วันนี้ เวลา 10:25 • หนังสือ

มองโลกใรแง่ร้ายให้เป็นประโยชน์

เช้านี้อ่านข่าวคนในระดับสูงของรัฐบาลยอมรับว่า น้ำท่วมกรุงครั้งนี้ "คาดไม่ถึง"
ก็แสดงว่าเราอาจไม่เคยคิดเรื่อง worst-case scenario ของเหตุการณ์นี้มาก่อน หรือเรายังสมมุติ worst-case scenario ได้ไม่ร้ายแรงพอ
บทความนี้ไม่ได้ต้องการคุยเรื่องใครผิด แต่ต้องการอธิบายว่าหลักคิด worst-case scenario สำคัญอย่างไร
worst case scenario (ผมแปลว่า วิบัติสมมุติ) หมายถึงการสมมุติสถานการณ์ที่เลวร้ายที่สุดที่อาจเกิดขึ้นได้ เช่น หัวรบนิวเคลียร์ของฝ่ายตรงข้ามกำลังวิ่งข้ามทวีปมาหาในเวลายี่สิบนาที คนร้ายจับผู้นำประเทศไปเป็นตัวประกัน ฯลฯ
นี่ไม่ใช่จินตนาการของนักสร้างหนัง แต่องค์กรต่างๆ ทั้งภาคธุรกิจและรัฐก็ทำ เพื่อที่จะได้เตรียมตัวป้องกันไม่ให้เกิดเหตุการณ์นั้น หรือลดทอนความรุนแรงของมันหากเกิดเหตุขึ้นจริงๆ
สำหรับน้ำท่วมครั้งนี้ ความเสียหายอาจน้อยกว่านี้หากมีการคิด worst-case scenario ว่าเกิดอะไรขึ้นหากฝนตกติดต่อกัน 72 ชั่วโมง และอาจป้องกันได้ในระดับหนึ่ง หลายคนบ้านจมน้ำเพราะไม่เคยคิดเรื่อง worst-case scenario ซึ่งอาจเกิดจากการเชื่อคำสัญญาว่า "เอาอยู่"
worst-case scenario หลายเรื่องฟังดูไร้เหตุผลหรือเพ้อฝัน หรือ far-fetched (แปลว่าเชื่อยาก ไม่น่าจะเป็นไปได้) แต่ตามหลักคิด เราต้องคิดทุกทางที่เป็นไปได้ แม้แต่ scenario ที่เพ้อฝันที่สุด
1
ในยุคหนึ่งเวียดนามบอกว่าจะบุกกรุงเทพฯ ฟังดูไม่น่าเชื่อ แต่จะมองเป็นเรื่องเล่นไม่ได้ เพราะเวียดนามบุกกัมพูชาได้ ก็อาจบุกไทยได้ เราจึงต้องรีบส่งคนไปคุยกับจีน ก็ตัดไฟแต่ต้นลมได้ทัน
1
หน่วยงานต่างๆ อาจต้องฝึกนิสัย 'มองโลกในแง่ร้าย' บ้าง เพราะเหตุร้ายหลายเรื่องที่แม้จะ far-fetched แต่หากเกิดขึ้นจริง ก็อาจบรรเทาได้ทัน
1
ตัวอย่าง worst-case scenario ในไทย เช่น
- น้ำท่วมมาพร้อมแผ่นดินไหว
- ไฟไหม้สถานีดับเพลิง
- ไฟไหม้ชุมชุนในซอยแคบหลายแห่งพร้อมกัน
- แผ่นดินไหวระดับสูง ตึกระฟ้าถล่ม
- ลดค่าเงิน
- เศรษฐกิจล่ม
- สงคราม
- แมลงกินไร่ข้าวทั้งประเทศ
- โควิดพันธุ์ใหม่
- มีคนใส่ยาพิษในแหล่งน้ำดื่ม
- อุกกาบาตตกกลางเมือง
- อิดเอลยึดไทย
ฯลฯ
หากเกิดเรื่องพวกนี้ เราจะทำอย่างไร หน่วยงานไหนต้องมีหน้าที่ทำอะไร จะทำเป็นขั้นๆ อย่างไร ฯลฯ
สงคราม Yom Kippur ในปี 1973 พวกอาหรับรวมหัวกันบุกอิสราเอลอย่างสายฟ้าแลบ โดยที่อิสราเอลไม่คาดมาก่อนว่าศัตรูจะกล้าบุก เหตุการณ์นี้ทำให้เกิดตำนาน The Tenth Man ในหนังเรื่อง World War Z
The Tenth Man (คนที่สิบ) มีหน้าที่มองทุกๆ ความเป็นไปได้ของเหตุร้าย หากที่ประชุม 9 คนมีความเห็นตรงกันในเรื่องหนึ่ง เป็นหน้าที่ของคนที่สิบต้องมองต่าง ไม่ว่าจะไร้เหตุผลแค่ไหน ดังนั้นในหนังเมื่อ The Tenth Man ได้ยินเรื่องซอมบี้อาจจะบุก ก็สมมุติไว้ก่อนว่าเป็นเรื่องจริง จึงสร้างปราการป้องกันซอมบี้ไว้ทัน
ก็คือคิดตามหลัก Murphy's Law ไว้ก่อนว่า "Anything that can go wrong will go wrong."
1
คนไทยเป็นสายพันธุ์วัวหายแล้วล้อมคอก และชอบถอดบทเรียนหลังเกิดเรื่อง แต่การคิด worst-case scenario ก็คือการถอดบทเรียนก่อนวัวหาย
มองโลกในแง่ร้าย ใช้ให้เป็นก็มีประโยชน์
1
(ขอบคุณเจ้าของรูปภาพที่นำมาลง)
โฆษณา