Blockdit Logo
Blockdit Logo (Mobile)
สำรวจ
ลงทุน
คำถาม
เข้าสู่ระบบ
มีบัญชีอยู่แล้ว?
เข้าสู่ระบบ
หรือ
ลงทะเบียน
“วันละเรื่องสองเรื่อง”
•
ติดตาม
2 ต.ค. เวลา 05:09 • ธุรกิจ
“โครงการที่ทุกคนรายงานว่า ‘ยังเป็นสีเขียว’ อาจกำลังพังอยู่เงียบๆ ก็ได้นะครับ?”
ผมได้คุยกับพี่คนหนึ่งเรื่องโครงการภายในองค์กร ตั้งแต่งบประมาณ ผลลัพธ์ทางธุรกิจ โครงการที่ควรไปต่อหรือควรหยุด ไปจนถึงระบบเก่าที่ทุกคนรู้ว่ามีปัญหา แต่ยังอยู่แบบนั้นมาหลายปี
มีประโยคหนึ่งที่น่าสนใจคือ
“ปัญหาคือทุกคนไม่พูดปัญหาให้ครบ”
ผมหยุดคิดนิดหนึ่ง แล้วตอบว่า
“ถ้าอย่างนั้น คนที่นั่งอยู่บนโต๊ะตัดสินใจก็ตาบอดสิครับ?”
คำว่า “ตาบอด” ไม่ได้หมายความว่าเขาไม่เก่ง แต่หมายถึงเขาต้องตัดสินใจจากสิ่งที่พวกเราเลือกนำเสนอ
ในชีวิตการทำงานองค์กร สิ่งที่เดินทางขึ้นไปข้างบนได้ง่ายที่สุดมักเป็น ข่าวดี
* โครงการยังเป็นไปตามแผน
* ยังจัดการได้
* ยังไม่มีประเด็นวิกฤต
* ทีมกำลังติดตาม
* เดี๋ยวจะเร่งให้
* ขั้นตอนถัดไปกำลังดำเนินการ
ทุกอย่างดู “เขียว” และ “จัดการได้” จนวันหนึ่งมัน “แดง” ขึ้นมาจริงๆ
ลูกค้าเริ่มตาม กำหนดส่งเริ่มหลุด งบประมาณเริ่มบาน ระบบเริ่มมีปัญหา หรือเรื่องใหญ่จนซ่อนไม่ได้อีกต่อไป
ตอนนั้นทุกคนถึงค่อยถามว่า
“ทำไมเพิ่งรู้?”
ทั้งที่จริงอาจมีคนรู้มานานแล้ว
ผมเข้าใจว่าทำไมเรื่องแบบนี้ถึงเกิดขึ้น บางคนไม่อยากเป็นคนนำข่าวร้ายขึ้นไป บางคนกลัวถูกมองว่าไม่ให้ความร่วมมือ บางทีมคิดว่าเดี๋ยวก็แก้กันเองได้ และบางครั้งปัญหาข้ามหลายหน่วยงานจนไม่มีใครรู้สึกว่าเป็นเจ้าของอย่างแท้จริง
คำว่า “ยังไม่มีปัญหา” จึงอาจหมายถึง “ยังไม่มีใครกล้าพูดว่ามีปัญหา”
การทำงานข้ามหน่วยงานก็มีอีกมุมหนึ่ง เมื่อก่อนถ้ามองจากข้างนอก เราอาจคิดว่า
“ทำไมทีมนี้ไม่ผลักดัน?”
“ทำไมไม่รับปากให้ชัด?”
“ทำไมโครงการใหญ่ขนาดนี้ไม่มีใครเร่ง?”
แต่พอลงมาทำจริง เราจะเห็นข้อจำกัดมากขึ้น ทั้งลำดับความสำคัญหลายเรื่อง คนไม่พอ งานประจำที่ต้องรับผิดชอบ อำนาจตัดสินใจที่จำกัด หรือการที่ทุกคนเห็นด้วยในห้องประชุม แต่ไม่มีใครกลับไปเปลี่ยนลำดับความสำคัญของตัวเองจริงๆ
ผมจึงเรียนรู้ว่า “คำมั่นในห้องประชุมกับคำมั่นในระบบงานเป็นคนละเรื่องกัน”
พูดว่า “ได้ครับ” ง่าย แต่ถ้าไม่มีคน ไม่มีเวลา ไม่มีงบประมาณ ไม่มีอำนาจตัดสินใจ หรือดัชนีชี้วัดผลงานของแต่ละทีมไม่ได้พาไปทางเดียวกัน โครงการก็ยังนิ่งได้เหมือนเดิม
สิ่งที่น่ากลัวที่สุดจึงไม่ใช่โครงการที่มีปัญหา เพราะโครงการใหญ่มีปัญหาเป็นเรื่องปกติ แต่คือ
“โครงการที่มีปัญหา แต่แผงควบคุมหรือรายงานสถานะยังดูเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น”
ถ้าปัญหาถูกเห็นเร็ว เรายังแก้ได้ แต่ถ้าทุกคนช่วยกันทำให้ภาพดูดีจนคนตัดสินใจไม่เห็นความจริง เรากำลังปล่อยให้ปัญหาโตขึ้นเรื่อยๆ
แล้วเราจะทำอย่างไรให้ปัญหาและความเสี่ยงถูกยกระดับขึ้นโต๊ะตัดสินใจตั้งแต่เนิ่นๆ?
ผมคิดว่ามีหลายวิธีที่ทำได้จริงครับ
อย่างแรกคือ แยก “สถานะงาน” ออกจาก “ความเสี่ยง” ให้ชัด
โครงการอาจยังเป็นไปตามแผนในวันนี้ แต่มีความเสี่ยงสูงว่าจะหลุดในอีกสองเดือนก็ได้ การติดตามจึงไม่ควรมีแค่สีเขียว เหลือง แดง หรือเปอร์เซ็นต์ความคืบหน้า แต่ควรตอบให้ได้ว่า
* ความเสี่ยงสำคัญที่สุดตอนนี้คืออะไร?
* ถ้าไม่ทำอะไร จะเกิดผลกระทบอะไร?
* ต้องตัดสินใจภายในเมื่อไร?
* ใครเป็นเจ้าของการแก้ไข?
* ต้องการการสนับสนุนจากใคร?
อย่างที่สองคือ กำหนดเกณฑ์การยกระดับปัญหาล่วงหน้า
ไม่ควรรอให้แต่ละคนใช้ความรู้สึกตัดสินใจว่าเรื่องไหนใหญ่พอจะรายงาน เช่น กำหนดการมีแนวโน้มล่าช้าเกินสองสัปดาห์ งบประมาณอาจเกินกว่าที่อนุมัติ ความเสี่ยงอาจกระทบลูกค้า หรือมีงานที่ต้องพึ่งพาอีกทีมซึ่งยังไม่ยืนยันตามกำหนด เรื่องเหล่านี้ควรถูกยกระดับโดยอัตโนมัติ
ไม่ใช่เพราะใครทำงานพลาด แต่เพราะองค์กรตกลงกันแล้วว่า เรื่องระดับนี้ต้องให้ผู้มีอำนาจตัดสินใจเข้ามาช่วย
อย่างที่สามคือ จัดการทบทวนความเสี่ยงเป็นวาระประจำ ไม่ใช่รอให้มีปัญหาแล้วค่อยประชุม
ในทุกสัปดาห์หรือทุกสองสัปดาห์ อาจถามกันว่า
“อะไรอาจทำให้แผนนี้ไม่สำเร็จ?”
“มีสัญญาณอะไรที่เริ่มเปลี่ยนไป?”
“มีเรื่องไหนที่ทีมแก้เองไม่ได้?”
“ถ้าต้องการให้ผู้บริหารช่วยตัดสินใจ ตอนนี้คือเรื่องอะไร?”
คำถามเหล่านี้ช่วยเปลี่ยนจากการรายงานว่า “ทำอะไรไปแล้วบ้าง?” เป็นการคุยว่า “อะไรอาจทำให้งานไม่สำเร็จ?”
อย่างที่สี่คือ เวลายกระดับปัญหา ต้องยกไปพร้อมทางเลือกเสมอ
การบอกว่า “มีปัญหา” อย่างเดียวอาจทำให้คนฟังรู้สึกว่าเรานำปัญหาไปโยนให้เขา แต่ถ้าสรุปให้ครบว่า
* ปัญหาคืออะไร?
* ผลกระทบคืออะไร?
* สาเหตุหลักอยู่ตรงไหน?
* มีทางเลือกอะไรบ้าง?
* แต่ละทางเลือกใช้เงิน เวลา และทรัพยากรเท่าไร?
* ต้องการให้ตัดสินใจเรื่องอะไร ภายในวันไหน?
การยกระดับปัญหาจะกลายเป็นการช่วยตัดสินใจ ไม่ใช่แค่การส่งต่อความกังวล
อย่างที่ห้าคือ บันทึกการตัดสินใจและผู้รับผิดชอบให้ชัดหลังประชุม
หลายครั้งปัญหาไม่ได้เกิดจากไม่มีการประชุม แต่เกิดจากประชุมแล้วไม่มีใครรู้ว่าใครต้องทำอะไรต่อ ทุกประเด็นสำคัญควรมีเจ้าของ กำหนดส่ง และเงื่อนไขที่จะนำกลับมาทบทวน
ถ้าเรื่องไหนยังไม่มีเจ้าของ ก็ควรถือว่ายังไม่ถูกแก้ และถ้าต้องรอการตัดสินใจจากผู้บริหาร ก็ควรเขียนให้ชัดว่ากำลังรอคำตอบอะไร ไม่ใช่เขียนกว้างๆ ว่า “รอแนวทางจากฝ่ายบริหาร”
อย่างที่หกคือ สร้างพื้นที่ให้คนพูดข่าวร้ายได้โดยไม่ถูกลงโทษ
ถ้าทุกครั้งที่มีคนยกความเสี่ยงขึ้นมา สิ่งที่ได้รับคือการถูกตำหนิ ถูกถามว่า “ทำไมไม่แก้เอง” หรือถูกมองว่าเป็นคนสร้างปัญหา ครั้งต่อไปคนจะเลือกเงียบ
ผู้นำจึงต้องแยกให้ออกระหว่างคนที่นำปัญหามาให้เห็นเร็ว กับคนที่ปล่อยให้ปัญหาถูกซ่อนจนสายเกินไป
สองคนนี้ไม่ควรถูกปฏิบัติเหมือนกัน
คนแรกอาจยังแก้ปัญหาไม่สำเร็จ แต่เขาช่วยให้องค์กรมีเวลาตัดสินใจ และบางครั้ง นั่นคือพฤติกรรมที่องค์กรควรให้คุณค่ามากที่สุด
เรื่องนี้ทำให้ผมกลับมาคิดถึงบทบาทของตัวเองเหมือนกัน
ผมเป็นคนค่อนข้างตรง และเคยชินกับหัวหน้าที่ผลักดันงานอย่างเข้มข้น ประชุมห้องปฏิบัติการเฉพาะกิจ ติดตามงานละเอียด และยกระดับปัญหาอย่างรวดเร็ว พอมาอยู่ในสภาพแวดล้อมที่มีรูปแบบการนำทีมต่างออกไป ผมเองก็ต้องปรับ
เพราะความก้าวร้าวไม่ได้ถูกเสมอไป การผลักดันมากเกินไปอาจทำลายทีม และการพูดตรงโดยไม่ดูจังหวะก็ทำให้คนปิดตัว
สิ่งที่ผมคิดมากขึ้นจึงไม่ใช่ว่า
“หัวหน้าควรดุหรือไม่ดุ?”
แต่คือ
“ไม่ว่าจะเป็นรูปแบบการนำทีมแบบไหน เราจะทำอย่างไรให้ความจริงยังเดินทางไปถึงคนตัดสินใจได้?”
ถ้าหัวหน้ารับฟัง เราก็ต้องกล้าพูด
ถ้าทีมเห็นความเสี่ยงเร็ว ก็ต้องเอาขึ้นโต๊ะเร็ว
ถ้าโครงการไม่คุ้ม ก็ควรกล้าคุยว่าจะหยุดหรือเปลี่ยน
ถ้าต้องใช้เงินเพิ่ม ก็ต้องตอบให้ได้ว่ามันสัมพันธ์กับผลลัพธ์ทางธุรกิจอย่างไร
และถ้าเรากำลังเผาเงินกับสิ่งที่ไม่มีใครตอบได้ว่าทำไปเพื่ออะไร บางทีสิ่งที่รับผิดชอบที่สุดอาจไม่ใช่การพยายามทำต่อให้จบ
แต่อาจเป็นการกล้าพูดว่า
“เราควรหยุดแล้วกลับมาดูใหม่ไหม?”
การทำงานในองค์กรมีทั้งคน การเมืองในองค์กร ดัชนีชี้วัดผลงาน งบประมาณ ความสัมพันธ์ ลำดับชั้นการบังคับบัญชา และประวัติศาสตร์ที่เราไม่ได้เป็นคนสร้าง เราอาจเปลี่ยนทั้งหมดไม่ได้ในวันเดียว
แต่มีอย่างหนึ่งที่เราช่วยกันทำได้
“เอาความจริงไปอยู่บนโต๊ะตัดสินใจให้มากที่สุด”
ไม่ใช่เพื่อโทษใคร แต่เพื่อให้คนที่ต้องตัดสินใจเห็นทั้งโอกาส ปัญหา ข้อจำกัด และผลกระทบมากพอที่จะเลือกทางเดินต่อ
เพราะสุดท้าย “ผู้บริหารอาจตัดสินใจถูกหรือผิดก็ได้ครับ”
แต่สิ่งที่น่ากลัวกว่าการตัดสินใจผิด คือการให้เขาตัดสินใจจากโลกที่พวกเราช่วยกันทำให้ดูดีกว่าความเป็นจริง
หน้าที่ของคนทำงานที่รับผิดชอบไม่ใช่แค่ทำให้งานเป็นสีเขียว แต่คือการกล้าพูดเมื่อเริ่มเห็นสีเหลือง และช่วยกันสร้างพื้นที่ที่การรายงานความเสี่ยงไม่ใช่การสร้างปัญหา แต่คือการปกป้องโครงการและองค์กร ยิ่งเราเห็นเร็ว พูดเร็ว และช่วยกันแก้เร็วเท่าไร โอกาสที่ปัญหาจะกลายเป็นวิกฤตก็ยิ่งน้อยลงเท่านั้น
“ก่อนที่ทุกคนจะมารู้พร้อมกัน…ในวันที่มันแดงไปแล้ว”
#วันละเรื่องสองเรื่อง
ceo
ธุรกิจ
corporateculture
1 บันทึก
1
1
1
โฆษณา
ดาวน์โหลดแอปพลิเคชัน
© 2026 Blockdit
เกี่ยวกับ
ช่วยเหลือ
คำถามที่พบบ่อย
นโยบายการโฆษณาและบูสต์โพสต์
นโยบายความเป็นส่วนตัว
แนวทางการใช้แบรนด์ Blockdit
Blockdit เพื่อธุรกิจ
ไทย