28 ก.ย. เวลา 06:00 • วิทยาศาสตร์ & เทคโนโลยี

จากโกโก้ตกเกรด สู่อาหารเสริมโคคุณภาพดี LOCOL ลดก๊าซมีเทน ได้เนื้อวัว/นมคาร์บอนต่ำ

🐮 หากพูดถึง “โค” ในมุมของ Food Lover สิ่งนี้อาจเป็นสเต๊กจานโปรด หรือวัตถุดิบชูโรงที่หลายคนอยากลิ้มลองในมื้ออาหาร แต่สำหรับเกษตรกร โคไม่ได้มีความหมายเพียงแค่บนจานอาหาร แต่ยังเป็นหนึ่งในแหล่งรายได้สำคัญของการประกอบอาชีพ
ขณะที่การเลี้ยงโคก็มีโจทย์ให้พัฒนาทั้งด้านต้นทุน ประสิทธิภาพการผลิต และสิ่งแวดล้อม โดยเฉพาะการปลดปล่อย “ก๊าซมีเทน” จากกระบวนการย่อยอาหารตามธรรมชาติของโค หรือที่เรียกว่า Enteric Methane ซึ่งเป็นหนึ่งในแหล่งกำเนิดของก๊าซเรือนกระจกจากภาคปศุสัตว์
ที่น่าสนใจคือ มีเทน จากกระบวนการนี้ไม่ได้ออกมาจาก “ตด” เป็นหลักอย่างที่หลายคนเข้าใจ แต่ส่วนใหญ่ถูกปล่อยออกมาผ่าน “การเรอ” ของโค จากกระบวนการหมักอาหารภายในกระเพาะหมัก (Rumen) ของสัตว์เคี้ยวเอื้อง ดังนั้น ทางออกจึงอาจไม่ได้อยู่ที่การลดจำนวนการเลี้ยง แต่อยู่ที่การพัฒนาวิธีเลี้ยงและอาหารที่ช่วยให้โคใช้ทรัพยากรได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น ควบคู่ไปกับการลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม
🌱 จากข้อมูลของ FAO ระบุว่า ปริมาณก๊าซมีเทนที่เกิดจากกระบวนการย่อยอาหารของโค มีความสัมพันธ์กับปริมาณและคุณภาพของอาหารที่ได้รับ จุดนี้เอง “LOCOL สตาร์ตอัปไทย” จึงเกิดไอเดียพัฒนานวัตกรรมอาหารเสริมสำหรับโค โดยต้องการให้อาหารที่โคกิน มีส่วนช่วยลดการปล่อยก๊าซมีเทน ควบคู่ไปกับการส่งเสริมการเจริญเติบโต และช่วยให้เกษตรกรบริหารต้นทุนการเลี้ยงได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น
🍫 หนึ่งในองค์ประกอบสำคัญของผลิตภัณฑ์คือ “แทนนิน (Tannin)” สารสำคัญที่พบในโกโก้ ซึ่ง LOCOL นำมาใช้เป็นส่วนหนึ่งของแนวทางการพัฒนาอาหารเสริมสำหรับโค เพื่อช่วยลดการทำงานของจุลินทรีย์ที่เกี่ยวข้องกับการสร้างก๊าซมีเทนในกระเพาะหมัก
เมื่อมองไปยังวัตถุดิบอย่าง “โกโก้” LOCOL พบว่า ผลโกโก้ เปลือก กาก และเมล็ดตกเกรดที่ไม่ผ่านเกณฑ์สำหรับการใช้งานรูปแบบเดิม ยังสามารถนำมาต่อยอดได้ จึงนำวัสดุเหลือเหล่านี้มาแปรรูปเป็นส่วนหนึ่งของอาหารเสริมสำหรับโค เปลี่ยน “ของเหลือจากกระบวนการผลิต” ให้กลายเป็นวัตถุดิบที่สร้างมูลค่าใหม่ พร้อมช่วยยกระดับประสิทธิภาพการเลี้ยงโค และสร้างโอกาสในการเพิ่มรายได้ให้กับเกษตรกรในห่วงโซ่การผลิตโกโก้
🔬 กว่าจะพัฒนาเป็นผลิตภัณฑ์ที่ใช้งานได้ในปัจจุบัน LOCOL ใช้เวลาศึกษา ทดลอง และพัฒนานวัตกรรมกว่า 2 ปี โดยทำงานร่วมกับผู้เชี่ยวชาญด้านสารเสริมแร่ธาตุจากโกโก้และด้านสัตวศาสตร์ จุดเริ่มต้นมาจากการพัฒนา “ก้อนแร่ธาตุวัวเลีย” (Lick Block) ก่อนต่อยอดสู่ “อาหารเสริมวัวรูปแบบพรีมิกซ์ (Premix)” ที่สามารถโรยผสมเข้าไปในอาหารได้โดยตรง
ซึ่งตอบโจทย์การใช้งานในฟาร์มขนาดใหญ่ได้มากขึ้น จากการทดลองใช้ผลิตภัณฑ์พบว่า LOCOL ช่วยลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกลงได้ถึง 44% ขณะเดียวกันยังพบผลลัพธ์ด้านการเจริญเติบโตและคุณภาพผลผลิตของโค
🥛 สำหรับ “โคนม” ผลลัพธ์ไม่ได้มีเพียงเรื่องสิ่งแวดล้อม แต่ยังเชื่อมโยงไปถึงคุณภาพของผลผลิตที่เกษตรกรนำไปสร้างรายได้ ข้อมูลจาก LOCOL ระบุว่า การทดลองในฟาร์มโคนมพบว่า ปริมาณไขมันในน้ำนมเพิ่มขึ้น ขณะที่จำนวนเซลล์โซมาติกลดลง ซึ่ง LOCOL เชื่อมโยงกับการยกระดับคุณภาพน้ำนมและสุขภาพเต้านมของโค จึงกลายเป็นแนวคิดสำคัญของนวัตกรรมที่ไม่ได้มองเพียง “ลดมีเทน” แต่พยายามทำให้การลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมเดินไปพร้อมกับการเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตและสร้างมูลค่าให้กับเกษตรกร
เมื่อผลิตภัณฑ์เริ่มมีผลลัพธ์จากการทดลอง ขั้นต่อไปจึงเป็นการพัฒนาให้พร้อมสำหรับการนำไปใช้งานในวงกว้าง ทั้งการต่อยอดทางธุรกิจ การทดสอบในสภาพแวดล้อมจริง และการเชื่อมโยงกับตลาด ตรงนี้เองที่เส้นทางของ LOCOL ได้ก้าวเข้าสู่อีกช่วงสำคัญ ผ่านการสนับสนุนจาก NIA
🚀 LOCOL ผ่านการคัดเลือกเข้าร่วม AGROWTH Accelerator Program 2026 ซึ่งมุ่งเร่งการเติบโตของสตาร์ตอัปที่ใช้เทคโนโลยีเชิงลึกด้านการเกษตร ตั้งแต่การพัฒนาศักยภาพทางธุรกิจ และการทดสอบการใช้งานจริง Proof of Concept (PoC) กับบริษัทธุรกิจเกษตรชั้นนำระดับประเทศ
นอกจากการเข้าร่วมโครงการเร่งการเติบโตแล้ว LOCOL ยังได้ไปขยายตลาดและเชื่อมต่อโอกาสในการลงทุนพร้อมกับสตาร์ตอัปรายอื่นๆ ที่ผ่านการคัดเลือกเข้าร่วมงาน Agritechnica Asia 2026 เมื่อเดือนพฤษภาคมที่ผ่านมาด้วย
ทั้งหมดนี้สะท้อนให้เห็นว่า AgTech สามารถเข้ามาตอบโจทย์ภาคการเกษตรได้มากกว่าการเพิ่มประสิทธิภาพการผลิต แต่ยังเชื่อมโยงไปถึงการลดต้นทุน การใช้ทรัพยากรอย่างคุ้มค่า และการลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม
💡 เรื่องราวของ LOCOL จึงเป็นตัวอย่างของการนำ “ของเหลือ” มาสร้างมูลค่าใหม่ ด้วยการนำวัสดุเหลือจากกระบวนการแปรรูปโกโก้มาต่อยอดเป็นอาหารเสริมสำหรับโค ที่มุ่งลดการปล่อยก๊าซมีเทน ควบคู่ไปกับการเพิ่มประสิทธิภาพการเลี้ยงและยกระดับคุณภาพน้ำนม ก่อนต่อยอดจากการพัฒนาและทดลองใช้งานจริง ไปสู่โอกาสทางธุรกิจในตลาดต่างประเทศ สะท้อนให้เห็นถึงศักยภาพของ AgTech ไทยในการสร้างคุณค่าให้กับทั้งเกษตรกร ธุรกิจ และสิ่งแวดล้อมไปพร้อมกัน
โฆษณา