26 ก.ย. เวลา 19:21 • หนังสือ

บทที่ 181 ของขวัญ

เมื่อได้ฟังคำพูดของเฉียวอวิ้น ฉินฮุยจึงค่อยถอนหายใจด้วยความโล่งอก
สวรรค์เท่านั้นที่รู้ว่าเมื่อครู่นี้เขาหวาดกลัวเพียงใด เกรงว่าพระชายาจะใจอ่อนแล้วปล่อยจวนตระกูลเฉียวไป
หากเป็นเช่นนั้น ท่านอ๋องของพวกเขาย่อมต้องเชื่อฟังพระชายาอย่างแน่นอน ถึงตอนนั้นหากเห็นเฉียวโส่วจงกับหลินซื่อยังใช้ชีวิตอย่างสุขสำราญ ไม่รู้ว่าท่านอ๋องจะอัดอั้นเพียงใด
ยังดีที่ในช่วงเวลาสำคัญ พระชายาของพวกเขาไม่เคยทำให้ผิดหวัง
“เช่นนั้นก็ดำเนินการตามแผนเดิมต่อไป” เสิ่นเจวี๋ยกล่าว
“พ่ะย่ะค่ะ” ฉินฮุยรับคำด้วยรอยยิ้ม ก่อนจะรายงานเรื่องที่เสิ่นเจวี๋ยสั่งไว้ก่อนหน้านี้ต่อทีละเรื่อง
“เรื่องก้อนเครื่องหอม กระหม่อมทำตามพระประสงค์แล้ว ตอนนี้ได้แพร่ข่าวเข้าไปในวังหลวงเป็นวงแคบ ๆ แล้ว คนในวังที่มีเส้นสายต่างก็รู้เรื่องนี้กันหมด และทุกคนล้วนคิดว่าตนเองเป็นผู้รู้เพียงคนเดียว”
“พวกเขารู้กันว่า ในงานวันเกิดองค์หญิงหย่งหนิงจะนำก้อนเครื่องหอมล้ำค่าที่วังหลวงเคยพระราชทานให้นางในครั้งนั้น มอบให้ท่านอ๋อง” ฉินฮุยกล่าว “ทางองค์หญิงเองก็เข้าใจความหมายของท่านอ๋องแล้ว และบอกว่ารู้ว่าควรรับมืออย่างไร”
“อืม” เสิ่นเจวี๋ยพยักหน้า
จากนั้นเขากำชับฉินฮุยถึงการเตรียมงานวันเกิดในภายหลังอีกเล็กน้อย ฉินฮุยรับคำทีละข้อ ก่อนลงไปสั่งคนให้แยกย้ายกันไปดำเนินการ
……
นับตั้งแต่กำหนดว่าจะไปงานวันเกิดของเสียนเยว่ เฉียวอวิ้นก็ยุ่งวุ่นวายเป็นอย่างมาก
นางกำลังยุ่งอยู่กับการเตรียมของขวัญวันเกิดให้เสียนเยว่
แม้ว่าตัวนางเองจะเคยจัดงานวันเกิดเพียงตอนยังเล็กมาก ๆ เท่านั้น ตอนนั้นนางเหมือนเครื่องรางนำโชคชิ้นหนึ่งที่เฉียวโส่วจงพาไปพบปะผู้คน ถูกผู้คนมากมายชมว่าน่ารัก จากนั้นก็ถูกผู้คนทั้งชายหญิงผลัดกันลูบศีรษะ หยิกแก้มเล็ก ๆ ของนาง แต่นางไม่เคยได้รับของขวัญวันเกิดอะไรเลย
แต่เฉียวอวิ้นรู้ว่า ในวันเกิดนั้น จะต้องได้รับของขวัญจากสหายสนิทในวัยสาว
แต่ก่อนเฉียวหว่านจัดงานวันเกิดทุกปี และได้รับของขวัญมากมายทุกปี ของขวัญกองพะเนินเป็นภูเขา นางจะเก็บของขวัญที่เด็กสาวซึ่งมีบิดามารดามีฐานะส่งมาอย่างดี เลือกของขวัญล้ำค่าออกมา ส่วนที่เหลือก็โยนทิ้งไป
แต่เฉียวอวิ้นเชื่อว่าเสียนเยว่จะไม่ทำเช่นนั้น
นางคิดอยู่นาน ในที่สุดจึงตัดสินใจว่าจะทำของขวัญให้นางด้วยมือของตนเอง
ดังนั้นหลายวันนี้ ก่อนเข้านอน เสิ่นเจวี๋ยจึงต้องไปห้องหนังสือเพื่อจับตัวนางกลับมา
วันนี้นางก็ทำช้าอีกแล้ว ทว่ายังไม่ทันได้ตั้งตัว เปลวเทียนข้างโต๊ะก็พลันดับลงกะทันหัน
“อ๊ะ”
เฉียวอวิ้นร้องอุทานเบา ๆ ความมืดทั่วทั้งห้องพลันโอบล้อมนางเอาไว้ในชั่วพริบตา
นางวางพู่กันลงอย่างระมัดระวัง ก่อนลุกขึ้นยืน แล้วตะโกนออกไปด้านนอก
“มีใครอยู่ไหม?”
“ใครก็ได้”
ไม่มีใครตอบนาง
ตอนแรกนางรู้สึกกลัวอยู่เล็กน้อย แต่เมื่อนึกขึ้นได้ว่าที่นี่คือห้องหนังสือของเสิ่นเจวี๋ย นางก็วางใจลงอีกครั้ง ก่อนจะค่อย ๆ คลำทางไปยังประตู
ประตูห้องหนังสือปิดไว้เพียงครึ่งหนึ่ง แสงจันทร์สายหนึ่งลอดผ่านช่องประตูเข้ามา ทอดเป็นเส้นสีเงินบาง ๆ อยู่บนพื้น
เฉียวอวิ้นเดินคลำทางในความมืดไปยังทิศนั้น ปลายนิ้วสัมผัสถูกบานประตูอันเย็นเยียบ กำลังจะผลักเปิด ทว่าจู่ ๆ ก็มีคนจากด้านหลังโอบเอวนางเอาไว้เบา ๆ
ร่างของนางแข็งค้าง ทว่าไม่ได้หวาดกลัว กลับหัวเราะออกมา ก่อนหมุนตัวโผเข้าไปในอ้อมแขนของคนผู้นั้น
“ท่านพี่”
นางเงยหน้าขึ้น ในความมืดคลำเอวของเขาเบา ๆ
“ท่านมาแล้ว”
“ไม่ตกใจหรือ?” เสิ่นเจวี๋ยเองก็แปลกใจอยู่บ้าง “เจ้ารู้ได้อย่างไรว่าเป็นข้า?”
“กลิ่นยาบนตัวท่านเข้มมาก ข้าได้กลิ่นก็รู้ทันทีแล้ว” เฉียวอวิ้นกล่าว
“บนตัวอิ๋นหลานก็มีกลิ่นยา”
“ไม่เหมือนกัน” เฉียวอวิ้นย้ำอย่างจริงจัง “บนตัวอิ๋นหลานเหม็น ๆ แต่บนตัวท่านพี่หอม ๆ”
เสิ่นเจวี๋ยหัวเราะเงียบ ๆ ในความมืด
เจ้าตัวนี้รู้จริง ๆ ว่าควรพูดอะไรถึงจะทำให้เขาดีใจ
เขาโอบนางเอาไว้ในอ้อมแขน ก้มลงจุมพิตเบา ๆ บนกระหม่อมของนาง จากนั้นจึงยื่นมือไปคลำหากลักไฟบนโต๊ะ
ทันทีที่แสงไฟสว่างขึ้น เฉียวอวิ้นก็หรี่ตาลงตามสัญชาตญาณ จากนั้นจึงเห็นว่าเสิ่นเจวี๋ยกำลังก้มมองกระดาษวาดภาพหลายแผ่นที่คลี่วางอยู่บนโต๊ะ
“นี่คือของที่เจ้าคร่ำเคร่งทำจนดึกทุกวันหรือ?”
เขาหยิบภาพแผ่นบนสุดขึ้นมาอย่างไม่ใส่ใจ
ก่อนหน้านี้เฉียวอวิ้นบอกว่าเป็นความลับ เสิ่นเจวี๋ยจึงไม่ได้เข้าไปยุ่ง ปล่อยให้นางเล่นของนางไปเอง แต่ตอนนี้ในที่สุดก็อดไม่ไหว เขาอยากเห็นเสียทีว่านางกำลังยุ่งอยู่กับอะไรกันแน่
“อื้อ ๆ กำลังยุ่งอยู่กับสิ่งนี้แหละ”
เมื่อเห็นว่าเขาเห็นแล้ว เฉียวอวิ้นก็ไม่ปิดบังอีกต่อไป นางยื่นภาพหน้าแรกให้เขาดูโดยตรง
ในภาพเป็นต้นไม้ต้นหนึ่ง บนกิ่งไม้มีเด็กน้อยคนหนึ่งนั่งยอง ๆ อยู่ เด็กน้อยมัดผมเป็นจุกสองข้าง ถอดรองเท้าออก ไขว่ห้าง ปากอ้ากว้างอย่างมีความสุข
ใต้ต้นไม้ก็มีเด็กน้อยอีกคนยืนอยู่ ดวงตาคู่นั้นวาดจนกลมโตและเป็นประกาย กำลังยื่นมือขึ้นไปหาเด็กที่อยู่บนต้นไม้
ข้างภาพมีลายมือของเฉียวอวิ้นเขียนเอาไว้ว่า
“ครั้งแรกที่ได้พบเสียนเยว่น้อยผู้น่ารัก”
ลายมือของนางฝึกตามเสิ่นเจวี๋ยมานานแล้ว จึงคล้ายลายมือของเสิ่นเจวี๋ยอยู่ไม่น้อย เส้นสายคมชัดและเด็ดขาด ทว่าเมื่ออยู่บนภาพน่ารัก ๆ กลับดูขัดกันอย่างประหลาด
ภาพที่สองเป็นเด็กน้อยสองคนนั่งอยู่ในศาลา ศีรษะชนกัน มือทั้งสองกำลังถือหนังสือภาพเล่มหนึ่ง
บนโต๊ะหินด้านข้างยังวาดขนมไว้สองจานกับกาน้ำชาหนึ่งกา ปากกาน้ำชามีไอร้อนคด ๆ เบี้ยว ๆ ลอยขึ้นมา
ข้างภาพเขียนเอาไว้ว่า
“นั่งดูหนังสือภาพกับเสียนเยว่”
ว่าดูหนังสือภาพอะไรนั้น ย่อมไม่ต้องพูดให้มากความ
เสิ่นเจวี๋ยหัวเราะเบา ๆ ก่อนพลิกดูต่อทีละแผ่น ภาพมีหลากหลายรูปแบบ บ้างเป็นภาพคนสองคนช่วยกันปลูกดอกไม้ บ้างเป็นภาพคนสองคนกินหูปิ่งด้วยกัน บ้างเป็นภาพคนสองคนวิ่งไล่จู๋เย่อยู่หน้าเล้าไก่...
ข้างภาพทุกภาพล้วนมีคำบรรยายกำกับเอาไว้ ดูมีชีวิตชีวาเป็นอย่างยิ่ง
“เหตุใดถึงตั้งใจเตรียมของขวัญถึงเพียงนี้?”
เสิ่นเจวี๋ยหรี่ตามองนาง แต่ก่อนเขาไม่เคยเห็นนางใส่ใจกับสิ่งใดถึงเพียงนี้มาก่อน
นอกจากเรื่องกิน
เฉียวอวิ้นหัวเราะแหะ ๆ
“เพราะข้า...ข้าไม่เคยได้รับของขวัญวันเกิดเลย เพราะฉะนั้นจึงอยากให้เสียนเยว่ได้รับของขวัญวันเกิดที่ดีที่สุด”
เสิ่นเจวี๋ยมองนางเงียบ ๆ อยู่ครู่ใหญ่
“ข้าเองก็ไม่เคยได้รับของขวัญวันเกิด”
จู่ ๆ เขาก็เอ่ยขึ้นมาอย่างมีนัยบางอย่าง
เฉียวอวิ้นชะงัก ก่อนขยับเข้าไปหา
เสิ่นเจวี๋ยคิดว่านางกำลังจะพูดอะไรปลอบใจเขา หรือไม่ก็คงเข้ามากอดเพื่อปลอบเขา แต่เฉียวอวิ้นกลับกะพริบตาปริบ ๆ ให้เขา จากนั้นยื่นมือออกไปลูบศีรษะของเขา
จากนั้นนางก็หัวเราะแหะ ๆ ให้เขา
“ถะ...ถ้าอย่างนั้น พวกเราก็เป็นพวกเดียวกันจริง ๆ แล้ว”
“……”
เสิ่นเจวี๋ยคร้านจะถือสาและหึงหวงกับเด็กคนหนึ่ง จึงอุ้มนางกลับห้องไปนอน
สองวันต่อมา ในที่สุดก็ถึงวันเกิดของเสียนเยว่
เฉียวอวิ้นตื่นแต่เช้าเพื่อแต่งหน้าแต่งตัว แม่นมจิ่นเหยียนแต่งองค์ให้นางอย่างประณีตเป็นพิเศษ ทั้งยังจงใจนำเครื่องประดับของมารดาเฉียวอวิ้นที่นำกลับมาออกมาวาง แล้วให้เฉียวอวิ้นเลือกมาสองชิ้นเพื่อสวมใส่
“ของล้ำค่าเหล่านี้ ต้องให้เจ้าของตัวจริงสวมจึงจะงดงามเจ้าค่ะ”
แม่นมจิ่นเหยียนกล่าวพลางปักปิ่นลงบนศีรษะของเฉียวอวิ้น พลางทอดถอนใจ
“เหมาะเหลือเกินเจ้าค่ะ”
ด้วยความพยายามของทุกคนในจวนฉีอ๋อง ในที่สุดเฉียวอวิ้นก็มีเนื้อมีหนังขึ้นมาบ้างแล้ว ทั้งยังสูงขึ้นราวกับต้นอ่อนที่กำลังเติบโต ตอนนี้ในที่สุดก็มีรูปร่างสมกับวัยแล้ว
โครงหน้าที่งดงามของนางเริ่มเด่นชัดขึ้นกว่าเดิม ยิ่งดูยิ่งงดงามสะดุดตา ดวงตาคู่งามเป็นประกายสดใส แฝงเสน่ห์ชวนมอง
แม่นมจิ่นเหยียนแต่งตัวให้นางไปพลางชื่นชมไปพลาง มองแล้วก็มีความสุขจนหัวใจเบิกบาน
“สาวงามอันดับหนึ่งแห่งเมืองหลวง พอดีกับท่านอ๋องของเรา บุรุษงามราวเซียนอันดับหนึ่งแห่งเมืองหลวงจริง ๆ เจ้าค่ะ ช่างเหมาะสมกันเหลือเกิน”
เฉียวอวิ้นยิ้มบาง ๆ ให้แม่นมจิ่นเหยียน ดวงตาโค้งเป็นเสี้ยวจันทร์
“แม่นมจิ่นเหยียนดีที่สุดเลย”
เมื่อแม่นมจิ่นเหยียนเห็นรอยยิ้มของนาง ได้ยินคำพูดนี้ หัวใจแทบจะละลายไปหมด
ทั้งสองนั่งรถม้าออกจากจวน เดินทางอย่างราบรื่นตลอดทาง จนมาถึงหน้าจวนองค์หญิงหย่งหนิง ก่อนจะมีคนออกมาต้อนรับเข้าไปด้านใน
แต่เพิ่งเดินไปได้ไม่กี่ก้าว ยังไม่ทันได้เข้าประตู ก็เห็นคนผู้หนึ่งถูกขวางเอาไว้ตรงหน้าประตู
“เจ้าเป็นใคร? หากไม่มีเทียบเชิญ ก็เข้าไปตามใจชอบไม่ได้”
คนเฝ้าประตูขวางเด็กหนุ่มคนหนึ่งเอาไว้ด้านนอก ไม่ยอมให้เข้าไปไม่ว่าอย่างไร
เด็กหนุ่มผู้นั้นมีท่าทีสุภาพอ่อนโยน พยักหน้าเล็กน้อย
“ข้ามาจากวังหลวง มีนามว่าเสิ่นหนิง รบกวนช่วยไปทูลแจ้งองค์หญิงหย่งหนิงสักคำ”
ขณะที่เขากำลังพูดอยู่นั้น ราวกับสัมผัสได้ถึงสายตาจากด้านหลัง จึงหันกลับไปมองพอดี และบังเอิญสบเข้ากับสายตาอยากรู้อยากเห็นของเฉียวอวิ้น
โฆษณา