ขณะที่หลายคนที่กลัวว่า AI จะมาแย่งงาน Thiel กลับมองว่า AI นั้นทรงพลังและมีศักยภาพที่ยิ่งใหญ่กว่าอินเทอร์เน็ต และเป็นทางออกที่ทำให้โลกหลุดพ้นจากยุคชะงักงันที่ว่านี้
แม้ว่า AI จะถูกพัฒนาขึ้นมาจากซอฟต์แวร์และข้อมูล (Bits) แต่คุณค่าที่แท้จริงของ AI คือการนำข้อมูลไปประมวลผลเพื่อแก้ไขปัญหาในโลกจริง (Atoms)
โดยภาคธุรกิจและอุตสาหกรรมสามารถนำ AI ไปปรับปรุงการทำงานในโลกจริงได้
ส่วนในมุมของชีววิทยาและการแพทย์ Thiel มองว่าหากเรานำ AI มาช่วยปลดล็อกเทคโนโลยีชีวภาพ (Biotech) เราอาจสามารถหาทางชะลอความแก่ชรา หรือแม้แต่ย้อนกลับภาวะความเสื่อมของสมองได้
ประเด็นคือ ถ้า AI เป็นทางออกจากยุคชะงักงัน
แล้วการที่โลกเลือกที่จะเหยียบเบรก AI แปลว่าอะไร ?
ในความเห็นของ Peter Thiel มันไม่ได้แปลว่าโลกจะปลอดภัยขึ้น แต่หมายถึงเรากำลังเลือกที่จะอยู่ในหล่มเดิมต่อไป โดยเรียกการยอมแพ้นั้นว่าเป็นความรอบคอบ
ลองนึกดูว่าองค์กรที่มีอำนาจสอดส่องได้ว่าใครกำลังพัฒนาโมเดล AI ไม่ว่าจะอยู่ที่ไหนก็ตาม มีอำนาจในการตรวจสอบ Data Center ทั่วโลก รวมถึงมีอำนาจในการสั่งปิดการทำงาน
องค์กรนั้นจะไม่หยุดเพียงแค่เรื่อง AI อย่างแน่นอน..
แม้จะสามารถควบคุม AI ได้จริง แต่เครื่องมือระดับที่ใช้ตรวจสอบ AI นั้น อาจถูกนำไปใช้ในวัตถุประสงค์อื่น เช่น สอดแนม หรือร้ายแรงกว่านั้น คือสร้างภัยทางไซเบอร์เสียเอง ซึ่งนี่ไม่ต่างอะไรกับเผด็จการที่ทรงอำนาจมาก ๆ
นี่คือเหตุผลว่าทำไม Thiel ถึงมองว่า การเรียกร้องให้ชะลอ AI นั้น อาจไม่ใช่ทางเลือกที่จะจบสวยอย่างที่หลายคนคิด
มาถึงตรงนี้หลายคนอาจมีคำถามว่า แล้วความเสี่ยงที่ AI จะทำลายมนุษย์ล่ะ ?