Blockdit Logo
Blockdit Logo (Mobile)
สำรวจ
ลงทุน
คำถาม
เข้าสู่ระบบ
มีบัญชีอยู่แล้ว?
เข้าสู่ระบบ
หรือ
ลงทะเบียน
แปลนิยายกับ Love Love
•
ติดตาม
1 ต.ค. เวลา 14:23 • หนังสือ
บทที่ 222 ขนมถั่วแดง
ใต้ร่มไม้ที่อยู่ไม่ไกล เสิ่นเจวี๋ยนอนเอกเขนกอยู่บนตั่งนุ่ม มองเฉียวอวิ้นกำลังทำความคุ้นเคยกับม้าตัวนั้นอย่างเกียจคร้าน
ม้าตัวน้อยเป็นม้าที่จวนเลี้ยงเอาไว้เอง มันยังอายุน้อย ทั้งซุกซนและมีชีวิตชีวา
ตามปกติแล้ว ม้าหนุ่มเช่นนี้มักรับมือได้ยากที่สุด และเจ้าตัวนี้ยิ่งกว่านั้นเสียอีก
มันทั้งดื้อรั้น ทั้งซุกซน ไม่ยอมอยู่ในโอวาท คนในจวนต่างจนปัญญากับมัน จึงคิดจะรอให้มันโตขึ้นและรู้ความกว่านี้เสียก่อน ค่อยหาผู้เชี่ยวชาญมาฝึกฝนมันโดยเฉพาะ
ใครจะคิดว่า วันนี้ตอนเฉียวอวิ้นเลือกม้า เจ้าตัวน้อยกลับเชื่องและว่าง่ายเป็นพิเศษ ทั้งยังพยายามเรียกร้องความสนใจจากนางอยู่ตลอด จนเฉียวอวิ้นถูกดึงดูดความสนใจและเลือกมันในทันที
คนเลี้ยงม้าถึงกับร้อนใจขึ้นมา
“พระชายา โปรดอย่าเลือกตัวนี้เลยพ่ะย่ะค่ะ ถึงมันจะเป็นม้าตัวเมีย แต่กลับมีนิสัยดุร้ายและอารมณ์ร้อน ทั้งยังเกลียดอานม้าที่สุด ครั้งแรกที่บ่าวลองใส่อานให้มัน มันก็เตะบ่าวเข้าเต็มแรง จนเกือบเอาชีวิตไม่รอดเลยพ่ะย่ะค่ะ”
ทันทีที่คนเลี้ยงม้าพูดจบ ม้าตัวน้อยก็พ่นลมหายใจฟืดฟาด ก่อนจะกะพริบตาปริบ ๆ ใส่เฉียวอวิ้นอย่างเชื่องเชื่อ
เฉียวอวิ้นยังคงชอบมันอยู่บ้าง จึงไม่อยากเดินจากไป
นางหันไปมองเสิ่นเจวี๋ย แล้วถามเสียงเบา
“ท่านพี่ ข้าอยากลองดู...”
“เช่นนั้นก็ลองดู” เสิ่นเจวี๋ยตอบโดยไม่ลังเลแม้แต่น้อย
คนเลี้ยงม้าชะงักไป ก่อนจะจำต้องทำตามคำสั่ง จึงเกิดเป็นภาพเช่นที่เห็นอยู่ในตอนนี้
ม้าตัวนี้ยอมเข้าใกล้เฉียวอวิ้นเพียงคนเดียว คนเลี้ยงม้าไม่อาจเข้าใกล้ได้ ส่วนเสิ่นเจวี๋ยก็ทำได้เพียงมองอยู่ห่าง ๆ
เฉียวอวิ้นเองก็ขี่ม้าไม่เป็น จึงทำได้เพียงจ้องตากับมันไปมา พยายามผูกมิตรและทำความคุ้นเคยกัน
“มันมีชื่อหรือยัง?” เฉียวอวิ้นถามคนเลี้ยงม้าจากระยะไกล
“กราบทูลพระชายา ยังไม่มีพ่ะย่ะค่ะ” คนเลี้ยงม้าตอบ
เฉียวอวิ้นลูบหัวม้าตัวน้อย ก่อนเดินวนรอบตัวมันหนึ่งรอบ แล้วจึงยิ้มออกมา
ทันใดนั้น สายลมก็พัดโชยมา
วันนี้เฉียวอวิ้นรวบผมเป็นหางม้าสูง ใช้ริบบิ้นสีแดงผูกไว้ด้านหลัง นางสวมชุดขี่ม้าสีแดงสดชุดใหม่เอี่ยม เมื่อลมพัดผ่าน ชายเสื้อก็พลิ้วไหวสะบัดไปตามแรงลม ทำให้นางดูสง่างามโดดเด่นและสะดุดตา
ดวงตาของนางโค้งเป็นเสี้ยวจันทร์ ภายในสะท้อนแสงแห่งท้องฟ้าในฤดูใบไม้ร่วง แววตาเป็นประกายระยิบระยับเปี่ยมด้วยรอยยิ้ม เผยให้เห็นความสดใสและมีชีวิตชีวาของหญิงสาว
นางยื่นมือไปลูบหัวม้า แก้มถูกลมฤดูใบไม้ร่วงพัดจนขึ้นสีแดงระเรื่อเล็กน้อย จากนั้นจึงหันกลับไปถามเสิ่นเจวี๋ย
“ท่านพี่ ข้าอยากตั้งชื่อให้มัน เรียกว่า ‘ขนมถั่วแดง’ ดีหรือไม่?”
เสิ่นเจวี๋ยจับจ้องนางด้วยแววตาลุ่มลึก ในดวงตาสะท้อนภาพรอยยิ้มของนางเอาไว้
นางยืนอยู่กลางสนามหญ้า ร่างเล็กบอบบางราวกับสายลม ทว่ากลับเปล่งประกายเจิดจรัสจนผู้คนไม่อาจละสายตาได้
ราวกับกาลเวลาหยุดนิ่งอยู่ ณ ชั่วขณะนั้น
เสิ่นเจวี๋ยหัวเราะเบา ๆ
“ได้”
เฉียวอวิ้นใช้แผ่นแป้งถั่วที่คนเลี้ยงม้าให้มาเป็นสินบนเอาใจขนมถั่วแดงอยู่นาน ในที่สุดมันจึงยอมให้สวมอานม้าแต่โดยดี
ตอนแรกเฉียวอวิ้นขึ้นขี่ม้าอย่างช้า ๆ ทว่านางยังจับหลักไม่ถูก ร่างกายจึงเอนเอียงไปมาอยู่ตลอด ขนมถั่วแดงเริ่มกระวนกระวาย พ่นลมหายใจฟืดฟาดแล้วก้าวเท้าเดินวนเป็นวงกลมไม่หยุด
“อ๊ะ ไม่ไหวแล้ว! ข้าอยากลง!” เฉียวอวิ้นถูกขนมถั่วแดงพาเดินวนจนรู้สึกคลื่นไส้ จึงร้องตะโกนอยู่บนหลังม้า
เสิ่นเจวี๋ยลุกขึ้นเดินเข้าไปหา ก่อนคว้าบังเหียนเอาไว้ได้อย่างมั่นคง
ขนมถั่วแดงสะดุ้งตกใจ เดิมทีมันคิดจะวิ่งเตลิดไปเหมือนทุกครั้ง แต่กลับพบว่าบังเหียนถูกเสิ่นเจวี๋ยใช้มือข้างเดียวจับเอาไว้แน่นจนไม่อาจขยับได้แม้แต่น้อย
มันหันไปมอง ก่อนจะสบเข้ากับสายตาของเสิ่นเจวี๋ย ร่างทั้งร่างพลันแข็งทื่อ แล้วสงบลงอย่างสิ้นเชิง
เฉียวอวิ้นหอบหายใจ พลางยกมือตบหน้าอกตัวเองเบา ๆ
“เฮ้อ เกือบอาเจียนอาหารกลางวันออกมาแล้ว”
เสิ่นเจวี๋ยยิ้มอย่างจนใจ ก่อนกล่าวอย่างช้า ๆ
“ข้าจะสอนเจ้าเอง”
เขาพลิกตัวขึ้นไปบนหลังม้าอย่างคล่องแคล่ว มือหนึ่งประคองเอวของนางไว้ ส่วนอีกมือจับบังเหียน พร้อมกับกุมมือของนางเอาไว้ในฝ่ามือ
“นั่งให้มั่น ผ่อนคลายเข้าไว้”
เสียงทุ้มต่ำและอ่อนโยนของเขาดังขึ้นจากด้านหลังใบหูของเฉียวอวิ้น
“เจ้าประหม่าเกินไปแล้ว ม้าสามารถรับรู้ได้ว่าเจ้ากำลังเกร็ง ยิ่งเจ้าเกร็ง มันก็ยิ่งประหม่า”
“ตัวมันเองก็เพิ่งหัดเหมือนกัน กลัวว่าจะทำเจ้าตกลงมา จึงได้แต่เดินวนเป็นวงกลมเพื่อพยายามรักษาสมดุลของเจ้าเอาไว้”
“ขะ...ข้าจะลองดู...”
เฉียวอวิ้นสูดหายใจเข้าลึก ๆ พยายามผ่อนคลายร่างกาย ทว่ายิ่งพยายามมากเท่าไร กลับยิ่งเกร็งมากขึ้นเท่านั้น ไม่ว่าจะทำอย่างไรก็ผ่อนคลายไม่ได้เสียที
เสิ่นเจวี๋ยเห็นแล้วก็ทนดูต่อไปไม่ไหว จึงดึงนางเข้ามาในอ้อมแขน ให้แผ่นหลังของนางแนบสนิทกับแผงอกของเขา
“ไม่ต้องกลัว”
ลมหายใจของเขาอยู่ใกล้ใบหูของเฉียวอวิ้นพอดี อบอุ่น อ่อนโยน และสบายอย่างยิ่ง ความอบอุ่นจากแผ่นอกของเขาแผ่ผ่านเนื้อผ้ามาสู่ร่างของนาง มั่นคงและทรงพลัง ทั้งยังอ่อนโยนอย่างที่สุด
เฉียวอวิ้นจึงค่อย ๆ ผ่อนคลายลงโดยไม่รู้ตัว คลายความเกร็ง แล้วเอนกายพิงอยู่ในอ้อมแขนของเขา
“ดีขึ้นหรือยัง?” เสิ่นเจวี๋ยถาม
“อืม” เฉียวอวิ้นพยักหน้า
“จับบังเหียนให้แน่น”
“อืม”
“ใช้ขาหนีบม้าเบา ๆ ใช่แล้ว ออกแรงตรงนี้”
ขนมถั่วแดงจึงเริ่มก้าวเดินไปข้างหน้าอย่างช้า ๆ และมั่นคง
ขนมถั่วแดงไม่ได้มีนิสัยเสียอย่างที่คิดเอาไว้ ตรงกันข้าม ดูเหมือนมันจะใส่ใจเฉียวอวิ้นมากเป็นพิเศษ จึงก้าวเดินอย่างมั่นคงผิดปกติ ไม่เร็วไม่ช้า ทำเอาคนเลี้ยงม้าตกตะลึงจนพูดไม่ออก
แน่นอนว่า ส่วนหนึ่งเป็นเพราะเสิ่นเจวี๋ยคอยควบคุมมันอยู่ด้วย วันนี้ขนมถั่วแดงจึงดูสุขุมยิ่งกว่าม้าชราที่โตเต็มวัยเสียอีก
“เป็นอย่างไรบ้าง?” เสิ่นเจวี๋ยถามเฉียวอวิ้น
เฉียวอวิ้นผ่อนคลายลงแล้ว ความหวาดกลัวก็ลดน้อยลงไปมาก นางจึงพยักหน้าด้วยความตื่นเต้นยินดี
“สนุกจัง”
“อยากลองอะไรที่สนุกกว่านี้หรือไม่?” เสิ่นเจวี๋ยกระซิบถามข้างหูของนาง
เสียงของเขาทุ้มต่ำและเปี่ยมด้วยแรงดึงดูด ราวกับสายลมที่เคลือบด้วยน้ำผึ้ง พัดแผ่วเบาเข้าสู่ก้นบึ้งหัวใจของเฉียวอวิ้น
เฉียวอวิ้นกำลังครุ่นคิดอยู่ว่าอะไรคือสิ่งที่สนุกกว่านี้ แต่ไม่คิดเลยว่าเสิ่นเจวี๋ยจะไม่รอให้นางตอบ กลับออกแรงขึ้นมาเสียก่อน
เขากระชับแขนทั้งสองข้าง โอบนางเอาไว้ในอ้อมแขนอย่างมั่นคง
จากนั้นก็ใช้ขาหนีบท้องม้าเบา ๆ พร้อมตะโกนเสียงต่ำ
“ย่ะ!”
ขนมถั่วแดงอดกลั้นมานาน เมื่อได้ยินเสียงนี้ก็ราวกับได้รับสัญญาณบางอย่าง จึงยกกีบเท้าขึ้นอย่างฉับพลัน แล้วพุ่งทะยานออกไปข้างหน้า
เฉียวอวิ้นร้องเสียงหลง รู้สึกเพียงว่าร่างกายพุ่งไปข้างหน้า แต่จิตวิญญาณกลับวิ่งตามอยู่ด้านหลัง
นางคว้าบังเหียนแน่นตามสัญชาตญาณ ร่างกายหดถอยไปด้านหลัง แนบชิดกับแผงอกของเขาอย่างแน่นหนา
สายลมแรงพัดโถมเข้ามาจากเบื้องหน้า พัดเส้นผมสั้น ๆ ที่ปรกหน้าผากของนางปลิวไปด้านหลัง ส่วนริบบิ้นสีแดงเส้นนั้นก็ปลิวสะบัดวนรอบตัวเสิ่นเจวี๋ย มองจากระยะไกลแล้วงดงามยิ่งนัก
เสิ่นเจวี๋ยหัวเราะเบา ๆ พึงพอใจกับปฏิกิริยาของเฉียวอวิ้นเป็นอย่างมาก
“กลัวหรือไม่?”
สายลมพัดหวีดหวิวผ่านข้างหูของนาง หอบเอากลิ่นหอมของพืชพรรณในฤดูใบไม้ร่วงมาด้วย เงาต้นไม้สองข้างทางเคลื่อนถอยหลังอย่างรวดเร็ว ท้องฟ้าที่อยู่เบื้องหน้ากลับเป็นสีฟ้าครามราวกับแก้วเคลือบที่เพิ่งผ่านการชะล้างด้วยน้ำ
เฉียวอวิ้นตะโกนเสียงดัง
“ไม่กลัว!”
นางรู้สึกปลอดโปร่งโล่งใจอย่างยิ่ง จึงอดหัวเราะออกมาไม่ได้
เสียงหัวเราะของนางถูกสายลมพัดกระจายไป ก่อนที่เสิ่นเจวี๋ยจะรับมันเอาไว้ทีละเสียง
“อยากไปดูที่อื่นหรือไม่?” เสิ่นเจวี๋ยถาม
“หา?”
เสิ่นเจวี๋ยกระตุกบังเหียน ขนมถั่วแดงราวกับเข้าใจความหมายบางอย่าง จึงเร่งฝีเท้าจนกีบทั้งสี่ข้างเคลื่อนไหวอย่างรวดเร็ว ราวกับกำลังจะเหินทะยานขึ้นจากพื้น
พวกเขาควบม้าจากปลายด้านหนึ่งของสนามฝึกไปยังอีกด้านหนึ่ง เลี้ยวผ่านทางโค้ง ก่อนควบไปตามทางเดินในเรือนด้านหลังของจวนฉีอ๋องอย่างรวดเร็ว
ต้นไม้ดอกไม้สองข้างทางพุ่งผ่านไปอย่างรวดเร็ว จู๋เย่ในเล้าไก่ตกใจจนกระพือปีกพรึ่บพรั่บ กระโดดลอยขึ้นไปสูงถึงสองฉื่อ ส่วนใบเมเปิล ต้นไผ่เขียวชอุ่ม และดอกไม้ใบหญ้าหายากภายในลาน ต่างกลายเป็นเพียงกลุ่มสีพร่าเลือนที่เคลื่อนผ่านสายตา
แม่นมจิ่นเหยียนกำลังถือจานขนมดอกหอมหมื่นลี้ที่เพิ่งออกจากเตา เดินออกมาจากห้องครัว เตรียมจะนำไปส่งที่เรือนหมิงเซียง
นางเพิ่งเลี้ยวผ่านมุมระเบียงทางเดิน ก็เห็นคนสองคนกำลังควบม้าพุ่งผ่านหน้าไปอย่างรวดเร็ว
“โอ๊ย! บรรพบุรุษตัวน้อยทั้งสองของข้า!”
นางตกใจจนถอยหลังไปสองก้าว จานขนมดอกหอมหมื่นลี้ในมือสั่นไหวไปมา เกือบจะหกกระจายลงบนพื้นอยู่แล้ว
“แม่นมจิ่นเหยียน——”
เฉียวอวิ้นควบม้าผ่านข้างกายนางไปอย่างรวดเร็ว ทำได้เพียงตะโกนเรียกออกมาได้แค่สี่คำ เสียงก็ถูกสายลมพัดหายไป เหลือไว้เพียงเสียงสะท้อนเลือนรางที่ค่อย ๆ จางลง
บันทึก
1
1
โฆษณา
ดาวน์โหลดแอปพลิเคชัน
© 2026 Blockdit
เกี่ยวกับ
ช่วยเหลือ
คำถามที่พบบ่อย
นโยบายการโฆษณาและบูสต์โพสต์
นโยบายความเป็นส่วนตัว
แนวทางการใช้แบรนด์ Blockdit
Blockdit เพื่อธุรกิจ
ไทย