26 ก.ย. เวลา 19:46 • หนังสือ

บทที่ 186 เตือน

“เป็นหญิงสาวแท้ ๆ เหตุใดถึงได้มาฟังผู้ชายพูดคุยกันตามอำเภอใจเช่นนี้?”
ชายคนที่เพิ่งเอ่ยปากพูดเมื่อครู่ได้ยินนางกล่าวเช่นนั้น ก็อาจรู้สึกเสียหน้า จึงตวาดขึ้นมา
เมื่อเห็นว่าเป็นอู๋อวี้เจิน เขาก็จำได้ จึงหัวเราะเยาะแล้วกล่าวประชด
“ที่แท้ก็คุณหนูตระกูลอู๋ที่แต่งงานไม่ออกนี่เอง มิน่าเล่าถึงไม่มีใครต้องการ เจ้าเป็นสตรีที่ไร้มารยาทถึงเพียงนี้ ใครจะเอากันเล่า”
“แต่งงานไม่ออกแล้วอย่างไร? อย่างน้อยก็ยังดีกว่าพวกเจ้าที่เอาแต่ซุบซิบนินทาพระชายาฉีอ๋องอยู่ลับหลังตั้งร้อยเท่า”
อู๋อวี้เจินจ้องพวกเขา ก่อนจะไม่ยอมเดินจากไป กลับยืนอยู่ตรงหน้าพวกเขาเสียเลย
“เอาแต่ซุบซิบนินทาอยู่ตรงนี้จะเก่งอะไรนักหนา หากมีความสามารถจริง ก็ไปพูดต่อหน้าฉีอ๋องสิ”
อู๋อวี้เจินกล่าวประชดประชัน
“เจ้า...เจ้าจงใจหาเรื่องหรือ?”
ชายคนนั้นลุกขึ้นยืน เขาสูงกว่าอู๋อวี้เจินอยู่หนึ่งช่วงศีรษะ ท่าทางคล้ายต้องการข่มขู่นาง ทว่ากลับมีเสียงใสแจ๋วดังขึ้นเสียก่อน
“อ๊ะ ท่านลุง กำลังหาเรื่องอะไรกันหรือ?”
ชายคนนั้นก้มหน้าลงมอง ก็เห็นจวิ้นจู่เสียนเยว่ไม่รู้ว่ามาปรากฏตัวตั้งแต่เมื่อใด กำลังกะพริบตาปริบ ๆ มองเขาด้วยสีหน้าประหลาดใจ
“ท่านเป็นใครหรือ? วันนี้เป็นงานวันเกิดของข้านะ ท่านลุงคิดจะทำอะไรพี่สาวคนนี้? ท่านลุงดุมากเลย”
“มะ...ไม่ใช่...”
ชายคนนั้นถูกคำถามตรงไปตรงมาของเสียนเยว่เข้าไป จึงเสียหน้าอยู่ชั่วขณะ แม้แต่ชาก็ไม่ดื่มต่อแล้ว รีบเดินจากไปอย่างหงอย ๆ
สหายอีกหลายคนของเขาเองก็รู้สึกกระอักกระอ่วน ต่างพูดว่าเป็นเพียงความเข้าใจผิด ก่อนจะรีบเดินตามไป
“ล้วนเป็นแขกที่ไม่ได้รับเชิญทั้งนั้น”
องค์หญิงหย่งหนิงเดินตามหลังเสียนเยว่มา เมื่อเห็นเหตุการณ์ตรงหน้า ก็เป็นฝ่ายเดินเข้ามาทักทายอู๋อวี้เจินก่อน พร้อมถามอย่างเป็นห่วง
“ไม่เป็นอะไรใช่หรือไม่?”
“ไม่เป็นไร ขอบพระทัยองค์หญิงหย่งหนิง ขอบพระทัยจวิ้นจู่เสียนเยว่”
อู๋อวี้เจินรู้สึกประหลาดใจจริง ๆ ที่พวกนางเข้ามาช่วย อีกทั้งยังรู้สึกหวาดหวั่นอยู่บ้าง
“ผอมลงไปมากเลย ช่วงนี้คงลำบากไม่น้อยกระมัง”
องค์หญิงหย่งหนิงมองแก้มที่ซูบผอมลงของอู๋อวี้เจิน ก่อนทอดถอนใจอย่างสะเทือนใจเล็กน้อย
ก่อนหน้านี้เรื่องที่คู่หมั้นของอู๋อวี้เจินถอนหมั้นแพร่ไปทั่วเมืองหลวง นางเองก็พอรู้เรื่องอยู่บ้าง
สำหรับสตรีแล้ว เรื่องเช่นนี้ย่อมเป็นแรงกระทบที่หนักหนาไม่น้อย
ครั้งนี้เนื่องในวันเกิดของเสียนเยว่ นางยังตั้งใจถามเสิ่นเจวี๋ยเป็นพิเศษว่า การเชิญอู๋อวี้เจินมาร่วมงานเหมาะสมหรือไม่ ทว่าเสิ่นเจวี๋ยกลับตอบนางอย่างรำคาญเพียงว่า
“เรื่องเล็กน้อยแค่นี้ยังต้องมาถามข้าอีก ตำแหน่งองค์หญิงหย่งหนิงเปลี่ยนคนมานั่งเสียเถิด”
องค์หญิงหย่งหนิงจึงถือว่าเขาเห็นด้วย
อู๋อวี้เจินหลุบตาลง ไม่ได้ปฏิเสธ และไม่ได้ระบายความทุกข์กับองค์หญิงหย่งหนิง เพียงพยักหน้าเบา ๆ
“แม้จะลำบาก แต่ข้ากลับรู้สึกขอบคุณพระชายากับท่านอ๋องมาก”
1
อู๋อวี้เจินกล่าว
“วันนี้ข้าถึงต้องมาให้ได้”
“ขอบคุณ?”
องค์หญิงหย่งหนิงรู้สึกประหลาดใจเล็กน้อย
“ที่จริงแล้ว หลายเรื่องกว่าจะคิดตกได้ก็ต้องมีจุดเปลี่ยน หากไม่เกิดเรื่องเช่นนี้ขึ้น บางทีตลอดชีวิตข้าอาจยืนอยู่ผิดฝ่าย เลือกคนผิดมาตลอดก็เป็นได้”
อู๋อวี้เจินมององค์หญิงหย่งหนิงอย่างลึกซึ้ง เมื่อเห็นอีกฝ่ายมองกลับมาด้วยสีหน้างุนงง คล้ายไม่เข้าใจความหมายของนาง นางจึงยิ้มออกมา
“เพียงความรู้สึกเล็ก ๆ น้อย ๆ เท่านั้น องค์หญิงไม่ต้องใส่พระทัยหรอก”
“ได้”
หย่งหนิงเองก็ไม่ได้คิดมากอีก เพียงมองไปทางเฉียวอวิ้น ก่อนยิ้มแล้วกล่าวว่า
“หากเจ้าคิดจะไปหาพระชายาฉีอ๋อง เกรงว่าคงต้องต่อแถวแล้วล่ะ ตรงนั้นครึกครื้นทีเดียว”
“ข้าค่อย ๆ รอก็ได้”
อู๋อวี้เจินกล่าวพร้อมรอยยิ้ม
องค์หญิงหย่งหนิงจึงจูงมือเสียนเยว่เดินไปก่อน เสียนเยว่ตัวเล็ก จึงมุดเข้าไปในฝูงชนอย่างรวดเร็ว ก่อนจะคว้ามือของเฉียวอวิ้นเอาไว้ได้ในไม่ช้า
คราวนี้เอง นางถึงได้ยินว่าผู้คนรอบข้างกำลังพูดคุยอะไรกับเฉียวอวิ้น
“ได้ยินว่าฉีอ๋องมักจะพิโรธอยู่บ่อย ๆ อารมณ์ก็ไม่ดี น้องสาว เวลากลางคืนคงลำบากไม่น้อยกระมัง? ผิวพรรณบอบบางนุ่มนิ่มถึงเพียงนี้ หากเจอสามีที่ไม่รู้จักทะนุถนอมเข้า เกรงว่าคงต้องลำบากแล้ว”
เสียนเยว่ตัวแข็งทื่อทันที
นี่ดูเหมือนจะไม่ใช่สิ่งที่นางควรฟังนะ
แต่ก็เร็วเกินไปแล้วกระมัง นางเพิ่งกลับไปจัดผมเอง เหตุใดตอนนี้ถึงเรียกกันว่าพี่สาวน้องสาวไปเสียแล้ว?
เมื่อมองไปยังเฉียวอวิ้น นางกลับดูสงบนิ่งอย่างยิ่ง เพียงกล่าวอย่างเป็นธรรมชาติว่า
“ก็...ก็ไม่ลำบาก”
เสียนเยว่รู้สึกว่า ดูเหมือนท่านน้าสะใภ้จะฟังไม่เข้าใจด้วยซ้ำว่าอีกฝ่ายกำลังถามอะไร
มีคนอีกคนถามเฉียวอวิ้นว่า เหตุใดถึงสามารถควบคุมสามีที่น่ากลัวถึงเพียงนั้นได้
เฉียวอวิ้นได้ยินแล้วกลับถามอย่างจริงจัง
“ควบคุม...หมายความว่าอะไร?”
“ท่านพี่อารมณ์ดีมาก เป็นคนดี ไม่ได้น่ากลัวเลยสักนิด”
ผู้คนรอบข้างมองหน้ากันไปมา
“ไม่น่ากลัวหรือ? พวกเรามองเขายังรู้สึกว่าน่ากลัวเลย”
เฉียวอวิ้นกล่าวอย่างจริงจัง
“นอกจากตอนจุ๊บกันจะ...จะนานไปหน่อยและเหนื่อยนิดหน่อย เวลาอื่นเขาดีมากจริง ๆ ถ้ามีบุรุษคนอื่นแต่งกลอนชมว่าข้างดงาม เขายังถามถึงภูมิลำเนาของอีกฝ่ายด้วย”
“……”
ทุกคนมองหน้ากันไปมาอยู่ชั่วขณะ ต่างพูดอะไรไม่ออก
เสียนเยว่รู้สึกหนังศีรษะชาวาบ
หัวข้อนี้ไปต่อไม่ได้แล้ว!
นี่เป็นงานวันเกิดของนางนะ เหล่าฮูหยินกำลังคุยอะไรกันอยู่เนี่ย!
ยิ่งไปกว่านั้น ท่านน้าสะใภ้ของนางช่างใสซื่อถึงเพียงนี้ หากอีกเดี๋ยวเผลอพูดอะไรที่ไม่ควรพูดออกมา เรื่องคงจบเห่แน่
และคนที่จะซวยก็คือนางเอง
เสียนเยว่รีบให้คนเอาหนังสือภาพที่เฉียวอวิ้นมอบให้ออกมา แล้วเริ่มเรียกทุกคนให้มาดู
“ทุกคนรีบมาดูเร็ว นี่คือของขวัญวันเกิดที่ท่านน้าสะใภ้มอบให้ข้า! ว้าว สวยมากเลย!”
เป็นไปตามคาด ทุกคนถูกดึงความสนใจไปทันที ต่างพากันมาดูหนังสือภาพ และเอ่ยชมฝีมือการวาดภาพของเฉียวอวิ้นว่าเป็นเลิศ แม้ภาพจะวาดอย่างหยาบ ๆ แต่ตัวละครกลับมีชีวิตชีวาและเปี่ยมด้วยเสน่ห์อย่างยิ่ง
ในที่สุดรอบกายเฉียวอวิ้นก็ผ่อนคลายลงบ้าง อู๋อวี้เจินจึงฉวยจังหวะก้าวเข้ามาสองก้าว ก่อนจะมายืนข้างกายนาง
“ถวายความเคารพพระชายาฉีอ๋อง”
อู๋อวี้เจินทำความเคารพ
เฉียวอวิ้นรู้สึกประหลาดใจอยู่บ้าง ไม่คิดว่าจะได้เห็นอู๋อวี้เจินที่นี่ จริง ๆ แล้วนางแทบจำไม่ได้แล้ว เพียงจำได้ลาง ๆ ว่าคนผู้นี้เหมือนจะถูกเฉียวหว่านทอดทิ้ง แล้วภายหลังก็ถูกเสิ่นเจวี๋ยตำหนิไปยกหนึ่ง
“ข้าชื่ออู๋อวี้เจิน พระชายาอาจจะลืมข้าไปแล้ว”
เมื่อเห็นสีหน้าของนาง อู๋อวี้เจินก็เดาความคิดของนางออก
อย่างไรเสีย ความคิดของเฉียวอวิ้นนั้นเดาง่ายเกินไป ทุกอย่างล้วนเขียนอยู่บนใบหน้า
“จำได้ เจ้า...เจ้าพูดจาไม่น่าฟัง”
เฉียวอวิ้นกล่าว
อู๋อวี้เจินชะงักไปเล็กน้อย เมื่อได้ยินคำพูดนี้ แต่ชั่วพริบตาต่อมากลับก้มหน้าหัวเราะออกมา
“เป็นอย่างที่พระชายาตรัสจริง ๆ”
เฉียวอวิ้นมองออกว่านางมีเรื่องอยากพูด จึงถามตรง ๆ
“เจ้ามาหาข้า อยาก...อยากคุยกับข้าหรือ?”
“ใช่”
อู๋อวี้เจินยอมรับตรง ๆ
“ก่อนหน้านี้ในงานเลี้ยง ข้าล่วงเกินท่านไปไม่น้อย ที่จริงตอนนั้นข้าเข้าข้างเฉียวหว่าน เพราะอยากอาศัยการกลั่นแกล้งท่านเพื่อให้ได้รับการยอมรับจากพระชายารัชทายาท”
เฉียวอวิ้นตั้งใจฟังโดยไม่ได้ขัดจังหวะนาง
นางรู้สึกว่าอู๋อวี้เจินในตอนนี้ดูแตกต่างจากเมื่อก่อนเล็กน้อย ราวกับนาง ‘ไม่รีบร้อน’ อีกแล้ว
ก่อนหน้านี้นางดูร้อนรนอยู่ตลอด ราวกับต้องการแย่งชิงอะไรบางอย่าง แต่ตอนนี้กลับดูสงบนิ่ง คล้ายคนที่กินอิ่มแล้ว ไม่ต้องหิวโหยเที่ยวตามหาอาหารไปทั่วอีกต่อไป
อู๋อวี้เจินในยามนี้ ทำให้ผู้คนรู้สึกสบายใจมากกว่าเดิม
“วันนี้ที่มา ที่สำคัญคืออยากสารภาพเรื่องหนึ่งกับท่าน”
อู๋อวี้เจินกล่าวอย่างจริงจัง
“เรื่องนี้บางทีเมื่อมองจากตอนนี้อาจดูเป็นเรื่องเล็กน้อย แต่ข้ารู้สึกว่าพระชายารัชทายาทจะต้องไม่ยอมเลิกราแน่”
เฉียวอวิ้นเห็นสีหน้าจริงจังของนาง จึงตั้งใจฟังมากขึ้นเช่นกัน
“เป็น...เป็นเรื่องอะไร?”
“ก่อนหน้านี้พระชายารัชทายาทเกลียดท่านเข้ากระดูกดำ ข้าจึงเป็นคนออกความคิดให้นาง คิดจะทำร้ายท่าน”
เมื่อพูดถึงตรงนี้ อู๋อวี้เจินก็อดรู้สึกละอายใจไม่ได้
นางหยุดไปครู่หนึ่ง ก่อนพูดต่อ
“แม้ตอนนี้นางยังถูกกักบริเวณอยู่ แต่สักวันหนึ่งนางย่อมต้องได้ออกมา ตามความเข้าใจของข้า นางจะต้องนำความแค้นทั้งหมดที่มีไปลงกับท่านและฉีอ๋องอย่างแน่นอน”
“สิ่งที่ข้าอยากบอกวันนี้ก็คือ ขอให้ท่านระมัดระวังให้ดี วิธีการของพระชายารัชทายาทนั้นต่ำช้ายิ่งนัก เกรงว่าจะเกินกว่าที่ท่านจะจินตนาการได้ ท่านต้องระวังให้มากจริง ๆ”
เฉียวอวิ้นชะงักไปเล็กน้อย
นางไม่คิดจริง ๆ ว่าอู๋อวี้เจินจะมาบอกเรื่องเหล่านี้กับนางตรง ๆ สมองจึงประมวลผลไม่ทันไปชั่วขณะ และเผลอหันไปมองเสิ่นเจวี๋ยโดยไม่รู้ตัว
เสิ่นเจวี๋ยกำลังสนใจทางนี้อยู่พอดี จึงสบตากับเฉียวอวิ้นเข้าในทันที
จากนั้นอู๋อวี้เจินก็เห็นเสิ่นเจวี๋ยยกมือขึ้นโบกเรียกเฉียวอวิ้นอย่างอ่อนโยน แผ่วเบา
“มานี่”
โฆษณา