Blockdit Logo
Blockdit Logo (Mobile)
สำรวจ
ลงทุน
คำถาม
เข้าสู่ระบบ
มีบัญชีอยู่แล้ว?
เข้าสู่ระบบ
หรือ
ลงทะเบียน
Propholic
•
ติดตาม
28 ก.ย. เวลา 05:56 • อสังหาริมทรัพย์
ผังเมืองที่ไม่เผื่อพื้นที่ให้ 'ธรรมชาติได้หายใจ' ในวันนี้จะกลายเป็นผังเมืองที่บังคับให้ 'คนเมืองต้องจมน้ำ' ในวันหน้า
วิกฤตน้ำท่วมขังหนักในกรุงเทพมหานครครั้งล่าสุด แสดงให้เห็นว่า แม้ปรากฏการณ์ Rain bomb และ Climate Change จะเป็นปัจจัยธรรมชาติที่ทวีความรุนแรงขึ้นเรื่อยๆ แต่หัวใจสำคัญคือ วิธีการรับมือของเราที่อาจยังไม่ตรงจุด
การพึ่งพาระบบโครงสร้างทางวิศวกรรมโยธาเพียงอย่างเดียว เช่น การสร้างอุโมงค์ระบายน้ำเพื่อดันน้ำลงอ่าวไทย เริ่มใช้ไม่ได้ผลในยุคที่ระดับน้ำทะเลหนุนสูงขึ้น เกิด Rain Bomb ยาวนานต่อเนื่อง และกลายเป็นข้อจำกัดสำคัญที่ทำให้เมืองต้องเผชิญปัญหาน้ำท่วมขังสะสม
โดยในปัจจุบัน ทางสำนักการระบายน้ำกทม. มีแผนงานการพร่องน้ำของทางกทม.ที่แบ่งออกเป็น 2 แนวทางคือ as usual ที่ตั้งแต่เริ่มเข้าสู่น้ำฝน กทม. จะลดระดับน้ำในคลองสายหลัก อย่าง คลองแสนแสบ, คลองลาดพร้าว, คลองเปรมประชากร, คลองประเวศฯ และ 2 คือแบบเชิงรุกโดยใช้เรดาร์ตรวจจับฝนของศูนย์ควบคุมระบบป้องกันน้ำท่วมเพื่อคาดการณ์ล่วงหน้าแค่ไม่กี่ชม.
ซึ่งหากตรวจพบจะเดินเครื่องสูบน้ำปลายคลองและอุโมงค์ระบายน้ำเพื่อลดระดับน้ำในคลองให้ต่ำที่สุดเท่าที่ทำได้ ซึ่ง Rain bomb ที่เราเจอมันน่าจะไม่ practical กับระบบเรดาร์ที่ใช้ โดยปัจจุบันเห็นข่าวว่ากำลังร่วมมือกับ ญี่ปุ่น เพื่อจัดทำแผนแม่บทการระบายน้ำในเขตเมืองเตรียมระบบระบายน้ำให้รองรับ “ฝนยุคใหม่” โดยใช้ค่าฝนออกแบบเป้าหมายที่ 100 มิลลิเมตรต่อชั่วโมงครับ
แต่การพร่องน้ำในวิธีการแบบปกตินั้นก็จะเจอกับความท้าทายจาก 3 ปัจจัยหลักที่เกิดขึ้นคือ 1. ความจุคลองต่ำกว่าปริมาณฝนสะสมมาก > คลองหลักใน กทม. รับน้ำได้จำกัด (โดยเฉลี่ยรองรับฝนได้ราว 60 - 100 มม./วัน) แต่ความจริงคือฝนเทลงมาสองวันแรกรวม 300 มม. ปริมาณน้ำฝนเลยล้นคลอง ต่อให้พร่องน้ำจนแห้งขอดขอบคลอง น้ำก็ยังคงล้นท่วมอยู่ดี
2. อุปสรรคเรื่องการสัญจรทางน้ำ > กทม. ไม่สามารถพร่องน้ำในคลองหลัก (เช่น คลองแสนแสบ หรือคลองลาดพร้าว) ลงจนแห้งขอดหรือต่ำเกินไปในภาวะปกติได้ตลอดเวลา เพราะจะกระทบต่อเรือโดยสารสาธารณะ
3. น้ำทะเลหนุน > แม่น้ำเจ้าพระยาและคลองเชื่อมอ่าวไทยมีช่วงเวลาน้ำขึ้น-น้ำลง หากไม่พร่องน้ำล่วงหน้าในช่วงที่น้ำทะเลยังไม่หนุน พอฝนตกมาชนกับช่วงน้ำทะเลหนุนสูง ประตูระบายน้ำจะปิดทันที ทำให้น้ำขังในเมืองแบบ 100% เพราะดันออกไม่ได้ ซึ่งฝนก็ดันตกไม่หยุดตลอดเวลา
สิ่งที่เกิดขึ้นยิ่งชัดเจนเมื่อเปรียบเทียบความแตกต่างทางกายภาพระหว่างพื้นที่ต่างๆ ในกรุงเทพฯ โดยฝั่งธนบุรีได้รับผลกระทบน้อยกว่าอย่างเห็นได้ชัด เนื่องจากยังมีพื้นที่เกษตรและพื้นที่สีเขียวช่วยซึมซับน้ำ ประกอบกับลำคลองส่วนใหญ่ยังไม่ถูกถมทำลาย จึงช่วยชะลอและระบายน้ำได้ดี เช่นเดียวกับพื้นที่กรุงเทพฯ ชั้นในอย่างอโศก นานา หรือสีลม ที่สามารถรอดพ้นวิกฤตมาได้ด้วยการมี "แก้มลิงเมือง" อย่างสวนลุมพินีและสวนเบญจกิติช่วยรับน้ำผ่านแนวคลองไผ่สิงโต
ในทางกลับกัน เขตที่เกิดน้ำท่วมขังหนักอย่างลาดพร้าว รามคำแหง ลำสาลี พัฒนาการ รามอินทรา ศรีนครินทร์ มีนบุรี หรือเพชรบุรีตัดใหม่ เกิดจากการที่คลองหลักล้นทะลักและลำรางสาธารณะถูกถมพัฒนาเป็นโครงการอสังหาริมทรัพย์ โดยที่แผนการจัดซื้อและเวนคืนพื้นที่สร้างแก้มลิงขนาดใหญ่ตามพระราชดำริเดิมกลับถูกละเลยและปล่อยให้หลุดมือไปอย่างน่าเสียดาย
ทางออกอย่างยั่งยืนของ กทม. จึงต้องเปลี่ยนผ่านจากการ "เร่งระบายน้ำ" ไปสู่การเป็น "Sponge City" (เมืองฟองน้ำ) ซึ่งเป็นแนวคิดพัฒนาระดับสากลที่เน้นการปรับเมืองให้สามารถซึมซับ กักเก็บ และชะลอน้ำได้อย่างเป็นธรรมชาติ ด้วยการเร่งขุดบึงแก้มลิงขนาดเล็กและใหญ่กระจายตัวตามที่ดินสาธารณะของรัฐที่มีอยู่นับพันไร่ ควบคู่ไปกับการเชื่อมต่อระบบท่อเปิด-ปิดน้ำตามแนวคลอง
การฟื้นฟูทางน้ำธรรมชาติ และการเพิ่มพื้นที่สีเขียวที่น้ำซึมผ่านได้ วิธีนี้มีข้อดีเหนืออุโมงค์ยักษ์หลายประการ ทั้งใช้งบประมาณน้อยกว่า สร้างได้รวดเร็ว ไม่เสี่ยงต่อระบบปั๊มล้มเหลวยามไฟดับ ช่วยลดแรงดันน้ำระบายในช่วงน้ำทะเลหนุน แถมยังเก็บน้ำไว้ใช้ยามแล้งและพัฒนาเป็นสวนสาธารณะเพิ่มคุณภาพชีวิตให้คนเมืองได้อีกด้วย
มหานครชั้นนำทั่วโลกได้พิสูจน์แล้วว่าโมเดลเมืองฟองน้ำสามารถใช้งานได้จริงและเกิดประสิทธิภาพสูงสุด เช่น สิงคโปร์ ที่เปลี่ยนคลองคอนกรีตให้กลายเป็นแม่น้ำและสวนสาธารณะธรรมชาติในโครงการ ABC Waters Program, จีน (เช่น อู่ฮั่น เซินเจิ้น) ที่บังคับใช้กฎหมายสร้างพื้นผิวซึมน้ำและหลังคาสีเขียวทั่วเมืองจนกักเก็บน้ำฝนได้มากกว่า 70%, เยอรมนี (เบอร์ลิน)
ที่เน้นการจัดการน้ำฝนในพื้นที่เพื่อนำกลับมาใช้ใหม่ หรือ ญี่ปุ่น กับระบบระบายน้ำ G-Cans ที่ใช้แก้มลิงและพื้นที่ซึมน้ำทำงานร่วมกับอุโมงค์ได้อย่างสมบูรณ์แบบ ถึงเวลาแล้วที่ กทม. ต้องก้าวข้ามการคิดแบบโยธาสั่งสร้างเพื่อผู้รับเหมา แล้วหันมาใช้แนวทางที่ผสมผสานเทคโนโลยีทางวิศวกรรม ร่วมกับวิธีตามธรรมชาติ เพื่อคืนความยืดหยุ่นให้เมืองรับมือกับวิกฤตสภาวะภูมิอากาศได้อย่างยั่งยืน
วิกฤตน้ำท่วมรอบล่าสุดไม่ได้เป็นเพียงบทเรียนราคาแพง แต่คือ "สัญญาณเตือนครั้งสุดท้าย" สำหรับ ร่างผังเมืองรวมกรุงเทพมหานคร (ฉบับปรับปรุงครั้งที่ 4) ซึ่งอยู่ในระหว่างกระบวนการพิจารณาและรอประกาศใช้ น่ากังวลว่าแนวโน้มของร่างผังเมืองฉบับใหม่นี้กลับมุ่งเน้นการปลดล็อกสิทธิพัฒนาอสังหาริมทรัพย์
การเพิ่มค่า FAR (อัตราส่วนพื้นที่อาคารรวมต่อพื้นที่ดิน) และการปรับลดพื้นที่เขตรองรับน้ำ (Floodway) เพื่อเอื้อต่อการขยายตัวของทุนอสังหาริมทรัพย์ โดยตั้งอยู่บนสมมติฐานที่พึ่งพาเพียงอุโมงค์ยักษ์และท่อระบายน้ำ ซึ่งบทพิสูจน์ในสนามจริงก็ได้แสดงให้เห็นแล้วว่าเป็นแนวคิดที่ล้มเหลวสิ้นเชิงเมื่อต้องเผชิญกับสภาวะน้ำทะเลหนุนสูง
ช่วงเวลานี้จึงเป็น "โอกาสทองและความหวังสุดท้าย" ที่ผู้บริหาร กทม. รวมถึงภาคประชาสังคม จะต้องร่วมกันเบรกและทบทวนร่างผังเมืองดังกล่าวอย่างจริงจัง เรายังพอมีเวลาเหลือให้แก้ไขและยึดคืนพื้นที่รับน้ำ โดยการผนวกแนวคิด Sponge City เข้าไปในกฎกระทรวงผังเมืองอย่างเป็นรูปธรรม ไม่ว่าจะเป็นการสงวนและเวนคืนที่ดินว่างเปล่าเพื่อทำแก้มลิงกระจายทั่วเมือง
การกำหนดให้โครงการพัฒนาขนาดใหญ่ต้องมีพื้นที่ซึมน้ำและสวนหลังคา (Green Roof) และการสร้างสิทธิประโยชน์ทางผังเมือง (FAR Bonus) สำหรับอาคารที่ช่วยกักเก็บน้ำฝนไว้ในพื้นที่ตนเอง แทนที่จะเร่งปลดล็อกพื้นที่รับน้ำไปให้นายทุนพัฒนาโครงการคอนโดมิเนียมหรือบ้านจัดสรร
หาก กทม. ยังคงดึงดันปล่อยให้ร่างผังเมืองฉบับนี้ผ่านออกมาโดยคิดแบบโยธาและมองข้ามสภาวะภูมิอากาศเปลี่ยนแปลงเช่นนี้ บทเรียนแสนล้านก็จะหมุนเวียนกลับมาลงโทษคนกรุงเทพฯ ซ้ำแล้วซ้ำเล่า เพราะผังเมืองที่ไม่เผื่อพื้นที่ให้ 'ธรรมชาติได้หายใจ' ในวันนี้จะกลายเป็นผังเมืองที่บังคับให้ 'คนเมืองต้องจมน้ำ' ในวันหน้า
บันทึก
โฆษณา
ดาวน์โหลดแอปพลิเคชัน
© 2026 Blockdit
เกี่ยวกับ
ช่วยเหลือ
คำถามที่พบบ่อย
นโยบายการโฆษณาและบูสต์โพสต์
นโยบายความเป็นส่วนตัว
แนวทางการใช้แบรนด์ Blockdit
Blockdit เพื่อธุรกิจ
ไทย