•
28 ก.ย. เวลา 16:26 • ภาพยนตร์ & ซีรีส์

The Rivals of Amziah King (2025)

หลังจากเห็นใบปิดกับชื่อนักแสดงอย่าง แมทธิว แมคคอนาเฮย์ กับป๋า เคิร์ต รัสเซลล์ ผมไม่คิดนานเลย รีบซื้อตั๋วเข้าไปดูตั้งแต่วันแรกที่เข้าโรงแถวบ้านทันที
ผู้กำกับ: Andrew Patterson
บท: Andrew Patterson
ช่องทางรับชม: โรงภาพยนตร์แถวบ้านท่าน
นี่คือภาพยนตร์ที่พูดถึงชายเลี้ยงผึ้งและเล่นดนตรีบลูแกรสเป็นงานอดิเรก นามว่า อัมเซียห์ คิง (Matthew McConaughey) ชีวิตของเขาเกิดพลิกผันเมื่อวันหนึ่งได้พบกับบุตรสาวบุญธรรมที่พลัดพรากจากกันไปนาน เขาจึงชวนนางกลับมาทำงานเลี้ยงผึ้งด้วยกัน
จนกระทั่งวันหนึ่ง รังผึ้งที่เปรียบเสมือนกล่องดวงใจของเขาถูกขโมยไป อัมเซียร์ คิง ช็อกหนักจนหัวใจวายเสียชีวิต ท่ามกลางความเศร้าโศกของคนรอบตัว บุตรสาวบุญธรรมจึงออกตามล่าเพื่อทวงรังผึ้งของพ่อคืน
ถ้าดูเฉพาะใบปิด มันทำให้ผมนึกถึงหนังอาชญากรรมขึ้นหิ้งหลายเรื่อง และคิดว่าเรื่องนี้อาจจะแทรกเข้ามาอยู่ในซอกใจผมได้ไม่ยาก แต่ตลอดระยะเวลาเกือบ 2 ชั่วโมงกับภาพยนตร์เรื่องนี้ กลับทำให้ผมผิดหวังอย่างแรง เพราะนอกจากจะเดินเรื่องแบบเชื่องช้าแล้ว หลายฉากยังมีความไม่สมเหตุสมผลเยอะเกินไป และนี่คือสิ่งที่ผมอยากจะบอก
1. ปูเรื่องโคตรนาน
ภาพยนตร์เรื่องนี้แบ่งออกเป็น 2 ช่วง ครึ่งแรกจะเน้นปูเรื่องราวของ King กับเพื่อนพ้อง ส่วนครึ่งหลังจะพูดถึงการตามล้างแค้นของลูกบุญธรรม
ปัญหาคือการปูเรื่องในครึ่งแรกค่อนข้างจะนานเกินไปหน่อย โดยเฉพาะฉากร้องเพลงที่ใส่มาค่อนข้างบ่อย เข้าใจแหละว่าผู้กำกับต้องการแสดงให้เห็นว่า King เป็นคนดี มีเมตตา รักผึ้ง และรักเสียงเพลง แต่ก็ไม่เห็นต้องใส่มาเยอะขนาดนั้น เอาแต่พอดี ๆ ก็ได้
แถมเพลงก็เป็นบลูแกรสแบบชวนง่วงเสียด้วย
พอครึ่งแรกเปื่อยมาแล้ว ผมก็หวังว่าครึ่งหลังคงจะมีอะไรให้ครึกครื้นขึ้นมาหน่อย แต่ก็แทบไม่ต่างจากครึ่งแรก มีฉากชวนลุ้นอยู่ไม่กี่ฉาก แถมยังเดาได้อีกว่าจุดจบจะเป็นอย่างไร
2. เพลงบลูแกรสที่ไม่เข้าแก๊ป
สำหรับเพลงบลูแกรสที่ผู้กำกับตั้งใจใส่เข้ามาเป็นธีมหลักของเรื่อง ผมว่าก็ไม่ค่อยจะเลิศเท่าไหร่
ในฐานะคนที่ฟังเพลงมาพอสมควร ถ้าจะเน้นมาทางนี้ ผมว่าดนตรีมันควรจะพุ่งพล่านกว่านี้หน่อย แบบฟังแล้วรู้สึกว่า “เออ นี่แหละพวกข้า นี่แหละอเมริกันของแท้”
แต่ก็เข้าใจว่าผู้กำกับคงต้องการทำให้คนทั่วไปเข้าถึงเพลงแนวนี้ได้ง่ายขึ้น จึงเลือกใช้ทำนองที่ฟังไม่ยาก กับเนื้อหาที่หวานราวกับหยาดน้ำผึ้ง
ส่วนตัวผมชอบบลูแกรสประมาณนี้มากกว่า
Steeldrivers w/ Chris Stapleton, "Blue Side Of the Mountain," Grey Fox 2008
Steeldrivers with Chris Stapleton "Good Corn Liquor" 7/18/09 Grey Fox Bluegrass Festival
ถ้าหนังเลือกเดินทางดนตรีไปในทางนี้ ผมว่าน่าได้ฟิลมากกว่านี้อีกหน่อย
3. ชายที่โดนตัดหนังหัว
นี่เป็นอีกหนึ่งฉากที่ผมดูแล้วหงุดหงิด ช่วงต้นเรื่องที่ คิง ต้องละลายน้ำผึ้งเพื่อจะดูใต้ถังว่าสลักชื่อของใคร  แต่ขั้นตอนการละลายน้ำผึ้งออกจากถัง ต้องใช้เครื่องมือและเวลาเขาจึงชวน เรมมิกที่มาพร้อมกับลูกมืออีก 1 คนเข้ามาช่วย แต่ระหว่างพูดคุยกันอยู่นั้นลูกมือของเรมมิก เกิดโดนเครื่องมือที่พวกเขาพามาด้วยแท้ๆ ตัดหนังหัวออกไป (ฉากนี้คือ ฉากเดียวที่รู้สึกตื่นเต้นจากครึ่งแรกในเรื่อง) ทำให้ต้องรีบพาไปโรงพยาบาลเพื่อต่อหนังหัวคืน
โดยที่คิงเองก็ตามไปด้วย แต่ด้วยความตื่นเต้น อยู่ๆโรคประจำตัวก็กำเริบ และทำให้คนดูอย่างเรารู้ ว่าคิงเป็นโรคหัวใจ ในมุมนึงผมคิดว่าอาจจะเป็นสัญญะเกี่ยวกับ นักรบอินเดียนแดงที่ชอบตัดหนังหัวรึเปล่าแต่มันก็เท่านั้น
ประเด็นคือถ้าหนังต้องการให้คนดูรู้ว่า คิง มีปัญหาเรื่องหัวใจ มันมีวิธีเล่าอีกตั้งเยอะ ไม่จำเป็นต้องสร้างเหตุการณ์อะไรที่ดูฝืนขนาดนี้ขึ้นมาเพื่อพาคนดูไปถึงข้อมูลจุดนั้น และที่สำคัญคือคนที่โดนตัดหนังหัวแทบไม่มีบทบาทสำคัญอะไรเลยในเรื่องทั้งๆที่โดนไปขนาดนั้น
4.แค่เป็นอินเดียนแดงก็ทำได้ทุกอย่าง
ตัวละครนางเอกถูกวางให้เป็นเหมือนคนที่ผ่านโลกมาเยอะ ทั้งเก่ง ทั้งเอาตัวรอด ทั้งต่อสู้ ทั้งตามล่า แถมดูเหมือนจะทำอะไรเป็นไปหมด
ตอนแรกผมก็ไม่ได้ติดอะไรกับการทำให้ตัวละครเก่งนะ แต่ปัญหาคือเราแทบไม่รู้ปูมหลังของตัวละครนี้เลย นอกจากเป็นอินเดียนแดงกับการย้ายที่อยู่ตามแม่ไปตามที่ต่างๆ คือตัวละครนี้แทบไม่มีมิติอะไรเลย เหมือนพอมาอยู่กับคิงแล้วก็กลายเป็นคนเก่งขึ้นมาซะงั้น
5. แค่ขโมยรังผึ้ง ต้องทรมานขนาดนั้นเลยหรือ?
การตามหารังผึ้งที่หายไปของนางเอกนี่เป็นอีกเรื่องที่ผมร้องอิหยังวะ
ทำไมถึงต้องฆ่าคนที่ขโมยไปแบบทรมานขนาดนั้น? ทั้งๆที่สุดท้ายตัวเองก็ต้องเข้าไปขโมยรังผึ้งกลับมาอยู่ดี ที่สำคัญคือกล่องไม้ที่ใช้เลี้ยงผึ้งก็สลักคำว่า คิง เอาไว้อยู่แล้ว ถ้ารู้ว่ารังผึ้งเป็นของพ่อ แถมมีชื่อสลักเอาไว้ชัดเจนขนาดนั้น มึงก็แจ้งตำรวจ หรืออย่างน้อยก็เข้าไปเอารังผึ้งกลับมาเฉย ๆ ไม่ได้เหรอ?
ทำไมเรื่องต้องพาตัวละครไปถึงขั้นฆ่าคนแบบโหดเหี้ยมขนาดนั้นด้วย?
ถ้าหนังต้องการให้เห็นว่านางเอกพร้อมทำทุกอย่างเพื่อทวงของของพ่อคืน ผมเข้าใจ แต่ปัญหาคือมันไม่ได้ทำให้ผมรู้สึกว่า “นี่คือคนที่ถูกผลักจนต้องทำ” ผมกลับรู้สึกว่า “มึงทำเกินไปแล้วนะ”
6. ไม่Kill หมาแต่ Kill คน?
ตอนที่นางเอกตาม ด็อบ ไปจนถึงบ้าน เธอตั้งใจจะวางยาใส่สุนัขสุดรักของเขา แต่พอเห็นด็อบอุ้มภรรยาที่กำลังป่วยหนักไปนอนบนเตียง บัดดลนางก็เกิดใจอ่อนขึ้นมา ไม่วางยาหมาแล้วก็จากไป
ผมก็คิดว่า… โอเค อย่างน้อยนางเอกก็ยังมีความปราณีอยู่บ้าง แต่หลังจากนั้นไม่นาน ในงานเลี้ยง นางกลับใช้ยาพิษชนิดเดียวกับที่จะเอาไปวางยาหมา ยัดใส่อาหารในงาน แล้วใส่ห่อพร้อมเขียนชื่อหลอกให้ด็อบนำกลับไปฝากภรรยา
สุดท้ายภรรยาของด็อบก็ตาย และ เขาก็เป็นผู้ต้องสงสัย ก่อนที่เรื่องจะนำไปสู่การที่ตำรวจบุกจับด็อบในท้ายที่สุด
คือ…เดี๋ยวนะแกร
ตอนแรกเห็นเมียเขาป่วยแล้วสงสาร เลยไม่Kill หมา แต่วันต่อมากลับวางยาให้เมียเขาแทน?
ถ้าตรรกะของตัวละครคือไม่อยากKill หมาเพราะสงสารคนป่วย แล้วการทำคนป่วยโดยตรงมันต่างกันตรงไหน?
ฉากนี้เลยกลายเป็นจุดที่ผมรู้สึกว่าบทพยายามจะพาตัวละครไปยังจุดหมายที่ตัวเองต้องการ โดยไม่ได้สนใจว่าการกระทำก่อนหน้านั้นกับหลังจากนั้นมันขัดกันแค่ไหน
7. จบแบบงง ๆ
ที่เขียนมาทั้งหมดเป็นเพียงส่วนหนึ่งของความไม่สมเหตุสมผลของเรื่องนี้ ยังมีรายละเอียดเล็ก ๆ อีกเยอะที่ผมไม่ได้หยิบมาใส่
ผมพอจะเข้าใจนะว่าประเด็นที่หนังต้องการจะสื่อคืออะไร การเปรียบเปรยนางเอกให้เป็นเหมือนนางพญาผึ้งที่พร้อมจะทำทุกอย่างเพื่อปกป้องรังของตัวเอง หรือการพูดถึงสายสัมพันธ์ระหว่างพ่อกับลูก รวมถึงเรื่องการสูญเสีย
แต่ปัญหาคือเส้นเรื่องหลายอย่างมันถูกปูมาแบบไม่สมเหตุสมผล จนสุดท้ายสิ่งที่หนังต้องการจะสื่อกลับถูกกลบด้วยคำถามง่าย ๆ ว่า“ทำไมมึงถึงทำแบบนั้นวะ?”และนี่แหละที่ทำให้ผมรู้สึกเสียดาย เพราะหนังมีทั้ง แมทธิว แมคคอนาเฮย์ และ เคิร์ต รัสเซลล์ อยู่ในเรื่อง แต่สุดท้ายกลับเหมือนเอาชื่อนักแสดงมาขายเฉย ๆ
ผมไม่ได้คาดหวังว่าหนังทุกเรื่องจะต้องสมจริง หรือทุกการกระทำของตัวละครจะต้องถูกใจผม แต่ถ้าหนังจะพาผมเดินทางไปกับตัวละคร อย่างน้อยก็ก็ควรให้ผมเชื่อในการตัดสินใจของพวกเขาแต่กับ The Rivals of Amziah King ผมกลับรู้สึกว่า หลายครั้งหนังบอกให้ผมเชื่อในสิ่งที่ตัวละครทำ โดยที่ตัวหนังเองไม่ได้ให้เหตุผลมากพอว่าทำไมผมถึงควรเชื่อมัน
สุดท้ายแล้ว มุมมองการดูหนังของแต่ละคนย่อมมองผ่านเลนส์คนละแบบ โพสต์ที่เห็นทั้งหมดก็มาจากเลนส์ส่วนตัวของกระผมเองล้วน ๆ บางคนดูแล้วอาจชอบมาก หรือบางคนอาจไม่ชอบเลย ก็คงว่ากันไม่ได้
เพราะไม่ว่ายังไง สำหรับตัวผม เรื่องนี้ก็ติดอยู่ในลิสต์ภาพยนตร์น่าผิดหวังที่สุดในรอบปีอยู่ดี
ตัดเกรด
4/10 ⭐️⭐️⭐️
ณ ส.สุข
โฆษณา