26 ก.ย. เวลา 19:25 • หนังสือ

บทที่ 182 จับจุดสนใจ

วันนี้เฉียวอวิ้นสวมชุดกระโปรงสีฟ้าน้ำ ชุดกระโปรงประดับลวดลายประณีต มีลายปักซ่อนอยู่ภายใน ดูหรูหราแต่ไม่เผยความฟุ่มเฟือยแม้แต่น้อย
เอวของนางคาดด้วยสายไหมสีขาวจันทร์ ยามก้าวเดินก็พลิ้วไหวเบา ๆ ดึงดูดสายตาผู้คนจนยากจะละออกไปได้
แต่หากมองอย่างละเอียด การแต่งกายของนางกลับเรียบง่ายยิ่งนัก ทั้งชุดกระโปรงเรียบง่าย เครื่องประดับผมและปิ่นปักผมก็เรียบง่ายเช่นกัน เพียงปิ่นปักผมนั้นมองปราดเดียวก็รู้ว่าล้ำค่ามาก ทว่าพออยู่บนเรือนผมของนางกลับไม่ได้แย่งความโดดเด่นไปแม้แต่น้อย ตรงกันข้ามยังขับส่งกันและกัน ทำให้ใบหน้าที่งดงามประณีตและเย้ายวนของนางยิ่งดูโดดเด่นขึ้นมา
ยามนางมองผู้คน ดวงตากระจ่างใสบริสุทธิ์
เสิ่นหนิงสบตากับนางเพียงแวบเดียว สมองพลันขาวโพลนไปชั่วขณะ แม้แต่การเคลื่อนไหวก็ชะงักไปอย่างประหลาดเล็กน้อย
“ท่านอ๋อง พระชายา ที่แท้ก็เป็นท่านทั้งสองที่มา ต้องขออภัยที่ไม่ได้ออกมาต้อนรับ เชิญด้านใน...”
คนเฝ้าประตูเห็นว่าเป็นใครก็ปฏิบัติต่อคนตามฐานะ เมื่อเห็นแขกผู้สูงศักดิ์ทั้งสองจากจวนฉีอ๋อง ก็รีบก้มศีรษะค้อมเอวเข้ามาต้อนรับทันที
เสิ่นเจวี๋ยรับคำอย่างเรียบเฉย จากนั้นก็ถือโอกาสขยับเฉียวอวิ้นเข้ามาใกล้ตัวเองเล็กน้อย
วันนี้เขายังคงนั่งอยู่บนรถเข็น ดังนั้นการกระทำนี้จึงยิ่งเห็นได้ชัด ราวกับจงใจเน้นย้ำบางสิ่ง
เสิ่นหนิงถึงได้สติกลับคืนมา เขาหลุบตาลง ก่อนเงยหน้าขึ้นอีกครั้ง สีหน้าก็กลับมาเป็นเช่นปกติ ทั้งอ่อนโยนและสงบนิ่ง
เสิ่นหนิงยิ้มบาง ๆ พลางรับสายตาของเขา
“ท่านอา ขออภัยด้วย เมื่อครู่นี้หลานเสียกิริยาไปเล็กน้อย ลืมคารวะท่าน ตอนนี้คารวะชดเชยยังไม่สายใช่หรือไม่?”
กล่าวจบ เขาก็คารวะอย่างเป็นทางการ ท่วงท่าถูกต้องตามระเบียบอย่างยิ่ง ราวกับเป็นแบบอย่างที่ไร้ที่ติ ไม่อาจจับผิดได้แม้แต่น้อย
เสิ่นเจวี๋ยมองเขา ดวงตาดำลึกจนมองไม่เห็นอารมณ์ใด
เขาไม่กล่าวอะไร เสิ่นหนิงจึงยังคงรักษาท่าคารวะเอาไว้ไม่เปลี่ยน ทั้งสองต่างยืนนิ่งค้างอยู่อย่างนั้น
ผ่านไปครู่ใหญ่ เสิ่นเจวี๋ยจึงเอ่ยขึ้น น้ำเสียงเจือความลังเลอยู่เล็กน้อย
“เจ้าเป็นใคร?”
ร่างของเสิ่นหนิงแข็งค้าง ใบหูค่อย ๆ แดงขึ้นเล็กน้อย แม้สีหน้าจะดูสงบนิ่ง ราวกับกำลังพยายามข่มอารมณ์เอาไว้ แต่ก็ยังเผยพิรุธออกมาบ้าง
เสิ่นเจวี๋ยยกมุมปากมองเขา...
อย่างไรก็ยังอายุน้อย ภายนอกดูสุขุม แต่ความคิดในใจยังคงเดาได้ง่าย
เสิ่นหนิงยิ้มบาง ๆ
“ท่านอาอาจจำไม่ได้ หลานคือเสิ่นหนิง ลำดับที่หกพ่ะย่ะค่ะ”
เสิ่นเจวี๋ยมองเขาตั้งแต่ศีรษะจรดเท้า สายตาคมกริบ ดวงตาดำลึกตกลงบนร่างของอีกฝ่าย ราวกับมีน้ำหนักกดทับอยู่
เพียงชั่วขณะนั้น เสิ่นหนิงก็รู้สึกว่า ตั้งแต่ตนเอ่ยตอบชื่อของตัวเองต่อเสิ่นเจวี๋ย เขาก็เสียเปรียบไปแล้ว
ท่านอาผู้นี้ช่างโอหังเหมือนในข่าวลือจริง ๆ...
หัวใจของเสิ่นหนิงตึงเครียดขึ้นมา ทว่าสีหน้ากลับไม่แสดงออก เพียงรักษาความสุภาพและการควบคุมอารมณ์เอาไว้
“เคยได้ยินอยู่”
เสิ่นเจวี๋ยเอ่ยอย่างไม่ใส่ใจ
“ในเมื่อมาแล้ว ก็รีบเข้าไปเถอะ”
“เชิญท่านอา”
เสิ่นหนิงทำท่าเชื้อเชิญ ดวงตาเหลือบขึ้นเล็กน้อย ทว่ากลับสบเข้ากับสายตาของเฉียวอวิ้นอีกครั้ง
ดูเหมือนนางจะสงสัยใคร่รู้เกี่ยวกับเขาอยู่บ้าง จึงอดมองเขาเพิ่มอีกสองครั้งไม่ได้
เพียงสองครั้งนั้นกลับทำให้เสิ่นหนิงรู้สึกทั่วทั้งร่างเกร็งขึ้นมาเล็กน้อย
คนเฝ้าประตูที่ยืนอยู่ข้าง ๆ มองดูด้วยความหวาดหวั่นอยู่นาน เมื่อพบว่าตนเองดูเหมือนจะเผลอขวางทางองค์ชายเข้าเสียแล้วก็สายเกินไป ทว่าปฏิกิริยาของเสิ่นเจวี๋ยกลับทำให้เขาโล่งอกขึ้นมาเล็กน้อย
เห็นหรือไม่ ขนาดฉีอ๋องยังไม่รู้จักองค์ชาย เขาจะไปรู้จักได้อย่างไรเล่า?
นี่ไม่ใช่การหาเรื่องคนเฝ้าประตูอย่างเขาหรอกหรือ?
คนเฝ้าประตูมองส่งคนทั้งกลุ่มเดินจากไป ก่อนจะถอนหายใจออกมาอย่างโล่งอก
แต่...ในรายชื่อแขกที่องค์หญิงหย่งหนิงมอบให้ เหตุใดถึงไม่มีองค์ชายอะไรเลยเล่า?
ภายในโถงบุปผา เสียนเยว่รอจนเริ่มทนไม่ไหวแล้ว พอเห็นเงาร่างของเฉียวอวิ้น นางก็พุ่งเข้ามาราวกับประทัดลูกเล็ก ๆ
“ท่านน้าสะใภ้!”
นางพุ่งศีรษะเข้ามาซุกในอ้อมแขนของเฉียวอวิ้น แขนทั้งสองข้างกอดเอวนางไว้แน่น ใบหน้าถูไถอยู่กับหน้าท้องของนางสองสามครั้ง
“ท่านน้าสะใภ้ ทำไมเพิ่งมาเอาป่านนี้! ข้ารอตั้งนานแน่ะ!”
เฉียวอวิ้นหัวเราะเบา ๆ นางคิดจะลูบศีรษะของเสียนเยว่ แต่กลับพบว่าวันนี้นางเกล้าผมทรงเด็กสาวอย่างประณีตยิ่งนัก บนเรือนผมยังประดับด้วยริบบิ้นสวยงามและปิ่นดอกไม้เล็ก ๆ นางจึงไม่กล้าแตะต้อง ได้แต่ลูบหลังของเสียนเยว่เบา ๆ แทน
“ขะ...ข้าพยายามตื่นให้เร็วที่สุดแล้วนะ”
เสียนเยว่เงยหน้าขึ้นจากอ้อมแขนของนาง กวาดตามองเฉียวอวิ้นตั้งแต่บนลงล่าง ก่อนจะเบิกตากว้างขึ้นมาในทันที
“ท่านน้าสะใภ้ วันนี้สวยมากเลย!”
กล่าวจบ นางก็หันไปตะโกนเรียกองค์หญิงหย่งหนิงที่อยู่ด้านหลัง
“ท่านแม่! ท่านดูท่านน้าสะใภ้สิ! เหมือนนางฟ้าเลย!”
องค์หญิงหย่งหนิงเดินยิ้มเข้ามา สายตาตกลงบนร่างของเฉียวอวิ้น ก่อนจะชะงักไปเช่นกัน
นางพบเฉียวอวิ้นมาหลายครั้งแล้ว แต่เฉียวอวิ้นในวันนี้กลับแตกต่างจากวันก่อน ๆ
ชุดสีฟ้าน้ำขับให้ทั้งร่างของนางดูใสกระจ่างราวกับธารน้ำบนภูเขา ทว่าใบหน้ากลับงดงามสดใสและเย้ายวน ด้านหนึ่งให้ความรู้สึกราวกับเซียนสาวผู้ไม่แปดเปื้อนกลิ่นอายโลกีย์ แต่หากมองจากบางมุมกลับคล้ายภูตสาวในโลกมนุษย์ที่สามารถสะกดจิตผู้คนได้อย่างง่ายดาย
ก่อนหน้านี้เฉียวอวิ้นผอมเกินไป ใบหน้าแทบไม่มีเนื้อ ทำให้ดูอ่อนแอและไร้ชีวิตชีวา ดูบอบบางน่าสงสารยิ่งนัก แต่ตอนนี้นางมีเนื้อมีหนังขึ้นมาบ้างแล้ว จึงยิ่งขับเน้นข้อได้เปรียบด้านรูปโฉมของนางให้โดดเด่นขึ้นมาอย่างเห็นได้ชัด จนชวนให้ผู้คนละสายตาไม่ได้จริง ๆ
“สวยจริง ๆ ดูท่าว่าน้ำในจวนฉีอ๋องจะบำรุงคนได้ดีนะ”
องค์หญิงหย่งหนิงเอ่ยชมจากใจจริง
“แน่นอน”
เสิ่นเจวี๋ยกลับไม่ถ่อมตัวแม้แต่น้อย
ภายในโถงบุปผามีเหล่าสตรีจับกลุ่มพูดคุยกันอยู่ก่อนแล้ว เสียงของเสียนเยว่เมื่อครู่นี้ดังเกินไป จึงดึงดูดสายตาของทุกคนในพริบตาเดียว สายตาทั้งหมดพากันหันมามองทางนี้พร้อมกัน
“นี่...นี่คือพระชายาฉีอ๋องหรือ? คนที่ก่อนหน้านี้...พูดตะกุกตะกักคนนั้นน่ะหรือ?”
“เมื่อครู่ได้ยินนางพูด ดูเหมือนจะไม่ตะกุกตะกักแล้วนะ”
“ชู่ว! เบา ๆ หน่อย”
“แต่การเปลี่ยนแปลงของนางมากเกินไปแล้วกระมัง ข้าจำได้ว่าครั้งก่อนที่เห็นนางยังตัวเล็กผอมบาง พูดจาก็ตะกุกตะกักอยู่เลย วันนี้กลับเหมือนเปลี่ยนเป็นคนละคน”
“ไม่ใช่แค่เปลี่ยนเป็นคนละคนเสียหน่อย เรียกได้ว่าเปลี่ยนจากหน้ามือเป็นหลังมือเลยต่างหาก”
“ในจวนฉีอ๋องมียาวิเศษอะไรหรือ? นี่มันมหัศจรรย์เกินไปแล้ว...”
เสียงกระซิบกระซาบหลั่งไหลเข้ามาราวกับคลื่นน้ำ
เสียนเยว่ได้ยินเข้าก็หันมองรอบด้าน ก่อนเอ่ยด้วยน้ำเสียงหวานใส
“พี่ชายพี่สาวทั้งหลายพูดถูกแล้ว ท่านน้าสะใภ้ของข้าทั้งสวยทั้งพูดเพราะเลย!”
เสียนเยว่เชิดคางขึ้นราวกับนกยูงตัวน้อยแสนภาคภูมิใจ พลางเอ่ยกับผู้คนรอบข้าง
“เป็นอย่างไรบ้าง ท่านน้าสะใภ้ของข้าสวยใช่หรือไม่?”
ด้วยเหตุนี้ สถานการณ์กระอักกระอ่วนเมื่อครู่นี้ ซึ่งทุกคนต่างไม่กล้าวิพากษ์วิจารณ์ตามใจ กลับคลี่คลายลงอย่างง่ายดาย
ทุกคนต่างพากันเข้ามารายล้อมโดยไม่รู้ตัว แล้วเอ่ยสนับสนุนตาม
“สวย! สวยมากจริง ๆ!”
เฉียวอวิ้นถูกนางทำเอารู้สึกกระดากอยู่บ้าง จึงบีบมือนางเบา ๆ แต่เสียนเยว่กลับกอดนางอย่างภาคภูมิใจ
“ท่านน้าสะใภ้ทั้งอ่อนโยน ใจดี แล้วก็น่ารัก ข้าเห็นแวบแรกก็ชอบท่านน้าสะใภ้แล้ว!”
“จวิ้นจู่สายตาดีจริง ๆ สายตาดีเหลือเกิน!”
เสิ่นเจวี๋ยที่อยู่ด้านข้างเลิกคิ้วขึ้นเล็กน้อย ทว่าไม่ได้เอ่ยอะไร เพียงมองเฉียวอวิ้นที่ถูกห้อมล้อมอยู่ท่ามกลางผู้คน ดวงตาเผยรอยยิ้มบาง ๆ
“ไม่นึกเลยว่าจะได้พบท่านอาอีกครั้งในงานเช่นนี้”
เสิ่นหนิงยืนอยู่ข้างกายเสิ่นเจวี๋ย เอ่ยขึ้นเบา ๆ
“ครั้งนั้นตอนท่านอากลับจากสนามรบพร้อมชัยชนะ ท่วงท่าสง่างามผึ่งผาย ทำให้หลานทั้งชื่นชมทั้งอิจฉาเป็นอย่างยิ่ง”
ตอนเสิ่นหนิงเดินเข้ามา ไม่มีใครสนใจเขามากนัก แม้แต่องค์หญิงหย่งหนิงก็แทบไม่ได้ทักทายเขา เขาจึงดูราวกับเป็นคนโปร่งใส คนอื่น ๆ เกรงว่าคงมองว่าเขาเป็นเพียงผู้ติดตามตัวเล็ก ๆ ของเสิ่นเจวี๋ย
เดิมทีเสิ่นเจวี๋ยกำลังอารมณ์ดี เมื่อได้ยินคำพูดของเสิ่นหนิงที่ฟังดูคล้ายกำลังทอดถอนใจ แต่ก็เหมือนจงใจสะกิดบาดแผลของเขา เขาจึงหัวเราะเบา ๆ
“ใช่ ตอนนั้นยังหนุ่มอยู่ อายุเพียงมากกว่าเจ้าในตอนนี้ไม่เท่าไร”
เสิ่นเจวี๋ยเลิกคิ้วมองเขาแวบหนึ่ง
“ผลงานที่สร้างไว้ตอนนั้นก็นับว่าไม่น้อยจริง ๆ พอมาคิดดูแล้ว ชีวิตในวันนั้นก็เคยรุ่งโรจน์อยู่เหมือนกัน มาถึงวันนี้ เปิ่นหวางก็ไม่มีอะไรต้องเสียดายแล้ว”
“ถ้าอย่างนั้น เสิ่น...องค์ชายหก เจ้าเองมีผลงานอะไรบ้างในตอนนี้ จะเล่าให้เปิ่นหวางฟังสักหน่อยได้หรือไม่?”
เสิ่นเจวี๋ยถามพลางยิ้ม
สีหน้าสงบอ่อนโยนและสุภาพเป็นปกติของเสิ่นหนิงพลันแข็งค้างไปเล็กน้อย
โฆษณา