2 ต.ค. เวลา 06:53 • หนังสือ

วันที่ ๒๔ พฤศจิกายน พ.ศ. ๒๔๘๔ ดร

บ้านซินนามอน ปีนัง
วันที่ ๒๔ พฤศจิกายน พ.ศ. ๒๔๘๔
ทูล สมเด็จกรมพระนริศฯ
หม่อมฉันได้รับลายพระหัตถ์เวรฉบับลงวันที่ ๑๘ พฤศจิกายน โดยเรียบร้อยตามเคย
สนองลายพระหัตถ์
๑) พระยาธรรมศาสตร์ (จุ้ย) นั้น เป็นลูกพระยาอนุชิตชาญชัย (ผึ้ง สุวรรณทัต) กับคุณหญิงเกสร มีพี่น้องหลายคน ที่หม่อมฉันรู้จักคือ เจ้าจอมจำเริญ เจ้าจอมลม้าย รัชกาลที่ ๕ พระยาพิพิธโภคัยสวรรย์ (ชม) คุณหญิงเชย ​ภรรยาพระยาอนุชิตชาญชัย (สาย สิงหเสนี) และนายโชติดูเหมือนเป็นหลวงอะไรไม่ทราบแน่ พวกนี้ดูเหมือนตายหมดแล้ว ถ้าเหลืออยู่ก็มีแต่เจ้าจอมลม้าย ซึ่งยังเป็นครูละครหลวงอยู่จนเร็วๆ นี้ พระยาธรรมศาสตร์ฯ ก็เงียบชื่อหายไปจนหม่อมฉันนึกว่าตายไปเสียนานแล้ว คุณหญิงชุ่ม
ธรรมศาสตร์ ฯ นั้น เป็นธิดาขุนศรีธรรมราช จ่าศาลซึ่งเป็นบุตรพระมหาราชครูปุโรหิตกับท่านน้อย เปาโรหิต มีน้อง ๒ คนคือ เจ้าพระยามุขมนตรี (อวบ) ผู้ได้สกุลเปาโรหิต คน ๑ แช่มเมียจุลดิศเป็นน้องคนเล็ก คุณหญิงชุ่มจึงให้ดุษฎีดิศหลานป้าพามาเฝ้า ที่เขามาเชิญเสด็จท่านก็คงหวังจะให้เจ้านายทรงรดน้ำของหลวงพระราชทานด้วยเคารพนับถือพระราชวงศ์ ซึ่งท่านทรงพระอุตสาหะเสด็จไปตามประสงค์เป็นอันได้ทรงบำเพ็ญพระกุศลอันสมควรอย่าง ๑ หม่อมฉันถวายอนุโมทนาด้วย.
๒) คำว่า “สีหะ” หรือ “สิงห์” ต้องเป็นคำเติมดังทรงพระดำริ เป็นนามศัพท์สำหรับเรียกสัตว์อย่าง ๑ คือ Lion คำว่า “ราชสีห์” และ “สีหะราช” เป็นคำประกอบขึ้นเมื่อภายหลัง หม่อมฉันก็เห็นว่าน่าจะหมายความต่างกัน “ราชสีห์” อาจจะตั้งใจหมายความว่าสีหะตัวที่เป็นนายฝูง คำว่า “สีหราช” ก็อาจจะใช้เป็นคำเชิดเกียรติพระราชา หรือกลับกันคำ “ราชสีห์” ​เรียกเชิดเกียรติพระราชา รูปเดียวกับเรียก “พระชินสีห์” คำ “สีหราช” เรียก Lion ตัวที่เป็นนายฝูง แต่ชื่อสัตว์หิมพานต์ที่เอาลงเป็นตำรานั้น เลอะทั้งนั้น
๓) หม่อมฉันหลงไปจริง คนที่กรมหลวงประจักษ์ ฯ ตรัสว่าหน้าเหมือนสิงโตกลางคืนนั้นที่ถูกคือ มองซิเออ ลอยู กงสุลฝรั่งเศส มองซิเออ ฮาดุวิน นั้นท่านตรัสว่า “หน้าเหมือนลูกตาลเชื่อม” ต่างหาก ยังมีอีกเรื่อง ๑ เมื่อกรมหลวงประจักษ์ ฯ เสด็จอยู่ที่
เมืองอุดรธานี วันหนึ่งมีโทรเลขมาถึงหม่อมฉันว่า “ฝรั่งเหมือนขวดเหล้าอ๊อกมาถึงแล้ว” เจ้าหน้าที่ในกระทรวงมหาดไทยจนปัญญาไม่รู้จักว่าใคร มีแต่หม่อมฉันนึกได้ว่าท่านหมายว่า มิสเตอร์ แบล๊ก ที่ปรึกษากระทรวงยุติธรรม ด้วยรูปร่างผอมสูงหัวไหล่ลดแปลกกับคนอื่น คล้ายกับรูปขวดเหล้าอ๊อกจริงดังท่านทรงสังเกต
๔) สิ่งซึ่งเรียกกันว่า “โทน” กับ “ทับ” มีแต่โบราณทั้ง ๒ อย่าง และเราได้แบบมาจากอินเดียนั้นเป็นแน่ หม่อมฉันได้เคยค้นและเขียนไว้ในสมุดเรื่องดนตรี ดูเหมือนมีฉบับอยู่ที่นี่แต่ยังค้นไม่ได้ ทูลตามที่จำได้ “โทน” นั้นตามภาษาชาวอินเดียสะกดตัว ล รูปร่างได้แก่สองหน้า “ทับ” นั้นได้แก่ที่เราเรียกกันว่า “โทน” เช่นพวกโนราใช้เพลงละครร้องบทตรง​ทรงเครื่องและชมพาหนะก็บอกว่าร้อง “โทน” เห็นจะหมายว่าร้อง
เข้ากับสองหน้า “ตะโพน” น่าจะเป็นของประดิษฐ์ขึ้นภายหลังโดยแก้ไขมาจาก “โทล” แบบอินเดียดอกกระมัง ชื่อที่เรียกว่า “ตะโพน” ดูก็ไม่ห่างไกลกับ “โทล” นัก พวกฮินดูเล่นละครก็ยังใช้ “โทล” อย่างสองหน้าของไทยเป็นหลักอยู่อย่างเราใช้ตะโพนในปี่พาทย์ ถ้าจะเดาว่า โทนสำหรับตีเข้ากับร้องทับสำหรับตีเข้ากับรำ ตะโพนสำหรับใช้ได้ทั้ง ๒ อย่าง จะไปได้หรือไม่ขอให้ทรงพระดำริดูเถิด
๕) หม่อมฉันเพิ่งนึกขึ้นว่า ก่องนมนั้นที่แท้เป็นของจำเป็นแก่ผู้หญิง และเป็นของมีทุกชาติทุกภาษา เห็นได้ว่ามีมาแต่ดึกดำบรรพ์ เพราะธรรมดาของผู้หญิงเวลาสาวนมเต่งตั้งเต้าเห็นกันว่าเป็นของงามแต่โบราณจึงไม่ปกปิด แต่เมื่อผู้หญิงมีอายุมากขึ้นนมย้อยห้อยยานลงมามักกวัดไกวกีดในเวลาทำงานการ จำต้องคิดทำเครื่องหุ้มห่อรัดนมไว้มิให้กวัดแกว่ง จึงเกิดมีก่องนมขึ้น ทำกันต่างๆตามสะดวกแก่มนุษย์ต่าง
จำพวก เช่นพวกอินเดียทำเป็นเสื้อสั้น ฝรั่งทำเป็นสะเต ไทยเราในสมัยเมื่อผู้หญิงยังใช้ผ้าห่ม เวลาจะทำงานก็มักปลดผ้าห่มจาก “สไบเฉวียง” (สมเด็จพระมหาสมณะท่านเรียกอย่างนี้) ลงเป็นคาดนม ถ้าทำงานหนักเช่นตำข้าวก็ถึงผูกเป็นตะเบ็งมาน ที่จริง​ก็ล้วนก่องนมแต่ละอย่างๆทั้งนั้น ที่คิดประดิษฐ์ทำก่องนมเพื่อความสวยงามเป็นของคิดขึ้นใหม่ทั้งนั้น
๖) ที่ว่ากรมหลวงราชบุรีชอบเสด็จไปไหนแต่งานไม่แต่งเต็มยศ และกรมหมื่นไชยา ฯ ชอบเสด็จไปแต่งานแต่งเต็มยศนั้น หม่อมฉันไม่เคยได้ยินมาแต่ก่อน ช่างสังเกตดี
๗) หญิงเภานั้นเป็นลูกคนใหญ่ของหม่อมเจิม คุณย่าท่านเรียกอย่างนั้น คนอื่นก็เรียกตาม บางทีหม่อมเจิมเขาจะรู้เหตุ แต่หม่อมฉันไม่ทราบ พิเคราะห์ดูน่าจะเอามาแต่ชื่อนางตะเภาทอง เพราะเมื่อหม่อมเจิมมีลูกหญิงคนที่ ๒ ท่านเรียกว่า ตะเภาแก้ว จึงเรียกกันว่า “หญิงแก้ว” จนบัดนี้
๘) พระเจดีย์ทอง ๔ องค์ที่วัดราชบพิธนั้น ชื่อ สุนันทาอนุสาวรีย์ (ดูเหมือนจะไม่ได้เข้าสนธิเป็นสุนันทานุสาวรี) องค์ ๑ รังษีวัฒนาองค์ ๑ เสาวภาประดิษฐานองค์ ๑ สุขุมาลนฤมิตรองค์ ๑ หม่อมฉันเลยนึกว่าถ้าท่านตรัสแนะนำแก่พระธรรมปาโมกข์ให้ทำศิลาจารึกชื่อติดไว้ที่พระเจดีย์ ๔ องค์นั้นเห็นจะดี หาไม่ต่อไปชื่อก็อาจจะสูญเสีย แต่ก่อนคงเคยลำบากกันด้วยเรื่องชื่อหายอย่างนี้แล้ว ทูลกระหม่อมจึงโปรดให้จารึกชื่อติดไว้ที่วัตถุสถานต่างๆ ดังเช่นพระพุทธรูปสำคัญที่วัดพระเชตุพนและวัดอื่น ที่
พระราชมนเทียรวังหน้าก็ให้จารึกชื่อติดไว้ทุกองค์ ​ที่พระที่นั่งบนเขามไหสวรรย์เมืองเพชรบุรีก็เช่นนั้น แม้ตามประตูพระนครก็โปรดให้จารึกชื่อติดไว้ หม่อมฉันเคยเห็นที่ประตูถนนเจริญกรุงริมบ้านเก่าของหม่อมฉัน เมื่อก่อนรื้อทำเป็นประตูยอดอย่างเทศมี
ศิลาจารึกเช่นนั้น แต่ไม่ได้เอาใจใส่อ่านให้รู้ว่าชื่อไร คนเรียกกันแต่ว่า “ประตูใหม่” ตามเรียกถนนเจริญกรุงว่า ถนนใหม่ ครั้นอยากจะรู้เมื่อภายหลังให้ไปตรวจดูจึงรู้ว่าศิลาจารึกชื่อตามประตูพระนครสูญหายไปเสียหมดแล้ว เดี๋ยวนี้ยังรู้กันแต่ชื่อประตูพฤฒิบาศ กับ ประตูสำราญราษฎร์ ๒ ประตูเท่านั้น
๙) พระบรมรูปสมเด็จพระมงกุฎเกล้าฯ นั้น หม่อมฉันได้เคยเห็นรูปฉายนายฟิโรจีเขาให้มา และอวดมาด้วยว่าคราวนี้หล่อได้เองในเมืองไทย หม่อมฉันพิจารณาดูก็เห็นฝีมือปั้นพระรูปดีอยู่
๑๐) คำว่า “บริเวณ ” นั้น หม่อมฉันได้เคยใช้ในทางราชการครั้ง ๑ ด้วยกำหนดแบ่งอาณาเขตการปกครองเดิมมี มณฑล เมือง อำเภอ ตำบล มณฑลพายัพใหญ่โต เมื่อทางคมนาคมลำบาก ต้องจัดการปกครองทางเมืองเชียงรายและเชียงแสน กับทางเมืองน่านแยกออกเป็นส่วนต่างหาก มีหลายเมืองรวมกัน แต่อยู่ในมณฑลอันเดียวกัน
หม่อมฉันให้เรียก​ชื่อส่วนเช่นนั้นว่า “บริเวณ” ทีหลังมาได้ความรู้จากผู้รู้ จะเป็นสมเด็จพระมหาสมณะหรือกรมพระสมมตก็จำไม่ได้ ว่าคำบริเวณนั้นหมายว่าเป็นที่มีเครื่องล้อมเช่นวัดหรือบ้าน หม่อมฉันก็เลิกมิได้ใช้เรียกว่าบริเวณ คำที่เอามาใช้ผิดกับศัพท์เห็นจะยังมีคำอื่นอีกมาก
๑๑) เมื่อหม่อมฉันร่างจดหมายเวรฉบับก่อนแล้ว ได้นึกว่าขาดอะไรที่ได้จำนงจะทูลอยู่เรื่อง ๑ แต่คิดไม่ออกก็ปล่อยไป ต่ออ่านลายพระหัตถ์เวรฉบับนี้จึงนึกขึ้นได้ว่าจะทูลเรื่องสมุดเลโคลฟรังเซ ซึ่งฝากหญิงจงไปถวายทอดพระเนตร ด้วยในสมุดเล่มนี้มีรูปภาพ “สระนาคพัน” ที่เขาบูรณะปฏิสังขรณ์สำเร็จ เมื่อเราไปดูปรางค์กลางสระยังหักพังด้วยมีต้นไม้ใหญ่ต้น ๑ ขึ้นครอบปรางค์มาเก่าแก่ไม่มีใครกล้าตัด ศาสตราจาร
ย์เซเดส์เคยมีจดหมายบอกหม่อมฉันมาครั้งหนึ่งว่า ต้นไม้ใหญ่ต้นนั้นผุหักลง เขาเห็นสิ้นคนกลัวแล้วก็เลยให้ตัดต้นและขุดเอารากที่ยังเหลืออยู่ออกหมด แล้วเก็บหินที่กระจัดกระจายกลับก่อปรางค์ให้คืนดีอย่างเดิม ดังรูปที่ฉายให้เห็นในสมุดเล่มนั้น ทำดีอยู่ แต่ประหลาดที่มาเห็นลวดลายปรางค์แสดงว่าทำเป็นพุทธสถานมิใช่เทวสถาน รูปคนขี่ม้าเหาะออกจากเกาะที่สร้างปรางค์ก็คือรูปพระมหาสัตว์เสด็จออกมหาภิเนษกรมณ์นั่นเอง แต่เอาไป​เข้ากับคติศาสนาพราหมณ์ที่ว่ามีเขาไกรลาสและสระ
อโนดาต อันน้ำไหลออกจากปากสัตว์ทั้ง ๕ (เปลี่ยนแต่โคเป็นคน) นอกจากรูปภาพสถานนาคพันในสมุดเล่มนั้น ยังมีรูปภาพแห่งอื่นที่แปลกตาอีกหลายแห่ง หม่อมฉันนึกว่า ท่านคงโปรดทอดพระเนตรจึงฝากหญิงจงไปถวาย ถึงลูกเงาะที่ฝากไปถวายก็มีความที่จะทูลเพิ่มเติม เมื่อหม่อมฉันส่งลูกเงาะไปแล้วจึงเห็นในหนังสือพิมพ์เขาว่าต้นเงาะที่ปีนังปีนี้ออกลูกล่ากว่าปกติไป ๒ เดือน หม่อมฉันไม่รู้เหตุนั้น เห็นลูกเงาะมีชุมอย่าง “มาแขก” ผิดสังเกตจึงนึกปรารภจะฝากไปถวาย
บรรเลง
๑๒) หม่อมฉันเคยทูลไปแต่ก่อนว่า กลางคืนหม่อมฉันอ่านหนังสือต่อความรู้ในตอนหัวค่ำ พอใกล้เที่ยงคืนอ่านหนังสือประโลมโลก Novel แต่บางทีก็ได้ความรู้แปลก ๆ ในหนังสือประโลมโลก ดังจะเล่าถวายในสัปดาหะนี้ หม่อมฉันเห็นในโนเวลเรียกชื่อว่า Nanlakka by Rudyard Kipling เขาพรรณนาว่าด้วยประเพณีของราษฎรใน
อินเดีย ว่าเวลาผู้หญิงคลอดลูกใหม่ให้ปิดช่องมิให้ลมพัดเข้าในเรือนและในห้องที่คนออกลูกอยู่สุมไฟ ซึ่งเขาแปลชื่อมาเรียกเป็นภาษาอังกฤษว่า Birth-Fire (จะตรงกับที่เรียกในภาษามคธว่า “ชาตคดี” ​มีอยู่ในเทศน์มหาชาติได้ดอกกระมัง) พอหม่อมฉันอ่านก็นึกขึ้นได้ทันทีว่า ประเพณีไทยที่เราให้ผู้หญิงออกลูกอยู่ไฟกันแต่ก่อนคงได้ตำรามาจากอินเดีย เป็นความรู้ใหม่ควรทูลให้ทรงทราบ
ต่อไปอีกข้อ ๑ เขาพรรณนาถึงวังเจ้าประเทศราชในอินเดียแห่ง ๑ ว่า ที่ประตูวังมีเสือชีตะ (เป็นเป๊น) ใส่กรงตั้งไว้ข้างละตัว ข้อนี้แสดงว่าประเพณีแต่ดึกดำบรรพ์ที่ให้ยักษ์มารหรือสัตว์ร้าย รักษาประตูยังมีอยู่จนในสมัยนี้ เสือชีตะนั้นหม่อมฉันได้เคยเห็นเมื่อไปอินเดียเป็นเสือพันธุ์ ๑ มีลายจุดตามตัวคล้ายเสือลายตลับขนาดก็พอเท่า ๆ กัน แต่ผอมเกร็งกว่าเสือลายตลับ เขาบอกว่าเลี้ยงให้เชื่องง่ายกว่าเสือชนิดอื่น เขาเลี้ยงไว้สำหรับใช้ไล่เนื้อ เขาเคยให้มันไล่ให้หม่อมฉันดูที่เมืองประเทศราชแห่ง ๑
เอาเสือชีตะ ๒ ตัวขึ้นระแทะไปด้วยกัน มีคนคุมถือเชือกที่ผูกคอและมีผ้าผูกปิดตาเสือนั้น พอเห็นฝูงเนื้อคนคุมก็เปลื้องผ้าผูกตาและปลดเชือกที่ผูกคอ เสือชีตะก็กระโจนลงจากระแทะวิ่งตรงไปยังฝูงเนื้อ ซึ่งทำนองจะเลี้ยงไว้สำหรับไล่ให้แขกเมืองดู ในราวครึ่งนาทีก็คาบคอเนื้อล้มลงอยู่กับที่ได้ทั้ง ๒ ตัว เราดูอยู่ห่างเห็นเพียงเนื้อล้มและมีคนวิ่งตามไป เขาเล่าว่าคนไปเชือดคอเนื้อให้เสือชีตะกินเลือดเป็นบำเหน็จจนพอแล้วก็ผูกจูงกลับมา
​๑๓) เมื่อวันเสาร์ที่ล่วงมาแล้ว หม่อมฉันไปตัดผมที่โฮเตลรันนิมิดตามเคย เวลาไปถึงมีคนกำลังนั่งตัดผมอยู่เต็มทุกเก้าอี้ต้องคอย เมื่อนั่งคอยอยู่นั้นเด็กสำหรับรับใช้ที่ห้องกัลบกเอาหนังสือพิมพ์ต่าง ๆ มาส่งให้หม่อมฉันดูเล่นกันเบื่อ เปิดดูเห็นรูปภาพลักษณะแต่งหน้าผู้หญิงมีอยู่ในหนังสือพิมพ์ฉบับ ๑ พร้อมด้วยอธิบาย หม่อมฉันเห็นแปลก จึงขอปันหนังสือพิมพ์นั้นมา แล้วตัดเอาแต่รูปภาพแต่งหน้ากับคำอธิบายส่งมาถวายทอดพระเนตรพร้อมกับจดหมายฉบับนี้
ป.ล. เมื่อดีดพิมพ์จดหมายฉบับนี้แล้วจึงค้นพบหนังสือเรื่อง “ตำนานมโหรี - ปี่พาทย์” ที่หม่อมฉันได้แต่งไว้แต่ก่อน อ่านดูความเห็นแปรจากที่ทูลสนองเรื่องโทนและทับในจดหมายฉบับนี้ ขออย่าเพ่อทรงถือตามที่ทูลไป รอไว้ทรงอ่านในจดหมายฉบับหน้า
วันที่ ๒๕ พฤศจิกายน พ.ศ. ๒๔๘๔ น
ตำหนักปลายเนิน คลองเตย
วันที่ ๒๕ พฤศจิกายน ๒๔๘๔
กราบทูล สมเด็จกรมพระยาดำรง ฯ ทราบฝ่าพระบาท
​ข่าวเก่า
๑) เมื่อวันอังคารเดือนนี้ อันเป็นวันที่ ๑๘ ได้รับลายพระหัตถ์เวร ซึ่งลงวันที่ ๑๑ พฤศจิกายน เข้าใจว่ามากับรถไฟซึ่งเข้าไปถึงในวันที่ ๑๕ แปลว่าได้รับช้าไปวันหนึ่งเช่นคราวก่อน เห็นมีปะปิดหัวเดียวแต่สองทับ ตราวงสี่เหลี่ยมรีซึ่งบอกโฆษณาไม่มี จะกราบทูลสนองความต่อไปในเบื้องล่างนี้
๒) หญิงจงเธอมาหาเมื่อวันที่ ๑๕ ที่แล้วมาเธอก็ได้พูดว่าเด็จพ่อไม่ได้ทรงรับหนังสือเวร ทำให้นึกว่าเขาคงส่งถวายช้าไป ครั้นล่วงมาอีกสามวัน หญิงแก้วกับหญิงนิด หญิงกุมารี และหลานแมวพากันมาหา สามคนกลับมาจากปีนัง เว้นแต่หญิงกุมารีคนเดียวมาเที่ยวบ้านปลายเนินเล่นเฉยๆ ได้ถามหญิงแก้วถึงเหตุการณ์ต่างๆ จน
พอใจแล้ว ได้ความที่เธอบอกเรื่องหนึ่ง ว่าเด็จพ่อไม่ได้ทรงรับหนังสือเวรมาสองคราวแล้ว ตรัสใช้ให้ไปสืบที่ออฟฟิศไปรษณีย์ก็ไม่ได้เรื่อง จึงเตรียมสำเนาไว้คิดจะส่งถวาย แต่นึกว่าอาจจะคลาดคราวรถไฟไปก็เป็นได้ ควรจะฟังข่าวให้ทราบอะไรเสียบ้างก่อนจึงยังไม่ส่ง
อนึ่ง เมื่อหญิงนิดเธอมาหาเธอก็นุ่งผ้าปูมมาด้วย หญิงอามบอกว่าเด็จลุงตรัสว่า “แต่งเหมือนผนังโบสถ์” จึงจะกราบทูลเพื่อทรงทราบ ว่าผ้าปูมนั้นช่างเขียนเขากลัวกัน เพราะลาย​มันเป็นอย่างทอ มีพลอมแพลมไม่เรียบอย่างเขียนย่อมเขียนยาก เพราะฉะนั้นถ้าไม่จำเป็นจะต้องเขียนแท้แล้วเขาก็ไม่เขียนกันเลย
๓) อีกอย่างหนึ่งมีหลักกระดาษซองขวดยามาวางอยู่บนโต๊ะเขียนหนังสือ อ่านหนังสือตัวใหญ่อันบอกชื่อยาก็อ่านไม่ออก จะอ่านหนังสือตัวเล็กก็จะต้องมีประโยค พยายามเอาแว่นมาฉายก็เลยขี้เกียจ ถามเด็กคนใช้ก็ไม่ได้ความ ต่อถามหญิงอามจึงได้เรื่อง ว่าคือยา “วิตามิน” ที่เด็จลุงเสวย พี่แก้วเอามา คิดอยู่ว่าจะให้หมอจำรัสตรวจดู
สนองลายพระหัตถ์
๔) ได้บอกแม่โตตามพระดำรัสแล้ว ในเรื่องที่แกส่งของไปถวาย แล้วบอกว่าปลาแห้งไม่ได้ส่ง เพราะหาที่ดีไม่ได้
๕) ข้อที่ตรัสบอกถึงว่าได้ทอดพระเนตรพบคำชาวอินเดีย ซึ่งเขาเรียกชาวต่างประเทศว่า “ปรเทสี” นั้นดีมาก แล้วก็ทำให้นึกถึงคำพราหมณ์เอมอันได้กราบทูลมาแล้ว ที่เขาเรียกชื่อพราหมณ์เก่าว่า “ไวยทึก” “เทสันกรี” และ “นาลิวัน” นั้น เป็นแน่ว่าคำเดิมมาจากเขมร เห็นได้ที่ “ไวทิก” เป็น “ไวยทึก” ทางเขมรสระ อิ เขาอ่านเป็น อึ เช่น “ทิก” (น้ำ) ก็อ่านว่า “ตึก” เป็นต้น แม้แต่คำมคธ สังสกฤต เช่น “ผลึก” “อัศวานึก” ก็เติมนิคหิตลงไป
​อันคำทั้งปวงที่เคลื่อนไปตามที่ตรัสบอกก็ดีเต็มทีทั้งนั้น ล้วนแต่ทำความเข้าใจให้กว้างออกไปทั้งสิ้น นึกดูถึงเพลงเก่า ซึ่งเขาเขียนไว้ในบทตำราดอกสร้อยก็เป็น “แขกประเทศ” หรือ “แขกบรเทศ” ทั้งนั้น แต่เหตุไฉนจึงมีชื่อเพลงกลายเป็น “แขกวรเชฐ” ไปได้ ถ้าจะกลายแต่ “บร” เป็น “วร” ก็อาจจะให้อภัยได้ เพราะอยู่ในตะเภาเดียวกัน แต่ “เทศ” “เชฐ” นั้นไม่ควรเป็น ลางทีจะเปลี่ยนมาแต่ไกลก็ได้
คำที่เป็นไทยไปแล้ว เช่น “ฝรั่ง” “อังกฤษ” เป็นต้น ก็รู้อยู่ว่า “ฝรั่ง” มาแต่ “ฟรังค์” และ “อังกฤษ” มาแต่ “อิงลิช” ได้เห็นเขาเขียนเปลี่ยน “อังกฤษ” เป็น “บริติช” ก็ออกจะไม่พอใจ อันคำว่า “ฝรั่ง” เราก็หมายเป็นว่าคนขาวทั่วไป แม้ชาติอื่นทางเราก็หมายเช่นนั้นเหมือนกัน ถ้าจะหมายเอาคำ “ฝรั่ง” ว่าเป็นฝรั่งเศสเท่านั้นก็ “ป้วย” อนึ่งคำว่า “อบัง” ก็ได้ยินแต่ตลกยี่เกเขาใช้ ไม่ทราบว่าเป็นคำมลายูและหมายถึงอะไร เพิ่งจะ
ได้ทราบว่าหมายถึงพี่ตามที่ตรัสบอกในครั้งนี้ นึกดูก็เห็นอย่างเช่น “อนัก” มี “อนักองเอง” เป็นต้น ตัว อ ที่นำอยู่ข้างหน้านั้น เขาไม่อ่านจึงกลายเป็น “นัก” ไปเฉยๆ จะเห็นได้ที่ “อนะวิยดา” เป็นต้น นั่นก็เป็นคำเขมร “อนะ” หรือ “อนัก” นั้นเขาหมายความว่าลูก ​ยังอื่นอีกเช่น “กำปง” หรือ “กำพง” อันหมายความว่า หมู่บ้านก็โดนกัน แต่ไม่ทราบเหตุว่าทำไมภาษาเขมรจึงไปพ้องกับภาษามลายูเข้ามากนัก
จะต้องเป็นความใหญ่โต ว่าที่ว่า “วร” มาเป็น “พระ” นั้นเห็นไม่จริง หากแต่เผอิญมาเหมาะกันเข้าเท่านั้น ที่แท้คำ “พระ” จะคิดขึ้นอย่างไรก็ตามที แต่เป็นคำเดียวกับ “พญา” จะเห็นได้จากที่เรียกชื่อว่า “อลองพระ” หรืออีกนัยหนึ่งเรียกว่า “อลองพญา” ทำให้รู้ได้ว่าคำ “พระ” กับ “พญา” นั้นเป็นอันเดียวกัน ไม่ได้คิดเอา “พระ” มาจาก “วร” แล้วยังหลงเขียนเป็น “พระยา” ไปอีก ชื่อขุนนางเก่าซึ่งเรียกว่า “ออกญา” นั้นเป็นภาษาเขมร เขมรเขาเขียน “โอญ่า” (ถ้าไม่มีฟันหนูข้างบนจะต้องอ่านว่า “เญีย”)
คิดว่าเป็นคำผูกขึ้นทีหลัง นึกว่าคำ “พระ หรือ “พญา” นั้นตั้งใจจะผสมตัวให้เป็น “ฟ้า” ด้วยเข้าใจว่าแต่ก่อนนี้ไม่มีตัว ฟ จะเขียน เพิ่งมาขีดหางตัว พ เป็น ฟ กันขึ้นทีหลัง เห็นได้จากพม่าก็เขียน “พวา” เป็น “ฟ้า” และเขมรก็เขียน “ห์วา” เป็น “ฟ้า” ทั้งชื่อ “เจ้าพระขวัญ” ก็ควรจะเป็น “เจ้าฟ้าขวัญ” ย่อมเห็นได้อยู่ทั้งนั้นว่าคำ “พระ” กับ “ฟ้า” นั้นเป็นอันเดียวกัน แต่​ความจริงอย่างไร จะถูกหรือผิดก็ไม่ทราบแน่ เพราะนี่เป็นคิดเอาทั้งนั้น
๖) ตามที่มีพระประสงค์จะใคร่ตรัสถาม สมเด็จพระพุทธโฆษาจารย์ในเรื่องจีวรนั้นไม่เป็นไร เกล้ากระหม่อมจะถามแทนพระองค์ได้ เกล้ากระหม่อมก็อยากรู้อยู่เหมือนกัน ถามได้ความประการใดจะเขียนหนังสือกราบทูลไปให้ทราบฝ่าพระบาท
อันหนังสือบาลีอรรถกถาอะไรทั้งปวงนั้นฟังยาก เพราะเขียนทีหลังพุทธกาลมามาก ท่านผู้เขียนคิดเห็นว่าเป็นอย่างไรก็เขียนไปอย่างนั้น เกล้ากระหม่อมไม่ได้คิดว่าครั้งพุทธกาลหนังสือจะไม่มี จะมีแล้วก็ได้ เว้นแต่พระอรหันตสาวกท่านไม่ได้นึกว่า พระศาสนาจะเป็นหลักโลกส่วนหนึ่งจึงไม่ได้เขียนไว้ก็ได้
อย่างไรก็ดี การห่มผ้านั้นแต่ก่อนไม่ได้ม้วนเป็นแน่ เห็นได้ที่มีดุม แสดงว่าผ้าเล็กอาจที่ถูกลมจะปลิวเปิดไปได้ง่าย ถ้าเป็นผ้ากว้างใหญ่ถึงห่มม้วนได้อย่างเดี๋ยวนี้ จะต้องมีลูกดุมทำไม ที่มีดุมอยู่เดี๋ยวนี้ก็เป็นแต่กันอาบัติเท่านั้น ท่านผู้อื่นนั้นไม่ทราบ แต่ส่วนเกล้ากระหม่อมอาจกราบทูลได้ว่าได้กลัดบ้าง ไม่ได้กลัดบ้าง มีดุมแต่ไม่ได้กลัดนั้น แปลว่าไม่ต้องการ
​ที่กล่าวกำหนดว่าผ้าห่มกี่คืบนั้นเป็นชั้นที่เขียนหนังสือ ดูเหมือนถือเอาคืบพระสุคตเป็นประมาณ องค์พระสุคตก็ใหญ่โตเต็มที เป็นความคิดของคนชั้นหลังซึ่งคิดว่าคนโบราณตัวจะใหญ่ แต่ทางฝรั่งเขาได้พยานประกอบหลายอย่าง ว่าคนแต่ก่อนเล็กกว่าคนทุกวันนี้ เป็นการตรงกันข้าม ทั้งนี้ก็ไปเข้าทางที่ว่าคนมาแต่ลิง
ในการที่สมเด็จกรมพระยาวชิรญาณวโรรสไม่เข้าพระทัย ในคำพระอรรถกถาจารย์ ซึ่งเกล้ากระหม่อมเห็นเป็นขันเช่นได้เคยกราบทูลมาแล้วนั้น เพราะคำของพระอรรถกถาจารย์ท่านเขียนขึ้นเมื่อพุทธกาล ล่วงไปแล้วมาก ก็จำเป็นอยู่เองที่จะเข้าพระทัยไม่ได้ ต้องทรงพระดำริเดาขึ้น ข้อที่ว่าส่งบาตรกับจีวรหรือรับบาตรและจีวรนั้น แสดงว่า
เข้าใจกันว่าจีวรเป็นผ้าห่มมาแต่คราวเขียนหนังสือโพ้นแล้ว กับทั้งที่เราเอาสังฆาฏิพาดบ่ากันอันผิดกับประเทศอื่นก็ทีจะมาแต่ห่มผ้ามัดตนอันเป็นประเพณีของเรานั้นเอง เรื่องห่มผ้ามัดตนก็ได้ถามความเห็นสมเด็จพระพุทธโฆษาจารย์แล้ว ท่านเห็นว่าเพื่อไม่ให้ลุ่ยหลุด จะเป็นประโยชน์ที่สุดแก่พระบวชใหม่
คำ “สบง” ซึ่งเราใช้เรียกแทน “อันตรวาสก” นั้นเป็นคำเขมร เราจำเอามาใช้ก็เห็นจะเป็นด้วยสั้นกว่าที่จะเรียก ​“อันตรวาสก” ถึงสามพยางค์ ไปเห็นพระบ้านนอกนุ่งผ้าลายประกอบริม รู้สึกใจว่ากระไรๆ อยู่ ดูออกจะไม่เป็น “สมณสารูป” แต่ดีใจที่ไม่เห็นพระในบางกอกใช้กันเลย
ย้อนหลัง
๗) ที่กราบทูลว่าหนังสือพิมพ์ไทยเขาประชุมบอกข่าวนั้น บัดนี้ทีก็จะเป็นผลสำเร็จแล้ว ด้วยได้เห็นหนังสือพิมพ์บางกอกไตม์สามหน เขาคัดเอาแต่จ่าหน้าพาดหัวของหนังสือพิมพ์ไทยต่างๆ มาลงด้วยปราศจากความ ดูก็ออกจะพอๆ เพราะหนังสือพิมพ์ไทยโดยมากมักเรียงเป็นสามชั้น คือ พาดหัวเป็นข่าวย่อชั้นหนึ่ง แล้วขยายออกไปให้กว้างเป็นข่าวกลางอีกชั้นหนึ่ง แล้วกล่าวละเอียดเป็นข่าวพิสดารอีกชั้นหนึ่ง ดูแต่ข่าวพาดหัวจึงรู้สึกว่าพอดังกล่าวมาแล้วนี้
๘) จะกราบทูลย้อนหลังในเรื่องมหาชาติคำหลวง ที่นักสวดเขาสวดกันอยู่ในโบสถ์วัดพระแก้วในกาลเข้าวรรษานั้น เขาสวดแต่มหาพนกัณฑ์เดียว ทีจะเรียนได้แต่เท่านั้น ทั้งคิดว่าทีจะสวดได้ไม่ตลอดกัณฑ์ด้วยซ้ำ เพราะพอเสด็จกลับก็เลิก ตามที่สวดก็คงเป็นประเพณีมาแต่ครั้งกรุงเก่า แต่ก่อนเห็นเอานักเรียนมาสวดคำเทียบมูลบทตามศาลารายแทน “โอ้เอ้วิหารราย” แต่ปีนี้เห็นเปลี่ยนเด็กเป็นคนรุ่นหนุ่ม แต่เจ้าหนุ่ม​ออกมานั่งเสียไหน ๆ ไม่เห็นสวด แต่ก็ตั้งม้ารองสมุดไว้ตามเคย เขาจะจัดอะไรมาให้สวดกันก็ไม่ทราบ
มหาชาติคำหลวงนั้นได้ดูบ้างไม่ได้ดูบ้าง เขาว่าได้ฉบับเก่ามาไม่ครบ ต้องแต่งขึ้นในชั้นกรุงรัตนโกสินทร์นี้เพื่อซ่อมแซมก็มี อาจารย์ศรีสุนทร (น้อย) หยอดมหาชาติคำหลวงนัก เพราะมีคำมคธกับคำไทยควบกันไปเสมอ ได้รู้ว่าคนโบราณเขาคิดว่าคำไทยคำไรหมายว่าอย่างไร
๙) ได้กราบทูลถึงสันกำแพงที่ฉัฏฐมราชานุสรณ์ ว่าควรจะทำเป็นสันอกไก่นั้น เห็นควรว่าสันกำแพงทั้งปวงจะทำเช่นนั้นเสมอไป ดีกว่าเอาแก้วแตกติด ติดแก้วแตกนั้นดูไม่งาม ทั้งดูเป็น “บ้าเบเรียน” ไปด้วย ที่ตามมุมฉัฏฐมราชานุสรณ์นั้นหยักเป็นไม้สิบสองไปทุกมุม แต่ที่จริงไม่มีมูลอันควรจะหยักเลย
๑๐) ข้อที่พูดถึงเพลงยาว นึกขึ้นมาได้ถึงไปเที่ยวในแขวงโคราช ไปได้ฟังเพลงอย่างหนึ่งซึ่งเขาเรียกว่า “เพลงช้าเจ้าหงส์” มีต้นบทชายหญิงร้องแก้กันอย่างเพลงปรบไก่ แต่ลูกคู่รับยืนอยู่ว่า “ช้าเจ้าหงส์เอย ปีกอ่อนร่อนลง เข้าในดงลำไย” ถ้า
ซ้ำซากมากนักก็เปลี่ยนไปเป็น “อินนะชิตฤทธิรงค์ เข้าในดงลำไย” (เพลงของอ้ายจิ๊กจิ๊กจ๊อกจ๊อกนั้นมีมูลแต่เพลง​อันนี้ หรือถ้าซ้ำหนักเข้าก็เปลี่ยนเป็น “หนนำมาน” (หนุมาน) “ชาญณรงค่ เข้าในดงลำไย” คิดดูก็เล็งเห็น ว่าที่เราเรียกกล่อมหงส์ว่า “ช้าหงส์” หรือ “ช้าเจ้าหงส์” นั้น มาแต่ชื่อเพลงอันนี้
กราบทูลรายการ
๑๑) เมื่อวันที่ ๑๙ พฤศจิกายน ได้ไปเผาศพเจ้าพระยาวรพงศ์ที่วัดเทพศิรินทร์ จัดเป็นงานเสด็จพระราชดำเนิน ปลูกเมรุหน้าพลับพลา และเปิดพลับพลา มีประธานคณะผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์ไปแทนพระองค์คนเดียว
ในงานนี้เขาแจกหนังสือ ๓ เล่มเป็นของพวกลูก ๆ น่าจะทอดพระเนตรเรื่อง “สุวรรณภูมิวจนาลังการ” อันเป็นหนังสือเก่าออกจากหอสมุด เกล้ากระหม่อมเองแนะนำให้ตีพิมพ์แจก เป็นหนังสือเล่ม ๒ ซึ่งได้มาเล่มเดียว แปลจากหนังสือพม่าเก่า คำ “สุวรรณภูมิ” เห็นจะหมายถึง “แหลมทอง” อย่างที่เราถนัดพูดกันอยู่ทุกวันนี้ จะส่งฝากใครที่รู้จักเขาเมื่อเขาจะต้องออกมาปีนังให้นำมาถวาย จะส่งทางไปรษณีย์ก็กลัว
จะไม่ถึงพระหัตถ์ อีกเล่มหนึ่งมีจ่าหน้าสมุดว่า ประวัติเจ้าพระยาวรวงศ์ เกล้ากระหม่อมยังไม่ได้อ่าน แต่แม่โตอ่านแล้วว่าดี ถ้าอ่านเห็นว่าดีจริงก็จะส่งมาถวายด้วย ในต้นเรื่อง ​“สุวรรณภูมิวจนาลังการ” ก็มีประวัติ แต่กล่าวถึงได้เลื่อนยศเป็นอะไรเมื่อไร กับได้ตราอะไรเมื่อไรเป็นหลัก อย่างที่เขาทำกันอยู่อ่านจืด
ข่าวใหม่
๑๒) เมื่อวันจันทร์เดือนนี้ วันที่ ๒๔ ได้รับหนังสือส่งทางไปรษณีย์ ๒ ฉบับ เป็นลายพระหัตถ์เวรลงวันที่ ๑๗ พฤศจิกายน ฉบับหนึ่ง กับลายพระหัตถ์องค์หญิงมาลิกา ฉบับหนึ่ง ลายพระหัตถ์เวรนั้นมีปิดหัวเดียวทับเดียวแต่กระดาษม่วง และมีตรารูปสี่เหลี่ยมรีกับตรากลมๆ ประทับมา เปิดดูลายพระหัตถ์เวรนั้น ก็ปรากฎความว่าหนังสือ
ซึ่งไม่ได้ทรงรับนั้นได้ทรงรับแล้วก็เบาใจ ในการที่ได้ทรงรับช้าเร็วประการใดนั้นเห็นเป็นไม่สำคัญ สุดแต่ไม่หายก็แล้วกัน แต่จะกราบทูลสนองลายพระหัตถ์เวรซึ่งได้รับคราวนี้ไม่ทัน ต้องไว้คราวอื่น ส่วนลายพระหัตถ์องค์หญิงมาลิกานั้น คราวนี้เป็นปกติ บริสุทธิ์ เธอบอกว่าคราวก่อนนั้นฝากบุคคลไป
ควรมิควรแล้วแต่จะโปรด
สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ เจ้าฟ้ากรมหลวงนริศรานุวัดติวงศ์
วันที่ ๓๐ พฤศจิกายน พ.ศ. ๒๔๘๔ ดร
​บ้านซินนามอน ปีนัง
วันที่ ๓๐ พฤศจิกายน พ.ศ. ๒๔๘๔
ทูล สมเด็จกรมพระนริศฯ
สัปดาหะนี้ก็ได้รับลายพระหัตถ์เวรฉบับลงวันที่ ๒๕ พฤศจิกายน โดยเรียบร้อยอีกตามเคย
ทูลความที่ค้างมา
๑) ในจดหมายฉบับก่อนหม่อมฉันได้ทูลผัดไว้ว่า จะทูลสนองเรื่องทับและโทนในสัปดาหะนี้ เมื่อหม่อมฉันแต่งหนังสือเรื่อง “ตำนานเครื่องมโหรีปี่พาทย์” ได้ให้พราหมณ์กุปปุสวามี อารย แปลอธิบายเครื่องดุริยางคดนตรีในคัมภีร์สังคีตรัตนากรภาษาสันสกฤตออกให้ดู ได้ความว่าเครื่องดีดสีตีเป่าทั้งปวงนั้น ชาวอินเดียเขาเรียกรวมกันว่า “เครื่องสังคีต” จำแนกเป็น ๔ ประเภท
ก. เรียกว่า “ตะตะ” คือเครื่องสายดีดสีให้เกิดเสียง ประเภท ๑
ข. เรียกว่า “สุษิระ” คือ เครื่องเป่าให้เกิดเสียง ประเภท ๑
ค. เรียกว่า “อะวะนัทธะ” คือเครื่องตีให้เกิดเสียง ประเภท ๑
​ฆ. เรียกว่า “ฆะนะ” คือเครื่องกระทบให้เกิดเสียง ประเภท ๑
มีอธิบายต่อไปว่า เครื่องดีดสีกับเครื่องเป่าสำหรับทำลำนำ เครื่องตีสำหรับ ทำประกอบเพลง และเครื่องกระทบสำหรับทำจังหวะ และว่าเครื่องสังคีตแต่ละประเภทมีหลายชนิด พรรณนาลักษณะไว้ในตำรานั้นด้วย จะกล่าวในวินิจฉัยนี้แต่ประเภทเครื่องตี อันทับและโทนอยู่ในประเภทนั้น
ในตำราสังคีตรัตนากรว่า เครื่องสังคีตประเภทตีล้วนขึ้นหนังหุ้มต่างกันเป็น ๓ ชนิด ชนิด ๑ ขึ้นหนังหน้าเดียว ชนิด ๑ ขึ้นหนัง ๒ หน้า ผูกหนังด้วยสายเชือก ชนิด ๑ ขึ้นหนัง ๒ หน้า กรึงหนังด้วยตาปู เครื่องสังคีตของไทยก็มีตรงตำราทั้ง ๓ อย่าง คือ
“ทับ” ขึ้นหนังหน้าเดียว “โทน” (ชาวอินเดียเขียน โทล) ขึ้นหนัง ๒ หน้า ผูกหนังด้วยสายเชือก “กลอง” ขึ้นหนัง ๒ หน้า กรึงหนังด้วยตาปู และใช้เครื่องตีประกอบเพลงเหมือนอย่างว่าในตำรา เป็นแต่เรียกชื่อไขว้เขวไป ดังเช่น “ทับ” ชาวนครศรีธรรมราชเขาก็ยังเรียกว่า ทับ แต่ชาวกรุงเทพ ฯ เรียกว่า โทน ส่วน “โทล” ที่ขึ้นหนัง ๒ หน้า
ผูกหนังด้วยเชือก ไทยเราเรียกไปเป็นอย่างอื่นเช่น “ตะโพน” “สองหน้า” “เปิงมาง” บางอย่างก็เรียกกลาย​ไปเป็น “กลอง” เช่น “กลองชนะ” และ “กลองแขก” เลยไม่มีสิ่งใดในพวก “โทล” ที่เราเรียกชื่อตามเดิมสักสิ่งเดียว แต่ประหลาดอยู่ที่ยังเรียกในบทละครเมื่อร้องบทลงสรงทรงเครื่อง และบทชมรถหรือช้างม้าพาหนะ บอกไว้ให้ร้องเพลง “โทน” ซึ่งหมายความว่าร้องเข้ากับโทน แต่ไม่มีสิ่งซึ่งเรียกว่าโทนอยู่ในเครื่องปี่พาทย์ จะร้องเข้ากับอะไร ความส่อต่อไปว่าแต่โบราณเห็นจะใช้แต่สองหน้า
ในเครื่องปี่พาทย์ อย่างปี่พาทย์ทำรับเสภาอยู่บัดนี้ และเรียกว่า “โทล” เหมือนชาวอินเดีย จึงบอกในบทละครว่าให้ร้องเข้ากับโทน ละครชาวอินเดียที่มาเล่นในเมืองไทย ก็ยังใช้ “โทล” ประกอบเพลงอยู่จนสมัยนี้ ตะโพน น่าจะเป็นของประดิษฐ์ขึ้น หรือเอามาเข้าเครื่องปี่พาทย์เล่นละครใช้แทนโทนต่อภายหลัง แต่เมื่อใช้ตะโพนทำปี่พาทย์เล่นละครแทนโทนแล้ว โทนก็เลยลับไป เรียกกันแต่ว่า สองหน้า ให้คนกลองตีขัดกับตะโพน
กลองนั้นเป็นของชนชาติไทยมีมาแต่ดั้งเดิมทั้งไทยใหญ่และไทยน้อย ไม่เกี่ยวแก่เครื่องสังคีตที่ได้แบบมาจากอินเดีย ดูเหมือนไทยจะเรียกบรรดาเครื่องสังคีตที่ขึ้นหนังว่า “กลอง” ทุกอย่าง ถึงทับและโทนก็เรียกว่า กลอง น่าจะมีแต่ไทยสยามที่แปลชื่อกลองบางอย่างไปเรียกตามชาวอินเดีย เมื่อได้เครื่อง​สังคีตของพวกนั้นมาเล่นละครและมโหรี ชนิดที่ไม่ได้เปลี่ยนชื่อก็คงเรียกว่ากลองอยู่ตามเดิม ดังเช่น กลองชนะ กลองแขก กลองมลายู เหล่านี้ ที่จริงก็อยู่ในจำพวกโทลทั้งนั้น
ทับกับโทนใช้ต่างกันอย่างไร ข้อนี้มีเค้าจะสังเกตอยู่ที่เครื่องมโหรีกับปี่พาทย์ มโหรีเป็นเครื่องเสียงเบาสำหรับบรรเลงในห้องเรือน ใช้ทับปี่พาทย์เป็นเครื่องเสียงดังสำหรับบรรเลงในที่เปิดเผย เดิมใช้โทน (คือสองหน้า) อย่างปี่พาทย์รับเสภา แล้วเปลี่ยนมาเป็นตะโพน หรือใช้ตะโพนเมื่อทำปี่พาทย์เล่นโขนละครกลางแจ้ง อธิบายโดยย่อว่าทับกับโทน สำหรับตีประกอบเพลงเหมือนกัน ถ้าบรรเลงเครื่องสังคีตเสียงเบาใช้ทับ ถ้าบรรเลงเครื่องสังคีตเสียงดังใช้โทน ใจความมีอยู่เท่านี้
สนองลายพระหัตถ์
๒) การที่เอาผ้าปูมทำถุงนุ่งนั้น ลูกหญิงพูน หญิงพิลัย กับหญิงเหลือ เธอริทำขึ้นในรัชกาลที่ ๖ เมื่อครั้งไปเมืองเขมรกลับมา ด้วยสมเด็จพระศรีสวัสดิ์ประทานผ้าปูมเธอมาคนละหลายผืน ต่อมาเมื่อสมเด็จพระมณีวงศ์ทรงราชย์ก็ส่งมาประทานอีกครั้งหนึ่ง จึงนุ่งถุงปูมกันฟุ่มเฟือย หม่อมฉันไม่ทราบว่าหญิงนิดได้ถุงปูมครั้งนั้นมานุ่งหรือได้ผ้า
ปูมจากไหนมาทำถุง ถามกันดูจึงรู้ว่าหญิงนิดได้ผ้าปูม ซึ่งชายธัญญลักษณ์​ผัวของเธอซื้อเอามาฝากจากเมืองพระตะบอง เมื่อเธอมาปีนังชายธัญญลักษณ์ก็ฝากมาให้หญิงพูนผืน ๑ หม่อมฉันเรียกเอามาดูเห็นฝีมือทออยู่ข้างหยาบ ไม่ประณีตเหมือนปูมเมืองพนมเพ็ญ เห็นจะเป็นของทอขายกันที่เมืองพระตะบองนั้นเอง เขมรที่ยังชอบใช้ผ้าปูมเห็นจะยังมีมาก
ว่าถึงผ้าปูมทำให้เกิดอยากรู้ขึ้นว่าชาติไหนริทำผ้าปูม ว่าตามตัวอย่างผ้าปูมไทยก็มี ผ้าปูมเขมรก็มี ผ้าปูมทอมาแต่เมืองมลายูก็มี แต่ไม่เคยได้ยินว่ามีผ้าปูมมอญ พม่าหรือญวนและจีน แต่นึกดูประเดี๋ยวก็ได้เค้าว่า เขมรเห็นจะทำก่อน ไทยเราเอาอย่างมาจากเขมร เพราะคำที่เรียกชื่อว่าปูมก็มิใช่ภาษาไทย และในเมืองไทยมีโรงไหมของหลวงมาแต่โบราณสำหรับทอผ้าสมปักปูมและสมปักกรวยเชิง พระราชทานเป็นเครื่องยศขุนนาง คำ “สมปัก” ก็เป็นภาษาเขมร ดูเหมือนเขมรเขายังเรียกผ้านุ่งว่าสมปักอยู่เป็นศัพท์สามัญจนบัดนี้
ยังมีเรื่องเกร็ดจะทูลต่อไป โรงไหมนั้นยังมีอยู่จนในตอนต้นรัชกาลที่ ๕ เจ้าคุณหญิงเป้าราชินีกุลเป็นผู้บัญชาการ เมื่อแรกทรงตั้งระเบียบเครื่องราชอิสริยาภรณ์ ให้มีสายสะพายและแถบห้อยขึ้น คิดแบบแล้วโปรดให้พระยามนตรีสุริวงศ์ (ชื่น) เมื่อยังเป็นที่เจ้าหมื่นเสมอใจราช ไปจัดการทอที่โรงไหม ​เพราะแกเป็นลูกเจ้าคุณหญิงเป้า เครื่อง
ราชอิสริยาภรณ์ใช้สายสะพายและแพรแถบทอในเมืองไทยมาหลายปี เห็นจะเป็นจนปีระกา พ.ศ. ๒๔๑๖ เมื่อสถาปนาเครื่องราชอิสริยาภรณ์จุลจอมเกล้า ชะรอยโรงไหมจะไม่สามารถทำแพรสีชมพูได้งาม จึงสั่งแพรเครื่องราชอิสริยาภรณ์ต่างๆ มาจากยุโรปแต่นั้นมา ส่วนโรงไหมนั้นตั้งแต่เลิกนุ่งสมปักเปลี่ยนเป็นผ้าม่วงสีกรมท่าก็เลิก เพราะใช้ผ้าสั่งมาจากเมืองจีนแทน
๓) เหตุที่หญิงแก้วเอายาวิตะมินไปถวายนั้น เพราะเธอว่าออกมาปีนังครั้งนี้ เธอสังเกตเห็นหม่อมฉันกระชุ่มกระชวยกว่าเธอมาคราวก่อน รู้ว่าหม่อมฉันกินยาวิตะมิน B. ซึ่งหมอเขาว่าเป็นยาสำหรับบำรุงกำลังคนสูงอายุ เธอคิดถึงสมเด็จพระพันวัสสาและพระองค์ท่าน จึงขอตัวอย่างยานั้นไปจากหญิงพูน ว่าจะเอาไปให้หมอประจำ
พระองค์พิจารณาดู ถ้าเขาเห็นว่ามีคุณจะได้ถวายให้เสวย แต่ยานั้นกินง่าย เขาให้กินก่อนอาหาร จะกินมื้อละเม็ดเดียวหรือสองเม็ดสามเม็ดก็ได้ หมอเขาว่ายานี้ไม่มีที่จะให้โทษอย่างไร หม่อมฉันกินก่อนอาหารกลางวันและอาหารกลางคืนมื้อละเม็ด สังเกตดูก็มีคุณอยู่
๔) คำ “ฝรั่ง” นั้น ไทยเราเรียกตามอย่างชาวอินเดีย หม่อมฉันเคยเห็นเรื่องตำนานว่าคำนั้นเกิดแต่คำ Frank ซึ่ง​เรียกชื่อชาวยุโรปพวก ๑ ซึ่งลงมาจากข้างเหนือมาตั้งตัวเป็นใหญ่ในแผ่นดินที่เป็นประเทศฝรั่งเศสเดี๋ยวนี้อยู่สมัยหนึ่ง ชื่อนั้นรู้แพร่หลายมาทางเอเชียโดยลำดับ แต่ชาวเอเชียสำคัญว่าชาวยุโรปเป็น แฟรงก์ ทั้งนั้น จึงเรียกชื่อเดียวกัน แต่เรียกเพี้ยนไปเป็น “เฟรงคี” Frenghi พวกโปรตุเกสออกมาถึงอินเดียก่อน
ชาติอื่น ชาวอินเดียเรียกโปรตุเกสว่า เฟรงคี มาช้านาน ครั้นเมื่อมีชาวยุโรปมาอินเดียหลายชาติ ชื่อเฟรงคีก็ไปตกอยู่แก่โปรตุเกสชาติเดียว เลยเรียกว่า “เฟรงคี” ตลอดไป จนถึงชาวอินเดียที่เป็นเชื้อสายโปรตุเกส (เช่นเราเรียกว่าฝรั่งกุฎีจีน) อธิบายคำที่เรียกว่า อังกฤษกับบริติชนั้น มูลมีดังนี้ ประเทศอังกฤษในยุโรปเป็นถิ่นฐานของมหาชน ๓ ชาติ คือ อังกฤษชาติ ๑ สก๊อตชาติ ๑ และไอเอริชชาติ ๑ เดิมการปกครองก็แยกกันเป็น ๓ ประเทศ เมื่อรวมเป็นประเทศเดียวกันจึงขนานนามว่า “สห
ราชอาณาเขต” United Kingdom เห็นจะเป็นเพราะพวกไอริชไม่ยอมให้สูญชื่อเมืองของตน จึงต้องเพิ่มสร้อยชื่อเป็น “สหราชอาณาเขตมหาบริเตนกับไอเอร์แลนด์” United Kingdom of Great Britain and Ireland คำว่า บริเตน จึงหมายรวมกันแต่แผ่นดินอังกฤษกับสก๊อต กับทั้งแผ่นดินเวลส์ อันเป็นถิ่นฐานของพวกชาติเวลส์ ซึ่งเป็นแต่​เมืองเจ้ารวมอยู่ในนั้นด้วย ไม่คาบไปถึงไอเอร์แลนด์ คำว่า บริติช British ก็หมายความว่าเป็นชื่อของแผ่นดินทั้ง ๓ นั้น ไม่หมายถึงแผ่นดินไอเอร์แลนด์ด้วย
แต่คนในสหราชอาณาเขตเขายังถือชาติของเขาอยู่อย่างเดิม
ชาวแผ่นดินอังกฤษก็เรียกตัวเขาว่า - อังกฤษ
ชาวแผ่นดินสก๊อตก็เรียกตัวว่า - สก๊อต
ชาวแผ่นดินเวลซก็เรียกตัวว่า - เวลซ
ชาวแผ่นดินไอเอร์แลนด์ก็เรียกตัวว่า - ไอเอร์ช
โดยอธิบายที่กล่าวมานี้ คำที่ไทยเราเรียกว่า “อังกฤษ” คือ England หรือ English หมายความเฉพาะแผ่นดินส่วน ๑ หรือคนชาติ ๑ ในสหราชอาณาเขต แผ่นดินส่วนอื่นหรือคนชาติอื่นในสหราชอาณาเขตไม่ได้อยู่ในความหมายของคำนั้น คำว่า “บริเตน” หรือ “บริติช” British หรือ Britain ขยายความออกไปหมายถึง สก๊อต และ เวลซ ด้วย
๕) หม่อมฉันออกจะเห็นชอบด้วยกระแสพระดำริว่าคำ “พระ” มาแต่ “ฟ้า” มิใช่มาแต่ “วร” อุทาหรณ์ต่าง ๆ ซึ่งทรงยกมาก็ดีทั้งนั้น แต่เป็นปัญหามาแขก หม่อมฉันขอประทานเวลาพิจารณาก่อน แล้วจึงจะทูลสนองในจดหมายฉบับอื่นต่อไป
​๖) หม่อมฉันขอหนังสือวินัยมุขของสมเด็จพระมหาสมณะมาจากสมเด็จพระพุทธโฆษาจารย์เป็น ๓ เล่มสมุด อ่านจวนจบอยู่แล้ว ท่านทรงแต่งดีน่าอ่านมาก ถ้าของพระองค์ท่านยังไม่มีควรหามาทรงอ่าน หม่อมฉันเชื่อว่าจะโปรดโดยไม่ทรงอ่านหมดทั้ง ๓ เล่ม ควรทรงตอนอธิบายว่าด้วย จีวร อยู่ในเล่ม ๒ หน้า ๑๒ ตอน ๑ กับตอนภาคผนวกว่าด้วยภิกษุณี อยู่ในเล่ม ๓ หน้า ๒๓๗ ตอน ๑ ซึ่งแปลกมากทั้ง ๒ ตอน
หม่อมฉันได้ความรู้ใหม่ว่า ภิกษุณีมีจีวร ๕ สิ่ง นอกจาก ๓ สิ่งอย่างเดียวกับพระภิกษุยังต้องมี สังกัจฉิกะ แปลว่าผ้ารัดหรือโอบรักแร้ผืน ๑ สมเด็จพระมหาสมณะท่านทรงสันนิษฐานว่า สังกัจฉิกะ นั้นเป็นผ้าสำหรับรัดนม คือก่องนมที่เราพูดกันมานั่นเอง เห็นได้ว่ามีมาแต่ครั้งพุทธกาลแล้ว ท่านทรงเห็นต่อไปว่ามูลของราดตะคดอกจะมาแต่ก่องนมของภิกษุณี และยังมีอธิบายในเรื่องภิกษุณีและเรื่องอื่นๆ ที่เรายังไม่รู้หลายอย่าง ถึงอ่านออกสนุก ดีกว่าอ่านหนังสือพิมพ์ข่าวในสมัยนี้
๗) หนังสือมหาชาติคำหลวงนั้นมีจดหมายเหตุปรากฏว่า ฉบับความเดิม กัณฑ์หิมพานต์ ทานกัณฑ์ จุลพน มัทรี สักบรรพ ฉขัติยบรรพ หายสูญไปเสียเมื่อเสียพระนครศรีอยุธยา ​เมื่อรัชกาลที่ ๒ พระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้า ฯ โปรดให้ประชุมนักปราชญ์ราชบัณฑิตแต่งใหม่ขึ้นแทนทั้ง ๖ กัณฑ์ เมื่อร่างจดหมายฉบับนี้หม่อมฉันเอาฉบับพิมพ์มาพิจารณาดูอย่างจาวๆ แต่ก็พอสังเกตได้ว่า หนังสือมหาชาติคำหลวงแม้ที่เรียกความเดิมนั้น สำนวนก็ไม่เก่าเสมอกัน เห็นสำนวนเก่ากว่าเพื่อนแต่กัณฑ์ทศพร ชูชก และมหาพน จึงคิดว่าครั้งกรุงศรีอยุธยาเองหนังสือ
มหาชาติคำหลวงก็คงเคยขาดฉบับ และเคยมีพระเจ้าแผ่นดินโปรดให้แต่งขึ้นใหม่มาบ้างแล้ว ด้วยเวลาแต่สมเด็จพระบรมไตรโลกนาถแต่งมาจนเสียกรุงฯ นานถึง ๓๐๐ ปี ฉบับเดิมน่าจะไม่บริบูรณ์อยู่ได้ทั้งหมด การสวดมหาชาติคำหลวงที่ในพระอุโบสถวัดพระศรีรัตนศาสดารามนั้น ชั้นเราจำตาขุนทินแก่ได้คน ๑ ชะรอยแกจะเคยสวดมาแก่รัชกาลที่ ๓ ดูชำนาญมาก เห็นแกมักทักท้วงเพื่อนนักสวดกลัวแจ๊กทั้ง ๓ คน เมื่อสิ้นขุนทินคนนั้นแล้วกระบวนสวดก็เรียวมา ลงที่สุดจึงสวดมหาพนกัณฑ์เดียว
เค้ามูลของการสวดโอ้เอ้วิหารรายนั้น หม่อมฉันไปรู้แจ่มแจ้งที่เมืองนครศรีธรรมราชโดยมิได้คาด ดูเหมือนได้เขียนทูลไปแต่ก่อนแล้ว จะทูลสนองแต่ส่วนสาขาคดีในจดหมายนี้ ที่มีเด็กสวดตามศาลารายในวัดพระแก้ว หม่อมฉันสันนิษฐาน​ว่าเพิ่งจัดขึ้นในรัชกาลที่ ๓ ด้วยพระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าฯ ทรงตั้งโรงเรียนสอนหนังสือไทยขึ้นเป็นปฐมที่โรงทานข้างประตูต้นสน ถึงเทศกาลที่ขุนทินขุนทานสวดมหาชาติคำหลวงในโบสถ์วัดพระแก้ว จึงโปรดให้จัดเด็กนักเรียนที่โรงทานมาสวด “โอ้เอ้วิหาร
ราย” อย่างโบราณที่ศาลาราย เลยเป็นธรรมเนียมมาจนในรัชกาลที่ ๔ และที่ ๕ หม่อมฉันเคยเห็นสวดอยู่แต่ตามศาลารายด้านเหนือในทางเสด็จพระราชดำเนิน คือว่าสวดถวายตัว เป็นเช่นนั้นมาจนตั้งกรมศึกษาธิการ เมื่อเลิกโรงเรียนที่โรงทาน หม่อมฉันจึงสั่งให้โรงเรียนชั้นประถมของหลวงที่ตั้งขึ้น ณ ที่ต่าง ๆ ให้จัดเด็กมาสวดโอ้เอ้วิหารรายแทนเด็กโรงทาน โรงเรียนละศาลา จึงมีเด็กสวดทุกศาลารอบพระอุโบสถมาแต่นั้น มาได้ยินว่ายังมีอยู่จนบัดนี้ก็ยินดี
๘) อันสันกำแพงที่ทำเป็นอกไก่หรือเป็นพื้นราบ หรือติดขวดแตกนั้น จะว่าอย่างไหนไม่ควรทำนั้นเห็นจะไม่ได้ เพราะมีประโยชน์ต่างกันตามเจตนา ถ้าไม่ประสงค์จะให้คนขึ้นไปนั่งเล่นบนสันกำแพงก็ควรทำเป็นอกไก่ ถ้าจะให้เป็นที่คนนั่งเล่นก็ควรทำเป็นพื้นราบ เหมือนอย่างเช่นที่หลังเขื่อนชายทะเลตรงหน้าซินนามอนฮอลออกไป
เขาทำเป็นพนักพื้นราบเป็นที่นั่งมีคนไปนั่งหาความสบายมากๆ ทุกวัน เมื่อท่านเสด็จมาปีนัง​ก็ดูเหมือนจะได้เคยเสด็จไปเห็นบ้านจีนที่เขาอยู่ต่อกับแดนซินนามอนฮอล ทำกำแพงสูงสัก ๖ ศอก ติดเศษขวดแตกไว้บนสันกำแพงตลอดบ้าน พิเคราะห์ดูจะสำหรับกันมือโจรจับปีนข้ามกำแพงเท่านั้น เจตนาไปอย่างหนึ่งต่างหากจาก ๒ อย่างที่ว่ามาก่อน นึกขึ้นถึงหม่อมฉันเคยเผลอในการทำกำแพงครั้งหนึ่ง ถึงเสียประสงค์ที่ทำกำแพงนั้น และไม่อาจแก้ไขให้คืนดีด้วย เดิมที่พระปฐมเจดีย์มีพระระเบียงสร้าง
เมื่อต้นรัชกาลที่ ๕ รอบบริเวณ ถึงรัชกาลที่ ๖ พระระเบียงนั้นหักพัง สมเด็จพระมงกฎเกล้า ฯ โปรดให้รื้อสร้างใหม่แปลงเป็นกำแพงโปร่ง ทำประตูมีบานปิดทั้ง ๔ ด้าน แต่เมื่อทำกำแพงและประตูเสร็จแล้วยังมีขโมยลอบเข้าไปลักของที่ในวัด ตรวจชันสูตรดูว่ามันเข้าไปทางไหน ได้ความว่ามันเข้าไปทางช่องลูกฟักกำแพงนั่นเอง เพราะทำช่องกว้างไปสัก ๓ นิ้ว ถ้าช่องแคบเข้ามาสักหน่อย ขโมยก็เข้าไม่ได้ รู้ต่อเมื่อสร้างเสียเสร็จแล้ว กำแพงนั้นก็กลายเป็นสำหรับแต่ดูงาม ๆ ไม่เป็นเครื่องป้องกันโจรผู้ร้ายได้
๙) คำ “ช้า” ที่ใช้ประกอบกับว่า “ช้าลูกหลวง” “ช้าเจ้าหงส์” และ “ช้านางนอน นั้น หมายความว่าเห่กล่อม เพลงที่ชาวนครราชสีมาเรียกชื่อว่า “ช้าเจ้าหงส์” น่าจะหมายตรงสร้อยซึ่งเอาไปจากเพลงเห่กล่อม ผู้แต่งบทเอา​คำว่า “ช้าเจ้าหงส์” ลงจึงกลายเป็นชื่อว่าโดยย่อเห็นเป็นของใหม่
๑๐) หนังสือแจกงานศพเจ้าพระยาวรพงษ์ ฯ นั้น พวกที่วังวรดิศยังไม่ได้ส่งมาให้หม่อมฉัน ขอให้ตรัสถามดูก่อน ถ้าเขามีเตรียมอยู่แล้วก็ไม่ต้องประทานมา ถ้ามิฉะนั้นทรงหาประทานมาก็จะขอบพระคุณมาก
ควรมิควรแล้วแต่จะโปรด
สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมพระยาดำรงราชานุภาพ
โฆษณา