•
28 ก.ย. เวลา 00:25 • นิยาย เรื่องสั้น

บทที่1 เสียงรบกวน (3)

ช่วงสาย ห้องประชุมมองออกไปเห็นเส้นขอบฟ้าของกรุงเทพฯ อาคารกระจกสูงเรียงรายต่อกันไปไกลสุดสายตา แสงแดดสะท้อนตามผิวกระจกของแต่ละอาคารจนแทบแยกไม่ออกว่าเงาที่เห็นเป็นของตึกไหน
การนำเสนอจบลง
ผู้จัดการปิดแล็ปท็อป แล้ววางมือลงบนโต๊ะ
ไม่มีใครขยับอยู่หลายวินาที
บนหน้าจอด้านหลังพวกเขา สไลด์สุดท้ายยังค้างอยู่ เส้นกราฟการเติบโตพุ่งขึ้นไปทางมุมขวาบนอย่างมั่นใจ
“ผมคาดหวังกับทุกคนไว้มากกว่านี้”
น้ำเสียงของเขาสงบนิ่ง ไม่มีใครรู้สึกดีขึ้นเพราะอย่างนั้น
เขากวาดตามองไปรอบโต๊ะทีละคน ก่อนจะพูดต่อ
“ผมดูแล้ว มันยังไม่ถึงระดับที่เราจะส่งให้ลูกค้าได้”
เขาหยิบสไลด์ที่พิมพ์ออกมาขึ้นมา
“ข้อเสนอแนะนี้ ข้อมูลสนับสนุนยังไม่พอ”
พลิกอีกหน้า
“การประเมินขนาดตลาดก็ยังอ่อนไป”
อีกหน้า
“สมมติฐานทางการเงินมองโลกในแง่ดีเกินไป”
เขาหยุดอยู่ครู่หนึ่ง
“แล้วเรื่องที่เรานำเสนอ มันยังไม่ปะติดปะต่อกัน”
ประโยคนั้นฟังดูธรรมดา แต่อนันต์กลับหยุดคิดอยู่กับมัน
เขามองสไลด์บนหน้าจออีกครั้ง
ตัวเลขมีอยู่ กราฟก็มี การวิเคราะห์ก็ทำเสร็จแล้ว แต่เมื่อนำทุกอย่างมาวางต่อกัน มันกลับยังไม่เป็นเรื่องเดียวกันอย่างที่ควรจะเป็น
ผู้จัดการวางกระดาษลง
“ผมไม่มีปัญหากับการที่คนเราทำผิดพลาด”
สายตาของเขาหยุดอยู่ที่ทุกคน
“แต่ผมมีปัญหากับการที่เรารู้ว่ามันผิด แล้วก็ยังคิดว่าส่งได้”
ความเงียบกลับมาอีกครั้ง
คราวนี้อนันต์เป็นคนพูดก่อน
“เราจะแก้ทั้งหมดให้เสร็จก่อนคืนนี้ครับ”
ผู้จัดการมองเขา
“ผมรู้ว่าคุณต้องแก้”
เขาเว้นจังหวะ
“เพราะอย่างนั้นผมถึงให้ทีมคุณเป็นคนทำ”
เขาลุกขึ้น
การประชุมจบลง
เก้าอี้ครูดไปกับพื้น แล็ปท็อปถูกปิด กระดาษหลายแผ่นถูกรวบเข้าด้วยกัน ทุกคนเริ่มเก็บของโดยไม่มีใครพูดอะไร
จนกระทั่งประตูลิฟต์ปิดลงด้านหลังพวกเขา ยิ้มจึงเอนหลังพิงผนังแล้วถอนหายใจยาว
“ฉันนึกว่าเราจะรอดแล้วนะ”
ไม่มีใครตอบ
เขาหันมาทางอนันต์
“คืนนี้นายจะกลับกี่โมง?”
“ไม่รู้สิ”
“ฉันว่าแล้วว่านายต้องตอบแบบนี้”
ยิ้มหัวเราะแห้ง ๆ
“บริษัทเรานี่ก็แปลกดีนะ”
ฝนเลิกคิ้ว
“ยังไงนะ?”
“เรารับเงินเพื่อแก้ปัญหาให้บริษัทที่มีมูลค่าหลายพันล้านบาท แต่ชีวิตตัวเองยังแก้ไม่ได้เลย สงสัยต้องจ้างที่ปรึกษาส่วนตัวบ้างแล้ว”
ฝนหัวเราะ
“ที่ปรึกษาจ้างที่ปรึกษาอีกที?”
“ใช่”
ยิ้มพยักหน้าอย่างจริงจัง
“แล้วถ้าแก้ไม่ได้ ก็จ้างอีกบริษัท”
“เป็นโมเดลธุรกิจที่ไม่มีวันเจ๊ง”
ทั้งสามคนหัวเราะ
ความตึงเครียดคลายลงเล็กน้อย ก่อนที่ลิฟต์จะหยุดที่ชั้นล่าง
ประตูเปิดออก
อนันต์เดินออกมาพร้อมกับอีกสองคน เขาเห็นเงาตัวเองบนประตูสเตนเลสของลิฟต์ เนกไทของเขายังตรง แขนเสื้อยังติดกระดุมเรียบร้อย ไม่มีอะไรผิดปกติ
ถ้ามองจากข้างนอก เขาก็คงไม่ต่างจากคนทำงานคนอื่นในสำนักงานแห่งนี้
เขาไม่ได้หยุดมองนานนัก ความคิดกลับไปอยู่ที่งานตรงหน้าแล้ว ทั้งการวิเคราะห์ตลาด แบบจำลองทางการเงิน บทสรุปสำหรับผู้บริหาร และกำหนดส่งงาน
ปัญหาทีละอย่าง
แต่ละอย่างมีทางแก้
เขาชอบตรงนั้น
หากตัวเลขผิด เขาแก้ได้
หากเหตุผลยังไม่แข็งแรง เขาก็กลับไปหาข้อมูลเพิ่ม
หากการนำเสนอไม่ดีพอ เขาก็ทำใหม่
งานอย่างน้อยก็มีวิธีของมัน
ใช้เวลา คิดให้มากพอ และลงมือทำ
เขารู้ว่าถ้าทำมากพอ ผลลัพธ์ก็ควรตามมา
เมื่อออกจากลิฟต์ ยิ้มใช้ศอกสะกิดเขาเบา ๆ
“ไปกินกาแฟกันสักแก้วไหม?”
อนันต์ส่ายหน้า
“ฉันว่าจะกลับขึ้นไปข้างบน”
“ขึ้นเลยเหรอ? อุตส่าห์ลงมาถึงนี่”
“ถ้าไม่เริ่มตอนนี้ เราจะเสียเวลาไปอีก”
ยิ้มหัวเราะ
“สุดยอดเลย หุ้นส่วนในอนาคตของบริษัทเรา”
อนันต์หัวเราะเบา ๆ
“ก็หวังว่าจะมีสักวันนะ”
เขาพูดเหมือนเป็นเรื่องธรรมดา แต่ความคิดนั้นติดอยู่กับเขาขณะเดินกลับไปที่โต๊ะ
สักวัน หากเขายังทำงานต่อ พัฒนาตัวเอง และพิสูจน์ความสามารถไปเรื่อย ๆ ชื่อตำแหน่งหน้าห้องทำงานของเขาอาจเปลี่ยนไป เงินเดือนอาจเพิ่มขึ้น และคนอื่นอาจเริ่มถามความคิดเห็นของเขาก่อนตัดสินใจเรื่องสำคัญ
บางทีทุกอย่างก็คงค่อย ๆ เข้าที่ของมันเอง
งาน
เงิน
ความรัก
ชีวิต
เขาเคยคิดว่ามันควรเป็นแบบนั้นมาตลอด
ถ้ายังไม่ได้สิ่งที่ต้องการ ก็แปลว่ายังพยายามไม่มากพอ
พวกเขาเพิ่งกลับมาถึงโต๊ะ เสียงโทรศัพท์ของยิ้มก็ดังขึ้น
เขาเหลือบมองหน้าจอ
“โอ้”
ฝนหันไปมอง
“อะไร?”
“เมย์ได้เลื่อนตำแหน่ง”
“จริงเหรอ?”
ยิ้มหันหน้าจอให้ทั้งสองคนดู
Senior Consultant
อนันต์มองข้อความนั้น
เขารู้จักเมย์ เธอเข้าบริษัทไล่เลี่ยกับเขา และในช่วงสองสามเดือนแรก ทั้งคู่เคยนั่งทำงานดึกด้วยกัน กินอาหารกล่องใต้แสงไฟสีขาว ขณะที่พยายามทำความเข้าใจกับระบบต่าง ๆ ที่ตอนนั้นดูเหมือนทุกคนจะรู้วิธีใช้กันหมดแล้ว
“ดีใจกับเธอด้วย” เขาพูด
น้ำเสียงจริงใจ
แต่สายตายังค้างอยู่บนหน้าจออีกครู่หนึ่ง
Senior Consultant
ตำแหน่งนั้นดูใกล้กว่าที่เขาคิด
ฝนยิ้ม
“เธอทำงานหนักเพื่อมัน”
อนันต์พยักหน้า
“ใช่”
เขาหันกลับไปที่คอมพิวเตอร์ การนำเสนอยังคงเปิดค้างอยู่ แบบจำลองทางการเงินรออยู่ด้านล่าง
เขาเริ่มเลื่อนเมาส์
แต่คำสองคำนั้นยังอยู่ในความคิด
Senior Consultant
ยังไม่ใช่ตอนนี้
แต่บางทีอาจจะอีกไม่นาน
แล้วสีหน้าของยิ้มก็เปลี่ยนไป
“เกิดอะไรขึ้น?” ฝนถาม
ยิ้มลดโทรศัพท์ลง
“แนทโดนเลิกจ้าง”
รอยยิ้มของฝนหายไป
“วันนี้เลยเหรอ?”
“เห็นว่าอย่างนั้น”
ไม่มีใครพูดอะไร
แนทนั่งอยู่อีกฝั่งของชั้นสำนักงาน อนันต์เคยคุยกับเธอไม่กี่ครั้ง แต่ก็จำหน้าเธอได้ จำโต๊ะของเธอได้ และจำแก้วกาแฟที่เธอมักถือเดินไปมาได้
เขามองไปทางนั้น
โต๊ะของแนทยังอยู่ตรงเดิม
ว่างเปล่า
เก้าอี้ถูกเลื่อนเก็บเข้าใต้โต๊ะอย่างเรียบร้อย ของใช้บางอย่างยังอยู่บนชั้นวาง ทั้งแก้วกาแฟ รูปถ่ายเล็ก ๆ และสมุดโน้ต
ของพวกนั้นยังอยู่
แต่เจ้าของมันไม่อยู่แล้ว
“ทำไมล่ะ?” ฝนถาม
“โปรเจกต์ที่แนททำอยู่จบแล้ว เห็นว่าตอนนี้ยังไม่มีตำแหน่งอื่นว่าง”
ยิ้มวางโทรศัพท์คว่ำลงบนโต๊ะ
รอบตัวพวกเขายังคงมีเสียงแป้นพิมพ์ดังเป็นระยะ มีคนหัวเราะอยู่ไกลออกไป เครื่องพิมพ์เริ่มทำงานอีกครั้ง
อนันต์มองโต๊ะว่าง
ชั่วขณะหนึ่ง เขารู้สึกสงสารแนท
แล้วความคิดหนึ่งก็แวบขึ้นมา
อย่างน้อยก็ไม่ใช่ผม
เขาไม่ได้ตั้งใจคิดมัน
และมันก็หายไปเกือบจะทันที
ยิ้มหยิบโทรศัพท์ขึ้นมาอีกครั้ง
“เอาเป็นว่า เรามีงานนำเสนอที่ต้องช่วยกันแก้”
อนันต์เปิดแบบจำลองทางการเงิน
ตารางตัวเลขเต็มหน้าจอ ตัวเลขเรียงเป็นคอลัมน์อย่างเป็นระเบียบ
เขาเริ่มทำงาน
เมย์ได้เลื่อนตำแหน่ง
แนทตกงาน
เรื่องสองเรื่องนั้นยังคงอยู่ในหัวของเขา แม้จะไม่มีเหตุผลที่เขาจะต้องคิดถึงมันพร้อมกัน
เขาทำงานเร็วขึ้นโดยไม่รู้ตัว
จนกระทั่งใกล้เที่ยง สำนักงานเริ่มเงียบลง ผู้คนลุกจากโต๊ะ ปิดแล็ปท็อป และบทสนทนาก็ดังขึ้นทั่วชั้น
ยิ้มเป็นคนแรกที่ลุกขึ้น
“กินข้าวไหม?”
ฝนปิดแล็ปท็อป
“ร้านเดิมนะ?”
“ได้ ร้านเดิม” ยิ้มตอบ “ฉันหิวจนจะกินโต๊ะได้แล้ว”
อนันต์ลุกตาม
ทั้งสามคนเดินลงไปชั้นล่าง แล้วออกไปตามถนนแคบ ๆ ด้านหลังสำนักงาน
มอเตอร์ไซค์จอดเรียงกันอยู่ริมทาง ร้านค้าตั้งเบียดกันใต้สายไฟที่พันกันยุ่งเหยิง ความร้อนเริ่มสะสมอยู่เหนือพื้นถนน และกลิ่นไก่ย่างลอยมาจากรถเข็นตรงหัวมุม
ร้านประจำของพวกเขาเป็นร้านอาหารตามสั่งเล็ก ๆ ระหว่างร้านขายยากับร้านซักรีด โต๊ะโลหะสี่ตัวตั้งอยู่ใต้กันสาดสีซีด พัดลมตัวใหญ่หมุนอยู่เหนือศีรษะ พัดอากาศร้อนไปมา
พวกเขามานานจนไม่มีใครเปิดเมนูอีกแล้ว
เจ้าของร้านเห็นทั้งสามคนเดินเข้ามา
“สามคนเหมือนเดิม?”
“เหมือนเดิมครับ” ยิ้มตอบ
เธอหันมาทางอนันต์
“กะเพราไก่ ไข่ดาว เผ็ดน้อย?”
“ครับ ขอบคุณครับ”
“ของฝน ยำมาม่า เอาเปรี้ยว ๆ?”
“ใช่ค่ะ เปรี้ยว ๆ ค่ะ”
เธอหันไปทางยิ้ม
“แล้วของยิ้ม?”
“กะเพราหมูกรอบ ไข่เจียว”
ยิ้มหัวเราะ
“รู้ใจผมเกินไปแล้ว”
“ก็เธอสั่งเหมือนเดิมทุกครั้ง”
“เพราะผมรู้ว่าตัวเองชอบอะไร”
พวกเขานั่งโต๊ะประจำใกล้พัดลม
ไม่กี่นาทีต่อมา อาหารก็ถูกยกมา
จานของอนันต์เป็นกะเพราไก่ร้อน ๆ กับไข่ดาวขอบกรอบ พริกไม่มากจนเกินไป เขาใช้ช้อนเจาะไข่แดง แล้วมองสีเหลืองไหลลงไปบนข้าว
ยิ้มเหลือบมองจานเขา
“นายสั่งเผ็ดน้อยตลอดเลยนะ”
“ฉันไม่ชอบเผ็ดมาก”
“นายไม่ชอบอะไรสุดโต่ง”
อนันต์มองเขา
“นี่มื้อกลางวันนะ ไม่ใช่แบบทดสอบบุคลิกภาพ”
ฝนหัวเราะ
ยิ้มชี้ช้อนมาทางเขา
“เห็นไหม แม้แต่กะเพราของนายยังต้องอยู่ภายใต้การควบคุม ไม่ให้เกินลิมิต”
ฝนส่ายหน้าแล้วคนเส้นมาม่าในชาม คลุกกะหล่ำปลี ไส้กรอก และอาหารทะเลเข้ากับน้ำยำ
“ยิ้ม เธอปล่อยให้เขากินแบบสงบ ๆ บ้างเถอะ”
ทั้งสามคนกินไปตามจังหวะของตัวเอง พัดลมยังหมุนอยู่เหนือศีรษะ รถบนถนนด้านนอกเคลื่อนผ่านไปช้า ๆ
เป็นมื้อกลางวันที่พวกเขากินซ้ำมานานจนแทบไม่ต้องคิดถึงมัน
ไม่มีลูกค้า ไม่มีการนำเสนอ ไม่มีกำหนดส่งงาน
มีเพียงข้าว เส้น พริก และเวลาพักอีกไม่กี่นาที
แล้วโทรศัพท์ของยิ้มก็ดังขึ้น
เขามองหน้าจอ
“ได้เวลากลับสู่ความเป็นจริง”
ฝนถอนหายใจ
“พักเที่ยงผ่านไปเร็วขนาดนั้นเลย?”
“ถ้าช้าไปสามนาที เราตายแน่”
อนันต์กินข้าวคำสุดท้าย วางช้อนลงข้างจาน แล้วลุกขึ้น
“ไปกันเถอะ”
ทั้งสามคนเดินกลับสำนักงานด้วยกัน
ด้านหลัง เจ้าของร้านเริ่มเก็บจาน เช็ดโต๊ะให้สะอาด ลูกค้ากลุ่มอื่นกำลังจะเข้ามานั่งแทนที่
อีกไม่นานมื้อกลางวันนี้ก็คงกลายเป็นเพียงมื้อกลางวันอีกมื้อหนึ่ง
อนันต์ไม่ได้คิดถึงเรื่องนั้น
ข้างบนยังมีงานรออยู่
โฆษณา