอยู่ด้วย เคยรู้มา พวกทหารอาสาเขามาเกณฑ์เอาเงินค่าบวชแก่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ ๖ เห็นจะได้ทรงปวารณาไว้ แต่ละคนเห็นแพงเต็มที แต่เราไม่รู้ว่าเขาทำอะไรบ้าง คงมีการฉลองรวมอยู่ในนั้นด้วย
๑๐) ตรัสเล่าถึงน้ำท่วมที่ปีนัง ทำให้นึกถึงวัดพระเชตุพน เกล้ากระหม่อมไปจุดเทียนวรรษาที่นั่นปีหนึ่งพบน้ำท่วมชาลาวัด ขุนชำนิโยธา (สิน) พนักงานกรมโยธาเขาไปอยู่ทำการซ่อมวัดมาต้อนรับ จึงไปดุเอาเขาเข้าโดยวิสาสะ ว่าอะไรมาอยู่ที่นี่แล้วยังไม่ไขเอาน้ำที่ท่วมชาลาออกไปเสีย เขาบอกว่าระดับชาลาวัดต่ำกว่าระดับท้องท่อถนนไขไม่ออก นั่นเป็นได้ความรู้ขึ้นอย่างหนึ่ง แล้วมาเห็นน้ำท่วมชาลาวัดพระแก้วก็รู้ได้ว่าเป็นอรรถอย่างเดียวกัน แต่ต่อมาอีกวันสองวันก็เห็นแห้ง ให้นึกสงสัยว่าจะเป็น
อย่างไรจึงถามเจ้าพระยาวรพงศ์ ท่านหัวเราะบอกว่าไปยืมสูบเขามาสูบออกไป เมื่อได้ฟังคำตอบเช่นนั้นก็เข้าใจได้ว่าเจ้าพระยาวรพงศ์ท่านกว้าง สูบน้ำที่ไหนมีก็ไปยืมเอามาใช้ ขุนชำนิแกแคบ ไม่รู้จะไปยืมเอาที่ไหนมา น้ำจึงคงท่วมอยู่จนกว่าจะแห้งไปเอง แต่ที่ปีนังไม่น่าจะเป็นดังนั้นเพราะเป็นที่สูง เกล้ากระหม่อมเคยไปปีนังเมื่อครั้งกระโน้น บ้านเรือนยังไม่สู้มีมากนัก เห็นถนนที่เทลาดเขาตัดหญ้าเป็นทางน้ำเฉียงๆ ไว้ให้น้ำไหลไปลงคูข้างถนน
เสด็จมาประทับอยู่ที่ปีนังก็นานแล้วน่าจะทรงสังเกตเห็นน้ำฝนได้ เพราะปีนังก็ตั้งอยู่ในแถวเดียวกับหัวเมืองปักษ์ใต้ของเรา ทางหัวเมืองปักษ์ใต้นั้นฝนตกหนักไม่แลดูหน้าเลย มิอะไรก็อะไรมิที่ไหนก็ที่ไหน คงมีเหตุอย่างหนึ่ง แต่ที่ปีนังไม่ทรงรู้สึก เห็นจะเป็นด้วยเขาทำทางน้ำตกไว้ดีต่อมีเหตุมากจึงทรงสังเกตเห็นได้
๑๑) ข้อที่จะตรัสอธิบายถึง “วิตะมีน” ให้ได้ทราบเกล้านั้น เป็นพระเดชพระคุณล้นพ้น ยังไม่ทราบหนเหนือหนใต้อะไรเลย เห็นแต่เขาหมาย เอ บี ซี ดี ไว้ ทำให้เข้าใจว่าเป็นหลายอย่างด้วยกัน ข้อที่ติดคำ “เทคนิค” นั้นเป็นธรรมดา คนที่ไม่ได้เรียนวิชาสิ่งนั้นแล้วก็ย่อมติดกันอยู่เอง
๑๒) คำ “แถม” และ “ถอย” เขมรใช้มาก เติมว่า “บันถอย” “บันแถม” ก็มี อย่างเดียวกับ “บันจุ” คำว่า “บัน” เกล้ากระหม่อมถอดว่าทำให้ คำว่า “จุ” เขมรหมายความว่าลง เพราะฉะนั้นจึงทำให้นึกว่าคำ “ถอย” กับ “แถม” จะเป็นคำเขมรซึ่งเราจำมาใช้
เรื่องอะไรที่จะกราบทูลยังมีมาก แต่สนองลายพระหัตถ์คราวนี้ก็มากเสียแล้ว จึงจะเอาไว้กราบทูลคราวต่อไป
แก้ผิด
๑๓) เมื่อคราวก่อนกราบทูลมา ว่าได้รับลายพระหัตถ์เวรลงวันที่ ๑๖ ตุลาคม นั้นผิดไป ที่แท้เป็นวันที่ ๑๓ ตุลาคม เหตุที่ผิดก็เพราะไปเติมร่างเข้าในที่แห่งอื่น แต่หนังสืออยู่ทางหนึ่ง จำได้ว่าเช่นนั้นจึงเขียนถวายมาดังนั้น แต่ที่จริงควรรู้เพราะได้ตรัสบอกไว้ ว่าหนังสือเวรจะทรงส่งออฟฟิศไปรษณีย์ในวันอังคารเสมอ
เหตุการณ์
๑๔) ในวันที่ ๒๓ เดือนนี้ เป็นวันสวรรคตแห่งพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ ๕ มีถวายบังคมสักการะพระบรมรูปที่พระลานพระราชวังดุสิต กับถวายบังคมสักการะพระบรมอัฐิในพระบรมมหาราชวัง แต่เกล้ากระหม่อมไม่ได้ไปตามเคยเพราะป่วยเป็นไข้หวัด ที่จริงไม่เจ็บมากมาย แต่หมอห้ามไม่ให้ไป จึงให้แต่ลูกหลานไปถวายบังคมที่พระบรมรูป ทั้งได้มีการทำบุญถวายที่บ้านปลายเนินในวันที่ ๒๒ ด้วย เพื่อหลบการจอแจ ขอถวายพระกุศล
ข่าว
๑๕) สำนักพระราชวังส่งหมายมาให้ ว่าวันที่ ๔ พฤศจิกายน ประธานคณะผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์ เสด็จจะไปทรงเปลื้องเครื่องพระแก้วมรกตในกาลเข้าฤดูหนาว
๑๖) วันจันทร์เดือนนี้ วันที่ ๒๗ ได้รับลายพระหัตถ์เวรลงวันที่ ๒๐ ตุลาคม มีปะปิดแต่ทางปีนังด้านเดียว ทางกรุงเทพฯ ไม่มี แต่มีตราที่แปลกประทับบนหลังซอง มีเส้นของสี่เหลี่ยมรีมีหนังสืออยู่ในนั้นว่า “Thailand Implores for World peace” กับตรากลมๆ มีเลข ๑ (ฝรั่ง) อยู่ภายในตามเคย จะกราบทูลสนองความในลายพระหัตถ์นั้นคราวนี้ก็ไม่ทัน ต้องเอาไว้คราวอื่นเช่นเคยมาแล้ว
ควรมิควรแล้วแต่จะโปรด
สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ เจ้าฟ้ากรมหลวงนริศรานุวัดติวงศ์
บันทึก
โฆษณา
ดาวน์โหลดแอปพลิเคชัน
© 2026 Blockdit
เกี่ยวกับ
ช่วยเหลือ
คำถามที่พบบ่อย
นโยบายการโฆษณาและบูสต์โพสต์
นโยบายความเป็นส่วนตัว
แนวทางการใช้แบรนด์ Blockdit
Blockdit เพื่อธุรกิจ
ไทย