•
30 ก.ย. เวลา 06:05 • วิทยาศาสตร์ & เทคโนโลยี
มหาวิทยาลัยพะเยา

เล่า (คีรี) ขาล: จากไหกลั่นด้วย “ภูมิปัญญา” ผสาน “วิทยาศาสตร์” สู่มาตรฐาน

ถ้าผมยื่นขวดสุรากลั่นชุมชนขวดหนึ่งให้คุณดู แล้วถามว่า “ลายเสือบนขวดนี้มาจากไหน?”
คุณอาจเดาไม่ออก
เพราะเบื้องหลังลายเสือคำรามบนขวดแก้วใสของ “คีรีขาล” (KIRIKHAN) ไม่ได้เริ่มต้นจากห้องออกแบบ แต่เริ่มต้นจาก รอยสักบนแผ่นหลังของคุณตา ผู้เป็นต้นตำรับการกลั่นสุราของครอบครัวในอำเภอจุน จังหวัดพะเยา
จากภูมิปัญญาที่ส่งต่อกันในครอบครัว กลายมาเป็นสุรากลั่นชุมชนจาก วิสาหกิจชุมชนกำนันเดชสุรากลั่น ที่เลือกใช้ข้าวเหนียวพันธุ์ “กข6” ซึ่งปลูกในผืนดินพะเยาเป็นวัตถุดิบ
คีรีขาลจึงไม่ได้ขายเพียง “รสชาติ”
แต่ขายทั้ง เรื่องราว ความทรงจำ และความผูกพันกับพื้นที่
ฟังดูโรแมนติกใช่ไหมครับ?
แต่กว่าจะไปถึงจุดที่สามารถแข่งขันในตลาดที่กว้างขึ้นได้ โรงกลั่นชุมชนแห่งนี้ต้องเผชิญกับโจทย์สำคัญที่หลายแห่งพบเหมือนกัน
เมื่อคำว่า “กะเอา” ไม่พอสำหรับตลาดที่ใหญ่ขึ้น
“กะเอา” เป็นภาษาเหนือ หมายถึงการประมาณเอาเอง
สำหรับช่างกลั่นรุ่นเก่า นี่ไม่ใช่เรื่องผิดอะไรเลย
เพราะการกลั่นสุราพื้นบ้านไม่ได้เกิดจากตัวเลขเพียงอย่างเดียว แต่เกิดจากประสบการณ์ที่สั่งสมมานาน ทั้งการจดจำ กลิ่น สี เสียง และสัมผัสของวัตถุดิบและกระบวนการผลิต
ช่างกลั่นรู้ว่าตอนไหนควรเพิ่มไฟ
ตอนไหนควรลดไฟ
ตอนไหนควรหยุด
ทุกอย่างอยู่ใน “ประสบการณ์”
สุราที่ได้จึงมีเอกลักษณ์และรสชาติที่น่าสนใจ แต่ปัญหาคือ…
ถ้าผลิตวันนี้กับพรุ่งนี้ รสชาติจะเหมือนกันแค่ไหน?
นี่คือโจทย์ใหญ่เมื่อผลิตภัณฑ์ต้องก้าวจากตลาดชุมชนไปสู่ตลาดที่ต้องการ ความสม่ำเสมอ คุณภาพที่ตรวจสอบได้ และต้นทุนที่ควบคุมได้
และนี่เองคือจุดที่ “วิทยาศาสตร์” เข้ามา
ไม่ใช่เพื่อแทนที่ภูมิปัญญา
แต่เพื่อ เสริมความมั่นใจให้กับภูมิปัญญาที่มีอยู่เดิม
จุดเปลี่ยน เมื่อมหาวิทยาลัยเดินเข้าไปหาชุมชน
ภายใต้โครงการ Reinventing University ในปี 2568 ทีมนักวิจัยนำโดย ผศ.ดร.เอราวิล ถาวร หัวหน้าโครงการ พร้อมด้วย ผศ.ดร.สุธรรม อรุณ และ รศ.ดร.อภิศักดิ์ วิทยาประภากร ได้ลงพื้นที่และทำงานร่วมกับโรงกลั่นคีรีขาล
สิ่งที่ทีมวิจัยมองหาไม่ใช่โรงงานขนาดใหญ่
แต่คือ “ความตั้งใจของชุมชน”
และคีรีขาลมีสิ่งนั้นอยู่แล้ว
มีวัตถุดิบที่ดี
มีรสชาติที่เป็นเอกลักษณ์
มีเรื่องราวของพื้นที่
มีคนในชุมชนที่พร้อมเดินต่อ
สิ่งที่ขาดจึงไม่ใช่ “ภูมิปัญญา”
แต่คือองค์ความรู้ด้านวิทยาศาสตร์และวิศวกรรมที่จะเข้ามาช่วยให้กระบวนการเหล่านั้น วัดได้ ควบคุมได้ และทำซ้ำได้
ที่สำคัญ โรงกลั่นแห่งนี้ไม่ได้สร้างประโยชน์แค่กับคนที่ผลิตสุรา
เพราะทุกขวดที่ผลิตขึ้น หมายถึงการสร้างงานในชุมชน และการเพิ่มมูลค่าให้กับข้าวที่เกษตรกรในพื้นที่ปลูก
นี่คือภาพของ เศรษฐกิจฐานราก ที่มองเห็นได้จริงตั้งแต่ต้นน้ำถึงปลายน้ำ
เมื่อวิศวกรลงมือแก้โจทย์
เมื่อทีมวิจัยลงพื้นที่เก็บข้อมูลอย่างละเอียด ปัญหาหลักก็เริ่มชัดเจนขึ้น
ระบบกลั่นแบบเดิมสูญเสียพลังงานจากการถ่ายเทความร้อนที่ไม่มีประสิทธิภาพ
หม้อต้มไอน้ำเกิดตะกรันจากน้ำบาดาลที่มีความกระด้างสูง
และที่สำคัญ ยังไม่มีระบบควบคุมการใช้พลังงานที่เป็นระบบ
หนึ่งในหัวใจสำคัญของกระบวนการคือ หม้อต้มไอน้ำ
เพราะหม้อต้มไม่ได้เกี่ยวข้องแค่กับประสิทธิภาพการผลิต แต่เกี่ยวข้องโดยตรงกับ ความปลอดภัย
หม้อต้มไอน้ำทำงานภายใต้ความดันและอุณหภูมิสูง การออกแบบ ติดตั้ง และใช้งานจึงจำเป็นต้องอาศัยความรู้ทางวิศวกรรมและการควบคุมที่ถูกต้อง
ดังนั้น สิ่งที่ทีมวิจัยทำจึงไม่ได้มองเพียงว่า
“ทำอย่างไรให้ประหยัดพลังงาน?”
แต่ต้องถามด้วยว่า
“ทำอย่างไรให้ระบบมีประสิทธิภาพและปลอดภัยไปพร้อมกัน?”
คำตอบคือการติดตั้งระบบกรองน้ำเพื่อลดความกระด้างและป้องกันการสะสมของตะกรันในหม้อต้ม รวมถึงการหุ้มฉนวนกันความร้อนในจุดสำคัญของระบบ เพื่อลดการสูญเสียพลังงาน
ขณะเดียวกัน ทีมวิจัยยังถ่ายทอดความรู้และฝึกปฏิบัติจริงให้กับสมาชิกวิสาหกิจ ทั้งด้านการควบคุมคุณภาพและการใช้งานหม้อต้มไอน้ำอย่างปลอดภัย
เป้าหมายสำคัญคือ
ทำให้ชุมชนสามารถดูแลระบบได้ด้วยตัวเอง
ไม่ใช่ต้องพึ่งพานักวิจัยตลอดไป
แล้วผลลัพธ์เป็นอย่างไร?
ตรงนี้ตัวเลขน่าสนใจมากครับ
หลังจบโครงการ ระบบกลั่นสามารถลดการใช้เชื้อเพลิง LPG ได้ถึง 30.88%
ขณะเดียวกัน ผลิตสุราได้เพิ่มขึ้น 169.4 ลิตรต่อปี
ต้นทุนการผลิตลดลง ส่งผลต่อเนื่องไปยังรายได้ของวิสาหกิจ สมาชิก และเกษตรกรต้นน้ำ
และยังสามารถลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ได้ 1.331 ตันคาร์บอนไดออกไซด์เทียบเท่าต่อปี (tCO₂e)
แต่มีตัวเลขหนึ่งที่ผมคิดว่าน่าสนใจที่สุด
นั่นคือ SROI = 15.30 เท่า
SROI หรือ Social Return on Investment คือการประเมินผลตอบแทนทางสังคมจากการลงทุน
พูดให้เข้าใจง่ายที่สุดคือ
ทุก 1 บาทที่ลงทุนในโครงการ สร้างมูลค่าผลตอบแทนทางสังคมกลับคืนมา 15.30 บาท
ตัวเลขนี้จึงไม่ได้สะท้อนแค่เรื่อง “สุราผลิตได้มากขึ้น”
แต่มันสะท้อนผลกระทบที่เกิดขึ้นทั้งระบบ ตั้งแต่การลดต้นทุน การเพิ่มรายได้ การสร้างประโยชน์ให้กับเกษตรกร ไปจนถึงผลลัพธ์ด้านสิ่งแวดล้อม
นี่คือภาพของ Area-based Development หรือการพัฒนาที่ใช้ “พื้นที่จริง” เป็นตัวตั้ง
มหาวิทยาลัยไม่ได้เพียงนำความรู้จากห้องเรียนออกไปให้ชุมชน
แต่เข้าไปทำความเข้าใจปัญหาจริง แล้วนำองค์ความรู้ เทคโนโลยี และวิศวกรรมมาช่วยแก้ปัญหาให้เหมาะกับบริบทของพื้นที่
จาก “สูตรลับในหัว” สู่มาตรฐานที่ส่งต่อได้
แต่สิ่งที่ผมคิดว่าสำคัญกว่าตัวเลขทั้งหมด คือการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นกับ “องค์ความรู้”
เดิมทีความรู้สำคัญหลายอย่างอยู่ในหัวของช่างกลั่น
รู้จากประสบการณ์
รู้จากการสังเกต
รู้จากการจดจำ
แต่ถ้าคนที่รู้ไม่อยู่แล้ว ความรู้เหล่านั้นจะถูกส่งต่ออย่างไร?
นี่จึงเป็นอีกขั้นของการทำงาน
ในปีถัดมา คณะวิศวกรรมศาสตร์ได้รับทุนสนับสนุนต่อยอดภายใต้โครงการ “1 คณะ 1 เป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน (SDG)” จากมหาวิทยาลัยพะเยา เพื่อยกระดับกระบวนการควบคุมคุณภาพการผลิต
พร้อมกับการทำงานร่วมกับ อาจารย์เนวิชญานิ์ วุฒินิธิศานันท์ จากคณะเกษตรศาสตร์และทรัพยากรธรรมชาติ มหาวิทยาลัยพะเยา เพื่อช่วยพัฒนาด้านมาตรฐานการผลิต
ความรู้ที่เคยอยู่ในรูปของ “ประสบการณ์ส่วนบุคคล” จึงถูกถ่ายทอดออกมาเป็น SOP (Standard Operating Procedure) หรือเอกสารขั้นตอนการปฏิบัติงานมาตรฐาน
และนี่คือจุดที่น่าสนใจมาก
SOP ไม่ได้มีไว้เพื่อแทนที่ภูมิปัญญา
แต่มันคือการ “เขียนภูมิปัญญา” ให้กลายเป็นความรู้ที่สามารถถ่ายทอด ตรวจสอบ และต่อยอดได้
จากสิ่งที่เคยอยู่ในหัวของคนคนหนึ่ง
กลายเป็นองค์ความรู้ที่คนรุ่นต่อไปสามารถเรียนรู้ได้
จาก “กะเอา”
สู่ “รู้ว่าทำไมต้องทำแบบนี้”
และจากสุรากลั่นชุมชนที่มีเรื่องราวเฉพาะตัว ก็กำลังขยับเข้าใกล้คำว่า Craft Spirits ที่มีทั้งอัตลักษณ์ของพื้นที่และองค์ความรู้ด้านวิทยาศาสตร์และวิศวกรรมรองรับ
วิทยาศาสตร์ไม่ได้ทำลายเสน่ห์ของชุมชน
สำหรับผม เรื่องของคีรีขาลไม่ได้เป็นเพียงเรื่องของการพัฒนากระบวนการผลิตสุรา
แต่มันเป็นตัวอย่างที่ดีของคำถามหนึ่งที่เรามักพูดถึงกันว่า
“แล้วมหาวิทยาลัยจะช่วยชุมชนได้อย่างไร?”
คำตอบอาจไม่ได้อยู่ที่การนำเทคโนโลยีที่ทันสมัยที่สุดไปให้
แต่อยู่ที่การนำ เทคโนโลยีที่เหมาะสมที่สุด ไปแก้ปัญหาที่มีอยู่จริง
เพราะวิทยาศาสตร์และวิศวกรรมไม่จำเป็นต้องเข้ามาลบความเป็นท้องถิ่นออกไป
ตรงกันข้าม
มันสามารถช่วยให้ภูมิปัญญาที่มีอยู่เดิม แข็งแรงขึ้น วัดผลได้ และยืนอยู่ในตลาดที่ใหญ่ขึ้นได้
จากไหกลั่นในหมู่บ้านเล็ก ๆ ที่อำเภอจุน
วันนี้ “คีรีขาล” จึงไม่ได้เป็นเพียงเรื่องราวของสุราขวดหนึ่ง
แต่มันคือเรื่องราวของ ชุมชน + มหาวิทยาลัย + วิทยาศาสตร์ + วิศวกรรม
ที่ทำงานร่วมกันจนเกิดผลลัพธ์จริง
และเมื่อเรามองย้อนกลับไปตั้งแต่ข้าวของเกษตรกรต้นน้ำ กระบวนการกลั่น คนในวิสาหกิจ ไปจนถึงผู้บริโภคปลายทาง
สิ่งที่เกิดขึ้นอาจไม่ใช่เพียง “สุราที่ดีขึ้น”
แต่คือการสร้าง ระบบเศรษฐกิจชุมชนที่มีประสิทธิภาพ ปลอดภัย และยั่งยืนขึ้น
บางที การพัฒนาที่ดีที่สุดอาจไม่ใช่การเปลี่ยนของเดิมให้กลายเป็นของใหม่ทั้งหมด
แต่อาจเป็นการนำสิ่งที่ชุมชนมีอยู่แล้ว
มาเติมองค์ความรู้ที่ขาด เพื่อทำให้สิ่งนั้นไปได้ไกลกว่าเดิม
โฆษณา