Blockdit Logo
Blockdit Logo (Mobile)
สำรวจ
ลงทุน
คำถาม
เข้าสู่ระบบ
มีบัญชีอยู่แล้ว?
เข้าสู่ระบบ
หรือ
ลงทะเบียน
Robot Returns
•
ติดตาม
เมื่อวาน เวลา 06:46 • กีฬา
# BRENTFORD BUSINESS MACHINE — EP.2
## THE ART OF BEING WRONG
### ศิลปะของการ “ตัดสินใจผิด” โดยไม่ปล่อยให้ความผิดพลาดฆ่าองค์กร
มีคำถามหนึ่งที่องค์กรส่วนใหญ่ไม่ค่อยอยากถามตัวเอง
**“ถ้าสิ่งที่เราตัดสินใจวันนี้…ผิดล่ะ?”**
ไม่ใช่เพราะไม่มีใครรู้ว่าความผิดพลาดเกิดขึ้นได้
แต่เพราะวัฒนธรรมองค์กรจำนวนมากสร้างขึ้นบนความเชื่อที่อันตรายกว่านั้น—
> **“คนเก่งต้องตัดสินใจให้ถูก”**
ผู้บริหารจึงถูกคาดหวังให้เลือกให้ถูก
หัวหน้าต้องเลือกคนให้ถูก
ฝ่ายขายต้องเลือกตลาดให้ถูก
ฝ่ายจัดซื้อเลือกสินค้าที่ถูก
ฝ่ายลงทุนเลือกโครงการที่ถูก
และเมื่อผลลัพธ์ออกมาไม่ดี
เรามักย้อนกลับไปถามว่า
**“ใครเป็นคนตัดสินใจ?”**
แต่ Brentford ดูเหมือนจะถามคำถามอีกแบบ
**“กระบวนการที่ทำให้เราตัดสินใจครั้งนั้น เป็นกระบวนการที่ดีหรือไม่?”**
นี่คือความแตกต่างที่เล็กมากในภาษา
แต่ใหญ่มากในทางธุรกิจ
เพราะมันเปลี่ยนองค์กรจาก
**“หาคนที่ไม่เคยผิด”**
เป็น
**“สร้างระบบที่อยู่รอดได้ แม้คนจะผิด”**
---
## 1. ผลลัพธ์ที่ดี…ไม่ได้แปลว่าการตัดสินใจดี
ลองนึกภาพง่าย ๆ
คุณโยนเหรียญสองครั้ง
ครั้งแรก คุณเดิมพันว่าออกหัว
มันออกหัว
ครั้งที่สอง คุณเดิมพันว่าออกก้อย
มันออกหัว
คำถามคือ
**ครั้งแรกคุณตัดสินใจเก่งกว่าครั้งที่สองหรือไม่?**
ไม่จำเป็น
เพราะคุณอาจใช้กระบวนการคิดแบบเดียวกันทั้งสองครั้ง
สิ่งที่ต่างกันคือ “ผลลัพธ์”
ฟุตบอลก็เหมือนกัน
นักเตะที่ยิงประตูได้ อาจไม่ได้หมายความว่าการซื้อเขาเป็นการตัดสินใจที่ยอดเยี่ยมที่สุดในตอนนั้น
นักเตะที่เจ็บจนเล่นไม่ได้ อาจไม่ได้หมายความว่าการซื้อเขาเป็นการตัดสินใจที่โง่ที่สุด
เพราะระหว่าง
**Decision → Outcome**
มีบางอย่างแทรกอยู่เสมอ
สิ่งนั้นคือ
**Uncertainty**
ความไม่แน่นอน
และนี่คือจุดที่องค์กรจำนวนมากพลาด
พวกเขาตัดสิน “คุณภาพของการตัดสินใจ” จาก “ผลลัพธ์ที่เกิดขึ้น”
ถ้าผลออกมาดี
คนตัดสินใจคือ Genius
ถ้าผลออกมาแย่
คนตัดสินใจคือ Problem
แล้วองค์กรก็เริ่มไล่ล่าหาคนผิด
แทนที่จะย้อนกลับไปตรวจสอบ
**ระบบที่ทำให้เกิดการตัดสินใจนั้น**
---
# 2. Brentford ไม่ได้พยายาม “ผิดให้น้อยที่สุด”
นี่อาจเป็นหนึ่งในแนวคิดที่น่าสนใจที่สุดของ Brentford
เพราะถ้ามองจากสิ่งที่สโมสรทำมาตลอด
มันไม่ได้สะท้อนความพยายามที่จะสร้างองค์กรที่ “ไม่เคยผิด”
แต่สะท้อนการสร้างองค์กรที่
**สามารถรับความเสี่ยง
ทดลอง
ผิด
เรียนรู้
แล้วเดินหน้าต่อ**
ได้
ตัวอย่างที่ชัดมากคือการตัดสินใจเรื่อง Academy
ในปี 2016 Brentford ตัดสินใจยุบระบบอะคาเดมีชุดใหญ่ และหันไปใช้โมเดล Brentford B โดยเน้นผู้เล่นเยาวชนที่ถูกปล่อยจากสโมสรอื่นหรือเป็นกลุ่มที่ยังมีต้นทุนในการคว้าตัวต่ำกว่า ก่อนที่สโมสรจะนำระบบอะคาเดมีกลับมาอีกครั้งในรูปแบบที่ปรับใหม่ภายหลัง
ลองคิดดู
องค์กรฟุตบอลทั่วไปมักมีสิ่งหนึ่งที่แตะต้องยากมาก
**“สิ่งที่เราทำมานานแล้ว”**
เพราะเมื่อสิ่งนั้นถูกสร้างขึ้นมานานพอ
มันจะไม่ใช่แค่กระบวนการ
แต่มันกลายเป็น
**ความเชื่อ**
และเมื่อความเชื่อถูกใช้มานานพอ
มันจะกลายเป็น
**ความจริงที่ไม่มีใครกล้าตั้งคำถาม**
Brentford กลับกล้าถามว่า
> “ถ้า Academy แบบเดิมไม่ได้สร้างผลตอบแทนที่เหมาะสมกับต้นทุนของเรา แล้วทำไมเราต้องรักษามันไว้?”
คำถามนี้ไม่ได้แปลว่า Academy เป็นสิ่งไม่ดี
แต่หมายความว่า
**ไม่มีสิ่งใดควรได้รับการยกเว้นจากการถูกตรวจสอบเพียงเพราะมันเป็นสิ่งที่องค์กรทำมานาน**
นี่คือหัวใจของ Strategic Discipline
---
# 3. สิ่งที่องค์กรกลัวที่สุด อาจไม่ใช่ “ความผิดพลาด”
แต่มันคือ
## **ความผูกพันกับความผิดพลาด**
เพราะความผิดพลาดครั้งหนึ่งอาจเสียเงิน
แต่การปกป้องความผิดพลาดเป็นเวลาหลายปี
อาจเสียทั้งองค์กร
นี่เกิดขึ้นในธุรกิจตลอดเวลา
บริษัทลงทุนระบบ IT ไปหลายสิบล้าน
ระบบไม่ตอบโจทย์
แต่แทนที่จะยอมรับว่าเลือกผิด
กลับเพิ่มงบเข้าไปอีก
“ลงทุนมาแล้ว”
จึงต้องลงทุนต่อ
บริษัทเปิดสาขาในทำเลที่ไม่ดี
ยอดขายไม่ถึงเป้า
แต่ปิดไม่ได้
เพราะ
“เปิดมาแล้ว”
บริษัทจ้างผู้บริหารผิดคน
ผลงานไม่ดี
แต่ไม่กล้าเปลี่ยน
เพราะ
“เขาเป็นคนที่เราเลือกมาเอง”
นี่คือกับดักที่เรียกว่า
**Sunk Cost**
เงินที่เสียไปแล้ว
เวลาที่เสียไปแล้ว
ชื่อเสียงที่ผูกไว้แล้ว
ความเชื่อที่ประกาศไปแล้ว
ค่อย ๆ กลายเป็นโซ่
ที่ล็อกองค์กรไว้กับอดีต
---
# 4. Brentford จึงน่าสนใจตรงที่ “การเปลี่ยนใจ” ไม่ได้ถูกมองว่าเป็นความพ่ายแพ้
ถ้าองค์กรมี Strategy ที่ดีจริง
Strategy นั้นไม่ควรเป็นคำสาบาน
มันควรเป็น
**Hypothesis**
สมมติฐานที่ถูกส่งลงไปทดลองกับโลกจริง
ถ้าถูก
Scale
ถ้าผิด
Learn
ถ้าผิดมาก
Stop
แล้วเริ่มใหม่
นี่คือวิธีคิดแบบนักทดลอง
ไม่ใช่วิธีคิดแบบนักเทศน์
นักเทศน์ต้องปกป้องคำพูดของตัวเอง
แต่นักทดลองต้องพร้อมฆ่าสมมติฐานของตัวเอง
ถ้าหลักฐานบอกว่ามันผิด
และนี่เป็นเหตุผลว่าทำไมกรณี FC Midtjylland จึงน่าสนใจในเชิงธุรกิจ
Benham ใช้สโมสรในเดนมาร์กเป็นพื้นที่สำหรับทดลองแนวคิดเกี่ยวกับข้อมูล การซื้อขายนักเตะ และ Set Pieces ก่อนนำแนวทางที่ผ่านการทดสอบไปขยายใช้กับ Brentford
มันคือสิ่งที่บริษัทเทคโนโลยีเรียกว่า
**Sandbox**
พื้นที่ที่คุณสามารถทดลองสิ่งใหม่
โดยไม่เอาธุรกิจหลักทั้งหมดไปเสี่ยงพร้อมกัน
นี่ไม่ใช่แค่เรื่องฟุตบอล
แต่มันคือ
**Risk Architecture**
การออกแบบโครงสร้างความเสี่ยง
---
# 5. เพราะความเสี่ยงที่อันตรายที่สุด
## ไม่ใช่ความเสี่ยงที่สูง
แต่คือ
### **ความเสี่ยงที่คุณไม่มีพื้นที่ให้ทดลอง**
ลองคิดถึงบริษัทหนึ่ง
ทุกโครงการต้องสำเร็จ
ทุกคนต้องทำ KPI ได้
ทุกการลงทุนต้องคืนทุน
ทุกการตัดสินใจต้องถูก
ฟังดูเหมือนองค์กรที่มีมาตรฐานสูง
แต่ในทางกลับกัน
มันอาจกลายเป็นองค์กรที่
**ไม่มีใครกล้าทดลองอะไรเลย**
เพราะทันทีที่ผิด
คนผิดจะถูกลงโทษ
ดังนั้นทุกคนจึงเรียนรู้สิ่งเดียวกัน
> อย่าเสี่ยง
อย่าลองของใหม่
อย่าเสนอสิ่งที่ไม่แน่นอน
อย่าทำอะไรที่ไม่มี Benchmark
อย่าตัดสินใจที่อาจถูกตั้งคำถาม
สุดท้ายองค์กรจะปลอดภัยมาก
ปลอดภัยจนกระทั่ง
**ไม่มีอะไรใหม่เกิดขึ้นอีก**
นี่คือ Paradox ของการบริหารความเสี่ยง
ถ้าคุณพยายามกำจัดความเสี่ยงทั้งหมด
คุณอาจกำจัด
**โอกาสทั้งหมด**
ไปพร้อมกัน
---
# 6. ดังนั้น Brentford ไม่ได้สร้าง “ระบบป้องกันความผิดพลาด”
แต่สร้าง
## **ระบบจำกัดความเสียหายจากความผิดพลาด**
สองอย่างนี้ไม่เหมือนกัน
ระบบแรกพูดว่า
> “อย่าผิด”
ระบบที่สองพูดว่า
> **“ถ้าผิด อย่าให้มันลาม”**
นี่คือแนวคิดที่สำคัญมากในธุรกิจ
บริษัทที่ฉลาดไม่ได้ถามเพียงว่า
**“โครงการนี้มีโอกาสสำเร็จเท่าไร?”**
แต่ต้องถามเพิ่มว่า
**“ถ้ามันไม่สำเร็จ เราจะเสียอะไร?”**
และที่สำคัญกว่านั้น
**“เราจะรู้เมื่อไรว่าควรหยุด?”**
นี่คือเรื่องของ
**Downside Management**
เพราะธุรกิจไม่ได้อยู่รอดด้วยการชนะทุกครั้ง
ธุรกิจอยู่รอดด้วยการ
**ไม่ปล่อยให้ความแพ้ครั้งเดียวกลายเป็นความพังทั้งองค์กร**
---
# 7. นี่จึงทำให้คำว่า “Data-driven” ถูกเข้าใจผิดได้ง่ายมาก
คนจำนวนมากมอง Brentford แล้วเห็น
Data
Algorithm
Statistics
Probability
แล้วสรุปว่า
**“พวกเขาใช้ข้อมูลเพื่อหาคำตอบที่ถูกต้อง”**
แต่ถ้ามองลึกกว่านั้น
ข้อมูลไม่ได้ทำหน้าที่เป็นลูกแก้ววิเศษ
มันไม่ได้บอกอนาคต
มันเพียงช่วยทำให้
**ความไม่แน่นอนมองเห็นได้ชัดขึ้น**
ข้อมูลช่วยบอกว่า
นักเตะคนหนึ่งมี Profile อย่างไร
ตลาดไหนมีโอกาส
ผู้เล่นแบบไหนมีต้นทุนต่ำ
ความเสี่ยงอยู่ตรงไหน
แต่สุดท้ายยังต้องมีมนุษย์ตัดสินใจ
และมนุษย์คนนั้นต้องอยู่ในระบบที่
**พร้อมรับทั้ง “Yes” และ “No”**
---
# 8. เพราะฉะนั้น “การไม่เห็นด้วย” จึงมีมูลค่า
องค์กรที่แข็งแรงไม่ใช่องค์กรที่ทุกคนเห็นด้วย
เพราะถ้าทุกคนเห็นด้วยเร็วเกินไป
คำถามสำคัญอาจไม่เคยถูกถาม
ทำไมเราต้องซื้อคนนี้?
ทำไมเราต้องจ่ายราคานี้?
ทำไมเราต้องเปิดตลาดนี้?
ทำไมเราต้องทำแบบเดิม?
ทำไมเราถึงคิดว่าสิ่งนี้จะยังใช้ได้อีก 5 ปี?
คำถามเหล่านี้บางครั้งไม่ได้สร้างความสบายใจ
แต่มันสร้าง
**Quality of Decision**
การตัดสินใจที่ดีไม่ได้เกิดจากการมีคนฉลาดที่สุดในห้อง
แต่มักเกิดจากการที่
**ความคิดหนึ่งถูกบีบ ถูกท้าทาย และถูกตรวจสอบมากพอ**
ก่อนที่จะกลายเป็นการตัดสินใจ
---
# 9. แล้วสิ่งนี้กลับมาที่ “คน”
นี่คือสิ่งที่ธุรกิจจำนวนมากเข้าใจผิด
พวกเขาพยายามหา
**คนเก่งที่สุด**
แต่ Brentford สะท้อนแนวคิดอีกแบบ
คือการสร้าง
**ระบบที่ทำให้คนเก่งทำงานร่วมกันได้**
เพราะถ้าคุณมีคนเก่ง 10 คน
แต่ทุกคนปกป้อง Ego ของตัวเอง
คุณอาจไม่ได้มี 10 ความคิด
คุณอาจมี
**10 ห้องที่ไม่คุยกัน**
แต่ถ้าคุณสร้างระบบที่ทำให้
Data
Scout
Recruitment
Coach
Management
สามารถตั้งคำถามซึ่งกันและกัน
คุณไม่ได้แค่เพิ่ม “จำนวนคน”
คุณกำลังเพิ่ม
**จำนวนมุมมองต่อความเสี่ยง**
และนั่นมีค่ามากกว่าการเพิ่มจำนวนคนเสียอีก
---
# 10. ธุรกิจจึงควรเปลี่ยนคำถามจาก
## “ใครผิด?”
เป็น
## “ระบบของเราผิดตรงไหน?”
นี่ไม่ได้หมายความว่า
ทุกคนไม่ต้องรับผิดชอบ
ตรงกันข้าม
Accountability ยังสำคัญ
แต่ Accountability ที่ดี
ไม่ควรจบลงที่
**Punishment**
มันควรเดินทางต่อไปสู่
**Learning**
เพราะถ้าคุณลงโทษคนหนึ่งคน
แต่ไม่แก้กระบวนการ
องค์กรจะได้เพียง
“คนผิดหนึ่งคน”
แต่ยังมี
“ระบบผิดหนึ่งระบบ”
รอสร้างปัญหาเดิมขึ้นมาอีกครั้ง
---
# 11. และนี่คือเหตุผลที่ “ความล้มเหลว” ต้องมีระบบจัดการ
องค์กรที่เรียนรู้เก่งจะไม่ถามเพียง
**What happened?**
มันจะถามต่อว่า
**Why did it happen?**
และลึกลงไปอีกว่า
**What should we change so it doesn't happen the same way again?**
สามคำถามนี้ต่างกันอย่างสิ้นเชิง
คำถามแรกสร้าง Report
คำถามที่สองสร้าง Understanding
แต่คำถามที่สามสร้าง
## **Organizational Learning**
และเมื่อองค์กรเรียนรู้จากความผิดพลาดได้
ความผิดพลาดครั้งหนึ่ง
จึงไม่ได้มีค่าเป็นศูนย์
มันกลายเป็น
**ค่าเล่าเรียน**
---
# 12. เพราะสุดท้ายแล้ว “ความผิดพลาด” ก็เป็นสินทรัพย์ได้
ฟังดูย้อนแย้ง
แต่ลองคิดดู
บริษัทที่ไม่เคยล้มเหลวเลย
อาจยังไม่เคยทดลองอะไรที่ยากพอ
แต่บริษัทที่เคยล้มเหลว
แล้วรู้ว่า
อะไรไม่ควรทำ
เมื่อไรควรหยุด
สัญญาณเตือนอยู่ตรงไหน
สมมติฐานใดใช้ไม่ได้
ต้นทุนแบบไหนรับได้
ความเสี่ยงแบบไหนห้ามแตะ
บริษัทนั้นกำลังสะสม
**Institutional Knowledge**
ความรู้ที่ไม่ได้อยู่ในหัวของคนคนเดียว
แต่อยู่ในระบบ
และนี่คือจุดที่องค์กรเริ่มมี “ภูมิคุ้มกัน”
---
# 13. Brentford จึงไม่ได้สร้างองค์กรที่ “ไม่มีวันล้ม”
แต่มันกำลังพยายามสร้างองค์กรที่
## **ล้มแล้วลุกได้เร็วกว่า**
นี่คือความแตกต่างระหว่าง
**Resilience**
กับ
**Perfection**
Perfection บอกว่า
> “เราต้องไม่พลาด”
Resilience บอกว่า
> **“เราจะพลาดได้ แต่เราจะไม่ปล่อยให้ความพลาดครั้งเดียวกำหนดอนาคตของเรา”**
และในโลกธุรกิจที่เต็มไปด้วย
คู่แข่ง
เทคโนโลยี
เศรษฐกิจ
พฤติกรรมผู้บริโภค
กฎระเบียบ
และสิ่งที่ไม่มีใครคาดการณ์ได้
ความสามารถนี้อาจมีค่ากว่าการวางแผนที่สมบูรณ์แบบเสียอีก
---
# 14. บทเรียนที่เจ็บที่สุดสำหรับผู้บริหาร
บางครั้งสิ่งที่ทำลายองค์กร
ไม่ใช่การตัดสินใจผิด
แต่คือ
**การไม่ยอมรับว่าการตัดสินใจนั้นผิด**
เพราะเมื่อผู้บริหารผูก Ego ของตัวเองไว้กับ Strategy
การเปลี่ยน Strategy จะรู้สึกเหมือน
**การยอมรับว่าตัวเองแพ้**
องค์กรจึงเริ่มปกป้องสิ่งที่ควรแก้
เพิ่มเงินให้สิ่งที่ควรหยุด
เพิ่มคนให้สิ่งที่ควรยุบ
เพิ่ม KPI ให้สิ่งที่ไม่ควรทำ
และเรียกทั้งหมดนี้ว่า
**“ความมุ่งมั่น”**
ทั้งที่จริงแล้ว
มันอาจเป็นเพียง
**ความดื้อที่แต่งตัวเป็นความมุ่งมั่น**
---
# 15. Brentford สอนเรื่องหนึ่งที่ลึกกว่าฟุตบอล
**อย่าผูกอนาคตขององค์กรไว้กับการพิสูจน์ว่าอดีตของคุณถูกต้อง**
ถ้าวันนี้ข้อมูลใหม่บอกว่า
สิ่งที่คุณเชื่อเมื่อ 3 ปีก่อนผิด
จงเปลี่ยน
ถ้ากลยุทธ์ที่เคยใช้ได้
วันนี้ใช้ไม่ได้
จงเปลี่ยน
ถ้าสินค้าที่เคยทำกำไร
กำลังกลายเป็นภาระ
จงเปลี่ยน
ถ้าคนที่คุณเคยเลือก
ไม่เหมาะกับองค์กรอีกต่อไป
จงเปลี่ยน
เพราะหน้าที่ของผู้บริหาร
ไม่ใช่การปกป้องการตัดสินใจในอดีต
แต่คือ
**การปกป้องอนาคตขององค์กร**
---
# THE REAL COMPETITIVE ADVANTAGE
และนี่อาจเป็นจุดที่ทำให้ Brentford แตกต่างจากการตีความแบบง่าย ๆ ว่า
**“พวกเขาเก่งเรื่อง Data”**
Data เป็นเพียงเครื่องมือ
สิ่งที่ลึกกว่านั้นคือ
**Decision Architecture**
โครงสร้างที่ทำให้คน
เห็นข้อมูล
เห็นความเสี่ยง
เห็นทางเลือก
ท้าทายสมมติฐาน
ทดลอง
วัดผล
หยุดสิ่งที่ไม่เวิร์ก
และนำสิ่งที่เวิร์กไปขยายผล
มันไม่ใช่การสร้างองค์กรที่
**“ถูกทุกครั้ง”**
แต่มันคือการสร้างองค์กรที่
**“ผิดแล้วไม่ตาย”**
และเมื่อองค์กรหนึ่งสามารถทำแบบนี้ซ้ำ ๆ
ความผิดพลาดจะค่อย ๆ เปลี่ยนสถานะ
จาก
**Cost**
กลายเป็น
**Learning**
จาก
**Learning**
กลายเป็น
**Capability**
และสุดท้าย
**Capability**
กลายเป็น
**Competitive Advantage**
---
## เพราะองค์กรที่น่ากลัวที่สุด
## ไม่ใช่องค์กรที่ไม่เคยผิด
แต่มันคือองค์กรที่
**ผิดแล้วเรียนรู้เร็วกว่าคู่แข่ง**
ผิดแล้วหยุดได้เร็วกว่า
ผิดแล้วเสียเงินน้อยกว่า
ผิดแล้วไม่เสีย Ego
ผิดแล้วไม่ต้องสร้างเรื่องมาแก้ตัว
ผิดแล้วกล้ากลับไปที่กระดาน
แล้วเริ่มเกมใหม่
ด้วยข้อมูลที่มากกว่าเดิม
ด้วยความเข้าใจที่ลึกกว่าเดิม
และด้วยความผิดพลาด
**ที่ไม่มีวันต้องเกิดซ้ำแบบเดิมอีก**
เพราะท้ายที่สุด
### **องค์กรไม่ได้เติบโตจากการตัดสินใจที่ถูกทั้งหมด**
### **องค์กรเติบโตจากความสามารถในการเปลี่ยน “การตัดสินใจที่ผิด” ให้กลายเป็น “ความฉลาดของระบบ”**
และนี่คือศิลปะที่ยากที่สุดของการบริหาร—
# **THE ART OF BEING WRONG**
**คุณไม่จำเป็นต้องสร้างองค์กรที่ไม่เคยผิด**
**คุณต้องสร้างองค์กรที่เมื่อมันผิด…มันรู้ตัวเร็วพอที่จะไม่พัง**
เทคโนโลยี
แนวคิด
ธุรกิจ
บันทึก
โฆษณา
ดาวน์โหลดแอปพลิเคชัน
© 2026 Blockdit
เกี่ยวกับ
ช่วยเหลือ
คำถามที่พบบ่อย
นโยบายการโฆษณาและบูสต์โพสต์
นโยบายความเป็นส่วนตัว
แนวทางการใช้แบรนด์ Blockdit
Blockdit เพื่อธุรกิจ
ไทย