Blockdit Logo
Blockdit Logo (Mobile)
สำรวจ
ลงทุน
คำถาม
เข้าสู่ระบบ
มีบัญชีอยู่แล้ว?
เข้าสู่ระบบ
หรือ
ลงทะเบียน
มินิซีรี่ย์
•
ติดตาม
26 ก.ย. เวลา 06:35 • หนังสือ
พฤศจิกายน
วันที่ ๓ พฤศจิกายน พ.ศ. ๒๔๘๔ ดร
บ้านซินนามอน ปีนัง
วันที่ ๓ พฤศจิกายน พ.ศ. ๒๔๘๔
ทูล สมเด็จกรมพระนริศ ฯ
หม่อมฉันได้รับลายพระหัตถ์เวรฉบับลงวันที่ ๒๘ ตุลาคม แล้วตามเคย มีแปลกแต่ที่หลังซองปิดตั๋วตราไปรษณีย์ราคา ๒๕ สตางค์ เป็นรูปควายไถนา ซึ่งหม่อมฉันไม่เคยเห็นมาแก่ก่อน
สนองลายพระหัตถ์
๑) ซึ่งทรงพระดำริว่า คำว่า “อ่อน” และ “หล่อน” สำหรับผู้ใหญ่เรียกเด็กนั้นแน่แล้ว เดิมผู้ใหญ่คงเรียกทารกทั้งชายหญิงว่า “ลูกอ่อน” หม่อมฉันจะทูลเดาเล่นต่อไป ว่าเรียกเช่นนั้นจนเมื่อทารกเติบใหญ่ใกล้จะเป็นหนุ่มสาว จึงลดคำหน้าเสียคงเรียกว่า “อ่อน” เหมือนกันทั้งผู้ชายผู้หญิง เมื่อเป็นฉกรรจ์แล้วจึงเรียกว่า “ออ” เหมือนกันทั้งผู้ชายผู้หญิง คำนี้ก็มาแต่อ่อนนั่นเอง
คำว่า “หล่อน” เห็นว่าแปลงมาแต่คำอ่อน แต่ผิดกับ “ออ” ที่ใช้แต่สำหรับหญิงสาว และมักเป็นคำที่ผู้หญิงสาวพูดกับผู้หญิงสาวด้วยกันเอง ผู้ใหญ่จะใช้คำหล่อนต่อผู้เยาว์ หรือผู้เยาว์จะใช้คำหล่อนต่อผู้ใหญ่หามีไม่ ใคร่จะเดาว่ามูลที่ใช้คำหล่อนจะเกิดแต่ผู้หญิงสาวไม่ชอบให้เรียก “ออ” อันความหมายว่าเป็นสาวใหญ่เสียแล้ว เพราะการเลือกคู่ชายย่อมอยากได้หญิงที่รุ่นสาว ก็อยากคงเป็น “อ่อน” อยู่ให้นานที่สุดซึ่งจะเป็นได้ จึงเรียกกันเองว่า “อ่อน” แล้วแปลมาเป็น “หล่อน” หรือแปลเรียกว่าหล่อนมาแต่แรกก็เป็นได้
๒) คำว่า “บาง” นั้น หมายความว่าคลองตันเป็นแน่ไม่มีที่สงสัย หม่อมฉันเคยคิดหาว่า “บางกอก” อยู่ที่ไหนมาช้านาน จับเค้าได้อย่าง ๑ ด้วยสังเกตการขุดคลองแต่โบราณในสมัยเมื่อยังไม่ใช้เครื่องมือทำแผนที่ได้อย่างฝรั่ง คูย่อมขุดจากปลายบางทางหนึ่งให้ไปต่อปลายบางอีกทางหนึ่งเป็นคลอง ไม่มีที่จะฟันตลิ่งเป็นปากคลองจากแม่น้ำ ยกตัวอย่างดังในกรุงเทพฯ นี้ เมื่อขุดคูพระนครก็เอาบางลำภูเป็นปากคู
ข้างเหนือขุดแยกจากปลายบางลำภูมาต่อปลายบาง (อะไรชื่อสูญเสียแล้ว) ซึ่งออกแม่น้ำข้างเหนือวัดตีนเลนเป็นปากคูข้างใต้ สังเกตดูเหมือนจะต้องขุดแผ่นดินเป็นคลองเพียงแต่วัดสระเกศไปจนราววังบูรพาฯ เท่านั้น นอกจากนั้นก็เป็นแต่ขุดแปลงบางให้เป็นคูพระนคร พิจารณาต่อขึ้นไปถึงพระนครศรีอยุธยาก็เป็นเช่นนั้น เช่นขุดคลองลัดที่บางหลวงเชียงราก และขุดคลองลัดที่บางบัวทอง ก็ล้วนขุดปลายบางเป็นคลองทั้งนั้น ครั้งขุดคลองลัดที่บางกอกเมื่อรัชกาลสมเด็จพระชัยราชาธิราช ก็เห็นจะ
ขุดปลายบางกอกน้อยไปต่อกับปลายบางกอกใหญ่ให้เป็นคลอง ชื่อบางกอกน้อยทางฝ่ายเหนือ กับชื่อบางกอกใหญ่ทางฝ่ายใต้จึงยังอยู่ ตัวบางกอกก็คงอยู่ที่แม่น้ำตอนตรงหน้าพระราชวังนั่นเอง ยังบางว้าอีกแห่ง ๑ หม่อมฉันสืบก็ไม่ได้ความว่าอยู่ที่ไหน แต่มีหลักที่จะเดาได้ด้วยชื่อวัดบางว้าใหญ่และวัดบางว้าน้อย ว่าวัดทั้ง ๒ นั้นคงอยู่ริมฝั่งบางว้า ทำให้เห็นต่อไปว่าเมื่อขุนหลวงตากสร้างกรุงธนบุรี คงขุดบางว้าเป็นคูพระนครทางด้านตะวันตก เขตวัดระฆังกับวัดอมรินทร์จึงตกคลองคูพระนครทั้ง ๒ วัด
ค้นหาคำคมแรงบันดาลใจ
๓) ซึ่งทรงปรารภถึงเรื่องปาฏิหารย์นั้น ชอบกลอยู่ หม่อมฉันคิดจะทูลสนอง แต่จะเป็นวินิจฉัยยาวสักหน่อย ขอประทานรอไว้ทูลตอบในจดหมายฉบับอื่นต่อไป
๔) โคลงจารึกไว้ที่ผนังโบสถ์วัดสังกะจาย ถ้ามีคำว่า “สังข์พระสี่กรทรง” ดังทรงจำได้หน่อยหนึ่งเท่านั้น หม่อมฉันเข้าใจว่าคัดเอาโคลงใน “นิราศนรินทร์อิน” ไปลง แต่ที่นี่ไม่มีหนังสือจะสอบจึงทูลไม่ได้แน่ นิราศนรินทร์อินนั้นก็เป็นหนังสือเรื่องหนึ่งซึ่งทำให้ชื่อผู้แต่งปรากฏอยู่ เพราะนับถือกันว่าเป็นนิราศโคลงยอดเยี่ยมกว่าเรื่องอื่น เช่นเดียวกับบทละครเรื่องระเด่นลันได และพระมะเหลเถไถ
สังเกตดูรูปพระเถระที่นับถือว่าศักดิ์สิทธิ์ ดูชอบทำเป็นพระท้องพลุ้ย เช่นพระกจายนะแทบทั้งนั้น จะเป็นเพื่อให้เห็นชัดว่าผิดกับพระสาวกองค์อื่นดอกกระมัง พระท้องพลุ้ยองค์ที่เมืองนครศรีธรรมราชนั้นเป็นรูปพระสุภูติ จึงทำนั่งแหงนหน้าดูฟ้าขอฝน รูปพระอุปคุตที่มอญทำมีใบบัวปกหัวสำหรับขอฝนก็ทำท้องพลุ้ย รูปพระควัมปติกับพระ
ภควัมอาจจะหมายองค์เดียวกันก็ได้ แต่พวกมหายานเอาไปสมมติให้มีฤทธิ์เดชในวิชาตันตระจึงเกิดทำเอามือปิดตา บางทีทำหลายแขนเรียกว่า “ปิดทวารทั้งเก้า” ดูเป็นคติเดียวกับญี่ปุ่นทำรูปลิงปิดปากปิดหูปิดตาไปทาง ๑ ต่างหาก จึงชื่อต่างกันเป็น ๒ องค์
๕) รูปสัตว์ที่ทำแปลกไปจากธรรมดาต่างๆ นั้น หม่อมฉันเห็นว่ามูลจะเกิดแต่คำคนเรียกก่อน เช่น สีห์พันธุ์ ๑ มีฤทธิ์เดชยิ่งกว่าสีห์พันธุ์อื่น จึงเรียกว่าราชสีห์ ช่างเอาคำที่เรียกราชสีห์นั้นไปเขียนรูปภาพให้ผิดกับสีห์สามัญ คนดูก็เลยเชื่อว่าราชสีห์มีลักษณะอย่างเช่นเขียนนั้น ถ้าใครเขียนเพี้ยนผิดไปก็ไม่ถือว่าเป็นรูปราชสีห์ สีห์พันธุ์ ๑ รูปร่างใหญ่โตกว่าสีห์พันธุ์อื่นจึงเรียกว่า คชสีห์ ช่างเขียนก็เพิ่มงวงงาอย่างช้างเข้าตามชื่อที่เรียก รูปสัตว์เหล่านี้ต่อทีหลังจึงมาผันแปรไปต่างๆ เหตุใดจึงเรียกรูป
สัตว์ที่ตัวเป็นนกหัวเป็นคนว่า “อรหันต์” หม่อมฉันก็คิดไม่เห็น แต่ประหลาดอยู่ที่รูปสัตว์ที่ทำหัวเป็นคนตัวเป็นนกดูมีด้วยกันหลายชาติหลายภาษา บางทีเราจะได้แบบอย่างมาจากชาติอื่น เขาเรียกชื่อดังคล้ายๆ กับอรหันต์ เราจึงมาเรียกว่าอรหันต์ที่เป็นคำเจนปากดอกกระมัง คติที่ว่ามนุษย์หน้าเป็นสัตว์เดียรฉานนั้นดูจะเกิดแต่คำอุปรมา มีตัวอย่างชี้ได้ใกล้ๆ เช่น กรมหลวงประจักษ์ฯ ตรัสว่า มองซิเออร์ ฮาดุวิน กงสุลฝรั่งเศสหน้าตาเหมือนสิงโตไฟที่เล่นหน้าพลับพลากลางคืน และหลวงนิพัท (หรือ
อะไร) ในกรมวังหน้าตาเหมือนสิงโตญวนหกเล่นหน้าพลับพลากลางวัน คงจะเกิดแต่พูดอุปรมาเช่นนั้นก่อน เมื่อทำรูปภาพจึงเอาหน้าสัตว์นั้นมาทำ อย่างนี้ฉันใด ที่ทำหน้าเป็นมนุษย์ตัวเป็นสัตว์เดียรฉานก็น่าจะเกิดแต่อุปรมาฤทธิ์เดชหรือกิริยามารยาทของมนุษย์บางคน ยกตัวอย่างเช่นรูป “สฟิงค์” ของชาวอิยิปต์ซึ่งหน้าเป็นคนตัวเป็นสิงห์ ก็คงมาแต่อุปรมาอานุภาพของบุคคลว่าเหมือนสิงห์ ว่าโดยย่อมูลเดิมของคติคงเกิดแต่มีความจริงโดยธรรมดาแล้วจึงแปรไปต่างๆ ทำนองเดียวกัน
๖) หม่อมฉันจะลองทูลแก้ปัญหาที่ว่ามูลของ “ดอกสร้อย” “สักรวา” “เพลงยาว” จะมาแต่อะไร จะว่าด้วยเพลงยาวก่อน อันคำที่เรียกว่า เพลงยาว จำต้องมีเพลงสั้นเป็นคู่กัน อะไรเป็นเพลงยาวและอะไรเป็นเพลงสั้น จะพิจารณาเค้ามูลข้อนี้ก่อน เจ้ากรม
เทศของหม่อมฉันที่ท่านเคยทรงรู้จัก แกมีเมียชื่อ “อิ่ม บ้านไผ่” เป็นคนมีชื่อเสียงในการเล่นเพลงปรบไก่ หม่อมฉันจึงได้เคยดูเขาเล่นเพลงปรบไก่แต่เมื่อรุ่นหนุ่มเนืองๆ คนเล่นเพลงปรบไก่นั้นมีผู้ชายพวก ๑ ผู้หญิงพวก ๑ ยืนเรียงกันเป็นวง มีต้นบทฝ่ายละ ๒ คน ต้นบทเป็นผู้คิดและขับถ้อยคำแก้กัน ลูกคู่เป็นผู้ร้องรับเมื่อปลายบท
บทเพลงปรบไก่ตอนแรกเล่น คือที่เป็นพื้นเรื่อง บทไม่มีจำกัดคำ แล้วแต่ต้นบทจะว่าไปจนสิ้นกระแสความ สั้นหรือยาวเท่าใดก็ได้ และใช้ลำนำแต่อย่างเดียวต่อเมื่อใกล้จะเลิกออกท่ารำและร้องลำนำต่างๆ ใช้บทสำเร็จไม่ต้องคิดใหม่ บทละ ๔ คำเป็นจำกัด ลักษณะที่เล่นเพลงปรบไก่ส่อให้สันนิษฐานว่า เพลงเช่นร้องตอนต้นอันบทไม่จำกัดจำนวนคำนั้นเป็นเพลงยาว เพลงที่ร้องเมื่อจวนเลิกอันบทมีจำกัดเพียง ๔ คำนั้นเป็นเพลงสั้น
ที่เรียกว่า “เล่นเพลง” หมายความว่าคนรวมกันขับลำนำ แต่ลักษณะที่เล่นเพลงมีหลายอย่าง อย่างต่ำดูเหมือนจะเป็น “เพลงเกี่ยวข้าว” เวลาบอกแขกเกี่ยวข้าวคนถือเคียวยืนรายกันเป็นแถว ร้องเพลงไปพลางเกี่ยวข้าวไปพลาง บทและลำนำที่ขับก็แล้วแต่จะจำได้ด้วยกันมากไม่มีกำหนด สุดแต่ให้รื่นเริงเพลิดเพลินเป็นประมาณ
ต่อขึ้นมาอีกชั้นหนึ่งถึง “เพลงเรือ” เล่นเวลาเทศกาลเล่นเรือเช่นไหว้พระ ทอดกฐิน ทอดผ้าป่า เป็นต้น พวกหนุ่มสาวมักลงเรือโดยลำพังชายและหญิง เวลาพายเรือไปร้องเพลงสั้นด้วยบทสำเร็จตามที่จำได้ให้เพลิดเพลินก็มี หรือเวลาร้องเพลงชายหญิงไปพบกันเมื่อพายไปด้วยกันหรือจอดประชุมกัน เรือผู้ชายร้องเพลงด้วยบทสำเร็จเพลงสั้นเกี้ยวผู้หญิงเป็นสาธารณะไม่เฉพาะพวกไหนหรือคนไหนก็มี บ้างที่มีเรือเพลงพวกผู้หญิงร้องโต้ตอบกันก็มี
การเล่นดอกสร้อยที่จริงก็มาแต่เล่นเพลงเรือนั้นเอง แต่เป็นของผู้ดีพาหญิงสาวบริวารของตนลงเรือไปเที่ยว พวกเจ้าหนุ่มก็พาเพื่อนลงเรือไปเที่ยวบ้าง ขับร้องแต่โดยลำพังก็ได้ หรือเกี้ยวกันก็ได้ ใช้บทเพลงสั้นเหมือนเพลงเรือที่ราษฎรเล่น ผิดกันแต่ร้องลำนำต่างๆ และตีทับรำมะนาประกอบให้ไพเราะกว่าเพลงเรือสามัญ ที่เรียกว่าดอกสร้อยนั้นเห็นจะเป็นเพราะเวลาเล่นเรือ เรือชายกับหญิงอยู่ห่างกัน เห็นหน้ากันได้บ้างไม่เห็นบ้าง จึงแต่งบทเกี้ยวหญิงเป็นสาธารณะใช้อุปมาชมดอกไม้เป็นคำเกี้ยวดังบทว่า-
“มาเอยมาพบ ดอกสร้อยสวรรค์มาลัย
พี่คิดจิตจงจำนงใจ จะใครได้ซึ่งดอกมาลา”
“สักรวา” นั้น (ชื่อจะมาแต่อะไรไม่ทราบ) ดูคล้ายกับเพลงปรบไก่มาก เป็นต้นแต่ต้องมีคู่โต้และว่ากันด้วยกลอนสด ร้องลำนำก็อย่างเดียว (แต่เพลงพระทอง) จนจวนเลิก
จึงร้องลำต่างๆ เหมือนกัน ผิดกันแต่เพลงปรบไก่ใช้เพลงยาว สักรวาใช้เพลงสั้น และสักรวาเล่นเป็นเรื่องไม่ด่าว่ากันหยาบคายเหมือนเพลงปรบไก่ ข้อสังเกตมีอีกอย่าง ๑ ที่เพลงปรบไก่เป็นการเล่นบนบกแทนเพลงเรือฉันใด สักรวาก็เป็นการเล่นบนบกแทนดอกสร้อยทำนองเดียวกัน จึงเห็นว่าสักรวาน่าจะมาแต่เพลงปรบไก่และดอกสร้อยน่าจะมาแต่เพลงเรือทำนองเดียวกัน
ที่เรียกหนังสือบทกลอนเขียนเกี้ยวกันว่า “เพลงยาว” นั้นเห็นว่าน่าจะเอาคำขับที่เรียกเพลงยาว เพลงสั้นมาใช้ หมายความว่าจะแต่งยาวเท่าไรก็ได้ไม่มีจำกัด พึงเห็นได้อย่าง ๑ ที่เฉพาะหนังสือกลอนแต่งเกี้ยวพานจึงเรียกว่า “เพลง” ยาว ไม่เรียกว่า “กลอน” ยาว อันนี้ก็ส่อว่ามูลมาแต่คำขับร้องเพลงเกี้ยวมาเขียนเป็นหนังสือ และเอาชื่อเดิมมาเรียก
๗) หม่อมฉันขอถวายอนุโมทนาในการทรงบำเพ็ญพระกุศลอุทิศถวายสนองพระเดชพระคุณสมเด็จพระพุทธเจ้าหลวงเมื่อวันที่ ๒๓ ตุลาคม และถวายอนุโมทนาต่อไปถึงที่ไม่เสด็จไปเข้างานหลวงในวันนั้น ด้วยหม่อมฉันเคยนึกปรารภอยู่เนืองๆ ทั้งใน
ส่วนตัวเองและนึกต่อไปถึงพระองค์ท่านด้วย ว่าอายุสังขารมันแก่ชราลงมากแล้ว ควรจะงดเว้นกิจการเช่นเคยทนทำได้ลงแต่พอกับกำลังสังขาร ตัวหม่อมฉันเองเดี๋ยวนี้การเข้าสมาคมไม่ว่าอย่างใดงดหมด คงแต่เย็นๆ ขึ้นรถเที่ยวตากอากาศทุกวัน และเดินออกแรงสัปดาหะละ ๒ ครั้ง กับนานๆ จะไปหอสมุดหรือไปดูหนังฉายแต่เวลา
๑๘ น. จน ๒๐ น. สักครั้ง ๑ ส่วนพระองค์ท่านหม่อมฉันเห็นว่าถึงประชวรหรือไม่ประชวร ถ้าทรงงดงานหลวงได้จะเป็นการดี เพราะงานหลวงผิดกับงานที่อื่นที่–ก) ต้องแต่งเครื่องยศ ข) มักต้องไปในเวลาร้อนจัด ค) ต้องนั่งกรึ้งอยู่นาน ฆ) มักทำในที่อบไอ เช่นที่ท้องพระโรงกลางพระที่นั่งจักรีและพระที่นั่งอมรินทร์เป็นต้น เสด็จไปมีแต่การเสียเปรียบในทางอนามัยมิมากก็น้อย ที่มีหมอไว้ใกล้พระองค์และประทานโอกาสให้เขาทูลตักเตือนได้เสมอนั้นเป็นการสมควรยิ่งนัก
๘) หม่อมฉันเห็นรูปก่องนมฝรั่งอย่าง ๑ ซึ่งจะเรียกว่าเสื้อหรือผ้าห่ม หรืออะไรอื่นนอกจาก “ก่องนม” ไม่ได้ จึงตัดส่งมาถวายทอดพระเนตร
๙) หม่อมฉันถวายนิทานโบราณคดี “เรื่องอนามัย” อันเนื่องกับเรื่องตั้งโรงพยาบาลที่ถวายไปแล้ว มาทรงอ่านเล่นอีกเรื่อง ๑
ควรมิควรแล้วแต่จะโปรด
สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมพระยาดำรงราชานุภาพ
วันที่ ๔ พฤศจิกายน พ.ศ. ๒๔๘๔ น
ตำหนักปลายเนิน คลองเตย
วันที่ ๔ พฤศจิกายน ๒๔๘๔
กราบทูล สมเด็จกรมพระยาดำรงฯ ทราบฝ่าพระบาท
จะกราบทูลสนองความในลายพระหัตถ์เวร ซึ่งลงวันที่ ๒๐ ตุลาคม ต่อไปนี้
สนองลายพระหัตถ์
๑) หนังสือองค์หญิงมัลลิกา เกล้ากระหม่อมก็สงสัยเหมือนกัน ว่าจะผ่านแดนอังกฤษเข้าไปทางรถไฟปักษ์ใต้ เพราะการปะปิดก็เป็นกระดาษอย่างเดียวกับที่ปีนัง ซ้ำตราประจำต่อก็เป็นภาษาอังกฤษด้วย ทั้งมีอะไรผิดหมายไปเป็นหลายอย่าง
ในการไต่สวนถึงหนังสือเวรนั้นก็ดี ได้ความรู้กว้างออกไปว่าหนังสือเข้ากับหนังสือออกไม่เหมือนกัน
๒) เรื่องเรียกเจ้าฟ้ากรมหลวงเทพวดีว่า “ทูลกระหม่อมปราสาท” กับเรียกเจ้าคุณต่ายว่า “เจ้าคุณปราสาท” นั้นเคยทราบ ที่เรียกสมเด็จพระสุดารัตน์ว่า “ทูลกระหม่อมปราสาท” นั้นก็เห็นได้ง่ายๆ ว่าดำเนินไปแนวเดียวกัน แต่ที่พระเจ้าลูกเธอรัชกาลที่ ๓ เรียกพระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าว่า “ทูลกระหม่อมแก้ว” นั้นไม่ทราบเลย ออกจะตื่นใจ แล้วทำไมคำนั้นจึงเลื่อนมาเป็นพระนามสมเด็จพระสุดารัตน์ ข้อนี้ยังคิดไม่เห็น ทั้ง
ไม่ได้ทราบเค้าเงื่อนอะไรมาเลย เห็นจะต้องค่อยตรึกค่อยตรองไป ลางทีก็จะคิดได้ ที่จริงใช้คำเรียกพ่อว่า “ทูลกระหม่อมแก้ว” นั้นดี เมื่อตัดคำ “แก้วออกเสียก็ ตีนฝืด” เพราะผู้ที่อยู่ในตำแหน่ง “ทูลกระหม่อม” นั้นมีมากด้วยกัน ทำให้ไม่รู้ว่าใครเป็นใคร เกล้ากระหม่อมก็รู้สึกอึกอัก แต่จับเอาพระดำรัสซึ่งตรัสเรียกว่า “ทูลกระหม่อมของเรา” ได้จึ่งใช้ตาม นั่นเห็นว่าเป็นดีกว่าอื่นหมด แต่ยังมากคำไปคำหนึ่ง ต่อไปจะตัดใช้แต่ว่า “ทูลกระหม่อมเรา” เอาให้สั้นลงไปอีกคำหนึ่ง
๓) ตรัสแยกแยะถึงครูต่างๆ นั้นดีเป็นอย่างยิ่งที่ได้รู้ว่าใครเป็นใคร ครูเหล่านั้นลางคนก็รู้จักตัว ลางคนก็ได้ยินแต่ชื่อ เมื่อได้ทราบกำพืดของครูเหล่านั้นก็ดีขึ้นอีกมาก “ครูตั๊ง” นั้นดีมากที่ได้ทราบว่าเป็นครูแตรชั้นทหารมรีน ทั้งทราบว่าสัญชาติเป็นญวนด้วย ครูฟุสโกนั้นไม่ได้ทราบเลยว่าเป็นคนเก่าแก่ถึงเพียงนั้น ครูอิมเปกับครูนอกซ์ซึ่งหัดทหารครั้งรัชกาลที่ ๔ ทั้งวังหลวงวังหน้าไม่เคยได้ยินชื่อเลย ไปรู้จักตัวเอาหลวงอุปเทศทวยหาญลามาช แต่รู้จักก็เมื่อแกออกจากราชการไปเป็นนายห้างแล้ว แต่ถึง
รู้จักก็กระนั้นเอง เป็นแต่ทราบว่าคนนั้นเป็นหลวงอุปเทศทวยหาญ ชื่อลามาช ไม่เคยพูดกัน พออ่านลายพระหัตถ์ไปถึงหลวงอุปเทศก็นึกถึงคำ “โถกเถกอึ๊ก” แล้วก็มีจริงๆ ไม่เห็นจะผิดอะไรกันกับ “ชโล้ดอัม” คำบอกทหารนั้นเปลี่ยนเป็นลำดับไป จากภาษาอังกฤษฝรั่งเศสแล้วก็เป็นภาษามคธ จากภาษามคธก็เปลี่ยนเป็นภาษาไทย แปลว่าเปลี่ยนมาสี่ทอดแล้ว จะว่าไปทำไมมี แต่ “ปะแลนสะเต๊บ สมิงเทา สะมันเกรา สะเมนซิงปะตะเล็บฟุด” ยังได้ เท่ากับละครเจ้าพระยามหินทรร้อง “ดี้ เฮม ดีไฟ” ฉะนั้นจะ
เป็นภาษาอะไรนั้นไม่เป็นไร สำคัญแต่ว่าจะบอกให้ทำอย่างไรก็เป็นไปได้อย่างต้องการเท่านั้นก็ดูเป็นแล้ว ครูเล็กซึ่งเป็นหลวงรัดรณยุทธนั้นรู้จักดี เพราะแกเป็นครู ทั้งลูกชาย (นายยิ่ง) ก็เป็นนายทหารอยู่ด้วย ส่วนครูวงนั้นไม่เคยได้ยินชื่อเลย ได้ยินแต่ครูเชิงเลิงกับครูกลอบ ตาทิมนั้นรู้จักดีทีเดียว ที่สุดยังเห็นแกเข้ามาถือน้ำหัวหงอกขาว ใส่เสื้อสีเทา ครูไฟต์นั้นเพิ่งรู้จักตัว เมื่อโปรดให้ว่าทหารรักษาพระองค์ แกมาหา แต่ก็ออกจากราชการไปแล้ว
๔) เมืองสวรรคโลกสุโขทัย เกล้ากระหม่อมเคยได้ไปครั้งเดียว เป็นการไปเที่ยวอย่างฉาบฉวยในเมื่อเวลาพ้นธุระแล้วและก็นานมาแล้วด้วย เพราะเช่นนั้นแม้จะกราบทูลถึงสิ่งไรคลาดเคลื่อนไปก็เป็นธรรมดาเท่านั้น หวังว่าจะได้รับประทานอภัยโทษ แต่จะกราบทูลถึงหลักแห่งพระเจดีย์อันแปลว่าสิ่งนำใจ ก็ตกเป็นอนุสาวรีย์ที่เราเรียกกันอยู่เดี๋ยวนี้นั่นเอง จะเป็นรูปอย่างไรก็ได้ คำสถูปนั้นถูกปน คำมคธเป็น “ถูป” คำสังสกฤตเป็น “สตูป” ต่างก็หมายว่าเป็นกองดินที่ฝังศพด้วยกัน แต่ไม่เป็นไร “สถูป” ก็เป็นคำ
ไทยไปเท่านั้น แต่ควรเข้าใจว่าสถูปนั้นเป็นของเก่าแก่มีมาแต่ก่อนพุทธกาลแล้ว ยอดนั้นคือปักฉัตร (คือร่มซ้อนชั้น) แล้วต่อมาฉัตรเครื่องสดผุพังไปเสียเร็วจึงทำด้วยปูนด้วยหิน เพราะฉะนั้นก็เป็นของสองอย่างผสมกัน สถูปที่แท้นั้นหามียอดไม่ มีแต่ที่เรียกว่า “ต่อมน้ำ” หรือ “องค์ระฆัง” ด้วยเหตุฉะนั้นแม้พระเจดีย์อย่างใดซึ่งสำเร็จรูปมาแต่กรวย เช่นพระธาตุเมืองสุโขทัยอันมีรูปเป็นพุ่มเป็นต้น จะปรับเอาว่าเป็นของใหม่โดยไม่ได้พิจารณาอะไรเลยก็เถียงไม่ได้
อีกอย่างหนึ่ง “พระปรางค์” ก็เข้ามาปนอยู่กับพระเจดีย์ “ปรางค์” นั้นรู้แน่ได้ว่าเกิดขึ้นในเมืองเขมรเป็นประเดิม เขาทำด้วยความตั้งใจเลียนปราสาทไม้ ซึ่งเคยทำมาก่อนเมื่อการก่ออิฐตกเข้ามาถึงเมืองเขมร ที่เข้ามาปนเปกับพระเจดีย์ เห็นทีจะตั้งใจทำเรือนตั้งพระพุทธรูป (“ปฏิมาฆร”) ขึ้นก่อน ก็นับเอาว่าเป็นเจดีย์เหมือนกัน
อันวิหารของเก่านั้น ถ้าต้องการจะให้กว้างก็เคยเห็นแต่ต่อเฉลียงออกไป สองชั้นสามชั้นอะไรก็ตามที หลังคาคลุมจนถึงเชิงทวยลงมาตั้งจรดอยู่กับฐานทางภายนอกก็เคยเห็น การหาไม้ขื่อยาวใหญ่ดูเป็นเขาไม่ได้คิด ตกมาเป็นวิธีในกรุงรัตนโกสินทร์เท่านั้นเอง การก่อผนังเป็นลูกกรงนั้นก็เคยเห็นมาสองอย่าง คือเป็นช่องตรงๆ อย่างหนึ่ง
เป็นช่องคดไปคดมาอีกอย่างหนึ่ง คิดว่าอย่างตรงๆ นั้นเอาอย่างจากลูกกรงไม้ซึ่งทำง่ายๆ ที่คดไปคดมานั้นเอาอย่างมาจากหน้าต่างปราสาทหินเขมรจะให้เป็นลูกมะหวด แต่ก็มาจากลูกกรงไม้นั้นเอง แต่ทำอย่างประณีต วิหารจะมีฝาหรือโปร่งนั้นดูเป็นไม่สำคัญ จะว่าเพราะมีฝาจึงเอามหรรฆภัณฑ์ไปไว้มากก็ได้ แต่อย่างไรก็ดีคิดว่าแต่ก่อนขโมยของพระคงน้อยกว่าเดี๋ยวนี้มาก
ชื่อเมืองสุโขทัยที่มาเกิดสงสัยขึ้นในใจก็เพราะคำว่า “ทัย” ข้างท้ายนั้นเอง จะหมายความว่าคนไทยหรืออุทัยอย่างไรกัน ถ้าจะถือเอาครั้งไทยเป็นเมืองขึ้นเขมร ว่าพลเมืองเป็นเขมรก็ขัดข้อง อีกประการหนึ่งเมืองสุโขทัยจะตั้งชื่อขึ้นเมื่อไรก็ทราบไม่
ได้ หนังสือซึ่งเขียนไว้คนเขียนเขารู้อย่างไรก็เขียนไปอย่างนั้น จะถูกหรือไม่ถูกก็ไม่ทราบ อีกประการหนึ่งคำที่เรียกพวกพายัพว่า “ยวน” นั่นก็แปลว่า “ยวน” คือ “โยนก” ไม่อยากเชื่อ พระยาอนุมานออกความเห็นไปอย่างหนึ่ง ว่า “ยวน” คือ “ยูนนาน” แต่ก็ไม่อยากเชื่อทั้งสองอย่าง กลัวคำว่า “ยวน” จะมีความหมายไปอย่างอื่นต้องพักไว้ที
๕) หนังสือเก่าสังเกตว่า คำแช่งน้ำนั้นทีจะเป็นรุ่นเดียวกับฝีปากที่แต่งเรื่องพระลอ มหาชาติคำหลวงก็ไม่เสมอกัน ลางกัณฑ์ก็เห็นเป็นฝีปากเก่า ลางกัณฑ์ก็เห็นเป็นใหม่
๖) ดูราชาศัพท์ (ฉบับที่ตีพิมพ์) ก็เห็นขัน ลางคำก็เห็นลักลั่น เช่น ต้นทองหลางทองกวาวเรียกว่า “ปาริชาติ” นั่นคิดว่าหลบคำ “ทอง” ซึ่งด่ากันว่า “ดอกทอง” แต่คำ “ทอง” นั้นเองก็ใช้กราบทูล เช่น “ทองเหลือง ทองแดง ทองขาว ทองคำ” เป็นต้น ก็ไม่เห็นมีอะไรแทน หรือ “ต้นไม้เงินทอง” และ “ธูปเงินเทียนทอง” ก็เห็นกราบทูลกันหน้าเฉยตาเฉย และลางคำก็ต้องถามตัวเองว่าเปลี่ยนทำไม ไม่รู้สึกหยาบอยู่ที่ตรงไหนเลย ตกลงเป็นเอาเจ้าเป็นตุ๊กตา จะเล่นอะไรก็ได้ เช่นทูลว่า “ปลาแห้งสด” อันไม่ได้ความอะไรก็ได้
๗) ตรัสถึงหนังฉายในข้อที่เลี้ยงสิงห์ “ตัวเป็นเป๊น” นั้นทำให้เกิดญาณขึ้นอย่างหนึ่ง ว่าคำฝรั่งซึ่งเข้ามาสู่ภาษาไทยนั้นก็ย่อมเป็นไปด้วยสมัยเช่น “หันแตร หมอจัน หมอปลัดเล” ก็เป็นสมัยที่ชอบเหยียดคำฝรั่งเป็นคำไทย ที่แปลเอาคำฝรั่งเป็นมคธสันสกฤตกันอยู่ในสมัยนี้ก็เห็นจะเป็นด้วยคำ “ไปรษณีย์ โทรเลข โทรศัพท์” นำไป ในสมัยหนึ่งใช้วิธีแปลคำฝรั่งให้เป็นอย่างไรดูก็เป็นแล้วแต่ประชาชนจะรับกันหรือไม่รับเช่น “ซินนะมาโตกราฟ” แปลกันเป็นว่า “ภาพยนตร์” ก็มี ว่า “หนังฉาย” ก็มี แต่เรียก
กันก็เป็นแต่ “หนัง” เท่านั้น แต่ไม่ใช่คำซึ่งกล่าวมาแล้วนั้นจะเลิกเสียทีเดียว ทีเป็นว่าพูดปกติ ครึ่งยศ เต็มยศ ส่วนคำ “เซอคัส” นั้นเหยียดกันว่า “ละครม้า” ดูเป็นอันใช้ได้สนิท นึกถึงบรรดาสัตว์ซึ่งฝรั่งเขาเอามาเล่นเป็นละครก็เห็นมี ม้า หมา ช้าง เสือ สิงห์ มากกว่าอย่างอื่น เห็นจะเป็นสัตว์ที่ฉลาดหัดได้ เจ็บใจแต่ลิง รูปมันเหมือนคนที่สุด แต่ที่เคยเห็นมาทำอะไรไม่ได้ดี หรือโกงก็ไม่ทราบ สัตว์อื่นซึ่งเอามาขังไว้ให้คนดูก็เป็นแต่ “เอดเวอติสเมนต์” เท่านั้น ไม่เห็นเอาออกเล่น
๘) สมเด็จพระพันวัสสา ซึ่งว่าจะเสด็จไปประทับแรมที่บางปะอินเพื่อทรงทอดกฐินพระราชทานที่วัดนิเวศน์นั้น เดิมทีกะเสด็จไปทางเรือ เห็นจะกะให้ประทับแรมที่ “สภาคาร” แต่แล้วกะกลับเป็นเสด็จไปทางรถไฟ ประทับแรมในเรือและกลับทางเรือ ก็เห็นว่าดีแล้ว ต้องถือเอาความสะดวกเป็นที่ตั้ง ในการที่ทรงพระดำริว่าท่านไม่ใคร่ต้องพระประสงค์ที่จะเสด็จไปไหน กะกฐินพระราชทานเป็นวัดนิเวศน์ ทำให้ต้องเสด็จขึ้นไป ทั้งจะทรงอุดหนุนให้วัดนิเวศน์ได้ประโยชน์ขึ้นนั้น เป็นการที่ทรงพระดำริถูกต้องทุกประการแล้ว
๙) ผู้ตรวจหนังสือเวรเห็นจะ “เชื่อ” อ่านแต่จาวๆ พอรู้ว่าไม่มีอะไรก็สั่งผ่าน เห็นจะไม่อ่านจ้ำจี้จ้ำไชไปอย่างละเอียด
๑๐) พระดำรัสอธิบายถึง “วิตามีน” นั้นดีมาก สิ่งที่ไม่รู้ก็ได้รู้ขึ้น เมื่อได้ทราบพระดำรัสว่าเขาใช้อักษรหมายวิตามีนไปจนถึงตัว ปี ก็ทำให้เข้าใจในคำตลกของกรมหมื่นพิทยาลงกรณ์ว่าจะให้ยืมกอข้อไปใช้ เพราะตัวอักษรของเขาใช้เสียไม่มีเหลืออีกกี่ตัวแล้ว
โรคลักกะปิดลักกะเปิด ทั้งบอกอาการไว้ด้วยว่าเลือดออกตามรายฟันนั้นได้ยินก็แต่ชื่อกับอาการ ยังไม่เคยพบว่าใครเจ็บกันอย่างนั้นที่ไหนเลย ทั้งเคยได้ยินว่ากินผักกัน “สะเคอวี” ด้วย และผักที่กินนั้นก็ต้องเป็นสีเขียว ถ้าไม่เขียวก็ดูเป็นว่าจะกัน “สะเคอวี” ไม่ได้ นั่นเป็นล้อฝรั่ง แต่ทำให้เข้าใจได้ว่า ลักกะปิดลักกะเปิดกับสะเคอวีนั้นเป็น
โรคอันเดียวกัน ยังโรค “เบรี่เบรี่” แต่ก่อนนี้เราก็ไม่มี ได้ยินว่าที่เมืองลังกามี “เบรี่เบรี่” ก็เป็นภาษาลังกา เคยได้ยินแปลว่าบวมบวม แล้วทีหลังเมืองเราก็มี ฝรั่งว่าเป็นด้วยกินข้าวขาว จำได้ว่าได้เคยมีคำถามเข้ามา ทีก็เห็นจะเพื่อสอบ ว่าเป็นโรค “เบรี่เบรี่” เพราะกินข้าวขาวถูกหรือไม่ ผู้เป็นใหญ่ทางเราก็แจกจ่ายคำถามนั้นไปแก่หมอไทย
ซึ่งเรียนมาจากฝรั่งให้ตอบ จำได้ว่ารับรองว่าเป็นเพราะกินข้าวขาวกันไปทุกปาก มีแต่ปากเดียวที่ไม่ได้ยืนยันว่าเป็นด้วยกินข้าวขาว แต่ก็ดูเป็นคนพูดฝืน มีหมอคนหนึ่งซึ่งจัดว่าเขาเป็นฝรั่งรับเหมารักษาคนโทษ เขาว่าโรค “เบรี่เบรี่” เป็นกันแต่คนโทษกับทหาร คนพลเรือนไม่เห็นเป็น และคนที่เจ็บเป็น “เบรี่เบรี่” นั้น ถ้าปล่อยไปบ้านแล้วเป็นหายทุกคนตามที่ว่านั้นก็ชอบกล ความเห็นของหมอคนนั้นเห็นว่าเป็นที่ใจ ไม่เห็นว่าเป็นที่กินข้าวขาว แต่ก็พอดีกันที่เขาไม่ได้ส่งคำถามให้ตอบ
อ่านพระดำรัสซึ่งอธิบายถึง “วิตามีน เอ บี ซี ดี” ตามที่หนังสือพิมพ์เขาพูดนั้น ทำให้นึกถึงหนังสือพิมพ์ประมวญวันซึ่งได้เคยอ่าน เขาแต่งเป็นนายเจริญกรุง นายบำรุงเมือง และนายเฟื่องนคร สามคนเถียงกันในเรื่องต่างๆ มีเรื่องหนึ่งซึ่งฝรั่งพูดด้วยอาหาร แต่ไม่ใช่วิตามีน มีคนหนึ่งท้วงว่าอาหารที่กล่าวดูเป็นแต่อาหารฝรั่งอีกคนหนึ่งติงว่า ก็เขาพูดที่เมืองฝรั่งและถึงอาหารฝรั่ง จะให้เป็นเมืองไทย อาหารไทยไปอย่างไรได้ นี่ก็เป็นไปเหมือนอย่างนั้น
ย้อนหลัง
๑๑) นึกย้อนหลังไปถึงมูลเหตุแห่งหนังสือพิมพ์ข้างไทยซึ่งทรงตำหนิว่าความไปมีต่ออยู่ไหนๆ นั้นได้ ว่าเพราะชาวบ้านเขาต้องการนิทานเริงรมย์กันเป็นพื้น ต้องการข่าวน้อย จึงเอาแต่จ่าหน้าบอกข่าวมาประชุมไว้ใกล้ๆ กัน เพื่อจะได้รู้ว่าในฉบับซึ่งถืออยู่นั้นมีข่าวอะไรบ้าง ถ้าดูไม่ต้องการก็ละเสีย ที่ต้องการก็ติดตามหา เพราะฉะนั้นในข่าวอันหนึ่งจะมีความแต่น้อยก็ได้ ฝ่าพระบาทผิดกับชาวบ้านเขาทั้งหลายซึ่งต้องประสงค์ข่าวจึงได้ความลำบากหนัก เห็นว่าสาเหตุเป็นอยู่เท่านี้เอง
๑๒) จะทรงทราบแล้วหรือยังไม่ทราบ ถ้าทรงทราบแล้วก็เป็น “ชิดดิฐ” พระธิดาของทูลกระหม่อมชายเธอพาไปเที่ยว “แฝ” ที่ “บันดุง” เธอไปซื้อข้าวโพดคั่วมากิน เธอบอกว่าที่คั่วแตกนั้นจำเพาะแต่ข้าวโพดเมืองไทย ข้าวโพดเมืองชวาคั่วหาแตกไม่
๑๓) เห็นหลานเล็กมาเล่นอยู่ปลายเนิน ต่อจากที่กราบทูลมาแล้วอีกหลายหน ไต่สวนได้ความว่าพ่อเขาพามาฝากย่าไว้ ตามธรรมเนียมที่เห็นเรียบร้อยมาแต่คราวก่อน
บ้าเบาบ่น
๑๔) ได้เอาดินสอเข้าไปวางไว้ข้างที่นอน นึกอะไรได้ในเวลานอนก็จดไว้บนหัวหนังสือพิมพ์ซึ่งอ่านอยู่เสมอ ถ้าเป็นเรื่องซึ่งเกี่ยวกับหนังสือเวรก็คัดเอาลงในสมุดซึ่งประทานไปอีกต่อหนึ่ง เล่นเอาบ้าเบาบ่นไปได้
“สอ” เป็นคำเขมร แปลว่าขาว “ดินสอ” ก็ต้องหมายความว่าดินขาว “ปูนสอ” ซึ่งก่ออิฐก็คือปูนขาวเท่านั้นที่มีชื่อนี้ก็คงเป็นด้วยมีปูนแดงอีกอย่างหนึ่ง ซึ่งใช้ก่ออิฐไม่ถือปูน ส่วนอย่างที่เขียนบนกระดาษไทยนั้นควรจะเรียกว่า “ดินเขมา” (เขม่า) แต่ยังไม่พบคำที่แท้ว่าเขาเรียกว่าอะไร คำว่า “ดำ” ซึ่งตรงกับ “เขม่า” ของเขมรเห็นจะเป็นภาษาไทย “ดำ” ของเขมรกลายเป็นว่าปลูก เกล้ากระหม่อมเคยไปเที่ยวที่พนมกุแลง
พบต้นสับปะรดเข้ากลางป่า ถามโปรเฟสเซอร์เซเดส์ว่านี่เขาปลูกหรือขึ้นเอง แกก็จน แล้วเรียกนายบ้านซึ่งนำไปมาถาม เขาตอบว่า “ดำค่ารั่บ” ก็เข้าใจได้ว่าคือปลูกเหมือนกับที่เราพูดว่า “ดำนา” คำเขมรที่เหมือนกับเรานั้นมีมากนักจนรู้ไม่รู้ได้ว่าใครจำเอาของใครไปใช้ เช่นคำว่า “โคม” (ที่บังลมแต่ไม่บังแสงไฟ) เขมรก็มีไทยก็มี ใครจะบอกได้ว่าเป็นคำเขมรหรือคำไทย อันหนังสือของเขาเราอ่านพอเข้าใจได้แต่เขา
พูดเราไม่เข้าใจเลย เช่น “เลิศ” เขาก็ว่า “เลอะ” “มาศ” เขาก็ว่า “เมิยะ” แม้คำ “สอ” ที่กราบทูลมาก่อนเขาก็ไม่ได้ออกเสียงว่า “สอ” อย่างเราพูด ตกลงเป็นฟังไม่รู้ทั้งนั้น อีกอย่างหนึ่งชอบกลมาก เช่น “กร” หรือ “การ” เขาก็ตัดตัว ร ทิ้ง อ่านแต่คำว่า “กอ” ว่า “กา” คิดดูก็เห็นควรที่ถือว่า ร สะกดเป็นแม่กนนั้นมีแต่เราคนเดียวในโลก แต่ที่จริงคำ “กร” และ “การ” นั้นก็เป็นภาษามคธ ควรจะอ่านออกเสียงว่า “ก (ะ) ร (ะ)” “การ (ะ)” กระมัง แต่ความจริงก็คิดยุ่งไปเปล่าๆ เคยอย่างไรก็อย่างนั้นเป็นถูกต้อง
ในข้อนี้จะกราบทูลโดยความตั้งใจจะพูดถึงดำกลายเป็นขาวไปเท่านั้น แต่ก็ไปเข้าคำที่ว่า “น้ำท่วมทุ่ง” โดยไม่ตั้งใจจะให้เป็นเช่นนั้น
เรียน
๑๕) นายปาน ขลิก หรือ ขิก เป็นทหารมหาดเล็กอยู่ก่อนโน้นเป็นลูกเต้าเหล่าใคร เข้าใจว่าเป็นพวกก๊กฟากข้างโน้น หวังว่าฝ่าพระบาทจะตรัสบอกได้ดี
ข่าว
๑๖) วันจันทร์ พฤศจิกายน วันที่ ๓ นี้ ได้รับลายพระหัตถ์เวรลงวันที่ ๒๗ ตุลาคม มีปะปิดหัวเดียวสองทับ ทั้งที่ปีนังและกรุงเทพฯ มีตราสี่เหลี่ยมรีในนั้นมีหนังสือภาษาอังกฤษอย่างที่ตรัสบอกไปประทับหลังซอง จะกราบทูลสนองในคราวหน้าเพราะคราวนี้ไม่ทัน
ควรมิควรแล้วแต่จะโปรด
สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ เจ้าฟ้ากรมหลวงนริศรานุวัดติวงศ์
วันที่ ๑๑ พฤศจิกายน พ.ศ. ๒๔๘๔ น
ตำหนักปลายเนิน คลองเตย
วันที่ ๑๑ พฤศจิกายน ๒๔๘๔
กราบทูล สมเด็จกรมพระยาดำรง ฯ ทราบฝ่าพระบาท
จะกราบทูลสนองความในลายพระหัตถ์เวร ซึ่งลงวันที่ ๒๗ พฤศจิกายน ต่อไปนี้
สนองลายพระหัตถ์
๑) ให้เหนื่อยหน่ายในการการพูดถึงราชาศัพท์ เพราะได้กราบทูลมามากแล้ว แต่เมื่ออ่านลายพระหัตถ์มีแสร้งตรัสตั้งชื่อ “หิริศัพท์” ทำให้ต้องกราบทูลต่อไปอีก อันคำในราชาศัพท์นั้นก็เป็น “จับฉ่าย” ไม่ใช่มีแต่คำกราบทูลเจ้าอย่างเดียว เป็นคำที่ตั้งใจจะพูดให้ไพเราะมาเข้าทาง “หิริศัพท์” นั้นมีมาก ความตั้งใจก็จะเรียกอะไรของเจ้าให้ผิดไปจากคนสามัญเท่านั้น แม้คำสามัญก็ยังเรียกลักลั่นอีกเล่า เช่น “เท้า” กับ “ตีน” ลางทีก็เอาคำเขมรมาใช้ว่า “เชิง” นั่นก็เห็นได้ว่าจะพูดให้ไพเราะเข้าเรื่อง “หิริศัพท์”
อีกเรื่องหนึ่งนึกไปก็ถามตัวเองว่าจะโปรดอย่างไร ไปเมืองภูเก็ตไปได้ยินเรื่องคุณมนตรีกับนายศรีแก้วเข้าใจกันผิดหลายเรื่อง เพราะสำนวนชาวบางกอกกับชาวปักษ์ใต้ไม่เหมือนกันเท่านั้นเอง นายศรีแก้วเป็นกรมการคนหนึ่ง ผู้ใหญ่จัดให้มาอยู่กับคุณมนตรี โดยประสงค์ว่าท่านจะต้องการอะไรก็จะได้ใช้นายศรีแก้ว เพราะคนของท่าน
ไม่รู้จักเบาะแสอะไรทางปักษ์ใต้ วันหนึ่งคุณมนตรีจะแกงไก่ จึงบอกนายศรีแก้วว่า “อ้ายศรีแก้ว ไปหามะพร้าวมาใบไป๊” นายศรีแก้วรับว่า “พ้ม” แล้วไปลากเอาทางมะพร้าวมาให้คุณมนตรี คุณมนตรีก็ดุเอานายศรีแก้ว ว่าจะต้องการลูกมะพร้าววิ่งไปเอาใบมาให้ ข้างนายศรีแก้วก็บ่นเอาคุณมนตรี ว่าจะเอาใบสิกลับจะเขาลูก ถ้าตาม
สำนวนชาวปักษ์ใต้จะเอาลูกก็ต้องพูดว่าหน่วย แต่ที่จริงหน่วยก็หมายความว่าหนึ่งเท่านั้น จะเป็นใบหรือลูกก็ได้เท่ากัน ตามราชาศัพท์ (หรือจะว่า “หิริศัพท์” ก็ได้) พูดว่า “ลูก” นั้นห้ามแต่จะพูด เมื่อได้ลูกมะพร้าวมาเรียบร้อยแล้วคุณมนตรีก็สั่งอีกว่า “อ้ายศรีแก้ว ไปหากระต่ายมาตัวไป๊” ทีนี้เล่นเอานายศรีแก้วหมดปัญญา เพราะกระต่ายไม่มีทางปักษ์ใต้ แต่แกก็คิดควรอยู่ที่จะไปหาตามบ้าน เผื่อใครเขาจะจับกระต่ายมาเลี้ยงไว้บ้าง แต่แกก็ไม่มีความหวังใจอยู่เลยจึงบ่นไปตลอดทาง ก็พอดีไป
พบหญิงมลายูคนหนึ่งซึ่งเขาเคยมาอยู่กรุงเทพ ฯ เขาซักว่าท่านจะต้องการกระต่ายนั้นท่านทำอะไรอยู่ นายศรีแก้วก็บอกว่าท่านจะแกงไก่ หญิงมลายูคนนั้นก็ว่า “อา ไม่ใช่ร้อก เล่กคู้ด เล่กคู้ด” นายศรีแก้วก็เข้าใจ เอาเหล็กขูดมะพร้าวมาให้คุณมนตรีก็เป็นที่เรียบร้อย แล้วยังได้ทราบต่อไปว่าทางพายัพเขาเรียกว่าว่า “แมว” อยู่ข้างจะเหลือรับ แต่เพราะเขาเห็นเป็นเช่นนั้น นี่เป็นแต่เรื่องตัวอย่าง เวลานี้ท่านผู้ใหญ่ก็คิดจะให้การพูดเป็นอย่างเดียวเหมือนกันหมดทั่วทุกแห่งแล้ว
๒) เรื่องชื่อคนนั้นอย่างเก่าก็ชื่อ “มีมาสาสี” จะต้องซ้ำกันอยู่เป็นธรรมดา เมื่อซ้ำกันแล้วก็จะต้องเพิ่มหน้าหรือท้ายหรืออย่างใดอย่างหนึ่ง ซึ่งจะสังเกตให้รู้ได้ว่าคนละคน
๓) คำว่า “กระทง” ก็หมายความว่าเป็นของเล็กอยู่แล้ว คำว่า “กระทงใหญ่” นั้นเสียอีกเป็นชื่อเทียบเอากระทงเล็ก คิดว่าจะมาทีหลังการบูชาพระบาท นมทานทีนั้นมาทีหลังแน่ คิดประจบเอาการลอยกระทงนั่นเอง
๔) วังกรมเทวาอยู่ใต้ลงมาถูกอย่างที่ตรัส วังหลังคงไม่มีสิ่งก่อสร้างอะไรที่เป็นล่ำเป็นสันนอกจากตำหนักไม้ กำแพงกรุงธนคงจะเพิ่งรื้อ แต่ก็ไม่รื้อก่อนสร้างวังหลัง
๕) ที่ชายใหม่เบื่อวิทยุนั้นไม่ประหลาด เป็นธรรมดา ใจมนุษย์ย่อมกลับไปกลับมา ประเดี๋ยวชอบประเดี๋ยวไม่ชอบ เวลาไม่ชอบวิทยุก็ไม่เห็นจะยากอะไร ปิดเครื่องรับเสียเท่านั้นก็แล้วกัน ผู้มีหน้าที่ส่งข่าวเขาก็คอยสังเกตอยู่เหมือนกันว่าชนหมู่มากจะชอบอะไร แม้ชอบอะไรเช่นชอบฟังโทรเลขเป็นต้น เขาก็เอาช่วยยัดเข้าให้ทางโทรเลข เล่นเอาฟั่นเฝือจะเชื่อหรือไม่เชื่อก็ลังเล แต่ทั้งนี้ก็เป็นธรรมดาอีกเหมือนกัน พูดถึงสังเกตว่าใครมีความคิดดี แม้สมเด็จกรมพระยาวชิรญาณวโรรส เกล้ากระหม่อม
ก็เคยเห็นเป็นขัน แต่ไม่ใช่ประมาทว่าท่านทรงพระดำริไม่ดี ขันที่คำเช่น “อภิวาท” ซึ่งเดี๋ยวนี้เขาถือกันว่าเป็นไหว้กราบ แต่ท่านทรงสอบอรรถกถาเห็นว่าไม่เป็นโอกาสอันจะพึงไหว้กราบ ท่านก็จนพระปัญญาไม่รู้ว่าเขาทำกิริยาอย่างไรกัน ก็ควรแล้วที่จะไม่เข้าพระทัย สมเด็จพระพุทธโฆษาจารย์ท่านว่า ถ้าจะว่าตามศัพท์ก็เป็นไปในทางว่าพูด ตามที่ว่านี้ก็ไปเข้ารอบที่มีในกัณฑ์เทศนมหาพน ว่า “กจฺจิ นุ โภโต กุสลํ กจฺจิ โภโต อนามยํ” เป็นต้น เป็นไปในความถามถึงสุขทุกข์ แต่ที่แท้จะเป็นอย่างไรเราก็รู้ไม่ได้
๖) เปรียญลูกศิษย์ท่านเจ้าเฮงคนที่ตรัสถึงนั้น เข้าใจว่าคือ นายกี อยู่โพธิ์๑ คนนั้นเกล้ากระหม่อมนับถือมาก ว่าเป็นคนได้อ่านหนังสือมาก
๗) คำว่า “ไทย” กับ “สยาม” เกล้ากระหม่อมก็ไม่รู้สึกว่าผิดกันกี่มากน้อยแยกออกได้แต่ว่า “ไทย” เป็นคำพื้นเมือง “สยาม” เป็นคำมาแต่ต่างประเทศ กับรู้สึกอีกว่า “เทวดารักษากัมพูฉัตร” (กัมพุชฉัตร) นั้น เป็นอันเดียวกับ “พระสยามเทวาธิราช”
๘) อนุโมทนาในพระกุศลราศี อันได้ทรงทำการสนองพระเดชพระคุณพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ในวันสวรรคตนั้นเป็นอันมาก ทางเกล้ากระหม่อมได้ทำสนองพระเดชพระคุณไปอย่างไรก็ได้กราบทูลมาแล้วเหมือนกัน
องค์หญิงประเวศเธอมาประทับอยู่ใกล้กับตำหนักซินนามอนฮอลนั้นทราบแล้ว นึกรำคาญแต่กรมหลวงสิงห์ที่เธอประชวรไม่รู้หาย เธอก็พยายามไปไหนต่อไหนอยู่เหมือนกัน แต่ก็ต้องห้ามไป พอใจที่เธอลงมาอยู่ตำหนักชั้นล่าง ไม่พยายามที่จะเหาะขึ้นไปชั้นบน กระไดตำหนักของเธอนั้นเต็มที มีเป็นพัดด้ามจิ้วอยู่ทั้งบนทั้งล่าง ขึ้นลงลำบาก
๙) ในการที่พระมหาทองสุกเธอไปเอาพระมหานิกายมาผสมรับกฐินนั้น เกล้ากระหม่อมเห็นว่าดี จะไปมัว “โกร้” ถือเบี้ยขาวเบี้ยแดงให้ขัดศรัทธาของทายกอยู่ทำไม กฐินก็กลายเป็นไหนๆ มาแล้ว จะจัดรับเขาสะดวกได้อย่างไรก็ทำอย่างนั้นเป็นดีแล้ว
กราบทูลรายงาน
๑๐) เมื่อวันที่ ๔ เดือนนี้ หญิงแก้ว หญิงนิด หญิงกุมารี หลานแมว พากันไปหา ๓ คนลาจะออกมาเฝ้าฝ่าพระบาทที่ปีนัง เว้นแต่หญิงกุมารี ไปบ้านปลายเนินสำหรับความสุขเท่านั้น ที่ไปลา ๓ คนนั้นดีอย่างยิ่ง หวังว่าป่านนี้คงออกมาถึงเรียบร้อยแล้ว
๑๑) เมื่อวันที่ ๘ เดือนนี้ ได้ทำบุญถวายสมเด็จพระปกเกล้า ด้วยเป็นวันประสูติ เพื่อสนองพระเดชพระคุณโดยกตเวที เวลาเพลเลี้ยงพระวัดราชบพิธ มีพระธรรมปาโมกข์เป็นประธาน ท่านบอกว่าถนนริมคลองคูเมืองข้างสุสานเขาขยายแต่ไม่กินถึงอนุสาวรีย์ เป็นแต่กินถนนข้างกำแพงเหลือนิดเดียว จึงหลับตาแนะนำท่านว่ารื้อทำสนามเลิกถนนข้างกำแพงเสีย ท่านถามถึงชื่อพระเจดีย์ทอง ๔ องค์ เพราะท่านไม่ทราบชื่อ ก็พอดีด้วยได้ตรัสบอกไว้ จะคัดส่งไปให้ท่านทราบ เวลาค่ำมีเทศน์ถวายกัณฑ์หนึ่ง พระครูวิจิตรธรรมภาณ วัดราชบพิธ แสดงขอถวายพระกุศล.
ควรมิควรแล้วแต่จะโปรด
สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ เจ้าฟ้ากรมหลวงนริศรานุวัดติวงศ์
๑. คือ นายธนิต อยู่โพธิ์ อธิบดีกรมศิลปากร
วันที่ ๑๑ พฤศจิกายน พ.ศ. ๒๔๘๔ ดร
บ้านซินนามอน ปีนัง
วันที่ ๑๑ พฤศจิกายน ๒๔๘๔
ทูล สมเด็จกรมพระนริศฯ
สัปดาหะนี้มีอันเป็น คอยจนวันอาทิตย์แล้ว ลายพระหัตถ์เวรก็ยังหามาถึงมือหม่อมฉันไม่ จึงต้องเขียนจดหมายฉบับนี้เริ่มด้วยเรื่องทางนี้ก่อน
เรื่องทางปีนัง
๑) เมื่อวันพฤหัสบดีที่ ๖ พฤศจิกายน ลูกหญิงแก้ว หญิงนิด กับหลานแมวออกมาถึงโดยเรียบร้อย หม่อมฉันได้เห็นหน้าลูกหลานซึ่งห่างกันมาช้านานก็ชื่นบานสำราญใจเป็นธรรมดา เธอจะอยู่ที่นี่สัปดาหะหนึ่ง กลับวันศุกร์พร้อมกับจดหมายนี้ หญิงแก้วพาของกินที่คุณโตมีแก่ใจฝากมาให้หม่อมฉัน มามอบให้ตามประสงค์ของเธอแล้ว ขอได้โปรดตรัสบอกคุณโตว่าหม่อมฉันขอบคุณมาก
เวลานี้เป็นฤดูต้นเงาะที่ปีนังกำลังออกลูก หม่อมฉันถามหญิงแก้วเธอว่า ในกรุงเทพ ฯ ยังไม่ถึงฤดู ก็เป็นอันสมโอกาสดี จึงสั่งให้เขาหาลูกเงาะฝากเธอมาถวายตามมีตามเกิด
บรรเลง
๒) หม่อมฉันเห็นในหนังสือ Novel ฝรั่งแต่งเล่าถึงอินเดียเรื่อง ๑ เขาว่าราษฎรในอินเดียเรียกชาวต่างด้าวว่า Pardesi เห็นเข้าก็รู้ความซึมทราบว่าปรเทสี เช่นเดียวกับที่เรียกพระว่า คามวาสี และอรัญวาสี ภาษาไทยไม่มีวิธีเปลี่ยนสระท้ายคำ จึงเรียกว่า “แขกบรเทศ” ก็ได้ความตรงกันควรชมว่าแปลถูกแล้ว แต่มามีผู้แปลงคำ “บรเทศ”
เป็น “วรเชษฐ์” ดังเรียกเพลงดนตรีเพลงหนึ่งว่า “เพลงแขกวรเชษฐ์” ก็น่าหัวเราะ คงเป็นเพราะผู้นั้นไม่รู้ความของศัพท์บรเทศ สังเกตแต่เสียงก็แปลงไปเป็นวรเชษฐ์ หมายว่าจะถูก ความก็รับทำให้กลายเป็นเพลงของมลายู ด้วยศัพท์ เชษฐ์ นั้นตรงกับศัพท์ อะบัง ที่พวกมลายูชอบเรียกกันตามภาษาสุภาพของเขา น่าจะยังเรียกกันว่า เพลงแขกวรเชษฐ์ อยู่โดยมาก
๓) ทีนี้จะทูลบรรเลงถึงเรื่อง “จีวร” ตามความรู้ที่ได้จากหนังสือวินัยมุข ของสมเด็จพระมหาสมณะ ท่านประทานอธิบายว่าเมื่อแรกพระพุทธเจ้าทรงตั้งสงฆมณฑลนั้น ประทานอนุญาตให้พระภิกษุมีผ้าครองแต่องค์ละ ๒ ผืน คือผ้านุ่ง เรียกว่า อันตรวาสก ผืน ๑ กับ ผ้าห่ม เรียกว่า อุตราสงค์ ผืน ๑ เรียกรวมกันว่า “จีวร” มีเพียงเท่านั้นมา
ก่อน จนถึงกาลครั้ง ๑ ในฤดูหนาว พระพุทธองค์ทรงปรารภว่า ห่มอุตราสงค์นอนไม่พอจะทนหนาวได้ ทรงลองเอาผ้าซ้อนกันห่มถึง ๓ ชั้น จึงถึงขนาดพอทนหนาวได้ ก็ทรงประดิษฐ์จีวรผ้า ๒ ชั้นขึ้นอีกผืน ๑ เรียกว่า สังฆาฏิ สำหรับคลุมทับอุตราสงค์ที่ห่มนอนให้เป็นผ้า ๓ ชั้นกันหนาว แต่นั้นก็ทรงบัญญัติให้พระภิกษุต้องมี ผ้านุ่งผืน ๑ ผ้าห่มผืน ๑ ผ้าคลุมผืน ๑ เรียกรวมกันว่า “ไตรจีวร” สำหรับตัวหมดทุกรูป
ได้ความรู้ข้อนี้ (ซึ่งที่จริงก็เคยได้ยินมาบ้างแล้ว แต่ยังไม่ซึมทราบถึงที่อ่านอธิบายของสมเด็จพระมหาสมณะ) ก็นึกพิศวง ถึงอยากถามสมเด็จพระพุทธโฆษาจารย์ว่า เหตุไฉนชาวเรา ทั้งพระและคฤหัสถ์ จึงเอาคำจีวรมาเรียกเป็นชื่อเฉพาะอุตราสงค์ ทำให้คนทั้งหลายโดยมากสำคัญว่า สบงและสังฆาฏิมิใช่จีวร ถ้าจะพิสูจน์ความเข้าใจเช่นนั้น ลองสั่งลูกศิษย์ให้ไปหยิบจีวร ก็คงไปฉวยเอาอุตราสงค์มาถวาย แม้หม่อมฉันเองก็เคยหลงสงสัยเมื่ออ่านหนังสือบางเรื่องซึ่งกล่าวว่า พระสาวก ส่งบาตร
และจีวรถวายพระพุทธองค์ เมื่อเสด็จจะเข้าบ้าน และมีกล่าวถึงพระภิกษุผู้เป็นเจ้าของถิ่นรับบาตรและจีวรพระอาคันตุกะ ฉงนว่าเหตุไฉนจึงส่งถวายและรับแต่บาตรกับอุตราสงค์ สังฆาฏิไปอยู่เสียที่ไหนเวลานั้น ต่อเห็นอธิบายในหนังสือวินัยมุขจึงเข้าใจชัดว่า คำจีวรหมายรวมกันทั้งอุตราสงค์และสังฆาฏิ หรือแต่ผืนใดผืนหนึ่งก็ได้ ยังคำที่เราเรียกอันตรวาสกว่า “สบง” นั้น เกิดขึ้นด้วยเหตุใดและไฉนจึงเรียกกันเช่นนั้นทั่วไปก็อยากถามสมเด็จพระพุทธโฆษาจารย์ด้วย
ผ้าสังฆาฏินั้น สมเด็จพระมหาสมณะตรัสอธิบายต่อไปว่า “ใช้อย่างไรไม่ได้ความชัด ในพระสูตรกล่าวว่าพระสาวกปูถวายพระศาสดาเสด็จนั่งบ้าง ผทมบ้าง ในพระวินัยว่าใช้ซ้อนห่มเข้าบ้าน แต่ในเวลาเข้าประชุมสงฆ์ในอาราม ใช้อย่างไรไม่กล่าวถึง ไม่ได้กล่าวว่าให้พาดบ่า มีภิกษุในเมืองเราเท่านั้นใช้พาดบ่า พระพม่าพระลังกาใช้ห่มซ้อนไปด้วยกันในเวลาเข้าบ้าน ในวัดไม่ได้ใช้ (สังฆาฏิ)” ดังนี้ ก็ได้ความบ่งต่อออกไป ให้
เห็นเหตุที่พระมหานิกายกับพระธรรมยุติห่มคลุมผิดกันว่าเกิดแต่แปลคำ “ซ้อน” (ภาษามคธว่ากระไร หม่อมฉันไม่ทราบ) ต่างกันมาแต่โบราณ พระภิกษุไทย คือพระมหานิกายเข้าใจว่าเอาสังฆาฏิห่มคลุมเข้าข้างนอกอุตราสงค์เป็นห่มซ้อน แต่พระพม่า มอญ และลังกา อันเป็นต้นแบบห่มผ้าอย่างธรรมยุติ เข้าใจว่าเอาสังฆาฏิทาบกับอุตราสงค์ห่ม จึงเป็นซ้อนกัน มูลมีเท่านี้เอง
แต่สมเด็จพระมหาสมณะท่านได้ทรงพิสูจน์จนตระหนักพระหฤทัยว่า ลักษณะที่พระครองผ้าเช่นเห็นกัน จะเป็นอย่างมหานิกายก็ตามหรืออย่างธรรมยุติก็ตาม เป็นแบบคิดประดิษฐ์ขึ้นใหม่เมื่อภายหลังพุทธกาลทั้งนั้น เพราะเหตุใดท่านจึงเห็นเช่นนั้น ได้ทรงชี้แจงหลักฐานประกอบด้วยรูปฉายไว้ในหนังสือวินัยมุขเล่ม ๒ โดยพิสดาร
๔) ถึงวันอังคารที่ ๑๑ พฤศจิกายน เวลาเช้า ๑๑ นาฬิกาแล้วยังไม่ได้รับลายพระหัตถ์เวร และหนังสือพิมพ์ซึ่งมาถึงปีนังเมื่อคราวเมล์วันพฤหัสบดีที่ ๖ ถึงกำหนดจะต้องส่งจดหมายไปทิ้งไปรษณีย์ในวันอังคารนี้ จึงจำต้องหยุดเขียนจดหมายฉบับนี้เพียงเท่านี้
ควรมิควรแล้วแต่จะโปรด
สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมพระยาดำรงราชานุภาพ
วันที่ ๑๗ พฤศจิกายน พ.ศ. ๒๔๘๔ ดร
บ้านซินนามอน ปีนัง
วันที่ ๑๗ พฤศจิกายน พ.ศ. ๒๔๘๔
ทูล สมเด็จกรมพระนริศ ฯ
๑) การรับลายพระหัตถ์เวรสัปดาหะนี้แปลกประหลาดอีก ถึงวันศุกรที่ ๑๔ พฤศจิกายน เวลากลางวันเขาเชิญลายพระหัตถ์เวรซึ่งมาถึงเมื่อคราวเมล์วันพฤหัสบดีมาส่งตามเคย แต่คราวนี้ส่งพร้อมกัน ๒ ซองทั้งซองลายพระหัตถ์ฉบับลงวันที่ ๔ และฉบับลงวันที่ ๑๑ พฤศจิกายน เป็นอันได้ความจริงว่า ลายพระหัตถ์ฉบับลงวันที่ ๔ คว้างเคว้งอยู่ในเมืองไทยสัปดาหะ ๑ แล้วจึงส่งมาถึงเมืองปีนังเมื่อคราวเมล์วันที่ ๑๓ พฤศจิกายน ทางหม่อมฉันก็คอยลายพระหัตถ์รำคาญอยู่ทั้งสัปดาหะ ถึงบ่นสั่งหญิงแก้วให้ไปทูล เป็นอันสิ้นรำคาญแล้วจึงทูลมาให้ทรงทราบ
สนองลายพระหัตถ์ฉบับลงวันที่ ๔
๒) รูปพระปรางค์นั้น หม่อมฉันสังเกตว่าเขมรได้แบบมาจากอินเดีย ไทยได้แบบปรางค์เขมรมาแก้ ทำเป็นรูปกลีบบัว (ที่เรียกกันว่า-กลีบขนุน) ประดับองค์ปรางค์ให้เข้าคติพระพุทธศาสนา แทนช่องวิมานซึ่งปรางค์เขมรทำตามคติศาสนาพราหมณ์ จึงมีชื่อเรียกกันว่า-ปรางค์ไทย เช่นที่ทำกันเป็นสามัญอย่าง ๑ เรียกว่า-ปรางค์เขมร
เช่นที่ทูลกระหม่อมโปรดให้สร้างที่วัดราชประดิษฐ์องค์ ๑ กับที่บนยอดเขามไหสวรรย์เมืองเพชรบุรีแห่ง ๑ ยังมีพระปรางค์ไทยแปลกออกไปอีกอย่าง ๑ ทำองค์ปรางค์เป็นเฟือง เห็นทำพระมหาธาตุเมืองสรรค์องค์ ๑ และทำพระปรางค์รายไว้ที่วัดมหาธาตุเมืองลพบุรีอีกองค์ ๑ หรือ ๒ องค์ ไม่เห็นมีที่อื่นอีก จะได้แบบมาแต่ไหนยังไม่ทราบ
๓) เมืองต่างๆ ในมณฑลพิษณุโลกในสมัยเมื่อไทยแรกลงมาปกครอง เรียกชื่อเป็นภาษาไทยแทบทั้งนั้น เช่นเมืองบางยาง เมืองราด เมืองสระหลวง เมืองสองแคว เมืองทุ่งยั้ง เมืองบางยม เมืองลุ่ม เมืองตาก เมืองกำแพงเพชร เมืองพระบาง เมืองแพรก มีเรียกชื่อเก่าก่อนขึ้นไปไม่รู้ว่าภาษาอะไร ๒ เมือง คือ เมืองเชลียงเมือง ๑
เมืองชากังราวเมือง ๑ มีเมืองที่เรียกชื่อเป็นภาษาสังสกฤตแต่ ๓ เมือง คือ เมืองสุโขทัย ซึ่งเขมรตั้งเป็นเมืองหลวงสำหรับปกครองหัวเมืองเหนือ มีปราสาทหินวัดพระพายหลวงที่เขมรสร้างไว้เป็นสำคัญว่าเขมรตั้งปกครองอยู่ที่นั่นนาน ถึงสร้างปราสาทหินได้สำเร็จ ประเพณีเขมรชอบใช้ภาษาสังสกฤตตามคติพราหมณ์จึงน่าจะ
เป็นเขมรตั้งชื่อเมืองนั้นว่า “สุโขทัย” หมายความว่า “เป็นที่เกิดความสุข” มิใช่ “ให้ชนชาติไทยเป็นสุข” อีกเมือง ๑ คือ เมืองศรีสัชนาลัย ซึ่งราชวงศ์พระร่วงสร้างขึ้นแทนเมืองเชลียงที่ถูกน้ำเซาะพังไปเสียมาก สร้างในสมัยเมื่อไทยเอาอย่างประเพณี
เขมรมาใช้มากแล้ว จึงให้ชื่อเมืองเป็นภาษาสังสกฤต อีกเมือง ๑ คือ เมืองคณฑี อยู่ใต้เมืองกำแพงเพชร แต่เห็นจะชื่อบาง ซึ่งยังเรียกกันอยู่จนเดี๋ยวนี้ว่า “บางคณฑี” มาให้ชื่อเมือง เช่นเมืองบางละมุงในชั้นหลัง ชื่อเมืองพิษณุโลก สวรรคโลก พิจิตร นครสวรรค์ เหล่านี้ตั้งขึ้นในสมัยกรุงศรีอยุธยาทั้งนั้น
๔) คำที่เรียกชื่อว่า หันแตร และ บลัดเล เป็นคำจำพวกเดียวกับเรือล่องบด ตั้งใจจะเรียกตามคำภาษาฝรั่ง เรียกไม่ชัดก็แปรไปหาภาษาไทยตามสะดวกปาก คำภาษาสังสกฤตที่เอามาใช้เป็นชื่อเช่นโทรเลขและไปรษณีย์นั้นเป็นของใหม่ เมื่อแรกมีโทรเลขเรียกชื่อตามภาษาฝรั่งว่า-เตเลกราฟ แต่แปรไปเป็น-ตะแล๊บแก๊บ ไปรษณีย์เมื่อกงสุลอังกฤษยังเป็นเจ้าของ เพราะส่งหนังสือไปต่างประเทศทางเมืองสิงคโปร์และฮ่องกง ใช้ตั๋วตราของเมืองสิงคโปร์มีอักษร B พิมพ์เพิ่มหมายว่าบางกอก ใช้กันแต่พวกฝรั่ง
ก็เรียกกันตามภาษาอังกฤษว่า โปสต์ เรียกตั๋วตราว่า แสตมป์ ครั้นเมื่อแรกจัดการไปรษณีย์ของไทยขึ้น โปรดให้สมเด็จพระราชปิตุลาเป็นอธิบดี ท่านตรัสเผดียงให้สมเด็จพระสังฆราช (สา) คิดชื่อ จึงเกิดคำไปรษณีย์และโทรเลขแต่นั้นมา หนังฉายนั้นเดิมไทยเราเรียกว่า “หนังญี่ปุ่น” เพราะญี่ปุ่นเอาเข้ามาเล่นในกระโจมผ้าตั้งที่ลานนครเกษมก่อน ครั้นชาวกรุงเทพ ฯ ตั้งเล่นบ้างจึงเรียกว่า “ภาพยนต์” มาจนเกิดมีโรงเล่นแพร่หลายจึงเรียกกันว่า “หนังฉาย” สืบมา
มีเรื่องเตร็จเกิดแต่เรียกชื่อฝรั่งมาแต่ก่อนเรื่อง ๑ เล่ากันมาว่า ครั้งรัฐบาลอังกฤษให้ เซอร์ เจมสบรุก Sir James Brooke เป็นทูตมาขอแก้หนังสือสัญญาเมื่อปลายรัชกาลที่ ๓ พระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้า ฯ ทรงได้ยินกรมท่าทูลว่าชื่อ “เยมสัปรุษ” ตรัสว่าชื่อเสียงเป็นสัปรุษจะเป็นคนใจดีดอกกระมัง นี่เป็นแต่เรื่องเล่า ทีนี้ถึงเรื่องจริง ด้วยสมเด็จพระพุทธเจ้าหลวงตรัสเล่าเอง ว่าเมื่อพระองค์แรกเสวยราชย์ เซอร์ เจมสบรุก เป็นราชาเมืองสรวักที่เกาะบอร์เนียว มีหนังสือมาถวายพร ทรงหนังสือนั้นแล้วทรง
เขียนหนังสือว่า “จดหมายเซอร์ เจมสบรุก” ที่บนหลังซองวางไว้ข้างที่ ในวันนั้นเสด็จออกขุนนางแล้ว สมเด็จเจ้าพระยาเข้าไปเฝ้าที่พระฉาก ตรัสสั่งเจ้าพระยานรรัตน์ (โต) เมื่อยังเป็นที่เจ้าหมื่นสรรเพชญ์ภักดี ให้ไปเรียกเอาหนังสือซึ่งทรงเขียนลายพระหัตถ์ไว้ที่หลังซองว่า “หนังสือเซอร์เจมสบรุก” มาจากข้างในจะพระราชทานให้สมเด็จเจ้าพระยาดู ด้วยท่านเคยรู้จักตัวเซอร์เจมสบรุก แต่รอคอยอยู่เท่าใดก็ไม่ได้หนังสือ เมื่อเสด็จขึ้นตรัสถามเจ้าคุณพระประยูรวงศ์ เวลานั้นเป็นพระสนมเอก
พนักงานรักษาหนังสือข้างที่ ว่าค้นหนังสือเซอร์เจมสบรุกไม่พบหรือ เจ้าคุณพระประยูรวงศ์กราบทูลว่า คุณเพียนเถ้าแก่ไปบอกว่าต้องพระราชประสงค์หนังสือซึ่งเขียนลายพระหัตถ์ไว้หลังซองว่า “ครือคะรึ” ค้นไม่พบก็จนใจ ได้ทรงฟังดังนั้นถึงวันรุ่งขึ้นจึงตรัสต่อว่าเจ้าพระยานรรัตน ฯ ว่า อย่างไรจึงไปเรียกหนังสือนั้นว่าครือคะรึ เจ้าพระยานรรัตน ฯ กราบทูลปฏิเสธว่า “ข้าพระพุทธเจ้าไมได้เรียกว่าครือคะรึ ไปบอกคุณเพียนเถ้าแก่ว่าหนังสือ “ซีจำปลุ๊ก” ตามรับสั่ง ก็เลยเป็นเรื่องขันเข้าตำนาน
๕) สัตว์เดียรัจฉานที่มนุษย์อาจจะหัดให้ทำอะไร ๆ ผิดวิสัยของมันได้มีหลายอย่าง จนกระทั่งตัวหมัดก็หัดให้เล่นละครได้ แต่ไม่เคยเห็นใครหัดวัวให้ทำอะไรได้นอกจากลากขน คงเป็นเพราะมันโง่กว่าสัตว์อย่างอื่น สังเกตดูเมื่อนั่งรถไปพบมันในท้องถนนก็พิสูจน์ได้ ที่พวกฮินดูเคารพนบนอบวัวก็คงมาแต่ได้กินน้ำนมของมันประกอบกับที่ได้ใช้แรงงานมันเป็นผล เพราะได้รับประโยชน์จากวัวยิ่งกว่าสัตว์อื่น จึงยกย่องเลยๆไปจนถึงเป็นพระนนทิการ ๆ คงเขลาเป็นแน่
๖) จะทูลความเป็นอนุสนธิเนื่องจากวิตะมินต่อไปอีก ท่านเคยตรัสปรารภมาในลายพระหัตถ์ฉบับ ๑ ว่า มีผู้เห็นว่าควรจะปลูกข้าวสาลีทาขนมปังกินในเมือง ไทยแทนข้าว หม่อมฉันเพิ่งได้เห็นในหนังสือพิมพ์บางกอกไตม์ฉบับออกเมื่อวันเสาร์ที่ ๘ พฤศจิกายนนี้ว่า ตั้งแต่เกิดสงครามมา ที่เมืองมลายูและเมืองไทยหาแป้งสาลีทำ
ขนมปังยากขึ้นทุกที เพราะเรือบรรทุกข้าวสาลีมาจำหน่ายจากต่างประเทศมีน้อยลง เกรงว่าจะเกิดขาดแคลน มีหมอคนหนึ่งชื่อ แบลคมอร์ Blakemore ผู้เป็นตำแหน่งแพทย์อำนวยการอนามัยที่เมืองสิงคโปร์ คิดว่ารำที่สีเอาออกจากเมล็ดข้าวมีธาตุสำคัญในสรรพคุณของอาหารอยู่หลายอย่าง เช่นวิตะมินเป็นต้น น่าจะเป็นอาหาร
มนุษย์ได้ แต่คนใช้รำเพียงเลี้ยงหมูเท่านั้น จึงลองประสะรำทำเป็นแป้งอย่างแป้งสาลี แล้วทำเป็นขนมปังกินมาเองกว่า ๒ เดือนแล้ว สังเกตดูก็เกิดกำลังวังชาดี เดี๋ยวนี้ที่เมืองสิงคโปร์กำลังมีผู้ลงมือทำแป้งรำอยู่แล้ว จะเอาออกจำหน่ายเดือนธันวาคมนี้ ดูก็เป็นข่าวดีอยู่ ถ้าเป็นจริงอย่างว่ารำก็จะเกิดเป็นสินค้าคู่กับข้าว ส่วนชาวเมืองเราใครจะชอบกินข้าวสุกหรือจะชอบกินขนมปังก็ไม่ต้องเลิกทำนา เพราะข้าวอาจจะทำได้ทั้ง ๒ อย่าง
๗) คำว่า “ดินสอ” นั้น คิดหามูลออกฉงน ด้วยคำ “ดิน” เป็นภาษาไทย คำ “สอ” เป็นเขมร ถ้าเป็นของไทยประดิษฐ์ขึ้นไฉนไม่เรียก “ดินขาว” เหมือนเช่นเรียกดินแดงที่ใช้ทาฝาเรือน ถ้าเป็นของเขมรประดิษฐ์ไฉนไม่เรียกคำดินตามภาษาเขมร ถ้าจะลองเดาดูมูลเหตุ เห็นว่าเดิมไทยจะเขียนหนังสือแต่ด้วยเส้นดำน้ำหมึกตามแบบจีน มาได้วิธีเขียนเส้นขาวจากเขมร จึงได้คำ “สอ” ติดมาด้วย ก็สอนั้นได้มาจากดิน เป็นดินก้อน
เทือกหินอะไรอย่าง ๑ เป็นดินผงเอามาเกรอะทำเป็นแท่งอย่าง ๑ จึงเรียกว่า “ดินสอหิน” และ “ดินสอพอง” เป็น ๒ อย่าง ต่อมาเอาเขม่าปั้นเขียนเส้นดำเหมือนอย่างใช้ดินสอขาว จึงเรียกว่าดินสอดำ ดินสอแดงและสีอื่นเพิ่งจะมีใช้เมื่อเร็วๆ นี้ ก็พลอยเรียกว่า ดินสอตามไปด้วย คำว่า ดินสอ จึงหมายความแปรไปเป็นถรรพสัมภาระสำหรับเขียนหนังสือด้วยประการฉะนี้
๘) นายปานขลิกนั้น เป็นลูกพระยาวงศาภูสิต (นึกชื่อตัวไม่ออก) พระยาวงศาภูสิตเป็นลูกสมเด็จเจ้าพระยาบรมมหาประยูรวงศ์ จึงอยู่ในสกุลบุนนาค แกเป็นนายสิบเอกทหารมหาดเล็กกองร้อยที่ ๖ เมื่อหม่อมฉันเป็นนักเรียนนายร้อยอยู่ในกองร้อยนั้นเคยคุ้นกัน แกเป็นพี่หลวงศิลปสารสราวุธ (เล็ก) นายร้อยโทกองร้อยที่ ๕ ซึ่งไปขึ้นหาผู้หญิงที่บ้านพระสาครฯ แล้วถูกตีตายในแม่น้ำ เป็นคดีอื้อฉาวอยู่คราวหนึ่ง
จะทูลเรื่องเตร็จในเรื่องชื่อสกุลบุนนาคต่อไป - เจ้าพระยามหาเสนาบุนนาคมีบุตร ๓ คน คนที่ ๑ เกิดด้วยภรรยาเดิม คือ พี่น้องเจ้าจอมมารดาตานีของกรมหมื่นสุรินทรรักษา ซึ่งเรียกกันว่าเจ้าคุณวังนั้น เจ้าพระยาราชศุภมิตร (อ๊อด) อยู่ในสายบุตรคนที่ ๑ นั้น บุตรคนที่ ๒ คือ สมเด็จเจ้าพระยาบรมมหาประยูรวงศ์ คนที่ ๓ คือ สมเด็จเจ้าพระยาบรมมหาพิชัยญาติ เกิดด้วยเจ้าคุณพระสัมพันธวงศ์นวลทั้ง ๒ คน
เมื่อจะตั้งประเพณีใช้นามสกุล เจ้าพระยาภาส ฯ ขอใช้นามสกุลว่า “บุนนาคนวล” เพราะรังเกียจพวกที่สืบสายลงมาจากบุตรคนที่หนึ่ง ว่ามิได้เป็นราชินีกุล เจ้าพระยาราชศุภมิตรขัดใจเลยกราบทูลขอพระราชทานนามอื่นเป็นนามสกุล ไม่เป็นสกุลบุนนาค สมเด็จพระมงกุฎเกล้า ฯ ก็พระราชทานนามสกุลว่า “ศุภมิตร” พวกเชื้อสายสมเด็จเจ้าพระยาทั้ง ๒ องค์ จึงใช้นามสกุลแต่คำว่า “บุนนาค”
สนองลายพระหัตถ์ฉบับลงวันที่ ๑๑
๙) เหตุที่คนต่างถิ่นพูดสำเนียงผิดกันและเรียกของบางอย่างต่างกันนั้น เป็นธรรมดาของมนุมย์ เป็นอย่างนั้นทุกประเทศ และยังมีอยู่จนทุกวันนี้ ว่าแต่เฉพาะเมืองไทย แม้ในสมัยรุ่นตัวเราก็ยังเคยได้ยินชาวเมืองสุพรรณ เมืองสมุทรสงคราม เมืองเพชรบุรี เมืองนครราชสีมา เมืองนครศรีธรรมราช พูดสำเนียงผิดกันกับชาวกรุงเทพ ฯ ซึ่งพูด
ตามสำเนียงเช่นนั้นกันในกรุงศรีอยุธยาเมื่อเป็นราชธานี คิดหาเหตุก็เห็นได้ไม่ยาก เพราะแต่โบราณคนอยู่ต่างถิ่นไปมาถึงกันยาก โดยมากก็อยู่แต่ในถิ่นของตนสืบต่อพ่อลูกหลานมาหลายชั่ว เคยพูดกันด้วยสำเนียงอย่างไรหรือเรียกชื่อสิ่งใดว่าอย่างไร ก็เรียกกันอย่างนั้นเป็นปกติ ต่อทางคมนาคมสะดวกขึ้น ไปมาถึงกันมากขึ้น สำเนียง
และถ้อยคำของพวกน้อยจึงเปลี่ยนแปลงตามไปกับพวกมาก โดยเฉพาะถึงสมัยเมื่อตั้งโรงเรียนก็ยิ่งเปลี่ยนแปลงเร็วขึ้น พึงเห็นได้เช่นชาวเมืองสุพรรณและเมืองสมุทรสงคราม เดี๋ยวนี้ก็พูดเป็นสำเนียงกรุงเทพ ฯ หมดแล้ว เมืองเพชรบุรียังมีแต่ชาวบ้านป่าที่ยังพูดสำเนียงเดิมอยู่บ้าง ว่าถึงเปลี่ยนถ้อยคำที่พูดกัน หม่อมฉันนึกว่าชาวกรุงเทพ ฯ เองเห็นจะเปลี่ยนมากกว่าชาวเมืองอื่นๆ หากว่าเป็นราชธานี มิฉะนั้นก็น่าที่จะถูกพวกเมืองอื่นใส่ความว่าสัญญาไม่ปกติ
๑๐) หม่อมฉันขอถวายอนุโมทนาพระกุศล ซึ่งทรงบำเพ็ญโดยกตเวที สนองพระเดชพระคุณสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัวเมื่อตรงวันประสูติ
๑๑) หญิงแก้ว หญิงนิด กับหลานแมว กลับไปแล้วเมื่อวันศุกร์ที่ ๑๔ หญิงจงก็กลับไปพร้อมกัน ด้วยเธอได้มาอยู่ถึง ๓ เดือนแล้ว ดูสบายสมบูรณ์ดี หม่อมฉันคุยกับหญิงแก้วบางทีสนุกถึง “เกิ้กก้าก” จะทรงทายว่าสนุกเรื่องอะไรก็เห็นจะไม่ถูก เพราะเป็น
แต่หม่อมฉันซักไซ้ไต่ถามถึงในวังวรดิศ เป็นต้นแต่ถามถึงสนามหญ้าและต้นไม้ที่หม่อมฉันได้ปลูกไว้ จนถึงเรือนหลังนั้น ๆ ว่าเป็นอย่างไร คนนั้น ๆ เป็นอย่างไร เธอก็เล่าพรรณนาให้ฟัง หม่อมฉันได้ฟังพรรณนาถึงคนและของที่เคยรู้จักชินใจก็เกิดความรื่นรมย์ ยกตัวอย่างดังเช่นเล่าถึงต้นชมพู่สำลีว่ายังงามดี เมื่อลูกออกเธอไปลัก
ถูกหลานรัศมีจับฟ้องพ่อ และพรรณนาถึงต้นลำดวนกับต้นบุนนาคที่หม่อมฉันปลูกไว้ ว่ายังออกดอกงอกงาม ถึงยายเพิงออกปากว่า หม่อมฉันไม่อยู่บูชาพระสะดวกขึ้น ดังนี้ ชายดิศเธอส่งลูกชมพู่สำลีมาให้หม่อมฉันเมื่อคราวเมล์หลัง เธอว่าปีนี้ออกน้อยไม่ดกเหมือนปีก่อน แต่หม่อมฉันสังเกตดูเห็นลูกโตถึงขนาด เห็นจะจริงอย่างเขาว่า ถ้าจะให้ลูกไม้ใหญ่ เมื่อแรกออกลูกต้องปลิดทิ้งเสียบ้าง ให้กำลังมันไปรวมอยู่ในจำนวนน้อยเข้าลูกจึงโต
๑๒) เมื่อหม่อมฉันทูลถึงแขกบรเทศไปในจดหมายฉบับก่อนแล้ว นึกว่าเคยเห็นเรียกชื่อแขกต่างจำพวกมีอยู่ในกฎหมายทำเนียบศักดินาพลเรือนว่าด้วยกรมท่า ไปพลิกดูก็พบมีเรียกว่า “พราหมณ์เทศ พวก ๑ แขกประเทศ พวก ๑ แขกชวา พวก ๑ แขกมลายู พวก ๑” พราหมณ์เทศนั้นคงหมายว่าพวกชาวอินเดียที่ถือศาสนาฮินดู แขกประเทศหมายว่าชาวอินเดียที่ถือศาสนาอิสลาม ยังเรียกกันชั้นหลังว่า แขกเทศ เพราะฉะนั้นแขกบรเทศหมายความว่าพวกชาวอินเดียที่ถือศาสนาอิสลามมิใช่อื่น
ควรมิควรแล้วแต่จะโปรด
สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมพระยาดำรงราชานุภาพ
วันที่ ๑๘ พฤศจิกายน พ.ศ. ๒๔๘๔ น
ตำหนักปลายเนิน คลองเตย
วันที่ ๑๘ พฤศจิกายน ๒๔๘๔
กราบทูล สมเด็จกรมพระยาดำรง ฯ ทราบฝ่าพระบาท
ข่าว
๑) เมื่อวันอังคารเดือนนี้ วันที่ ๑๑ ได้รับลายพระหัตถ์เวรซึ่งลงวันที่ ๓ พฤศจิกายน แปลว่าล่ากว่าที่เคยได้รับไปวันหนึ่ง ดูซองมีปะปิดหัวเดียวแต่สองทับ และมีตรารูปสี่เหลี่ยมรี ในนั้นมีหนังสือโรมันภาษาอังกฤษอย่างที่ทรงทราบแล้ว ประทับหลังซองมาเป็นโฆษณาตามเคย เปิดออกดูเห็นในนั้นเป็นหนังสือ ๒ ฉบับ คือลายพระหัตถ์เวรฉบับหนึ่ง กับเรื่องอนามัยซึ่งทรงแต่งย้อนหลังอีกฉบับหนึ่ง จะได้กราบทูลสนองความต่อไปในเบื้องหน้า แต่อยู่ในหนังสือฉบับนี้
๒) เมื่อวันที่ ๑๐ เดือนนี้ มีหญิงแก่คนหนึ่งมาหากับดุษฎีดิศ ไม่รู้จักหญิงแก่คนนั้นเลย แต่ต่อมาทราบได้ว่าคือคุณหญิงชุ่ม มาตามให้ไปอาบน้ำศพพระยาธรรมศาสตร์ (จุ้ย) ในวันรุ่งขึ้นเวลาบ่าย ๕ โมง ว่าเป็นโรคชราอายุ ๗๘ ครั้นวันรุ่งขึ้นก็ได้ไปตามเวลาที่กำหนดให้ บ้านอยู่มะกะสัน ได้ทำหน้าที่อะไรให้ทุกอย่าง เห็นแต่งศพใส่โกศ
ประกอบลองแปดเหลี่ยม ตั้งบนแว่นฟ้าชั้นเดียวที่มุขหลังเรือน เตี้ยมาก เพราะไม่ได้ทำไว้สำหรับตั้งโกศ กรุเพดานด้วยผ้าแพร แต่ก็ต้องเจาะ เพราะสูงไม่พอกับยอดโกศ มีฉัตรเบญจา (ระบายสลับสี) ตั้งสี่คัน สี่มุม ได้ยินเสียงกลองประโคมเมื่ออาบน้ำศพ แต่ไม่ได้เห็นว่าอยู่ที่ไหน รู้เป็นแน่ว่าต้องเป็นกลองเขียว
สนองลายพระหัตถ์
๓) แสตมป์ที่ปิดหนังสือเวรถวายมา เป็นหน้าที่กรมไปรษณีย์เขาจะชั่งจะปิด เกล้ากระหม่อมไม่ได้รู้เห็นด้วย เคยเห็นแต่หนังสือพิมพ์เขาลงประกาศบอกเลิกใช้แสตมป์อย่างนั้นอย่างนี้อยู่เนืองๆ ว่าเพราะมีปลอม
๔) คำ “ออ” เป็นแน่ว่าออกจาก “อ่อน” แต่ดูขยับจะเป็นคำต่ำ เกล้ากระหม่อมไม่เคยใช้คำนั้น เขาว่าในตำรานิรุกติศาสตร์ ปรับเอา ร ล เป็น “ลิขวิต” คือ น้ำเหลว จะใส่เข้าที่ไหนก็ได้ ถ้าเป็นดังนั้น “อ่อน” เป็น “หล่อน” ก็ไม่ขัดข้อง
๕) คำ “บาง” เป็นแน่ว่าหมายถึงคลองตัน เหมือนหนึ่ง “กุด” อะไรต่างๆ เช่น “กุดลิง” แปลว่ามีลิงอยู่มากในบางนั้น “กุฏิลิง” ซึ่งแปลไปว่า “วานรนิวาส” เหตุที่ต้องมีบางก็เป็นชั้นแรกที่มีแม่น้ำ คนเข้าตั้งทำนากะหร็อมกะแหร็ม ต้องขุดเป็นคลองด้วนเพื่อเอาน้ำเข้าไปใช้ แล้วทีหลังเมื่อบ้านเมืองจำเริญขึ้น บางอะไรซึ่งอยู่ใกล้กันก็ขุดปลายบางไปต่อกันเป็นคลองขึ้น หรือบางนั้นอยู่ใกล้แม่น้ำก็ขุดปลายบางไปทะลุแม่น้ำให้
เป็นคลองขึ้น เช่นบางกอกก็ต้องเป็นขุดบางกอกจนสถานที่ก็ยังได้ชื่ออยู่ว่าบางกอก คลองบางกอกน้อย บางกอกใหญ่ อันเป็นแม่น้ำนั้นมาได้ชื่อแปรเป็นบางไปทีหลัง เมื่อคลองบางกอกกลายเป็นแม่น้ำไปแล้ว อันชื่อคลองบางลำภูซึ่งขุดปลายบางไปต่อกันนั้น ก็พอจะเห็นได้ว่าชื่อปากคลองไม่เหมือนกัน ข้างหนึ่งเรียกว่าคลองบางลำภู อีกข้างหนึ่งเรียกว่าคลองโอ่งอ่าง แต่ที่เรียกคลองโอ่งอ่างนั้นมาได้ชื่อทีหลัง เพราะขายโอ่งอ่าง ชื่อบางเดิมจะต้องมีอีกต่างหาก แต่ลับไปแล้ว
๖) โคลงวัดสังกะจาย ลางทีเกล้ากระหม่อมจะฉวยเอา “นิราศนรินทร์อินทร์” มากราบทูล ที่แท้ที่นั่นจะไม่ได้จารึกไว้ดังนั้นก็เป็นได้ ฉบับนิราศนรินทร์อินทร์ที่ในกรุงมีถมไป แต่จะสอบดูก็ไม่เห็นจะเป็นระโยชน์ ประโยชน์อยู่ที่สอบโคลงวัดสังกะจาย ได้พูดแก่ชายงั่วแล้วให้เธอไปคัดโคลงที่วัดนั้นมา แต่เธอแลไม่เห็นว่าวัดสังกะจายอยู่
ที่ไหน ได้บอกตำแหน่งแล้ว เธอเตรียมจะไปถามคนเรือจ้าง คงจะได้โคลงนั้นมาในภายหน้า อันกลอนนิราศนั้นเกล้ากระหม่อมออกจะดูหมิ่น เพราะเห็นว่าถึงอะไรที่พอจะเอาความได้ก็พูด แม้จะเอาความไม่ได้ก็ไม่พูด ที่เกล้ากระหม่อมตื่นนิราศนรินทร์อินทร์ก็เพราะเขาถือกันว่าดี ก็เอาใจใส่ไปตามเขา ที่จริงเป็น “แฟแช่น” เท่านั้น แต่ที่ว่านี้ไม่เกี่ยวถึงนิราศของสุนทรภู่ นั่นแกพูดไปอย่างหนึ่ง ไม่ตรงกับนิราศของใครทั้งหลายซึ่งเขาแต่งไว้
๗) รูปครึ่งคนครึ่งสัตว์ ซึ่งพระดำรัสว่าทำตามอย่างชาติต่างๆ นั้นเห็นเป็นถูกอย่างยิ่ง เช่น “สฟิง” ก็มีมาแล้วแต่ครั้งอิยิปต์ ทั้งตราอาร์มออสเตรียก็มีตัวอะไรลืมชื่อเสียแล้วอยู่สองข้าง ตัวเป็นสิงห์หน้าเป็นนกอินทรีย์มีปีกด้วย คนแต่ก่อนดูเหมือนจะนับถือสัตว์มากกว่าคน สังเกตเรื่องนารายณ์ ๑๐ ปาง ก็เป็นสัตว์เดียรัจฉานมากกว่าคน เพราะคนทำอะไรได้มากอยู่ข้างจืด ถ้าเป็นสัตว์แล้วเค็มขึ้น เกี่ยวด้วยปาฏิหาริย์ จะกล่าวถึงสัตว์ชนิดที่เจ้านายตรัสเรียกว่า “สัตว์โซโด” เป็นการสมควรยิ่งกว่าที่เรียกกัน
ว่า “สัตว์หิมพานต์” ที่เรียกเช่นนั้นดูก็เป็นเหลว สัตว์หิมพานต์จริง ๆ กล่าวแต่เป็นสัตว์ปกติ มี ช้าง ม้า วัว สิงห์ เป็นต้น ในการที่ทำรูปสิงห์ไปไหน ๆ ก็เพราะสิงห์บ้านเราไม่มี ทำไปตามบุญตามกรรม ถ้าเทียบกับชาติอื่นเช่นจีนและชวาเป็นต้นก็ผิดกันมาก
นั่นเขาใกล้สิงห์มากกว่าเรา อนึ่งคำ “สีห์” กับ “สิงห์” ก็เป็นคำเดียวกัน เป็นภาษามคธกับสังสกฤตเท่านั้น คำว่า “สิงห์” เขาลงนิคหิตในที่ฟันหนู คำมคธที่เรียกราชสีห์ก็เป็นแต่ตัวนาย ไม่ใช่จะเป็นไปทุกตัว ทั้งคำ “ราชสีห์” ก็มี “สีหราช” ก็มี กลับกันอยู่ ในภาษามคธจะเป็นอย่างไรไม่ทราบ แต่ในภาษาไทยคิดว่าผิดกัน
อนึ่ง รูปราชสีห์ที่มีงวงมีงาก็มีทำ แต่เรียกว่า “ทักกระทอ” เช่นในหนังสือเก่า ๆ ก็มีว่า “ทักกะทอนรสิงห์เม่นหมู” “ทักกะทอ” จะเป็นสัตว์อะไรก็ไม่ทราบ เข้าใจว่าที่ผูกอย่างนั้นขึ้นครั้งแรกก็ตั้งใจจะทำเป็นคชสีห์ แต่ทีหลังทำคชสีห์มีหัวเป็นทีช้าง ราชสีห์ที่มีงวงมีงาก็กลายเป็น “ทักกะทอ” ไป แท้จริงคำว่า “คชสีห์” นั้นก็ตั้งใจจะยกย่องช้างว่าเก่งเหมือนราชสีห์ มีชื่อช้างระวางอยู่ว่า “พลายสังหารคชสีห์” คชสีห์ในที่นั้นก็หมาย
ถึงช้าง ทางอินเดียทำรูปช้างเฝ้าประตูเฝ้ากะไดก็มี ที่ทำรูปราชสีห์เป็นทีช้างก็ได้สังเกตว่ามีมาแต่ทางอินเดียแล้ว ไม่ใช่เราคิดขึ้น คำว่านรสิงห์เราก็มีแต่ลายถ้วยชาม ในตำราสัตว์หิมพานต์ซึ่งแห่พระศพมีเติมคำขึ้นว่า “เทพนรสิงห์” นั่นก็คงเป็นเพราะมี “อักษรสีหะ” เป็นอิตถีลิงค์ขึ้น ทางอินเดียก็มี “นรสิงหาวตาร” แล้ว มีรูป “วราหาวตาร” ทำตัวเป็นคนหน้าเป็นหมูอีกด้วย แต่ในหนังสือก็กล่าวเป็นหมูแท้ ๆ นั่นก็เกี่ยวกับเรื่องปาฏิหาริย์เหมือนกัน คำว่า “สัตว์หิมพานต์” กลัวจะมาสมมติกันขึ้นในบ้านเรานี้
ตามที่ตรัสว่ามองสิเออร์ฮาดุวินหน้าเป็นสิงโตกลางคืนนั้นผิดไป ที่แท้เป็นมองสิเออร์ลอยู แต่หลวงนิพัธราชกิจหน้าเป็นสิงโตกลางวันนั้นถูกแล้ว
๘) ตามที่ตรัสแก้ปัญหาในเรื่องเพลงนั้นถูกทีเดียว คำว่า “เพลงยาว” ควรที่จะเป็น “กลอนยาว” แต่ก็หาเป็นไม่ อันคำว่าเพลงนั้นกว้างขวางนัก ตลอดจนปี่พาทย์ก็เรียกว่าเพลงด้วย ที “เพลง” จะแปลว่าเล่น ในการที่เขาท่องเพลงกันก็ทราบ ท่องทำไมนึกว่าจะเป็นแบบให้คิดเองได้ แต่ที่แท้ก็สำหรับร้องส่งท้ายอย่างพระดำรัสนั่นเอง สุนทรภู่ก็ว่าเป็นนักเลงเล่นเพลงปรบไก่มาก่อน เห็นได้ว่าเพราะเหตุนั้นจึงเชี่ยวใน
กลอนนัก คำ “ดอกสร้อย” เป็นอันเดาไม่ผิด ต้องขึ้นต้นด้วยดอกไม้ก่อน แล้วสร้อยจึงเป็นอะไร ๆ ต่อไป ไม่จำจะต้องเป็นร้องในเรืออย่างเดียว จะร้องในเรือก็ได้บกก็ได้ อย่างเดียวกับสักระวา คำ “สักระวา” เขาแปลกันว่า “สักว่า” ทีก็จะถูก เห็นถูกที่คำโบราณออกเสียงตัวสะกดเสมอ เช่น “นกะจิบ นกะจาย ลูกะดุม” เป็นต้น แล้วก็มาเรียกกันว่า “กะดุม” นั่นคือหลง การหลงตัวสะกดนั้นมีมาก เช่น “ณรงค์” ที่แท้ควรจะเป็น “รณรงค์” จึงจะได้ความ
คำ “โทน” กับ “ทับ” นั้นก็ชอบกลมาก ดูเป็นเก่ามาด้วยกัน เช่นในกฎมนเทียรบาลว่าห้ามตีโทนทับกรับฉิ่งในสระแก้ว นึกดูถึงประเพณีโบราณใช้ตีโทนคู่เสมอไม่ว่าอะไร บางทีใบที่ตีขัดกับที่ตีจังหวะจะเรียกต่างกันเป็น “โทน” กับ “ทับ” กระมัง แม้ละครแต่ก่อนก็ใช้โทน เห็นได้อยู่ที่คำ “จ๊ะจ๋งจะถิ่งโจ๋ง (งะอ้า) ถิ่ง” และ “จ๊ะถิ่งถิ่ง” นั่นเป็นเสียงโทน ไม่ใช่ตะโพน อันตะโพนนั้นจะต้องมาทีหลัง รำมะนานั้นมาทีหลังแน่ เอาอย่างมาทางอาหรับ
๙) เป็นพระเดชพระคุณล้นเกล้า ที่ตรัสแนะนำว่าไม่ควรเข้าไปในการพระราชพิธีต่างๆ เกล้ากระหม่อมก็ถอยหลังไม่เข้าไปทุกงานอยู่แล้ว แต่ก็ยังพิจารณาว่างานใดควรจะเข้าไปหรือไม่ แม้กระนั้นก็ได้คิดแบ่งเบา เป็นต้นว่างานหลายเวลาก็เข้าไปแต่เวลาเดียว การแต่งตัวเต็มยศนั้นเบื่อหน่ายเป็นที่สุด เคยใช้คำของสมเด็จพระราชปิตุลาว่า
“ประโคม” (หมายถึงแต่งตัวลงโกศ) แต่ใจคนนั้นต่างกัน ทูลกระหม่อมชายได้ทรงสังเกต ว่ากรมหลวงราชบุรีนั้นถ้างานใดต้องแต่งเต็มยศแล้วก็ไม่ไป ไม่แต่งเต็มยศจึงไป ตรงกันข้ามกับกรมหมื่นไชยา นั่นถ้าแต่งเต็มยศแล้วเป็นไป ถ้าไม่เต็มยศแล้วก็ไม่ไปจริงอย่างนั้น เกล้ากระหม่อมก็เห็นขัน
๑๐) นมปลอมของฝรั่งเคยเห็นรูปเขาบอกขายมานานแล้ว แต่ชาวบางกอกเขาเรียกกันว่า “ยกทรง” ก็พาให้หลงไปไม่ได้นึกถึง “ก่องนม” ที่ตรัสว่า “ก่องนม” นั้นถูกตรงทีเดียว
๑๑) หมอนั้นผิดกันมาก แม้เรียนออกมาจากสำนักเดียวกันก็มีความคิดทำไปต่างกัน ซ้ำคนไข้ก็นับถือหมอต่างกันไปด้วย ไม่ได้คำนึงถึงสำนักเรียน ยาก็เป็นเครื่องมือของหมอเท่านั้น ใครจะทำอย่างไรก็ได้สุดแต่ใจ อนึ่งยาไทยกับยาฝรั่งก็เกือบตรงกันหมด เว้นแต่ข้างไทยใช้ยาสมุนไพร ข้างฝรั่งก็ใช้ยาสมุนไพรนั่นเอง เว้นแต่คัดเอาแต่แก่น
เช่นยาควินินก็ทำด้วยซิงโกนานั่นเอง เกล้ากระหม่อมเคยพูดว่ายาไทยนั้นกินอ้อยทั้งชาน อันนี้ก็ต้องกับที่พระยาดำรงพูด แต่ที่ว่านี้ก็เป็นว่าไปตามรู้เห็นเท่านั้น เรื่อง “อนามัย” เป็นเรื่องกล่าวถึงการอันล่วงมาแล้ว ไม่ต้องที่จะพึงเลือกเอาความเห็นอย่างใดเลย
หญิงเภานั้นเพิ่งเข้าใจว่าถูกหมาบ้ากัดที่พระปฐมเจดีย์ แต่ก่อนสำคัญว่าถูกกัดที่วังในบางกอก คำว่า “เภา” นั้นเป็นภาษาอะไรก็ไม่ทราบ หมายกันว่าสุดท้อง แต่ไม่เป็นความจริงอยู่ในนั้นเลย เป็นแต่บริษัทเข้าใจว่าจะเป็นเช่นนั้น เหมือนหนึ่งลูกเจ้าพระยาเทเวศร์ก็มีคุณเภา แล้วมีออกมาอีกคนหนึ่งพวกบริษัทเรียกกันว่าคุณแถม คือเติมจากเภา ชื่อ “ปัสตูร” ตรงดิ่งทีเดียว ที่เรียกว่า “ปาสเตอร์” นั้นเป็นภาษาอังกฤษ หาตรงไม่
ย้อนหลัง
๑๒) จะคัดชื่อพระเจดีย์ทองไปให้พระธรรมปาโมกข์ตามลายพระหัตถ์ก็ไม่ครบทั้ง ๔ องค์ จึงถามพระยาเทวาไป ได้ความมาว่าเช่นนี้ ๑. สุนันทานุสาวรีย์ ๒. รังษีวัฒนา ๓. เสาวภาประดิษฐาน ๔. สุขุมาลย์นฤมิตร ว่าทราบมาทางเจ้าพระยายมราช ขอประทานกราบทูลสอบถามว่าถูกหรือไม่ถูก เกล้ากระหม่อมไม่ได้ทราบเลยฝันว่ามีจารึกติดอยู่ แต่ไปดูก็ไม่มีเหมือนฝัน
๑๓) คำท้ายชื่อเมืองสุโขทัย อันได้กราบทูลปรึกษามา ว่าคำ “ทัย” ข้างท้ายจะหมายความเป็นชาติไทยหรืออุทัยนั้น มีคนพูดว่าชาติไทยมาแต่คำ “ไต้” หรือ “ไต๋” ในภาษาจีน ถ้าเป็นเช่นนั้นคำว่าไทยซึ่งหมายว่าชาติไม่จำต้องมีตัว ย แต่พระพินิจวรรณการพูดไปอย่างหนึ่ง ว่าหนังสือที่เป็นภาษาบาลี ถ้าไม่เขียน “ทัย” จะมีชื่อชาติในนั้นไม่ได้ เพราะในภาษานั้นไม่มีไม้มลายจะใช้ ตกเป็นอันว่าชาติไทยจะมีตัว ย ก็ได้ ไม่มีก็ได้ ไม่พ้นกินแหนง คำ “สุกโข” หรือ “สุโข” ข้างหน้านั้น อาจฉวยเอาภาษาบาลีอย่าง “ปรโม สุโข” มาก็ได้
บรรเลง
๑๔) เมื่อวันที่ ๑๕ เดือนนี้ หญิงกุมารีมาที่บ้านปลายเนิน เอาอังแพลมขนาดเล็กมาให้กับผลเงาะ บอกว่าเด็จพ่อฝากมาประทาน อังแพลมนั้นตรัสว่าสมสมัย ทำให้เกิดสงสัยขึ้นว่าฝ่าพระบาทประทานเข้ามาอย่างไร เธอก็บอกว่าประทานพี่แก้วเข้ามา ยังไม่เข้าใจต่อไปอีก ในหนังสือสำนักงานราชเลขานุการในพระองค์บอกว่า ทูลลาไปเดือนหนึ่ง ไฉนราวอาทิตย์เดียวจึงกลับมา แต่ยังไม่ได้พบตัวหญิงแก้วถามให้เข้าใจ ที่ทรงฝากของเข้าไปประทานนั้นรู้สึกเป็นพระเดชพระคุณอย่างยิ่ง
ที่กราบทูลนี่เป็นตอนเย็น ครั้นตอนค่ำหญิงจงกับหญิงยาตรมาหาอีก หญิงจงกลับจากปีนังเอาของกินเข้าไปฝาก กับทั้งสมุด “เลโคล ฟรังเส” ซึ่งทรงพระเมตตาโปรดประทานเข้าไปให้ด้วย ถามถึงหญิงแก้วที่กลับเร็ว บอกเหตุว่าเป็นห่วงสมเด็จพระพันวัสสาก็เข้าใจ เห็นว่าสมควรแล้ว
๑๕) ได้ไปเห็นเขาเชิญพระบรมรูปพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้ามาตั้งไว้ที่อนุสาวรีย์สวนลุมพินีวัน เอาไม้ตีปิดองค์พระบรมรูปไว้ใช่แต่เท่านั้น ยังเอาไม้ตีเป็นรั้วกันรอบอนุสาวรีย์เสียด้วย การที่ทำรั้วคงเป็นเพราะคนขึ้นไปเที่ยวกันบนอนุสาวรีย์นั้นวันละมาก ๆ ไม่ใช่แต่ไปเที่ยวเฉย ๆ ซ้ำขึ้นไปปีนกำแพงบนนั้นเสียด้วย ถ้าทำกำแพงมีหลังเป็นสันอกไก่เสียก็ทีจะป้องกันเหตุเช่นนั้นได้มาก แต่นี่เป็นคิดเมื่อมีเหตุแล้ว ปกติคนย่อมคิดอะไรไม่เห็นตลอด เพราะฉะนั้นจึงนับถือคนที่เคยงานมาแล้วมาก แปลว่าเคยเห็นสิ่งที่ได้เสียมาแล้วมาก
การทำแบบอนุสาวรีย์เป็นหน้าที่ชายสมัยทำ เมื่อเขียนแบบขึ้นแล้วก่อนสร้างเธอก็เอามาปรึกษา ได้ให้ความเห็นไปว่า ต้องมีอะไรประกอบกับพระบรมรูป ถึงแม้พระบรมรูปจะเป็นองค์ใหญ่แต่เอามาตั้งในที่กว้างก็คงดูหลอน เธอเข้าใจแต่ไม่เห็นได้ทำ ได้ยินว่าต้องแก้แบบถึงสามหน เพราะมีทุนอยู่ไม่พอกับแบบ ลางทีจะเป็นเพราะเหตุนั้นจึงไม่ได้ทำ ดูพระบรมรูปซึ่งเอามาตั้งไว้ตีปิดด้วยไม้ระแนง เห็นพระบรมรูปแต่เป็นเงา ๆ ก็เห็นว่าหลอน
๑๖) อ่านหนังสือพิมพ์ “ประมวญวัน” พบคำ “บริเวณ” ใช้ในนั้นมากเต็มที ที่ดินก็ใช้ ที่ในตัวก็ใช้ เช่น “บริเวณอก” เป็นต้น คงจะหมายเอาคำ “บริเวณ” ว่าเป็น ที่ หรือถิ่น ที่แท้คำ “บริเวณ” หมายความว่าเรือนเล็กๆ เท่านั้น เช่นที่ตรัสประทานตัวอย่างว่า “วิทโยทยบริเวณ” จะเอาไปใช้ใน ที่ หรือ ถิ่น นั้นหาควรไม่.
ควรมิควรแล้วแต่จะโปรด
สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ เจ้าฟ้ากรมหลวงนริศรานุวัดติวงศ์
บันทึก
โฆษณา
ดาวน์โหลดแอปพลิเคชัน
© 2026 Blockdit
เกี่ยวกับ
ช่วยเหลือ
คำถามที่พบบ่อย
นโยบายการโฆษณาและบูสต์โพสต์
นโยบายความเป็นส่วนตัว
แนวทางการใช้แบรนด์ Blockdit
Blockdit เพื่อธุรกิจ
ไทย