•
28 ก.ย. เวลา 18:57 • อสังหาริมทรัพย์
ลอนดอน

𝗟𝗼𝗻𝗱𝗼𝗻 รับมือกับน้ำยังไงบ้าง

ไปค้นข้อมูลมาอ่านแล้วก็สนุกดีเลยเอามาเขียนเก็บไว้ การจัดการน้ำของลอนดอนมีหลายชั้น ตั้งแต่องค์รวม Regional Scale,ระดับเมือง City Scale, ระดับ Neighbourhood จนลงมาถึงการจัดการเรื่องอาคาร
Thames Barrier
** ระดับองค์รวม ** ป้องกันแม่น้ำ Thames ไม่ให้ท่วมเมือง โดยใช้ประตูกันน้ำขนาดใหญ่ที่ Woolwich คือ Thames Barrier และคิดเผื่ออนาคต มีโครงการ Thames Estuary 2100plan ปกติน้ำ Thames ไหลจากตะวันตกไปทางตะวันออก แต่ประตูน้ำอยู่ทาง East เพราะว่าป้องกันระดับน้ำทะเลหนุนสูง หน้าที่หลักคือป้องกัน tidal flooding / storm surge ที่เข้ามาจาก North Sea ผ่าน Thames Estuary รวมทั้งใช้บริหารความเสี่ยงในบางกรณีที่มี river flow สูงจาก upstream
London Flood Risk
** ระดับเมือง ** เรื่องที่ 1 ของการป้องกันน้ำในระดับเมือง คือเรื่องของการระบายน้ำ ซึ่งระบบท่อระบายน้ำ ซึ่งยิ่งค้นข้อมูลยิ่งน่าทึ่ง เพราะว่าหลายจุดของท่อระบายน้ำหลัก มีระดับที่ลึกมากๆ ลึกลงไปใต้ก้นแม่น้ำ Thames
การระบายน้ำมี 3 ระดับ
การระบายน้ำ 1 - แม่น้ำเทมส์ไหลตามธรรมชาติจากตะวันตก ต้นน้ำ Thames คือแถว Gloucestershire/Cotswolds ไหลเข้าลอนดอนจากทางตะวันตก ผ่าน Richmond ไปตะวันออกลงทะเล
การระบายน้ำ 2 - Victorian Sewers (1859) ของ Bazalgette ตั้งแต่มีเหตุการณ์ของเสียเหม็นขึ้นไปถึง Paพliament (Great Stink in 1858) รัฐอนุมัติให้ทำท่อระบายน้ำขนาดใหญ่ ระบายด้วย Gravity แบบทั่วไป และมีสถานีสูบท่อรวมทางตะวันออกเนื่องจาก Sewage ต่ำมาก ใ้ช้ gravity ต่อไม่ได้แล้ว ที่ Abbey Mills และ Crossness Pumping Station สถานีสูบน้ำที่มีสถาปัตยกรรมสวยงามยุควิคตอเรียน
เรื่องท่อของ Bazelgatte นี้ก็มีดีเทลอีกมากมายที่น่าสนุก ไว้จะมาเขียนเล่าแยกอีกรอบ
การระบายน้ำ 3 - Thames Tideway Tunnel
อันนี้เป็นท่อระบายน้ำ ที่อยู่ลึกกว่าระดับก้นแม่น้ำเทมส์ และยังใช้ Gravity ด้วย จุดเริ่มต้นอยู่ที่ Acton ลึก 31 เมตร และไปจบที่ทาง East Abbey Mills Pumping station ลึก 66 เมตร และเข้าสู่ระบบบำบัดน้ำที่ Beckton Sewage Treatment Works
Tideway Tunnel นี้เป็นการเอาแนวทางโครงสร้างของ Bazalgette มาใช้ และเอา Infrastructure ใหม่มาครอบและเสริมระบบเดิม
เรื่องที่ 2 ของการป้องกันน้ำในระดับเมือง คือเรื่องพื้นที่ซึมน้ำ (Sustainable Drainage) เป็นการทำยังไงก็ได้ให้น้ำไม่ต้องไปถึงท่อระบายน้ำ เพื่อลดภาระของท่อระบายน้ำ ทำโดยการหน่วงน้ำไว้ในผิวดิน ในระดับเมืองคือตำแหน่งสวน ตำแหน่งพื้นที่ชุ่มน้ำ ยกตัวอย่างเช่น ริมสองฝั่งแม่น้ำเทมส์ช่วง Hammersmith กับ Barnes จะมี Pavement แตกต่างกัน ทาง Hammersmith จะเป็นทางเดินแบบ Hardscape แต่ทาง Barnes เป็น Softscape เพราะบางส่วนของ Barnes เป็นพื้นที่ชุ่มน้ำ หรือเป็นส่วนหนึ่งของ Floodplain
เรื่อง floodplain นี้ก็น่าสนใจจะเขียนเพิ่มเติมอีกครั้ง เพราะกรุงเทพ และ ลอนดอนในบางส่วน เป็นการสร้างเมืองบน floodplain เหมือนกัน แต่จะทำอย่างไรให้อยู่ร่วมกับภูมิประเทศแบบเดิมได้ ที่สำคัญคือ ทำอย่างไรให้ราคาที่ดินในส่วนที่เป็น floodplain หรือที่ดินที่จำเป็นต้องเป็น wetland ราคาไม่ลดต่ำกว่าพื้นที่อื่น ซึ่ง Barnes เป็นกรณีศึกษาที่ดีมาก
** ระดับ 𝗻𝗲𝗶𝗴𝗵𝗯𝗼𝘂𝗿𝗵𝗼𝗼𝗱 และอาคาร **
London Plan หรือ planning policies มีนโยบาย SI 12 — Flood Risk Management และ SI 13 — Sustainable Drainage
หลักการสำคัญคือ development ใหม่ต้องพยายามไม่ทำให้น้ำ runoff เพิ่ม และควรจัดการน้ำฝนใกล้จุดที่ฝนตกที่สุด
พูดง่ายๆคือ พยายามทำให้เมืองเป็น “ฟองน้ำ” ซับน้ำไว้ให้ได้มากและนานที่สุด ก่อนที่จะไปลงระบบระบายน้ำ ตั้งแต่การทำ Green roof ซับน้ำที่หลังคา, Blue roof หลังคากักน้ำไว้ชั่วคราวก่อนปล่อยออก, Rain garden พื้นที่ปลูกข้างถนนให้ดินซับน้ำ, Permeable paving แทนที่จะใช้ asphalt/concrete ที่น้ำผ่านไม่ได้ให้ใช้วัสดุที่ให้น้ำซึม
สรุป เรื่องการรับมือกับน้ำของลอนดอน คือทั้งการระบายน้ำ และการหน่วงน้ำ โดยให้ทุกระบบสอดคล้องกัน โดยใช้เครื่องมือคือ ประตูน้ำ ท่อระบายเล็กใหญ่ การกำหนดพื้นที่รับน้ำ Wetland, Floodplain และการหาวิธีทำพื้นที่หน่วงน้ำให้ซึมลงดินตั้งแต่อาคารจนถึงระดับเมือง
ผังเมืองลอนดอน เมื่อศึกษาแล้วสนุกมาก เพราะเขาวางแผนแบบระยะยาวมากๆ ไว้ว่างจะมาเทียบกับผังเมืองกรุงเทพ เพราะจริงๆถ้าเทียบดู กฏหมายอาคารปัจจุบัน , ข้อกำหนด กทม, ผังเมืองกรุงเทพ และ EIA เรื่องพื้นที่ซึมน้ำและพื้นที่สีเขียวของเรา ก็สอดคล้องกับแนวทางนี้อยู่
วันนี้พอก่อนจะเขียนยาวเกินไป ไว้มาเขียนต่อ
© CC 4.0 FB:tiranat 27/09/2026
อ้างอิง:
โฆษณา