1 ต.ค. เวลา 14:46 • หนังสือ

บทที่ 230 แย่งเนื้อ

เสียนเยว่เงยหน้าขึ้น ก็พบว่าเสิ่นเจวี๋ยเข้ามาตั้งแต่เมื่อใดไม่รู้ กำลังจ้องมองนางด้วยสายตาลุ่มลึก ทำเอาขนลุกชันไปทั้งตัวในทันที
นางรีบลุกขึ้นยืน ก่อนจะยอบกายคารวะเสิ่นเจวี๋ย
“ขอถวายพระพรท่านน้าชาย!”
สายตาของเสิ่นเจวี๋ยเลื่อนไปยังเฉียวอวิ้นแล้ว เห็นนางกำลังถือขนมชิ้นใหม่อยู่ในมือ อีกทั้งแก้มยังตุ่ยเพราะมีขนมอยู่เต็มปาก นางมองเขาด้วยสีหน้าไร้เดียงสา
เมื่อเห็นท่าทางเช่นนั้น สีหน้าของเสิ่นเจวี๋ยก็อ่อนโยนลงเล็กน้อย ก่อนจะหันกลับไปมองเสียนเยว่
เสียนเยว่สะดุ้งอีกครั้ง นางกลอกตาไปมา ก่อนจะค่อย ๆ ขยับไปหลบอยู่ด้านหลังเฉียวอวิ้นครึ่งก้าว พยายามใช้นางบดบังสายตาเย็นเยียบของเสิ่นเจวี๋ย
“เหตุใดท่านพี้หญิงใหญ่กับลู่ปิ่งเหวินถึงไม่ดูแลเจ้า ปล่อยให้เจ้าวิ่งเล่นไปทั่วเช่นนี้?” เสิ่นเจวี๋ยถาม
“...ทูลท่านน้า พวกเขา...พวกเขายุ่งมาก ไม่มีเวลามาดูแลหม่อมฉันเพคะ” เสียนเยว่กล่าวอย่างน้อยเนื้อต่ำใจ
“เช่นนั้นก็ไม่ใช่ความผิดของเจ้า” เสิ่นเจวี๋ยเอ่ยอย่างเชื่องช้า
เสียนเยว่พลันถอนหายใจอย่างโล่งอก
“ลูกไม่สั่งสอน ถือเป็นความผิดของบิดามารดา พรุ่งนี้ข้าจะไปคุยกับท่านพี่หญิงใหญ่และลู่ปิ่งเหวินเสียหน่อย ถึงจะมาล่าสัตว์ในฤดูใบไม้ร่วงแล้ว แต่การร่ำเรียนก็ยังเป็นเรื่องสำคัญ หากพวกเขาไม่มีเวลา เปิ่นหวางก็สามารถรับหน้าที่แทนได้”
เสิ่นเจวี๋ยกล่าวจบ สีหน้าของเสียนเยว่ก็เปลี่ยนเป็นยิ่งกว่าร้องไห้เสียอีก
“ท่านน้าโปรดไว้ชีวิตด้วย! หม่อมฉันจะกลับไปอ่านหนังสือและฝึกคัดอักษรเดี๋ยวนี้เลยเพคะ!”
เสียนเยว่ฝืนยิ้มจนแทบเหมือนกำลังร้องไห้ จากนั้นก็หันไปกระซิบกับเฉียวอวิ้นเสียงเบา
“ท่านน้าสะใภ้ ไม่มีทางเลือกแล้ว ข้าต้องไปก่อนนะ”
“อืม” เสิ่นเจวี๋ยรับคำเสียงเรียบ “ไปเถอะ”
เสียนเยว่ราวกับได้รับการอภัยโทษ นางยกชายกระโปรงขึ้นแล้ววิ่งออกไปนอกกระโจมอย่างรวดเร็ว แต่เมื่อวิ่งไปถึงหน้าประตู จู่ ๆ ก็หยุดฝีเท้าแล้วหันกลับมามองเฉียวอวิ้น ก่อนจะขยิบตาให้นาง
จากนั้นนางก็ขยับปากพูดอย่างเงียบ ๆ ว่า ‘พรุ่งนี้มาหาเจ้าเล่น’ แล้วก็วิ่งหายลับไปอย่างรวดเร็ว
หลังจากเสียนเยว่จากไป เสิ่นเจวี๋ยก็เดินมาหาเฉียวอวิ้น แล้วนั่งลงข้างกายนาง
“คนที่หึงหวงนี่ขี้งกมากหรือ?”
“อืม” เฉียวอวิ้นพยักหน้า
“เช่นนั้นความหมายของพระชายาก็คือ เปิ่นหวางเองก็ขี้งกเหมือนกันสินะ”
เสิ่นเจวี๋ยกล่าวออกมาตรง ๆ เพื่อแสดงให้เห็นว่าตนเองไม่พอใจ
“หา?” เฉียวอวิ้นกลับมีสีหน้าฉงน “ท่านพี่ไม่ใช่คนที่ชอบหึงหวงไม่ใช่หรือ? ครั้งก่อนท่านพี่ยังบอกอยู่เลยว่าตนเองไม่ใช่ไหส้มสายชูเสียหน่อย”
เสิ่นเจวี๋ยเลิกคิ้วขึ้นเล็กน้อย แล้วถามต่อ
“เช่นนั้นหากเปิ่นหวางหึงหวงขึ้นมา เจ้าจะคิดว่าเปิ่นหวางขี้งกหรือไม่?”
เฉียวอวิ้นส่ายหน้า ก่อนจะมองเขาด้วยรอยยิ้มหวานหยด
“ข้าจะคิดว่าท่านพี่น่ารักมากต่างหาก”
เสิ่นเจวี๋ยไม่ได้ตอบอะไร สีหน้ายังคงสงบนิ่ง ทว่ามุมปากกลับยกขึ้นเล็กน้อย
รอยยิ้มในดวงตาของเฉียวอวิ้นพลันเข้มข้นขึ้น นางยื่นมือออกไป ใช้มือที่เปื้อนเศษขนมประคองใบหน้าของเขาเอาไว้ จากนั้นก็ใช้ปลายจมูกถูไถกับปลายจมูกของเขาเบา ๆ พลางเอ่ยด้วยรอยยิ้ม
“ท่านพี่ ตอนนี้ท่านก็น่ารักมากเหมือนกันนะ เหมือนเด็กน้อยเลย”
“...”
เสิ่นเจวี๋ยหรี่ตาลงเล็กน้อย ก่อนจะคว้ามือของนางเอาไว้โดยไม่ทันให้ตั้งตัว
“บนมือเจ้านี่อะไร?”
เฉียวอวิ้นหัวเราะแหะ ๆ แล้วรีบชักมือกลับ เตรียมจะวิ่งหนี ทว่ากลับถูกเสิ่นเจวี๋ยใช้มือข้างเดียวคว้าตัวกลับมา แล้วดึงเข้าสู่อ้อมกอดของตนเองอีกครั้ง
เขาหยิบผ้าเช็ดหน้าจากตัวนางออกมา พลางช่วยเช็ดมือให้นางไปด้วย แล้วเอ่ยถามเสียงเรียบ
“ท่านพี่หญิงใหญ่กับลู่ปิ่งเหวินเป็นอะไรไป?”
เฉียวอวิ้นจึงเริ่มเล่าเรื่องขององค์หญิงใหญ่กับพระสวามีที่เสียนเยว่เพิ่งบอกนางเมื่อครู่นี้ให้ฟัง
“...พระสวามีหึงหวง ทั้งสองคนก็เลยทะเลาะกัน”
เฉียวอวิ้นเงยหน้ามองเสิ่นเจวี๋ย
“ท่านพี่ หากเป็นท่าน ท่านจะทำอย่างไรหรือ?”
“ข้าหรือ?” เสิ่นเจวี๋ยตอบแทบจะทันทีโดยไม่ต้องเสียเวลาคิด “ไล่พ่อค้าม้าออกไปเสีย”
เฉียวอวิ้นชะงักไปครู่หนึ่ง วิธีการที่เรียบง่ายและตรงไปตรงมาเช่นนี้ทำให้นางถึงกับอึ้งไปเลย
“แต่เปิ่นหวางไม่มีวันต้องกังวลเรื่องเช่นนี้”
เสิ่นเจวี๋ยโอบเอวของนางเบา ๆ แล้วโน้มใบหน้าเข้าไปกระซิบข้างหูด้วยน้ำเสียงแผ่วเบา
“ด้วยฝีมือการขี่ม้าของสามีเจ้า ไหนเลยจะมีโอกาสให้คนอื่นได้เข้าใกล้”
เฉียวอวิ้นรู้สึกจั๊กจี้เพราะเขา จึงหดคอหนี เสิ่นเจวี๋ยยกมุมปากขึ้นยิ้ม ก่อนจะโน้มตัวลงจุมพิตนาง
ค่ำคืนนั้น แต่ละตระกูลต่างพากันจัดเก็บข้าวของและตั้งกระโจมกันอย่างคึกคัก
ทั่วทุกหนแห่งอบอวลไปด้วยบรรยากาศแห่งชีวิตชีวา ลานล่าสัตว์ได้เตรียมเนื้อสดไว้ให้ แต่ละตระกูลสามารถไปรับกลับไปปรุงอาหารเองได้ นอกจากนี้ยังมีเนื้อย่างที่ปรุงเสร็จเรียบร้อยแล้ว พร้อมกับผักง่าย ๆ อีกสองสามอย่าง ซึ่งมีขันทีน้อยคอยนำไปส่งให้ตามกระโจมต่าง ๆ
ทันใดนั้น เสียงโต้เถียงอึกทึกก็ดังมาจากที่แห่งหนึ่ง
ผู้คนไม่น้อยได้ยินเสียงจึงพากันออกมาดูเรื่องสนุก
เห็นเพียงกลุ่มคนหลายคนกำลังยืนล้อมกันอยู่บนพื้นที่โล่งไม่ไกลนัก ในบรรดาคนเหล่านั้น มีชายชราคนหนึ่งที่ส่งเสียงดังที่สุด เขาสวมเสื้อคลุมเก่า ๆ รูปร่างผอมแห้งจนโหนกแก้มสูงเด่น ทว่าดวงตาคู่นั้นกลับเฉียบคมและดุร้ายราวกับหมาป่า กำลังตวาดด่าขันทีน้อยที่นำเนื้อมาส่ง
“นี่เจ้ากำลังแจกทานให้ขอทานหรืออย่างไร? ให้มาแค่นี้เองหรือ? เบิกตาสุนัขของเจ้าให้กว้าง ๆ แล้วดูเสียก่อนว่าข้าเป็นใคร! ข้าแค่ขอเนื้อเพิ่มอีกหน่อยแล้วมันจะเป็นอะไรไป? ให้มาแค่นี้ พวกเราจะกินให้อิ่มได้อย่างไร?”
“ข้าเพิ่งไม่ได้ออกจากบ้านมาแค่สามเดือน ไม่รู้เลยว่าสิ่งของของราชวงศ์ตกอยู่ในความดูแลของเจ้าสุนัขอย่างเจ้าไปตั้งแต่เมื่อใด! เนื้อที่เจ้าหักไว้เข้ากระเป๋าตัวเองหมดแล้วใช่หรือไม่?”
แม้ขันทีน้อยผู้นั้นจะมีตำแหน่งไม่สูงนัก แต่ไม่ว่าจะไปแจกจ่ายเนื้อที่ใด ผู้คนต่างก็ให้ความร่วมมือและปฏิบัติต่อเขาด้วยความสุภาพ เพราะเห็นแก่พระพักตร์ของฮ่องเต้
เขาเคยพบเจอสถานการณ์เช่นนี้ที่ไหนกัน โดยเฉพาะเมื่อคนที่กำลังโวยวายอยู่ตรงหน้าคือเฉียวเซี่ยง ทำเอาดวงตาแดงก่ำด้วยความหวาดกลัว ร่างกายสั่นเทาไปหมด
“เฉียวเซี่ยง ท่านอย่าทำเช่นนี้เลยขอรับ ข้าน้อย...ข้าน้อยมอบเนื้อให้ท่านมากพอแล้วจริง ๆ หากให้เพิ่มอีก ครอบครัวอื่นก็จะไม่มีเนื้อเหลือแล้ว...”
“อย่าเอาครอบครัวอื่นมาอ้างกับข้า! ที่นี่คือลานล่าสัตว์ รอบด้านมีสัตว์ป่าอยู่เต็มไปหมด พวกเจ้าก็แค่ส่งคนไปจับมาเพิ่มอีกหน่อยก็มีเนื้อแล้วไม่ใช่หรือ? อย่ามาหลอกข้าเสียให้ยาก!”
เฉียวเซี่ยงมีสีหน้าเหี้ยมเกรียม ยื่นมือออกไปแย่งเนื้อ
ขันทีน้อยแทบจะร้องไห้ออกมา ส่วนผู้คนที่ยืนมุงดูอยู่รอบ ๆ ต่างพากันกระซิบกระซาบ วิพากษ์วิจารณ์และเห็นอกเห็นใจขันทีน้อย ทว่ากลับไม่มีใครกล้าเดินเข้าไปช่วยเหลือ
อย่างไรเสีย เฉียวเซี่ยงในยามนี้ก็ดูราวกับคนเสียสติ ใครเล่าจะอยากเข้าไปหาเรื่องใส่ตัว
ในขณะนั้นเอง พลันมีเสียงใสกังวานเสียงหนึ่งดังขึ้น
“หยุดเดี๋ยวนี้!”
ทุกคนหันไปมองตามเสียง ก็พบว่าเป็นพระชายาองค์รัชทายาท เฉียวหว่านนั่นเอง
นางรีบร้อนก้าวเข้ามา ผลักขันทีน้อยออกไป ก่อนจะประคองเฉียวเซี่ยงเอาไว้ จากนั้นก็หันกลับไปตวาดด่าทันที
“เจ้าเป็นตัวอะไร ถึงกล้ามาผลักดันกับบิดาของข้า!”
ขันทีน้อยรู้สึกน้อยเนื้อต่ำใจจนหยาดน้ำตาไหลริน รีบเก็บเนื้อทั้งหมดเอาไว้ทันที ไม่กล้านำออกมาอีก
เฉียวหว่านลากเฉียวเซี่ยงไปยืนอีกด้านหนึ่ง จากนั้นก็หันไปพูดกับทุกคนด้วยน้ำเสียงเย็นชา
“แยกย้ายกันไปได้แล้ว มีอะไรให้น่าดูกันนักหนา!”
เมื่อเห็นท่าทีของนาง ผู้คนต่างก็มีสีหน้ากระอักกระอ่วน พวกเขามองหน้ากันไปมา แววตาเต็มไปด้วยความดูแคลนเฉียวหว่านและเฉียวเซี่ยง
ก่อนหน้านี้คนที่เคยมีความประทับใจที่ดีต่อพระชายาองค์รัชทายาท เมื่อได้เห็นนางในสภาพเช่นนี้ ก็รู้สึกผิดหวังจนภาพลักษณ์ที่เคยมีพลันพังทลายลง
“เหตุใดพระชายาองค์รัชทายาทถึงได้มีท่าทางเหมือนคนร้ายเช่นนี้? เมื่อก่อนนางไม่ได้อ่อนโยนและมีเมตตาหรอกหรือ?”
“ดีงามอะไรกัน พระชายาฉีอ๋องต่างหากที่อ่อนโยนและมีเมตตาอย่างแท้จริง แต่ก่อนหน้านี้กลับถูกเฉียวโส่วจงซ่อนตัวไว้ในจวน คอยทารุณกรรม ทั้งยังถูกพระชายาองค์รัชทายาทกลั่นแกล้งอีกด้วย ช่างเป็นสตรีที่น่าสงสารจริง ๆ”
“หรือว่าเมื่อก่อนพระชายาองค์รัชทายาทแค่เสแสร้งทำเป็นคนดี?”
“ถ้าไม่ใช่เช่นนั้นแล้วจะเป็นอะไรไป? ดูท่าทางพวกเขาสองพ่อลูกสิ นับวันยิ่งทำตัวไม่ได้เรื่องเข้าไปทุกที”
“นั่นก็จริง คนเราจะเผยธาตุแท้ออกมาก็ต่อเมื่อเผชิญกับทางตัน ตอนที่ชีวิตสุขสบาย ไม่ว่าเป็นคนหรือผีก็สามารถแสร้งทำตัวเป็นพระโพธิสัตว์ได้ทั้งนั้น”
ณ มุมหนึ่งซึ่งไร้ผู้คน เฉียวหว่านสะบัดมือของเฉียวเซี่ยงออก สีหน้าเปลี่ยนไปในชั่วพริบตา นางจ้องมองบิดาด้วยแววตาเกรี้ยวกราด
“ท่านจะเลิกทำให้ข้าขายหน้าได้หรือไม่?”
“ก็แค่เนื้อไม่กี่ชิ้นเท่านั้น! ท่านถึงกับต้องทำเรื่องแบบนี้เลยหรือ? ท่านยังจะรักษาหน้าตัวเองอยู่หรือไม่?”
เฉียวหว่านกัดฟันแน่นจนแทบแหลกละเอียด
“ก่อเรื่องในจวนองค์รัชทายาทก็แล้วไปเถอะ อย่างไรเสียฝ่าบาทรัชทายาทก็ยังพออดทนต่อท่านได้ แต่ท่านกลับทำเรื่องน่าอับอายขายหน้าเช่นนี้แม้กระทั่งในลานล่าสัตว์ ท่านจะให้ฝ่าบาทรัชทายาททรงคิดอย่างไร?”
“หว่านเอ๋อร์ คำพูดของเจ้าก็ไม่ยุติธรรมเสียทีเดียวนะ”
เฉียวเซี่ยงยังคงมีความอดทนต่อลูกสาวอยู่บ้าง แต่ก็มีเพียงเล็กน้อยเท่านั้น แววตาเจ้าเล่ห์ของเขาแทบจะล้นทะลักออกมา
“หากในวันปกติเจ้ารู้จักส่งเงินมาให้บิดาเพิ่มอีกสักหน่อย แล้วบิดาจะต้องมาถึงขั้นแย่งเนื้ออยู่ที่นี่ด้วยหรือ? มารดาของเจ้าส่งจดหมายมาให้เจ้าตั้งมากมาย แต่เจ้าเคยตอบกลับไปสักฉบับหรือไม่?”
สีหน้าของเฉียวหว่านแข็งค้างไปชั่วขณะ เมื่อลองคิดทบทวนดูอย่างละเอียด นางก็ยิ่งรู้สึกอับอายจนกลายเป็นความโกรธเกรี้ยว
“บิดามารดาของคนอื่นล้วนแต่คอยส่งเสียเงินทองให้ลูกสาวและลูกเขย แต่ท่านกลับตรงกันข้าม ถึงกับเรียกร้องข้าวของจากพวกเราเสียเอง! ท่านก็แก่จนกระดูกแทบจะผุอยู่แล้ว เหตุใดถึงยังทำให้ชีวิตตัวเองขัดสนถึงเพียงนี้ได้อีก?”
“ตอนนี้ฝ่าบาทรัชทายาทก็ทรงมีเรื่องให้หนักใจมากพออยู่แล้ว หากท่านยังทำตัวเช่นนี้อีก แล้วจะให้ฝ่าบาทรัชทายาททรงเอาหน้าไปไว้ที่ไหน?”
โฆษณา