Blockdit Logo
Blockdit Logo (Mobile)
สำรวจ
ลงทุน
คำถาม
เข้าสู่ระบบ
มีบัญชีอยู่แล้ว?
เข้าสู่ระบบ
หรือ
ลงทะเบียน
ลงทุนแมน
ยืนยันแล้ว
•
ติดตาม
วันนี้ เวลา 10:51 • หุ้น & เศรษฐกิจ
กรุงเทพฯ เมืองที่ผู้คนอยู่ร่วมกับน้ำ มานับ 100 ปี
เดือนตุลาคม พ.ศ. 2485 ณ ลานพระบรมรูปทรงม้า ใจกลางพระนคร แทบจะไม่เหลือภาพของรถยนต์แล่นไปมา หรือกระทั่งคนเดินเท้าทั่วไป ให้เห็นกัน
เพราะสิ่งที่คนในสมัยนั้นกำลังเจอ กลับเป็นภาพของผืนน้ำท่วมสูงถึงระดับ 1.5 เมตร และเรือพายที่ลอยลำไปมา ราวกับว่าที่นี่ไม่เคยเป็นลานกว้างอันสวยงามมาก่อนเลย..
ในเวลานั้น ทั้งพระนครจมอยู่ใต้น้ำนานนับเดือน จนเกิดเป็นผลกระทบทางเศรษฐกิจต่อชีวิตของผู้คนทั่วไปทุกหย่อมหญ้า
อย่างไรก็ตาม นายกรัฐมนตรีในเวลานั้น กลับพูดประโยคหนึ่ง ที่คนไทยยังจำกันมาจนถึงทุกวันนี้ไว้ว่า “น้ำท่วมดีกว่าฝนแล้ง..”
ฟังเผิน ๆ อาจจะดูเหมือนคำพูดปลอบใจประชาชนของผู้นำ ที่ยังมองหาทางออกไม่ได้
แต่หากเราลองมองย้อนกลับไปให้ไกลกว่านั้นอีกในระดับหลายร้อยปี จะพบว่าคำพูดนี้ไม่ใช่มุกตลกเลย
เพราะมันคือแก่นแท้ ที่ซ่อนอยู่ในพิมพ์เขียวของเมืองแห่งนี้ มาตั้งแต่วันแรก
หากสงสัยว่า เมืองหลวงที่ทุกวันนี้ผู้คนต่างหวาดผวากันทุกครั้งที่ฝนตกหนัก เคยถูกออกแบบมาให้อยู่ร่วมกับน้ำอย่างไม่หวั่นเกรงได้อย่างไร ?
และในระหว่างทางมานี้ เกิดอะไรขึ้นบ้าง จนเปลี่ยนให้น้ำที่เคยเหมือนเป็นมิตรอันใกล้ชิด กลับกลายมาเป็นภัยพิบัติที่สร้างความเสียหายนับล้านล้านบาทได้ ?
ลงทุนแมนจะเล่าให้ฟัง
เรื่องนี้ต้องเริ่มต้นจากเมืองต้นแบบของกรุงเทพฯ นั่นก็คือ กรุงศรีอยุธยา
ในรัชสมัยของสมเด็จพระนารายณ์มหาราช คุณนิโกลาส์ แชร์แวส์ ชาวฝรั่งเศสที่เดินทางเข้ามาในสยาม ได้จดบันทึกเรื่องที่ชาวยุโรปอ่านแล้ว ต้องถึงกับขมวดคิ้วปนสงสัยเอาไว้ว่า “ชาวสยามชอบน้ำท่วมหรือ ?”
เขาเปรียบเทียบว่า น้ำหลากของพื้นที่แถบนี้ ไม่ต่างอะไรจากแม่น้ำไนล์ของอียิปต์ ที่พัดพาความอุดมสมบูรณ์ให้มาเติมผืนดินอยู่ทุกปี
และสิ่งที่คนสยามกลัวกันจริง ๆ กลับเป็นความแห้งแล้งต่างหาก เพราะในปีที่ฝนน้อย ราคาข้าวจะพุ่งขึ้นไปราว 5 เท่า เมื่อเทียบกับปีที่มีน้ำมาก
ยิ่งไปกว่านั้น หน้าน้ำยังเป็นฤดูแห่งความสนุกสนาน เพราะมีผู้คนออกมาแข่งเรือกันอย่างครื้นเครง
และยังมีปลาชุกชุม จนแค่นั่งตกปลาจากบนเรือนเพียงชั่วโมงเดียว ก็อาจจะมีปลาพอกินไปได้อีกหลายวัน
พูดให้เข้าใจง่าย ๆ ก็คือ สำหรับคนลุ่มแม่น้ำเจ้าพระยาในยุคนั้น น้ำท่วมไม่ใช่ภัยพิบัติ แต่เป็นอีกหนึ่งฤดูกาลของชีวิต ที่ต้องอยู่ร่วมกันไป อย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้..
ในปี พ.ศ. 2325 หลังจากรัชกาลที่ 1 ทรงสถาปนากรุงเทพฯ ขึ้นบนพื้นที่ลุ่มฝั่งตะวันออกของแม่น้ำเจ้าพระยา พระองค์ทรงวางผังเมืองโดยถอดแบบมาจากกรุงศรีอยุธยา
และหัวใจสำคัญของผังเมืองนั้น ก็คือ น้ำ..
มีการเกณฑ์แรงงานนับหมื่นคน มาขุดคลองรอบกรุง จนทั้งพระนครกลายเป็นเกาะที่มีน้ำล้อมรอบ
แต่สิ่งที่น่าสนใจที่สะท้อนทัศนคติของผู้คนในเวลานั้นเกี่ยวกับน้ำได้ดีที่สุด ก็คือคลองอีกสายหนึ่งที่ถูกขุดขึ้นมาพร้อมกัน นั่นคือ “คลองมหานาค”
โดยพงศาวดารบันทึกไว้ว่า คลองนี้ขุดขึ้นมาเพื่อให้ชาวพระนครได้ลงเรือไปเล่นเพลงเรือกันในเทศกาลหน้าน้ำ เหมือนเมื่อครั้งกรุงเก่า
ลองนึกภาพตามดูว่า เมืองหลวงแห่งใหม่ที่เพิ่งเริ่มต้นมาจากเถ้าถ่านของสงคราม ยังเผื่อพื้นที่เอาไว้ให้สำหรับความสนุกสนานในหน้าน้ำ มาตั้งแต่วันแรก..
และแล้วบททดสอบแรกจากอุทกภัยต่อเมืองใหม่นี้ ก็มาถึงเร็วกว่าที่คิด
เดือนธันวาคม พ.ศ. 2328 เพียง 3 ปีหลังตั้งกรุงเทพฯ ก็เกิดน้ำท่วมใหญ่ครั้งแรก โดยมีบันทึกไว้ว่า น้ำท่วมไปถึงท้องพระโรง จนต้องย้ายไปว่าราชการกันบนพระที่นั่งที่อยู่สูงกว่า
จนทำให้บรรดาขุนนางและพระบรมวงศานุวงศ์ ต้องลงเรือพายเข้าเฝ้า ไปจอดเทียบถึงหน้าพระที่นั่งกันเลยทีเดียว
แม้ว่าในครั้งนั้น การมีน้ำมากเกินไป จะทำให้ข้าวในนาเสียหาย จนเกิดเหตุการณ์ข้าวยากหมากแพงตามมา
แต่เมืองก็ยังเดินหน้ากันต่อไปได้ เพราะวิถีชีวิตของผู้คน ถูกสร้างมาให้เตรียมลอยอยู่เหนือน้ำเสมออยู่แล้ว
โดยในยุคต้นกรุงรัตนโกสินทร์ บ้านเรือนของผู้คนจำนวนมาก มักจะเป็นเรือนแพลอยน้ำ และเรือนยกใต้ถุนสูงริมคลอง
จนทูตจากอังกฤษสังเกตเห็น และจดบันทึกเล่าเอาไว้ว่า กรุงเทพฯ แทบจะไม่มีทางเดินบนบกเลย เพราะแม่น้ำลำคลอง คือถนนสาธารณะของคนทุกชนชั้น..
เมื่อน้ำขึ้น เรือนแพก็จะลอยขึ้นตาม พอน้ำลด ก็จะลดระดับลงมาเอง
ส่วนเรือนใต้ถุนสูงนั้น ก็เป็นนวัตกรรมการสร้างบ้านอันเป็นเอกลักษณ์ของพื้นที่แถบนี้ ที่เปิดพื้นที่ว่างเอาไว้ ให้น้ำไหลผ่านใต้บ้านไปได้ โดยไม่ต้องไปขวางทางมัน
หรือพูดให้เห็นภาพหน่อยก็คือ ต้นกำเนิดของเมืองนี้ ไม่ได้ถูกสร้างมาให้สู้กับน้ำตั้งแต่แรก แต่เลือกจะใช้ชีวิตให้สอดคล้องกับธรรมชาติที่แท้จริงของพื้นที่ และปล่อยให้น้ำได้มีที่ไปของมันเอง..
จุดพลิกผันแรกได้เริ่มต้นขึ้น ในช่วงสมัยของรัชกาลที่ 4 และรัชกาลที่ 5
เมื่อการค้ากับชาติตะวันตกเฟื่องฟู จนแม่น้ำแออัดไปด้วยเรือสินค้าลำใหญ่ ที่มักจะคอยชนเรือนแพและเรือเล็ก จนเสียหายอยู่บ่อยครั้ง
ขณะเดียวกัน น้ำในคลองที่เริ่มสกปรกมากขึ้น ก็เริ่มนำพาโรคระบาดอย่างอหิวาตกโรคมาด้วย
ผู้คนจึงค่อย ๆ เปลี่ยนวิถีชีวิต ย้ายมาอยู่บนบก จนถนนถูกตัดขึ้น มีตึกแถวเริ่มผุดขึ้นเรียงราย และคลองหลายสายก็เริ่มถูกถมให้กลายเป็นถนน
ย่านที่เราเรียกกันว่า “คลองถม” ทุกวันนี้ ก็ได้ชื่อมาจากคลองสำเพ็งที่ถูกถม เพื่อสร้างเป็นถนนมหาจักร เมื่อราวปี พ.ศ. 2473
แต่ถึงอย่างนั้น ความทรงจำเรื่องการอยู่ร่วมกับน้ำ ก็ยังไม่ได้หายไปอย่างสิ้นเชิง
เพราะในปี พ.ศ. 2485 อย่างที่เล่าไว้ตอนต้น คนกรุงเทพฯ ก็ยังพายเรือสัญจรไปมากันได้ และรัฐบาลก็ถึงขั้นชวนประชาชนเพาะถั่วงอกกินเอง เพราะเป็นผักที่ไม่ต้องใช้ดิน
จนเรื่องนี้ส่งผลกันมาถึงพฤติกรรมการกินของเราในปัจจุบันนี้ ที่มักจะกินก๋วยเตี๋ยวแล้วต้องใส่ถั่วงอก..
อีกทั้งสมัยนั้นเนื้อสัตว์แพง รัฐบาลจึงชวนให้คนใส่ถั่วงอกกินแทนเนื้อสัตว์นั่นเอง
และแล้วความเปลี่ยนแปลงถาวร ก็ได้มาถึง สอดคล้องกับการพัฒนาเศรษฐกิจของประเทศไทย ที่มีกรุงเทพฯ เป็นศูนย์กลางการขับเคลื่อน
ในช่วงหลายสิบปีมานี้ การเดินทางโดยรถยนต์เข้ามาแทนที่เรือโดยสมบูรณ์ ทำให้คลองจำนวนมากหายไป
ทุ่งนาที่เคยเป็นพื้นที่รับน้ำ ค่อย ๆ เปลี่ยนมาเป็นหมู่บ้านจัดสรร และเกิดเป็นถนนคอนกรีตเพิ่มขึ้นอีกนับไม่ถ้วน
เมืองที่ขยายตัวเร็วระดับนี้
จนระบบประปาไม่สามารถรองรับความต้องการใช้น้ำได้ บีบให้ทั้งโรงงานและบ้านเรือน ต้องหันไปสูบน้ำบาดาลขึ้นมาใช้กันอย่างหนัก
ผลก็คือ แผ่นดินกรุงเทพฯ ซึ่งมีชั้นดินเหนียวอ่อน เริ่มทรุดตัวลงเรื่อย ๆ..
ลองนึกภาพตามกันดูว่า เมืองที่สูงกว่าระดับน้ำทะเลเพียงเล็กน้อยอยู่แล้ว เมื่อเจอกับแผ่นดินยุบเข้ามาซ้ำเติมทุกปี
จากการเลือกพัฒนาเมืองให้ทันยุคทันสมัย ด้วยการถมทางที่น้ำเคยไหลผ่าน และปิดผิวดินที่น้ำเคยซึมลงไปได้
น้ำที่เคยมาแล้วก็มีทางไปแบบสมัยก่อน จึงไม่มีที่ให้ไปอีกต่อไป..
ถึงตรงนี้ หากเราลองมองภาพรวมประวัติศาสตร์ย้อนหลังกลับไปกันดู
จะเห็นว่าทุกก้าวของการเปลี่ยนแปลงนี้ มีจุดร่วมกันอยู่อย่างหนึ่ง นั่นคือ เราหยิบต้นแบบของเมืองอื่นมาวางทับลงบนผืนดินแห่งนี้
ถนนสมัยใหม่สายแรกอย่างเจริญกรุง ในสมัยรัชกาลที่ 4 ถูกตัดขึ้นหลังกงสุลและพ่อค้าชาวตะวันตกขอร้องให้สยามมีถนน
ถนนราชดำเนิน ในสมัยรัชกาลที่ 5 ก็ได้แรงบันดาลใจมาจากถนนช็องเซลีเซ ของฝรั่งเศส
พอมาถึงราวปี พ.ศ. 2500 การวางผังเมืองฉบับแรกของกรุงเทพฯ ก็ถูกว่าจ้างให้บริษัทที่ปรึกษาจากสหรัฐอเมริกา เป็นผู้วางแผน
ต้องยอมรับว่า ในแต่ละยุคนั้น นี่คือการตัดสินใจที่สมเหตุสมผล เพราะการจะเป็นเมืองมหานครได้ เราต้องทันโลก และสามารถขยายตัวรองรับผู้คนนับหลายล้านคนที่จะหลั่งไหลเข้ามา ได้อย่างไม่ติดขัด
แต่ปัญหาก็คือ ต้นแบบเหล่านั้น ล้วนถูกคิดขึ้นมาสำหรับเมืองที่แผ่นดินกับสายน้ำถูกแยกออกจากกันอย่างชัดเจน
ในขณะที่กรุงเทพฯ คือที่ราบลุ่มปากแม่น้ำ ที่เส้นแบ่งระหว่างกิจกรรมทางบกกับทางน้ำไม่เคยอยู่นิ่ง และขยับไปมาตามฤดูกาลอยู่ทุกปี
พูดง่าย ๆ ก็คือ เราได้สร้างเมืองให้หน้าตาเหมือนมหานครของโลก แต่ผืนดินใต้เท้าเรา ก็ยังคงเป็นลุ่มน้ำเจ้าพระยาแบบเดิม ไม่ได้เปลี่ยนตามไปด้วย..
และผลจากการเลือกเส้นทางพัฒนาเมืองแบบนี้มาตลอดหลายสิบปีนี้เอง ก็มีค่าใช้จ่ายตามมาให้เรียกเก็บย้อนหลังเหมือนกัน
เพราะในปี พ.ศ. 2554 มหาอุทกภัยได้เกิดขึ้น จนส่งผลกระทบต่อผู้คนกว่า 13 ล้านคน และความเสียหายที่ประเมินกันไว้ ก็สูงถึงระดับ 1.43 ล้านล้านบาท
โดยราว 70% ของความเสียหายนั้น ตกอยู่กับภาคอุตสาหกรรมการผลิต หลังนิคมอุตสาหกรรมหลายแห่งในอยุธยาและปทุมธานี จมอยู่ใต้น้ำนานหลายสัปดาห์..
จะว่าไปแล้ว เรื่องราวนี้ก็ชวนให้คิดอยู่ไม่น้อยเหมือนกันว่า อยุธยา เมืองที่ครั้งหนึ่งผู้คนเคยเฝ้ารอหน้าน้ำด้วยความยินดี
กลับกลายมาเป็นจุดที่เศรษฐกิจของประเทศ บาดเจ็บหนักที่สุด..
อ่านมาถึงตรงนี้ เราก็น่าจะเข้าใจกันแล้วว่า เหตุใดกรุงเทพฯ จึงมักจะเป็นเมืองที่มีประเด็นกับเรื่องน้ำอยู่เสมอ
นั่นก็เพราะ น้ำหลากของลุ่มน้ำเจ้าพระยาแทบไม่เคยเปลี่ยนนิสัยของมันเลย
มันยังมาตามฤดูกาล และยังไหลไปตามทางที่มันเคยไป เหมือนสมัยที่คุณแชร์แวส์ นั่งมองชาวสยามแข่งเรือกันอย่างครื้นเครง เมื่อ 300 กว่าปีก่อน
แต่สิ่งที่เปลี่ยนไป กลับเป็นวิธีที่เรามองมัน
จากเดิมมีฤดูกาลที่คนรุ่นก่อน พร้อมใจจะอยู่ร่วมกับมันได้ กลับกลายมาเป็นสิ่งที่คนยุคนี้อยากให้หายขาดออกไปจากเมือง ทั้งที่เมืองนี้เอง ก็ยังตั้งอยู่บนเส้นทางเดิมของมัน
ประโยคที่ว่า “น้ำท่วมดีกว่าฝนแล้ง” อาจจะเคยเป็นจริง ในวันที่เมืองนี้ยังมีคลองให้ไหล มีทุ่งให้น้ำพัก และมีใต้ถุนบ้านให้น้ำผ่าน
แต่ในวันนี้ เมื่อพื้นที่เดียวกันตรงนี้ เต็มไปด้วยบ้านเรือนสมัยใหม่, ถนนที่ผู้คนนับล้านต้องสัญจรกันทุกวัน และโรงงานที่เป็นกำลังสำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจของประเทศ
ประโยคเดียวกันในบริบทปัจจุบัน จึงไม่ใช่คำพูดเอาไว้ปลอบใจคนที่บ้านต้องจมน้ำได้อีกต่อไปแล้ว
อย่างไรก็ตาม การเข้าใจที่มาของปัญหานี้ ก็มีข้อดีคือช่วยให้เรามองเห็นอะไรบางอย่างที่สำคัญข้อหนึ่ง
เพราะน้ำท่วมในกรุงเทพฯ ไม่ได้ขึ้นอยู่กับปัจจัยอย่างฟ้าฝน หรือเป็นเรื่องของชะตากรรมอันหลีกเลี่ยงไม่ได้ ให้เราต้องจำทนแต่อย่างใด
เพราะมันเป็นผลลัพธ์จากทั้งปัจจัยทางธรรมชาติและการตัดสินใจของผู้คน เข้ามาเกี่ยวข้องด้วย
และเมื่อส่วนสำคัญ ยังขึ้นอยู่กับเรื่องของคนด้วยนั้น
ต่อจากนี้ไป ทางออกของเรื่องนี้เอง เพื่อที่ความเสียหายต่อผู้คน เมือง และเศรษฐกิจ จะไม่สร้างความเจ็บปวดอีก
ก็ย่อมอยู่ในมือของคน ที่จะสามารถเปลี่ยนภาพความจริงของเมืองนี้ไปตลอดกาล ได้เฉกเช่นเดียวกัน..
References
-
https://www.tuda.or.th/index.php/2018/08/02/000005/
-
https://www.preventionweb.net/publication/documents-and-publications/2011-thailand-floods-rapid-assessment-resilient-recovery-and
-
https://en.wikipedia.org/wiki/Khlong_Thom,_Bangkok
-
https://documents.worldbank.org/en/publication/documents-reports/documentdetail/677841468335414861
-
https://www.silpa-mag.com/history/article_86437
-
https://www.silpa-mag.com/history/article_93038
-
https://www.silpa-mag.com/history/article_69118
-
https://www.silpa-mag.com/history/article_38197
-
https://www.silpa-mag.com/history/article_33973
-
https://www.silpa-mag.com/quotes-in-history/article_9641
4 บันทึก
4
1
2
4
4
1
2
โฆษณา
ดาวน์โหลดแอปพลิเคชัน
© 2026 Blockdit
เกี่ยวกับ
ช่วยเหลือ
คำถามที่พบบ่อย
นโยบายการโฆษณาและบูสต์โพสต์
นโยบายความเป็นส่วนตัว
แนวทางการใช้แบรนด์ Blockdit
Blockdit เพื่อธุรกิจ
ไทย