1 ต.ค. เวลา 02:31 • นิยาย เรื่องสั้น

กฎประหลาดของหอพักเดือนละ 2,500: ทำไมป้าเจ้าของถึงห้ามเลื่อนเตียงชิดกำแพงฝั่งขวา?

ผมเพิ่งได้งานใหม่แถวลาดพร้าว ด้วยความที่อยากประหยัดค่าเดินทาง เลยตระเวนหาหอพักราคาถูกจนมาเจอที่นี่ เป็นตึกเก่าๆ 4 ชั้น ซอยลึกหน่อยแต่ราคาแค่ 2,500 บาทต่อเดือน สภาพห้องถือว่ารับได้ มีเตียงเหล็ก ตู้เสื้อผ้า และพัดลมเพดานให้
ตอนทำสัญญา ป้าเจ้าของหอใจดีมาก แกยื่นกุญแจให้พร้อมกับพูดกำชับแค่เรื่องเดียว
"ห้องนี้ป้าขออย่างเดียวนะลูก... เตียงน่ะ ป้าตั้งไว้กลางห้อง อาจจะดูขวางทางเดินไปนิด แต่ห้ามเลื่อนไปชิดกำแพงฝั่งขวาเด็ดขาดนะ ป้าถือเคล็ด"
ผมเป็นคนไม่เชื่อเรื่องโชคลางหรือฮวงจุ้ยอะไรอยู่แล้ว ตอนนั้นก็พยักหน้าส่งๆ ไป แต่พออยู่ไปได้สักอาทิตย์ ผมเริ่มหงุดหงิด ห้องมันเล็ก แค่วางโต๊ะคอมเพิ่มก็แทบไม่มีที่เดินแล้ว การที่เตียงตั้งโด่เด่อยู่กลางห้องมันโคตรเกะกะ
คืนวันศุกร์ผมเลยตัดสินใจดันเตียงเหล็กหนักอึ้งนั่นเข้าไปชิดกำแพงฝั่งขวาจนสุด เพื่อเปิดพื้นที่ว่างตรงกลางห้อง
สิ่งแรกที่ผมสัมผัสได้คือ... กำแพงฝั่งนั้นมันเย็นเฉียบ ปกติผนังปูนในไทยต่อให้ดึกแค่ไหนก็มักจะอมความร้อนจากตอนกลางวันไว้ แต่นี่มันเย็นเหมือนน้ำแข็ง แถมมีกลิ่นแปลกๆ โชยมาบางๆ
เป็นกลิ่นเหมือนสนิมเหล็กผสมกับกลิ่นดินชื้นๆ แต่ด้วยความเหนื่อยจากงาน ผมเลยอาบน้ำแล้วทิ้งตัวลงนอน ไม่ได้สนใจอะไรต่อ
ผมเป็นคนติดนอนตะแคงขวา หันหน้าเข้าหากำแพง
คืนนั้นประมาณตีสองกว่าๆ ผมสะดุ้งตื่นเพราะเสียงบางอย่าง
ก๊อก... ก๊อก...
มันเป็นเสียงเคาะเบาๆ ดังมาจาก ข้างในกำแพง ระดับเดียวกับใบหน้าผมพอดี
สัญชาตญาณคนเราเวลาเจออะไรแปลกๆ มักจะหาเหตุผลมารองรับเสมอ ผมบอกตัวเองว่าน่าจะเป็นเสียงท่อน้ำลั่น หรือไม่ก็คนห้องข้างๆ อาจจะตอกตะปูทำอะไรสักอย่างกลางดึก ผมนึกรำคาญเลยกำปั้นทุบกำแพงสวนกลับไปสองที ปัง ปัง เพื่อเป็นการเตือนว่าคนจะหลับจะนอน
เสี้ยววินาทีนั้น... กำแพงทุบสวนกลับมาทันที
ปัง! ปัง! ปัง!
คราวนี้ไม่ใช่เสียงเคาะเบาๆ แต่มันหนักหน่วงเหมือนมีใครเอาหัวโขกกำแพงอย่างแรงจนเตียงผมสะเทือน ผมลืมตาโพลง ตัวแข็งทื่ออยู่ในความมืด ความโกรธหายไปหมดเหลือแต่ความขนลุกซู่ ผมไม่กล้าแม้แต่จะขยับตัวพลิกกลับไปอีกฝั่ง ได้แต่นอนหลับตาปี๋เอามืออุดหูจนเช้า
คืนที่สอง ผมตั้งใจจะเลื่อนเตียงกลับที่เดิม
แต่กลับมาถึงห้องก็ดึกมากแล้วแถมปวดหลัง เลยคิดว่าคืนนี้จะทนไปก่อน แค่เปลี่ยนเป็นนอนหันหลังให้กำแพงแทน
แต่สิ่งที่เจอคราวนี้มันแย่กว่าเดิม
ตอนดึกสงัด เสียงเคาะหายไปแล้ว แต่มันถูกแทนที่ด้วยเสียง ครืด... ครืด...
มันคือเสียงเหมือนคนเอาเล็บยาวๆ กรีดและตะกุยผนังปูนอย่างบ้าคลั่ง
เสียงมันดังลากยาวตั้งแต่ปลายเตียง ค่อยๆ ไล่ระดับสูงขึ้นมาเรื่อยๆ จนมาหยุดอยู่ตรงหลังศีรษะผมพอดี กลิ่นสนิมเหล็กที่เคยได้กลิ่นจางๆ ตอนนี้เหม็นคาวคลุ้งจนผมแทบอ้วก
ผมพยายามหลอกตัวเองอีกครั้ง "หนู... มันต้องเป็นหนูวิ่งอยู่ในฝ้าแน่ๆ" แต่สมองอีกซีกก็แย้งขึ้นมาว่า ผนังปูนทึบๆ แบบนี้มันจะมีช่องให้หนูเข้าไปวิ่งตะกุยได้ยังไง?
วินาทีที่ผมกำลังสับสน เสียงตะกุยก็หยุดลง
เปลี่ยนเป็นเสียงถอนหายใจหนักๆ... ดังรดต้นคอผม
มันไม่ได้ดังมาจากในกำแพง แต่มันดังมาจาก ช่องว่างแคบๆ ระหว่างหลังผมกับกำแพง
"หนาว..."
เสียงแหบพร่าของผู้หญิงกระซิบติดใบหู
ผมสติแตกกระเจิง ไม่สนอะไรทั้งนั้น ดีดตัวสปริงตกลงจากเตียง คว้ากุญแจและกระเป๋าสตางค์วิ่งพรวดออกจากห้อง
ลงบันไดรวดเดียวสี่ชั้นไปนั่งสั่นอยู่ที่ร้านสะดวกซื้อหน้าปากซอยจนถึงเช้า
แปดโมงเช้า ผมเดินกำหมัดแน่นไปหาป้าเจ้าของหอที่โต๊ะทำงาน ผมโวยวายใส่แกว่าทำไมไม่บอกว่าห้องข้างๆ ฝั่งขวามันเป็นพวกโรคจิต ชอบทุบกำแพงแถมทำเสียงน่ากลัวกลางดึก ผมขอหักเงินประกันคืนเดี๋ยวนี้ จะย้ายออกวันนี้เลย
ป้าเจ้าของหอไม่ได้โกรธที่ผมโวยวาย แกค่อยๆ วางสมุดบัญชีลง หน้าแกซีดเผือดตอนที่มองหน้าผม แกเงียบไปพักใหญ่ก่อนจะพูดด้วยน้ำเสียงสั่นๆ
"ลูกเอ๊ย... ป้าก็บอกแล้วไงว่าอย่าเลื่อนเตียงไปชิดกำแพงฝั่งนั้น..."
"ทำไมครับป้า! ห้องข้างๆ มันเป็นใคร?!" ผมตะคอกถาม
ป้ากลืนน้ำลายลงคออย่างยากลำบาก ก่อนจะชี้มือออกไปทางหน้าต่าง"
"ห้องหนูมันเป็นห้องริมสุดทางเดิน... กำแพงฝั่งขวาน่ะ มันเป็นผนังด้านนอกตึก ไม่มีห้องติดกันแล้ว... มันติดกับลานจอดรถร้าง... ที่เมื่อก่อนเป็นแทงก์น้ำเก่า..."
​แกสูดลมหายใจเข้าลึกๆ
"แทงก์น้ำ... ที่มีเด็กผู้หญิงตกลงไปตาย กว่าคนจะหาศพเจอก็เน่าจนน้ำเป็นสีสนิมนั่นแหละลูก"
​"ถ้าเป็นคุณ จะยอมเสียค่ามัดจำแล้วย้ายออกคืนนั้นเลยไหม?"
โฆษณา