Blockdit Logo
Blockdit Logo (Mobile)
สำรวจ
ลงทุน
คำถาม
เข้าสู่ระบบ
มีบัญชีอยู่แล้ว?
เข้าสู่ระบบ
หรือ
ลงทะเบียน
Book Gossip: เล่มนี้ต้องขยาย
•
ติดตาม
1 ต.ค. เวลา 15:39 • หนังสือ
ที่บริษัทแห่งนี้มีตอนจบอย่างที่คุณต้องการ
Piccolo Publishing กันบ้างดีกว่า มีจนล้นตู้แต่แทบไม่ได้อ่านเลย ออกเยอะเกินจนไม่รู้จะอ่านเล่มไหนดี 555555 คราวนี้เลือกมาเป็น #ที่บริษัทแห่งนี้มีตอนจบอย่างที่คุณต้องการ หนังสือเกี่ยวกับการเตรียมตัวสำหรับความตายที่ไม่เศร้า ไม่ฟูมฟาย ทว่าอบอุ่นหัวใจ และช่วยให้คำว่าชีวิตมีความหมายมากขึ้น
"คิโยชิ" ทำงานเป็นพนักงานประจำของบริษัทมัมปูไค บริษัทที่ให้คำปรึกษาสำหรับคนที่ต้องการเตรียมตัวตาย ที่นี่ไม่เพียงแค่ให้คำแนะนำในเรื่องของเอกสารที่ต้องตระเตรียม และรับฟังความประสงค์ของลูกค้าในการดำเนินการต่างๆสำหรับช่วงเวลาสุดท้ายเท่านั้น แต่พวกเขายังกระตุ้นให้ลูกค้าที่มาเข้ารับคำปรึกษาได้ลองทบทวนชีวิตของตัวเองที่ผ่านมาอีกด้วย
เราเคยมีความฝันแบบใด เราพอใจกับชีวิตในตอนนี้หรือไม่ มีอะไรที่ผิดแผนไปจากที่เคยคิดไว้หรือเปล่า แล้วเรากำลังต้องการอะไรกันแน่ ชีวิตแบบไหนที่เราอยากใช้ในอนาคต เหล่านี้คือคำถามที่ลูกค้าจะค่อยๆตระหนักได้อย่างช้าๆ ในระหว่างที่พวกเขาเขียนเรื่องราวชีวิตของตัวเองลงในบันทึกที่บริษัทมอบให้ ซึ่งกว่าจะเขียนจนจบหน้าสุดท้าย มุมมองที่พวกเขาเคยมีต่อตนเอง ต่อคนรอบตัว หรือต่อโลกใบนี้ก็อาจจะเปลี่ยนไปโดยไม่รู้ตัวเสียแล้ว
ความรักของเธอมันชืดแล้วก็แค่นั้น ไม่ได้แปลว่าจะตกหลุมรักอีกทีไม่ได้นี่
"เรียวโกะ" เป็นหญิงสาวที่ทุ่มเทให้กับงานมาทั้งชีวิต แต่เมื่อประธานคนใหม่ของบริษัทมีแผนการตลาดที่ขัดกันกับความคิดของเธอ เรียวโกะก็เริ่มรู้สึกว่าชีวิตเคว้งคว้าง เธอไม่รู้ว่าจะเอายังไงต่อกับอนาคตของตนเอง ชีวิตสาวโสดตัวคนเดียวทำให้เธอตัดสินใจเข้ารับการปรึกษากับมัมปูไค เพื่อเตรียมการเรื่องต่างๆสำหรับวันที่เธอจะจากโลกใบนี้ไป แต่ในระหว่างการทบทวนชีวิตของตัวเอง เรียวโกะก็ได้พบกับเหตุผลที่ทำให้เธอหลงรักงานของตัวเองอีกครั้ง
นอกจากนี้เธอยังคิดจะจัดตั้งกลุ่มสำหรับรวมตัวสาวโสด เอาไว้สำหรับสนับสนุนกันยามใครต้องการความช่วยเหลือ ถึงจะยังกังวลอยู่บ้าง แต่เมื่อชีวิตเริ่มมีเป้าหมาย เรียวโกะก็กลับมารู้สึกกระชุ่มกระชวยอีกครั้ง จากเดิมที่เคยคิดว่าชีวิตของตนนั้นช่างแสนน่าเบื่อ ตอนนี้เธอกลับรู้สึกขอบคุณความโชคดีในตลอดช่วงชีวิตที่ผ่านมาของตัวเอง
การเดินทางทำให้ตระหนักถึงความสำคัญของสิ่งที่คิดว่าธรรมดาสามัญจนมองข้ามไป
"คิมิโอะ" เป็นชายวัยเกษียณที่กำลังเขียนบันทึกมัมปูไคอยู่ เขารู้สึกว่ามันมีประโยชน์เลยเอาไปให้พี่ชายทั้ง 2 คนของตนด้วย และนั่นทำให้คิมิโอะรู้ว่าพี่ชายคนโตของเขากำลังเริ่มมีอาการของโรคสมองเสื่อม ความกลัวว่าพี่ชายที่แข็งแกร่งดั่งหินผาจะแหลกสลายทำให้เขาว้าวุ่นใจ คิมิโอะกับพี่ชายคนกลางจึงตัดสินใจว่าจะพาพี่ชายเดินทางท่องญี่ปุ่นไปด้วยกัน ทริปเล็กๆระหว่างพี่น้องนี้นี่เองที่ได้เปลี่ยนมุมมองของพวกเขาไปตลอดกาล
จากเดิมที่คิมิโอะคิดว่าจะให้ภรรยาคอยปรนนิบัติตนเองตอนแก่ เขาก็เริ่มรู้ซึ้งถึงความเหนื่อยยากของคนที่ต้องดูแลคนป่วย เริ่มเข้าใจว่าการที่ภรรยาต้องคอยเตรียมอาหารให้เขา และดูแลงานบ้านให้ไม่ขาดตกบกพร่องนั้นเป็นเรื่องที่ลำบากไม่ต่างกับการไปทำงานข้างนอก จากคนที่เคยคิดจะรับ เขาเริ่มกลายเป็นคนที่คิดจะให้ และเริ่มคิดที่จะใช้ชีวิตเพื่อให้วันนี้ของตนมีความสุข แทนการเฝ้ากังวลถึงอนาคตที่ไม่รู้จะมาถึงจริงไหม
ในโลกใบนี้มีคนที่ค้นพบความสุขจากสิ่งรอบตัวในชีวิตประจำวันอยู่เหมือนกัน
"มิกิ" หนึ่งในนิติกรที่ทำงานให้กับมัมปูไค เป็นหญิงสาวที่ใช้ชีวิตอย่างดื้อดึงและติดจะเอาแต่ใจมาโดยตลอด เธอมักคิดว่าตนเองนั้นโชคร้าย ต้องดิ้นรนมากกว่าคนอื่น และไม่เคยพึงพอใจอะไรในชีวิตเลย แต่เมื่อแม่ของเธอล้มป่วย มิกิก็ต้องกลายมาเป็นเสาหลักของบ้าน เธอต้องดูแลคนแก่ 2 คน และเด็กเล็กอีก 1 คน รวมทั้งยังต้องทำงานหาเงินเข้าบ้านอีกด้วย ความไม่พอใจในชีวิตเริ่มทบทวีมากขึ้นเรื่อยๆ
จนกระทั่งเธอได้รับมอบหมายให้จัดการเอกสารให้กับชายคนหนึ่งที่อาศัยอยู่เพียงลำพัง ภายในห้องพักคับแคบที่ดูแล้วไม่น่าจะมีความสุข มิกิกลับได้พบว่าชายคนนี้ใช้ชีวิตของตนได้อย่างละเอียดอ่อนเหลือเกิน เขาดื่มด่ำไปกับเรื่องราวแสนธรรมดา และมีความยินดีกับชีวิตที่เรียบง่ายแบบนี้ นั่นจึงทำให้เธอคิดได้ว่าหากเราเลือกจดจำแต่ความทรงจำที่สนุกสนานในชีวิต ภาพเหล่านั้นก็จะซ้อนทับกันไปเรื่อยๆจนบดบังความไม่พอใจอื่นๆลงไปได้ แม้ว่าความทุกข์จะไม่ได้หมดไป แต่อย่างน้อยมันก็ลดลงในความรู้สึกของตัวเราเอง
ถ้าไม่พูดตอนที่ควรพูดก็อาจจะไม่มีโอกาสได้พูดอีกเลย
"ยูโงะ" เชฟชื่อดังที่ประสบความสำเร็จตั้งแต่อายุยังน้อย ร้านของเขามีชื่อเสียงโด่งดังและมีลูกค้าคอยแวะเวียนมาอุดหนุนอยู่เสมอ ยูโงะใช้ชีวิตอย่างมั่นใจและทระนงตนมาเสมอ ความแข็งกระด้างของเขาถูกหล่อหลอมมาจากการที่เห็นพ่อของตัวเองยอมแพ้ให้กับชะตาชีวิตอย่างง่ายดาย แต่โชคชะตาก็เล่นตลก เมื่อเจ้าตัวกลับได้รับการวินิจฉัยว่าเป็นโรคมะเร็ง
หลังจากรักษาหายได้ไม่นาน โรคก็กลับมากำเริบอีกครั้งในตอนที่ภรรยาเขากำลังตั้งท้อง ยูโงะรู้สึกสั่นไหวเมื่อคิดว่าตนคงไม่มีโอกาสได้เห็นหน้าลูก และคำพูดของพ่อก็ได้ทำให้ยูโงะตัดสินใจว่าจะใช้ชีวิตทุกวันที่เหลืออยู่ให้คุ้มค่าที่สุด เขาจะบอกรักคนที่เขารัก จะขอบคุณเมื่อมีใครทำอะไรให้ จะเก็บภาพในทุกโมเม้นเอาไว้ให้ได้มากที่สุด เพื่อที่วันที่เขาจากไปแล้ว คนข้างหลังจะได้นึกถึงเขาด้วยเรื่องราวที่เต็มไปด้วยรอยยิ้มและเสียงหัวเราะ
ถ้าฉันช่วยใครสักคนได้แม้จะตายไปแล้ว ฉันก็อยากทิ้งเงินไว้เพื่อทำให้ความฝันนั้นเป็นจริง
"โฮชิโนะ" ชายชราผู้ก่อร่างสร้างตัวจากน้ำพักน้ำแรงจนร่ำรวย ในวาระสุดท้ายของชีวิต เขาตัดสินใจบริจาคทรัพย์สินทั้งหมดของตนให้กับหอศิลป์และมหาวิทยาลัยศิลปะ ไม่ยกให้แก่ญาติพี่น้องเลยแม้แต่แดงเดียว เขาเล่าเหตุผลให้คิโยชิฟังว่าหากเขาจบชีวิตลงแบบนี้ เรื่องราวของเขาก็คือชายคนหนึ่งที่แค่เกิดมาหาเงินแล้วก็ตายไป เขาไม่เคยทำอะไรให้กับผู้อื่นเลยสักครั้ง แม้กระทั่งลูกเมียของตัวเอง และนั่นคือสิ่งที่เขาสำนึกเสียใจมาตลอด
มันอาจจะฟังดูเป็นความทุกข์ของคนรวย แต่โฮชิโนะก็บอกกับคิโยชิว่าการได้ทำอะไรเพื่อครอบครัวนั้น แม้อาจจะทำให้เราลำบาก แต่มันก็จะกลายเป็นความภาคภูมิใจเช่นกัน เหมือนกับที่โฮชิโนะตัดสินใจบริจาคเงินทั้งหมด เพื่อให้คนที่จำเป็นต้องใช้มันมากกว่าเขาได้เอามันไปทำให้เกิดประโยชน์ เพราะเขาคิดว่าบางทีเงินนั้นอาจจะสร้างศิลปินที่รังสรรค์ผลงานที่ทรงคุณค่าขึ้นมาก็ได้ ผลงานที่เพียงแค่ได้มองก็จะช่วยเยียวยาจิตใจของผู้คน ขอเพียงเท่านั้นชีวิตของเขาก็คงจะมีความหมายขึ้นแล้ว
สุดท้ายคนเราก็ต้องทบทวนชีวิตตัวเอง แก้ไข และเดินต่อไปตามทางที่เลือกเท่านั้น
ตลอดชีวิตอันยาวนานของเราล้วนเกิดการเปลี่ยนแปลงขึ้นมากมาย ความฝันในวัยเด็กค่อยๆเลือนหายไปตามกาลเวลา บ้างก็เพราะว่าเราค้นพบเป้าหมายใหม่ๆ แต่บ่อยครั้งก็เป็นเพราะโลกของความจริงไม่อนุญาตให้เราใช้ชีวิตอยู่ในความฝัน สิ่งที่เราพอจะทำได้เพื่อรักษาความหมายในการดำรงอยู่ของตัวเองไว้ ก็คือการหยุดพักในแต่ละจังหวะของชีวิต แล้วคิดทบทวนว่าเราพอใจกับเส้นทางที่ตัวเองกำลังเดินอยู่หรือไม่
อย่ายอมละทิ้งความหมายในชีวิตของตัวเองเพียงเพราะรู้สึกว่ามันสายเกินไป อย่าลดทอนคุณค่าในตัวเองเพียงเพราะไม่มีใครเชื่อว่าคุณจะทำได้ บางความฝันอาจหลุดลอยไปแล้วไม่มีวันหวนกลับ แต่ก็มีไม่น้อยที่เรายังสามารถลงมือทำได้แม้กระทั่งในตอนนี้
โลกอาจจะบอกเราว่าหากเลือกทางผิดแล้วจะไม่สามารถแก้ไขอะไรได้ สังคมอาจจะทำให้เรากลัวจนไม่กล้าก้าวออกจาก comfort zone ของตัวเอง แต่ความจริงคือตราบใดที่ยังมีลมหายใจ เราก็ยังคงสามารถทบทวนเส้นทางชีวิตในปัจจุบัน แล้วลองเลือกทางใหม่ได้เสมอ
บันทึก
โฆษณา
ดาวน์โหลดแอปพลิเคชัน
© 2026 Blockdit
เกี่ยวกับ
ช่วยเหลือ
คำถามที่พบบ่อย
นโยบายการโฆษณาและบูสต์โพสต์
นโยบายความเป็นส่วนตัว
แนวทางการใช้แบรนด์ Blockdit
Blockdit เพื่อธุรกิจ
ไทย