26 ก.ย. เวลา 19:34 • หนังสือ

บทที่ 185 สับเปลี่ยน

ภายในห้องมีแสงสลัว ๆ อากาศรอบด้านคล้ายลอยอวลไปด้วยกลิ่นหอมจาง ๆ
เสิ่นหนิงขมวดคิ้ว
เหตุใดถึงมีกลิ่นหอม?
กล่องบรรจุเครื่องหอมเป็นของที่เสด็จแม่ทรงทำขึ้นเป็นพิเศษ เห็นอยู่ว่าปิดผนึกแน่นหนาอย่างดี
...บางทีอาจเป็นกลิ่นจากของขวัญชิ้นอื่นที่ผู้อื่นนำมามอบให้ก็ได้
แต่ด้านนอกกลับมีเสียงพูดคุยดังเข้ามา ดูเหมือนมีคนกำลังเดินเข้ามา เวลารัดตัว ไม่เปิดโอกาสให้เสิ่นหนิงคิดมาก เขาจึงรีบเข้าไปค้นหา และในที่สุดก็พบกล่องไม้จื่อถานใบหนึ่งที่วางแยกออกมาจากกองของขวัญ
เมื่อเปิดออกดู ด้านในก็คือกล่องเครื่องหอมที่คุ้นเคยใบนั้น
เสิ่นหนิงล้วงกล่องเครื่องหอมอีกใบที่เหมือนกันทุกประการออกมาจากอกเสื้อ หลังจากสับเปลี่ยนกล่องทั้งสองใบแล้ว จึงปิดกล่องไม้จื่อถาน ก่อนจัดวางทุกอย่างกลับคืนในตำแหน่งเดิม
ตลอดกระบวนการทั้งหมด เขาทำด้วยความรวดเร็วอย่างยิ่ง หลังจากเสร็จเรียบร้อยแล้วก็เก็บกล่องที่สับเปลี่ยนเอาไว้ในแขนเสื้อ จากนั้นหันกายออกจากห้อง กลับไปยังห้องเดิมของตน
แต่สิ่งที่เขาไม่รู้ก็คือ ตลอดกระบวนการทั้งหมดนั้น องครักษ์เงาล้วนมองเห็นอยู่ในสายตา
ตรงมุมหนึ่งของโถงบุปผา เสิ่นเจวี๋ยหลับตาอยู่ ราวกับกำลังหลับตาพักผ่อน ลู่ปิ่งเหวินเดินมานั่งลงข้างกายเขา รินน้ำชาให้ตนเองหนึ่งถ้วยแล้วดื่มรวดเดียวจนหมด ก่อนลดเสียงลงกล่าวว่า
“ท่านอ๋อง ทุกอย่างทำตามที่ท่านสั่งเรียบร้อยแล้ว เขาติดกับแล้วพ่ะย่ะค่ะ”
“……”
เสิ่นเจวี๋ยค่อย ๆ ลืมตาขึ้น มองเขาแวบหนึ่ง
“เจ้าไม่รู้สึกหรือว่าเรื่องนี้มันชัดเจนเกินไปหน่อย?”
ใบหน้าของลู่ปิ่งเหวินแดงขึ้น
“ก่อนหน้านี้...ไม่เคยทำเรื่องแบบนี้พ่ะย่ะค่ะ...”
“เอาล่ะ”
เสิ่นเจวี๋ยหลับตาลงอย่างเกียจคร้าน
“ต่อจากนี้ไม่จำเป็นต้องให้พวกเจ้าทำอะไรแล้ว จัดงานวันเกิดที่เสียนเยว่จะไม่มีวันลืมให้ดี”
“นั่นย่อมไม่มีวันลืมจริง ๆ”
ลู่ปิ่งเหวินครุ่นคิดอย่างละเอียดอยู่ครู่หนึ่ง แต่สุดท้ายก็อดถามไม่ได้
“เขาเข้าไปในห้องนั้น แล้วก็ออกมาเพียงครู่เดียว แบบนี้จะได้ผลจริงหรือพ่ะย่ะค่ะ?”
เสิ่นเจวี๋ยมองเขาอยู่ครู่หนึ่ง ในที่สุดก็พยักหน้าอย่างใจเย็น
“ได้ผล”
ลู่ปิ่งเหวินยังคงรู้สึกกระวนกระวายอยู่บ้าง ก่อนหน้านี้เสิ่นเจวี๋ยเพียงให้คนมาบอกเขาว่าต้องทำอย่างไร แต่ไม่ได้บอกว่าหลังจากทำแล้วจะเกิดผลอะไรขึ้น หรือจะเกิดเรื่องอะไรตามมา
เขากับหย่งหนิงไม่อาจปฏิเสธเสิ่นเจวี๋ยได้ ทำได้เพียงฝากชีวิตของคนทั้งครอบครัวไว้ในมือของเสิ่นเจวี๋ย
แม้พวกเขาจะรู้ว่าเสิ่นเจวี๋ยเป็นคนบ้าคลั่ง เรื่องใดก็ทำออกมาได้ทั้งนั้น แต่ไม่รู้เพราะเหตุใด เขากลับเชื่อมั่นในตัวเสิ่นเจวี๋ยอย่างมาก
อย่างน้อย เขาก็ไม่มีทางทำร้ายพวกเขา
ลู่ปิ่งเหวินมองเสิ่นเจวี๋ยอีกครั้ง ทว่ากลับเห็นว่าเขากำลังมองไปยังอีกด้านหนึ่งของโถงบุปผา—
เฉียวอวิ้นถูกผู้คนกลุ่มหนึ่งล้อมอยู่ตรงกลาง รอบกายล้วนมีคนอยู่เต็มไปหมด ทุกคนต่างอยากเข้ามาพูดคุยกับนาง
จุกผมของเสียนเยว่หลุดรุ่ยไปแล้ว ถูกหย่งหนิงลากตัวไปจัดผมเสียใหม่ ตอนนี้จึงเหลือเพียงเฉียวอวิ้นคนเดียวที่ถูกผู้คนล้อมเอาไว้
เสิ่นเจวี๋ยมองอยู่จากระยะไกล สีหน้าดูเหมือนไม่ใส่ใจอะไร
แต่ลู่ปิ่งเหวินกลับรู้สึกว่าเขาใส่ใจเป็นอย่างมาก เพียงนั่งเฝ้านางอยู่เงียบ ๆ ในมุมนี้ ไม่เข้าไปขัดจังหวะการเข้าสังคมของนาง นับว่าใส่ใจอย่างลึกซึ้งแล้ว
ตั้งแต่เมื่อครู่นี้ เฉียวอวิ้นเอาแต่ยุ่งอยู่กับการรับมือแขกที่องค์หญิงหย่งหนิงเชิญมา นางสุภาพเรียบร้อยและว่าง่ายอย่างยิ่ง ดูแล้วช่างเป็นที่ชื่นชอบของผู้คน
ที่จริงในตอนแรก คนส่วนใหญ่ที่เข้ามารวมตัวกันก็เพราะความอยากรู้อยากเห็น
อย่างไรเสีย บนตัวเฉียวอวิ้นก็มีเรื่องราวที่เต็มไปด้วยสีสันมากเกินไป ตั้งแต่แรกเริ่มที่มีข่าวลือว่านางเป็นคนโง่พูดตะกุกตะกัก จนมาถึงวันนี้ที่นางมีรอยยิ้มอยู่ในดวงตา กิริยาสง่างาม พูดจาเป็นเรื่องเป็นราว และกลายเป็นหญิงงามอย่างแท้จริง ความเปลี่ยนแปลงนี้ช่างเต็มไปด้วยความพลิกผันราวกับละคร
ยิ่งไปกว่านั้น นางยังสามารถทำให้คนอย่างเสิ่นเจวี๋ยยอมอยู่ใต้อาณัติได้ เรื่องนี้ยิ่งน่าเหลือเชื่อเข้าไปใหญ่
“วันนี้ชุดของพระชายางดงามจริง ๆ ลวดลายนี้ดูเหมือนจะไม่ค่อยได้เห็นบ่อยนักนะเจ้าคะ”
เฉียวอวิ้นก้มมองปลายแขนเสื้อของตนเอง
“แม่นมในจวนเป็นคนทำให้ ข้า...ข้าไม่ค่อยเข้าใจ เพียงรู้สึกว่าสวยดี”
“เสื้อผ้าสำเร็จรูปที่ทำขึ้นเองในจวนกลับมีฝีมือถึงเพียงนี้ ช่างหาได้ยากจริง ๆ”
ทุกคนต่างพากันชื่นชม อย่างไรเสีย ปกติพวกเขามักซื้อเสื้อผ้าที่ร้านตัดเย็บสำเร็จ แม้จะตัดตามรูปร่างของแต่ละคน แต่ก็ไม่มีทางได้ผลลัพธ์ที่ดีถึงเพียงนี้
“ในจวนฉีอ๋องจะขาดของดีอะไรได้เล่า? ฉีอ๋องดีกับพระชายาถึงเพียงนั้น ย่อมต้องเลือกของดีทุกอย่างให้นางใช้ก่อนอยู่แล้ว”
คนข้าง ๆ กล่าว
“ปิ่นหยกมรกตอันนี้ก็มีเนื้อหยกงดงามหาได้ยาก ท่านอ๋องประทานให้กระมัง?”
เฉียวอวิ้นยกมือแตะปิ่นบนศีรษะ ก่อนส่ายหน้า
“นี่เป็นของมารดาข้า”
ทุกคนต่างมองหน้ากันไปมา ก่อนมีคนถามเสียงเบา
“ฮูหยินเฉียวหรือ?”
คำพูดหลุดออกจากปากไปแล้ว นางจึงเพิ่งรู้ตัวว่าพูดผิด ใคร ๆ ก็รู้ว่ามารดาผู้ให้กำเนิดของเฉียวอวิ้นเสียชีวิตไปนานแล้ว ฮูหยินเฉียวในปัจจุบันคือหลินซื่อ
ทว่าเฉียวอวิ้นกลับไม่ได้ใส่ใจ เพียงย้ำด้วยน้ำเสียงนุ่มนิ่มว่า
“เป็นมารดาของข้า...ที่มอบไว้ให้ข้า”
เมื่อเห็นสีหน้าของนางเป็นปกติ ทุกคนกลับรู้สึกกระอักกระอ่วน ไม่กล้าถามต่ออีก
จึงรีบเปลี่ยนหัวข้อไปถามเรื่องอื่นทันที
“วันนี้พระชายาผิวพรรณดูดีจริง ๆ เลยนะเจ้าคะ ผิวขาวอมชมพู ดูดีกว่าครั้งก่อนที่พบกันเสียอีก ทั้งยังดูมีเนื้อมีหนังขึ้นเล็กน้อย ดูสุขภาพดีมาก”
เฉียวอวิ้นจึงพยักหน้าอย่างมีความสุข
“พ่อครัวโจวทำอาหารอร่อย ข้า...ข้ากินได้เยอะมาก”
“พ่อครัวโจว? เป็นพ่อครัวของจวนฉีอ๋องหรือ?” มีคนถามอย่างอยากรู้อยากเห็น “พระชายาถึงกับรู้จักพ่อครัวในจวนด้วยหรือ?”
“พ่อครัวโจวดีมาก ดีมากจริง ๆ”
เฉียวอวิ้นย้ำ
“แน่นอนว่าต้องขอบคุณเขา”
ทุกคนมองหน้ากันไปมา พวกเขาไม่เคยได้ยินมาก่อนเลยว่าต้องกล่าวขอบคุณพ่อครัวด้วย
“หรือว่าการจ้างพ่อครัวมาทำอาหารไม่ใช่เรื่องสมควรอยู่แล้วหรือ?”
“พ่อครัวโจวดีมาก เขาจะปรับรสชาติอาหารตามที่ข้าชอบ”
พอเฉียวอวิ้นพูดถึงเรื่องอาหารขึ้นมา นางก็มีชีวิตชีวาขึ้นทันที
“ยัง...ยังเปลี่ยนรูปแบบอาหารตามฤดูกาลด้วย ทุกเช้ามีขนมชิ้นเล็ก ๆ หลายรูปแบบ ตอนบ่ายมีน้ำหวาน แล้วตอนกลางคืนมีน้ำแกงนมที่ช่วยให้นอนหลับ”
“อาหารแต่ละมื้อก็มีรสชาติให้เลือกมากมาย ท่านพี่เคยบอกข้าว่า อาหารแต่ละประเภทมีทั้งอาหารกวางตุ้ง อาหารฮุยโจว อาหารเสฉวน...ข้าเคยกินมาหมดแล้ว”
ทุกคนเงียบไป
ชีวิตเช่นนี้ พวกเขาเองก็ไม่เคยได้รับ
แม้ทุกวันอาหารจะไม่ได้แย่อะไร แต่การจัดอาหารพิเศษถึงเพียงนี้ เกรงว่าคงไม่ได้อาศัยเพียงความใส่ใจเล็กน้อยเท่านั้น
ยิ่งไปกว่านั้น จะมีพ่อครัวที่ไหนเชี่ยวชาญรสชาติอาหารได้มากมายถึงเพียงนี้?
ฉีอ๋องไปหาคนผู้นี้มาจากที่ใดกัน?
คราวนี้ทุกคนรู้สึกอิจฉาขึ้นมาจริง ๆ
เมื่อพูดถึงอาหารจบแล้ว ทุกคนก็เริ่มชื่นชมผิวพรรณของเฉียวอวิ้นอีกครั้ง
“พระชายาใช้แป้งชาดชนิดใดหรือเจ้าคะ? ผิวพรรณดีถึงเพียงนี้ได้อย่างไร”
เฉียวอวิ้นลูบแก้มของตนเอง ก่อนส่ายหน้า
“ไม่รู้เหมือนกัน ข้ากลับไปถามแม่นมจิ่นเหยียนก่อน แล้ว...แล้วค่อยบอกพวกเจ้า”
ท่าทางที่นางลูบแก้มช่างเป็นธรรมชาติเหลือเกิน คนที่แต่งหน้าแต้มชาดเป็นประจำล้วนรู้ดี หลังทาชาดแล้วจะกล้าเอามือไปแตะเช่นนี้ได้อย่างไร
ความจริงแล้วนางแทบไม่ได้ใช้แป้งชาดมากนัก เพียงแต้มชาดลงบนแก้มเล็กน้อยเพื่อให้ใบหน้าดูมีสีสันเท่านั้น
แต่ท่าทางเช่นนี้ของนางช่างน่ารักเหลือเกิน จนทำให้เหล่าฮูหยินที่มีอายุมากกว่าหลายคนใจอ่อนยวบไปหมด
“พระชายาฉีช่างงดงามอย่างเป็นธรรมชาติจริง ๆ ไม่มีสิ่งใดต้องเติมแต่งเลย ช่างพิเศษเหลือเกิน”
“มิน่าเล่า ฉีอ๋องถึงได้โปรดปรานพระชายาถึงเพียงนี้ หากข้าเป็นฉีอ๋อง แล้วได้พบหญิงสาวเช่นนี้ ก็คงอดหวั่นไหวไม่ได้เช่นกัน”
บรรยากาศพลันผ่อนคลายลง ความระมัดระวังและคำพูดตามมารยาทที่ทุกคนใช้หยั่งเชิงกันเมื่อครู่ก็ลดน้อยลงไปมาก
ผู้คนที่รายล้อมอยู่ตรงนี้ต่างพูดคุยหัวเราะกันอย่างสนุกสนาน บรรยากาศชื่นมื่นเป็นอย่างยิ่ง
ไม่ไกลออกไป ขุนนางหนุ่มหลายคนนั่งดื่มชาอยู่ในงาน สายตาก็ถูกเสียงหัวเราะของคนกลุ่มนี้ดึงดูดไป
เหล่าคุณหนูผู้สูงศักดิ์ในเมืองหลวงมารวมตัวกัน ต่อให้เป็นการพบปะพูดคุยกัน ก็มีสักกี่คนที่จริงใจ แม้แต่ตอนหัวเราะ ส่วนใหญ่ก็มักเป็นเพียงรอยยิ้มเสแสร้ง
1
บรรยากาศเช่นนี้หาได้ยากจริง ๆ
“คนที่อยู่ตรงกลางนั่น ก็คือพระชายาฉีหรือ?” มีคนถามอย่างสนใจ
“ใช่แล้ว เมื่อครู่นางเดินผ่านตรงนี้ ข้ามองแวบหนึ่ง งดงามราวกับนางฟ้าจริง ๆ”
“พอเถอะ เจ้าตาจะแทบหลุดออกจากเบ้าไปติดอยู่บนตัวนางแล้ว”
“ร่างกายของฉีอ๋องไม่แข็งแรง หากวันหนึ่งเขา...ถึงตอนนั้น ไม่รู้ว่าจะมีคนอีกเท่าไรที่แย่งกันต้องการตัวนาง”
“คำพูดเช่นนี้ เจ้าก็ยังกล้าพูดออกมาอีกหรือ? มันลบหลู่เบื้องสูงเกินไปแล้ว!”
“จะมีอะไรเล่า? ก็แค่พูดความจริงไม่ใช่หรือ?”
“แต่ถึงอย่างไรก็ไม่ถึงตาเจ้า”
เสียงของสตรีผู้หนึ่งดังขึ้นอย่างแผ่วเบาจากด้านข้าง ทำให้ขุนนางหนุ่มหลายคนสะดุ้ง พวกเขารีบหันไปมองอย่างละเอียด ก่อนจะจำได้ว่าอีกฝ่ายคือคุณหนูใหญ่ตระกูลอู๋—อู๋อวี้เจิน
โฆษณา