2 ต.ค. เวลา 07:03 • หนังสือ

ธันวาคม

วันที่ ๒ ธันวาคม พ.ศ. ๒๔๘๔ น
ตำหนักปลายเนิน คลองเตย
วันที่ ๒ ธันวาคม ๒๔๘๔
กราบทูล สมเด็จกรมพระยาดำรง ฯ ทราบฝ่าพระบาท
จะกราบทูลสนองลายพระหัตถ์เวร ซึ่งลงวันที่ ๑๗ พฤศจิกายน
สนองลายพระหัตถ์
๑) เขมรได้แบบปรางค์มาแต่อินเดียนั้นไม่มีที่สงสัย การก่อจะเป็นหินก็ดี อิฐก็ดี ทางแถวบ้านเราไม่มีด้วยกันทั้งนั้น แต่ที่เขมรได้มาจากอินเดียก็ได้มาแต่เพียงท่วงทีท่าทาง ที่​กราบทูลว่ามาทำอย่างปราสาทไม้ในเมืองเขมร ก็เป็นแต่แก้เข้าหาที่เคยทำมาเท่านั้น
ปรางค์ไทยที่มีแต่กลีบขนุน คิดว่าเนื่องมาแต่ทำของเล็กๆ ซึ่งหยักแต่พอเป็นที แท้จริงกลีบขนุนก็คือนาคปักบันแถลงนั่นเอง แต่เพราะทำทรงเป็นก่งออกให้สมกับที่เป็นของก่อ จึงได้ทำนาคปักบันแถลงเป็นทรงก่งออกไปตามกัน เพื่อให้เข้ากัน ทำให้คำเรียกชื่อเปลี่ยนไปเป็นว่ากลีบขนุนตามรูปซึ่งเหมือนใบขนุน จะว่ากลีบขนุนเป็นของพราหมณ์ไม่ได้เพราะในอินเดียไม่มี มีแต่ที่เมืองเขมร ที่ตรัสเรียกว่า “ช่องวิมาน” นั่นแหละคือ “ช่องบัญชร” เหตุที่ปรางค์ไทยเราไม่มีช่องบัญชรจึงคิดว่าสืบมาแต่ทำของเล็กอันหยักแต่พอเป็นที
ถ้าจะว่าถึงปราสาทของเราก็เป็นอันทำผิด ด้วยย่นเอาหลังคาลงมาซ้อนติดกันเสียจนผนังหายไป เป็นเหตุให้ช่องบัญชรหายไปด้วย คงเหลือแต่ซุ้มซึ่งเรียกว่าบันแถลง ถ้าถือเอาที่แท้แล้วจะต้องเป็นชั้นอย่างถะของจีนเป็นต้น คำว่า “ปราสาท” ก็หมายความว่าเป็นเรือนชั้นอยู่แล้ว ทางพม่าเขาทำปราสาทก็มีชั้นมีบัญชรอยู่ ที่เราย่นหลังคาลง
มาก็เป็นตั้งใจจะทำเป็นเรือนชั้นเดียวมียอดแหลม ปรางค์อย่างที่ทำยอดเป็นเฟืองก็ได้เห็น แต่เห็นที่ไหนก็ลืมเสียแล้ว ได้คิดเมื่อได้เห็นเหมือน​กันว่าเป็นอะไร ก็ตกลงในใจว่าเป็นหลังคาลูกฟูก โดยตั้งใจจะทำเป็นเรือนชั้นเดียวยอดแหลมนั่นเอง จะว่าเป็นแบบไทยก็ควร เพราะในเมืองเขมรไม่เห็นมีเลย
๒) อันชื่อเมืองนั้นเดิมชอบด้วยตามกระแสพระดำริ อันชื่อ “เมืองเชลียง” และ “เมืองชากังราว” ก็คิดว่าเป็นภาษาไทยนั่นเอง แต่เป็นไทยเก่าขึ้นไปซึ่งเราแลไม่เห็น ชื่อที่เรารู้ไม่ได้มีอีกถมไป เช่น “เมืองฉะเชิงเทรา ” “เมืองระยอง” “เมืองระนอง” เป็นต้น “เมืองคณฑี” นั้น แปลว่าไม่รู้ชื่อก็เรียกเอาตามชื่อตำบล ที่หองให้ก็มีเช่น “เมืองอภัยสาลี” เป็นต้น
อยากจะกราบทูลอาราธนาให้ทรงชี้แจงในเรื่อง “เมืองเชลียง” กับ “เมืองศรีสัชนาลัย” ว่าอย่างไรกัน เกล้ากระหม่อมแม้ได้ไปถึงก็ไม่ทราบอะไรเลย เพราะไม่มีใครอธิบายให้เข้าใจ
๓) ที่บีบเอาคำฝรั่งเป็นภาษาไทย เช่น “หันแตร” เป็นต้นนั้น เห็นว่าดีควรจะบำรุงให้เป็นไป หรือไม่เช่นนั้นก็เปลี่ยนเสียให้เป็นคำไทย เช่น “หนังฉาย” เป็นต้น คำ “ตะแล้บแก๊บ” นั้นชาวปักษ์ใต้เขาตัดเรียกกันแต่ว่า “แก๊บ” เท่านั้นเสียด้วยซ้ำ เป็นพวกไฟไหม้หมดหลัง คำ “ไปรษณีย์” ก็มา​เขียนแก้กันในครั้งสมเด็จกรมพระสวัสดิ์ เมื่อครั้งสมเด็จพระสังฆราช (สา) เขียนกันเป็น “ไปรสนีย์” ท่านเดินทางใช้ภาษามคธกับสังสกฤตปนกัน
คำ “ซีจำปลุ๊ก” กับ “ครือคะรึ” ตามตัวอย่างที่ตรัสเล่าเกล้ากระหม่อมก็ได้ทราบ แต่ได้ทราบเพียงครึ่งๆ กลางๆ ไม่ทราบว่าจะต้องมีพระราชประสงค์เอาหนังสือมาทำไม กับเจ้าคุณพระประยุรวงศ์นั้นทราบไขว้ไปเป็นว่าคุณปลัดเสงี่ยม แม้กระนั้นก็ขันแทบตาย
ให้รู้สึกประหลาดจะเว้นกราบทูลเสียไม่ได้ อันคำว่า “ปรยุระ” หรือ “ประยูร” นั้น หน้าตาเป็นภาษามคธหรือสังสกฤต แต่เมื่อไปพลิกพจนานุกรมสองภาษานั้นดูก็ไม่พบ จึงทราบว่าไม่ใช่ ก็เป็นอันเดียวกันกับคำ “จงกลนี” จำได้ว่าสมเด็จกรมพระสวัสดิ์กับโปรเฟสเซอร์เซเดย์จะทะเลาะกันหรือหลงไปด้วยกันก็ลืมเสียแล้ว นั่นหน้าตาเป็นภาษามคธหรือสังสกฤตเหมือนกัน แล้วไปสอบพจนานุกรมในสองภาษานั้นก็ไม่พบ เป็นอันทราบได้ว่าไม่ใช่ภาษามคธสังสกฤตอีกเหมือนกัน
๔) จะกราบทูลเล่าถึงเรื่อง “พระนนทิการ” เมื่อเกล้ากระหม่อมไปเที่ยวเมืองชวา ทูลกระหม่อมชายพาไปเที่ยวเขาเดียงอันเป็นเทวสถานเก่า โฮเตลที่นั่นเขาเก็บเอาเทวรูป​ฉลักหินมาไว้มาก มีรูปหนึ่งเป็นคนขี่คอคน แต่หน้าเป็นงัวไปทั้งคู่ ตัวล่างพอเดาออกว่าคือพระนนทิการ ส่วนตัวที่ขี่คอควรจะเป็นพระอิศวรควรหน้าจะเป็นมนุษย์ แต่ไฉนหน้าจึงเป็นงัวไปด้วยกัน มาโจษขึ้นกับทูลกระหม่อมชายก็ตรัสว่าจะเป็นคอหักแล้วฉวยเอาหน้างัวมาต่อไว้กระมัง เล่นเอาต้องกลับไปดู ยกหัวตัวที่ขี่คอขึ้นก็พบว่าคอหักแล้วเอาหัวงัวมาวางไว้จริง ๆ
๕) อ่านหนังสือพิมพ์ข้างไทย เขาลงข่าวว่าที่บ้านนอกอดข้าวกัน มีแม่ลูกเอารำมาต้มกินแล้วก็ตายไปด้วยกัน ออกไม่เชื่อ ซ้ำยังคิดว่าในเมืองไทยจะมีทุพภิกขภัยไม่ได้ด้วย เพราะคนเมืองเรายังมีน้อย พื้นที่ว่างเปล่าอันไม่มีเจ้าของหวงแหนยังมีมาก คนที่อดอาจจะไปหาอะไรกินแทนข้าวได้ในที่อันว่างเปล่าอยู่นั้น ผิดกันกับเมืองจีน นั่น
คนอดต้องกินดิน น่าสมเพชมาก ตามพระดำรัสเล่าว่าหมอฝรั่งทางสิงคโปร์เขาคิดเอารำทำแป้งขนมปัง รำจะต้องขึ้นราคา “ไม่เข้าใครออกใคร” ขอให้เป็นผลสำเร็จเถิด ฝรั่งกับไทยมีความเห็นแตกต่างกัน ข้างฝรั่งเห็นรำดีกว่าข้าว แต่ข้างไทยเห็นข้าวดีกว่ารำ
๖) เขมรเขาเรียกดินว่า “ดี” ก็ถ้าเขาจะเรียกดินสอว่า “ดีสอ” มาเคลื่อนในภาษาไทยเป็นดินสอดูก็ไม่สู้กระไรนัก แต่คำเรียก “ดีสอ” โดยตรงนั้นยังไม่พบ เป็นแต่เทียบเอาที่​เขาเรียกแผ่นดินว่า “แผนดี” ตามที่ทรงกำหนดเอาความหมายในปัจจุบันเป็นที่ตั้งนั้นชอบแล้ว ที่กราบทูลถึงคำว่า “ดินสอ” ก็เพื่อจะให้ทรงเห็นว่าเป็นการเข้าใจผิด เช่นเดียวกับคำ “เวทนาสงสาร” อะไรเหล่านั้นเท่านั้น
๗) นายปานขลิกนั้นสูงมาก ไม่ทราบเลยว่าแกเป็นพี่ชายหลวงศิลป์ (เล็ก) ตัวหลวงศิลป์เองก็รู้จัก เว้นแต่ไม่คุ้น ที่ไม่คุ้นก็อาจเพราะแกตายเสียก่อนก็เป็นได้ เขาว่าแกเป็นคนตลก เรื่องของแกที่เล่าฟังเห็นขันทั้งนั้น นายปานขลิกก็ไม่หยอก แต่ไม่เป็นอันตรายแก่ใคร เรื่องนามสกุลนั้น เกล้ากระหม่อมไม่ได้ทราบเลย ตามที่ตรัสเล่าให้ทราบเกล้านั้นเป็นพระเดชพระคุณไม่น้อย อันนามสกุลนั้นเกิดในรัชกาลที่ ๖ ซึ่งเกล้ากระหม่อมไม่ได้รับราชการจึงไม่ทราบ แต่ได้กลับเข้ารับราชการอีกในรัชกาลที่ ๗ ดูก็ประหลาดอยู่
๘) เรื่องภาษาผิดกัน ให้นึกเจ็บใจเมื่อครั้งเกล้ากระหม่อมไปตรวจสายโทรเลขทางภาคปักษ์ใต้ ไปข้ามคลองอันหนึ่ง ถามเอาชื่อคลองแก่ตาหมอช้างเพื่อจะจดลงรายงาน แต่แกก็จน ขณะนั้นเห็นเด็กมาเล่นน้ำอยู่ในคลองหลายคน จึงถามเด็กว่า “คลองอะไร” เด็กเหล่านั้นแลดูตาค้างแสดงว่าไม่เข้าใจ ตาหมอช้างจึงส่งภาษาอย่างชาวปักษ์ใต้ว่า “คลองเรย” (คำ​หลังอ่านอย่างธรรมยุติสวดมนต์) มันก็บอกชื่อคลอง
ทันที จึงมานึกว่าเราก็ใช้ภาษาไม่ผิดกับชาวปักษ์ใต้ไปมากนัก หากแต่เยิ่นเย้อไปเท่านั้น ควรหรือไม่เข้าใจได้ ระลึกได้ว่าได้เคยสนทนากับพระที่เกาะสมุยมาครั้งหนึ่ง เราพูดไปท่านก็ต้องตรอง ท่านพูดมาเราก็ต้องตรอง จะโต้ตอบกันทันทีหาได้ไม่ แต่เพราะท่านก็เป็นผู้ได้เรียน เราก็เป็นผู้ได้เรียน จึงพูดกันเข้าใจได้ การพูดนั้นดูสำคัญอยู่ที่ผู้อยู่ต่อแดนต่างประเทศจำจะต้องพูดกับเขาให้เข้าใจกัน ดีกว่าจะไม่รู้ภาษาของเขาเสียเลย
๙) ที่ตรัสเรียกว่า “ชมพู่สำลี” นึกแปลคำ “สำลี” ข้างท้ายไม่ออก มีแม่สำลีลูกสาวพระยาอนุชิต (สาย) อยู่คนหนึ่ง ดูก็ไม่น่าจะมาเกี่ยวข้องกับชมพู่นั้นเลย “ชมพู่แดง” ก็แปลออกว่า เพราะสีมันแดงผิดไปจากธรรมดาของชมพู่ ชมพู่ธรรมดาจะต้องเป็น
สีชมพู ที่เราใช้อยู่ว่า “สีชมพู” ก็คือหมายถึงลูกชมพู่นั้นเอง ที่มาแปลกันว่า “หว้า” หรือ “ต้นหว้า” นั้นเห็นจะผิดไปมาก อันการแปลผิดนั้น ถ้าไต่สวนน้อยก็อาจแปลผิดไปได้มากเหมือนหนึ่ง “ขทิร” เราแปลกันว่าต้นตะเคียน สมเด็จพระพุทธโฆษาจารย์ท่านดูหนังสือบาลี ปรากฏว่า “ขทิร” นั้นมีหนาม เพราะฉะนั้นจะเป็นต้นตะเคียนหาได้ไม่ ได้ดูสอบ​พจนานุกรมภาษาบาลีเขาก็บอกชื่อไว้เป็นภาษาลาติน เลยไม่รู้ว่าต้นอะไร อันชื่อภาษาลาตินนั้นก็ไม่แน่ เคยถามพวกนักเรียนพฤกษศาสตร์ บอกชื่อไม่ลง
กันก็มี ต่อมาจึงได้ทราบว่า นักเรียนต่างโรงเรียนกันจะตีกันตายด้วยเรื่องชื่อต้นไม้ก็มี เหตุที่เป็นดังนั้นก็เพราะท่านอาจารย์ท่านคิดตั้งชื่อต้นไม้เอาตามชอบใจ เว้นแต่เอาอย่างกันจึงลงกัน ถ้าไม่รู้ก็ต่างกันไป ครั้งหนึ่งเขาเกณฑ์พระราชาคณะผู้ใหญ่ให้แปลมหาชาติ สมเด็จพระพุทธโฆษาจารย์ท่านคิดจะรับแปลกัณฑ์มหาพน เกล้ากระหม่อมทัดทานว่าอย่าเอาเข้าไปเลยจะต้องแปลชื่อต้นไม้ตายทีเดียว ท่านเห็นด้วยจึ่งเลี่ยงไปรับเอากัณฑ์กุมาร
๑๐) “แขกเทศ” คำนี้ ถ้าจะแปล “แขก” ก็ว่าคนมาแต่ต่างถิ่น “เทศ” ก็แปลว่าต่างประเทศ เห็นจะไม่กำหนดว่ามาแต่ประเทศไร ถือศาสนาอะไร เหมือนคำ “เทศ” อื่นๆ เช่น “ม้าเทศ นกกระจอกเทศ” เป็นต้น นั่นก็หมายความว่าเป็นสัตว์มาแต่ต่างประเทศ ที่เรียก “พราหมณ์เทศ แขกชวา แขกมลายู” นั้นรู้อยู่แล้วว่ามาแต่ไหน ถือศาสนาอะไร
พูดถึงคำนี้ก็นึกถึงนายเรโกลี แกเคยถามว่าลูกฝรั่งทำไมจึงเรียกว่า “ฝรั่ง” ที่เมืองฝรั่งไม่มีเลยก็ต้องจนแก ตอบแกไม่ได้ เพราะไม่ได้ตริตรองเตรียมตัวไว้เลย
​ข่าว
๑๑) เมื่อวันที่ ๒๖ ที่แล้วมา ได้รับใบดำบอกว่าสมเด็จพระพุฒาจารย์ (เข้ม) วัดพระเชตุพน ฯ ถึงมรณภาพแล้ว กำหนดการพระราชทานน้ำอาบศพวันนั้นเวลา ๑๖.๐๐ น. แต่แม่โตต้มสุกมอบน้ำให้ชายงั่วไปแล้วจึงไม่ได้ไป ไม่ได้เห็นอะไรมากราบทูล
๑๒) ครั้นวันที่ ๒๗ แม่โตบอกว่าพรุ่งนี้จงไปทำขวัญเดือนให้ลูกชายดิศ ครั้นรุ่งขึ้นก็ไปวังวรดิศตามที่แกนัด แกอุ้มเด็กให้ทำขวัญด้วยแกถือว่าเป็นลูกของแก หน้าตาป้อยล่อยดี
๑๓) เมื่อวันที่ ๒๙ พฤศจิกายน ได้รับหมายมาแต่สำนักพระราชวัง ๒ ฉบับ มีใบพิมพ์หมายกำหนดการส่งมาด้วยงานละฉบับ คือ
(๑) หมายทรงบำเพ็ญพระราชกุศลร้อยวัน พระราชทานที่ศพนายตั้ว ลพานุกรม ที่บ้าน ณ วันที่ ๓ พฤศจิกายน เวลา ๑๗.๐๐ น.
(๒) แล้วรุ่งขึ้น ณ วันที่ ๔ เวลา ๑๖.๓๐ น. พระราชทานเพลิงศพ นายตั้ว ลพานุกรม ที่สุสานวัดเทพศิรินทร์
แล้วยังได้รับใบพิมพ์หมายกำหนดการอีก ๖ ฉบับ คือ ​งานร้อยวันกับงานพระราชทานเพลิงศพอย่างละ ๒ ฉบับ กับทั้งมีหมายกำหนดการเปิดประชุมสภาผู้แทนส่งมาด้วยอีก ๒ ฉบับ เข้าใจว่านี่เป็นส่งนอกทางราชการ อยู่ข้างจะฟุ่มเฟือย จึงได้แบ่งส่งมาถวายเพื่อทราบฝ่าพระบาทอย่างละฉบับ การเปิดสภาผู้แทนราษฎรจะมีหมายส่งมาให้ต่อไปหรืออย่างไรก็ไม่ทราบ
๑๔) เมื่อวันเสาร์เดือนนี้ วันที่ ๒๙ นั้น ได้รับลายพระหัตถ์เวร ซึ่งลงวันที่ ๒๔ พฤศจิกายน กับหนังสือพิมพ์รูปผู้หญิงหน้าลาย เร็วผิดปกติกว่าที่เคยมาก ตรวจดูเห็นซองปิดสองหัว เป็นกระดาษม่วงข้างหนึ่ง กระดาษแดงข้างหนึ่ง ไม่มีตราโฆษณาประทับ จะกราบทูลสนองลายพระหัตถ์นั้นในคราวอื่น
คงจะทรงสังเกตได้ว่าหลบคำ “ทีหลัง” “ภายหลัง” อะไรเหล่านั้น หากจะใช้ก็แต่จำเป็นที่จะทำความเข้าใจให้ผิดไป.
ที่ ๑๖/๒๔๘๔ หมายกำหนดการ
​ที่ ๑๖/๒๔๘๔
หมายกำหนดการ
พระราชพิธีทรงบำเพ็ญพระราชกุศล ๑๐๐ วัน
อุทิศพระราชทานนายตั้ว ลพานุกรม
ธันวาคม พุทธศักราช ๒๔๘๔
นายกรัฐมนตรี ในตำแหน่งบังคับบัญชาสำนักพระราชวัง รับบัญชาคณะผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์ว่า ทรงพระกรุณาโปรดเกล้า ฯ ให้กำหนดการพระราชพิธิทรงบำเพ็ญพระราชกุศล ๑๐๐ วัน อุทิศพระราชทานนายตั๋ว ลพานุกรม รัฐมนตรีสั่งราชการแทนรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการเศรษฐกิจ ดังรายการต่อไปนี้
วันที่ ๓ ธันวาคม เวลา ๑๗ นาฬิกา คณะผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์ทรงวางพวง​ดอกไม้ของหลวงพระราชทานแล้ว ทรงจุดธูปเทียนเครื่องนมัสการ พระสงฆ์ ๑๐ รูป สวดพระพุทธมนต์จบแล้ว ทรงทอดผ้า พระสงฆ์ ๑๐ รูปบังสุกุลทรงจุดเทียนเครื่องทรงธรรม พระราชาคณะถวายพระธรรมเทศนากัณฑ์ ๑ พระเปรียญ ๔ รูปสวดธรรมคาถาจบแล้ว ทรงประเคนจตุปัจจัยไทยธรรมและทรงทอดผ้า พระสงฆ์ ๕ รูปบังสุกุล ถวายอนุโมทนา
วันที่ ๔ ธันวาคม เวลา ๑๑ นาฬิกา เลี้ยงพระสงฆ์ ๑๐ รูปที่สวดพระพุทธมนต์แต่วันก่อน แล้วพระสงฆ์ ๔๓ รูปบังสุกุล เป็นเสร็จการ
การแต่งกาย
วันที่ ๓ ธันวาคม แต่งเครื่องแบบปกติ ไว้ทูกข์ ประดับราชอิสริยาภรณ์ ไม่สวมสายสะพาย
วันที่ ๔ ธันวาคม แต่เครื่องแบบปกติ ไว้ทุกข์
สำนักพระราชวัง
หมายมา ณ วันที่ ๒๘ พฤศจิกายน พุทธศักราช ๒๔๘๔
ที่ ๑๗/๒๔๘๔ หมายกำหนดการ
​ที่ ๑๗/๒๔๘๔
หมายกำหนดการ
รัฐพิธีพระราชทานเพลิงศพ นายตั้ว ลพานุกรม
ณ เมรุวัดเทพศิรินทราวาส
ธันวาคม พุทธศักราช ๒๔๘๔
นายกรัฐมนตรี ในตำแหน่งบังคับบัญชาสำนักพระราชวัง รับบัญชาคณะผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์ ให้กำหนดการรัฐพิธีพระราชทานเพลิงศพ นายตั้ว ลพานุกรม รัฐมนตรีสั่งราชการแทนรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการเศรษฐกิจ ดังต่อไปนี้
วันที่ ๔ ธันวาคม เวลา ๑๔ นาฬิกา เจ้าพนักงานยกโกศศพขึ้นรถม้าประเทียบออกจากบ้านถนนสาธร ไปตามถนนคอนเวนต์ ถนนสีลม ถนนพระรามที่ ๔ ถนนไมตรีจิตต์ ถนนหลวง เข้าสู่สุสานหลวงวัดเทพศิรินทราวาส ตั้งกระบวนมีฉัตรและกลองชนะนำเวียนเมรุแล้วยกโกศศพขึ้นตั้งบนจิตกาธานในเมรุ
​เวลา ๑๖ นาฬิกา ๓๐ นาที คณะผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์ไปยังพลับพลาอิสริยาภรณ์ วัดเทพศิรินทรทราวาส ประธานคณะผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์ทอดผ้าไตรของหลวง พระสงฆ์ ๕ รูปบังสุกุลแล้ว คณะผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์ขึ้นเมรุ ประธานคณะผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์ทรงวางเครื่องพระราชทานขมาศพ และทรงจุดเพลิงหลวงเผาศพนายตั้ว ลพานุกรม รัฐมนตรีสั่งราชการแทนรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการเศรษฐกิจ ชาวพนักงานประโคมปี่กลองตามเกียรติยศเสร็จแล้ว คณะผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์กลับ
งานรัฐพิธีนี้มีพระพิธีธรรมสวดพระอภิธรรมประจำซ่าง
การแต่งการแต่งเครื่องแบบครึ่งยศ ไว้ทุกข์ ประดับราชอิสริยาภรณ์
สำนักพระราชวัง
หมายมา ณ วันที่ ๒๘ พฤศจิกายน พุทธศักราช ๒๔๘๔
ที่ ๑๘/๒๔๘๔ หมายกำหนดการ
​ที่ ๑๘/๒๔๘๔
หมายกำหนดการ
รัฐพิธีฉลองรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย
พุทธศักราช ๒๔๘๔
นายกรัฐมนตรี ในตำแหน่งบังคับบัญชาสำนักพระราชวัง รับบัญชาคณะผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์ว่า การรัฐพิธีฉลองรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย ปี ๒๔๘๔ ให้กำหนดดังต่อไปนี้
วันที่ ๑๑ ธันวาคม พนักงานพระราชพิธีเชิญพระพุทธปฏิมาชัยวัฒน และฉบับรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย ไปประดิษฐาน ณ พระที่นั่งอนันตสมาคม พระราชวังดุสิต พร้อมด้วยเครื่องมงคลพิธี
เวลา ๑๗ นาฬิกา คณะผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์ไปยังพระที่นั่งอนันตสมาคม ประธานคณะผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์ทรงจุดธูปเทียนเครื่องนมัสการ พระสงฆ์ ๑๕ รูป​เจริญพระพุทธมนต์ จบแล้วคณะผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์ประเคนผ้าไตรของหลวง
วันที่ ๑๒ ธันวาคม เวลา ๑๐ นาฬิกา ๓๐ นาที คณะผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์ไปยังพระที่นั่งอนันตสมาคม ประธานคณะผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์ทรงจุดธูปเทียนเครื่องนมัสการ พระสงฆ์ถวายพระพร จบแล้ว คณะผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์ ประเคนภัตตาหารของหลวง พระสงฆ์ ๑๕ รูปรับพระราชทานฉันเสร็จแล้ว คณะผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์ประเคนเครื่องไทยธรรมของหลวงพระสงฆ์ถวายอนุโมทนา
การแต่งกาย
วันที่ ๑๑ ธันวาคม เย็น แต่งเครื่องแบบเต็มยศ ประดับราชอิสริยาภรณ์ สวมสายสะพายราชอิสริยาภรณ์ช้างเผือก
วันที่ ๑๒ ธันวาคม เช้า แต่งเครื่องแบบครึ่งยศ ประดับราชอิสริยาภรณ์
สำนักพระราชวัง
หมายมา ณ วันที่ ๒ ธันวาคม พุทธศักราช ๒๔๘๔
วันที่ ๙ ธันวาคม พ.ศ. ๒๔๘๔ น
​ตำหนักปลายเนิน คลองเตย
วันที่ ๙ ธันวาคม ๒๔๘๔
กราบทูล สมเด็จกรมพระยาดำรง ฯ ทราบฝ่าพระบาท
จะกราบทูลสนองลายพระหัตถ์เวร ซึ่งลงวันที่ ๒๔ พฤศจิกายนต่อไปนี้
สนองลายพระหัตถ์
๑) พี่น้องพระยาธรรมศาสตร์ (จุ้ย) เคยรู้จักตัวแต่พระยาพิพิธ (ชม) กับนายโชติ ส่วนคุณหญิงเชยนั้นไม่รู้จักตัว ทราบแต่ว่าเป็นภรรยาพระยาอนุชิต (สาย) ยังล้อกันอยู่ว่า “ผึ้งต่าย” เจ้าจอมจำเริญกับเจ้าจอมลม้ายนั้นมืดแปดด้านไม่รู้จักเลย พระยาอนุศาสตร์ (จุ้ย) เกล้ากระหม่อมสำคัญว่าตายนานแล้ว ต่อคุณหญิงชุ่มกับดุษฎีดิศมาตามจึงรู้ว่าเพิ่งตาย เล่นเอาต้องถามว่าบ้านอยู่ที่ไหน เคยทราบแต่บ้านฟากข้างโน้นแต่ก็
เก่าแก่เต็มทีแล้ว ที่ไม่รู้จักคุณหญิงชุ่มก็เพราะไม่เคยเห็นเลย เคยรู้จักแต่เจ้าพระยามุขมนตรีกับหม่อมแช่ม แต่ทราบว่าทั้งสามคนเป็นพี่น้องกัน ทั้งได้ทราบอย่างเลวๆ ว่า พระยามุขมนตรีเป็นลูกท่านน้อย แต่วงศ์วานจะมาทางไรไม่ทราบ ที่ตรัสชี้แจงให้เข้าใจนั้นดีมาก พระยาธรรมศาสตร์ ​(จุ้ย) นั้นเคยทราบว่ามีเมียเป็นฝรั่ง ได้เคยสอนให้ “นุนู” เต้นรำแต่เมื่อเล็กๆ เพราะเหตุนั้นจึงต้องไปในการอาบน้ำศพ ไปก็เห็นผู้หญิงฝรั่งแก้มตอบๆ คนหนึ่งนั่งปนอยู่กับผู้หญิงไทย เข้าใจว่าเป็นคนนั้นแต่ไม่ได้พูดกัน
๒) เสือพวกลายเป็นดวงๆ เคยเห็นชาวเราเอามาเลี้ยงกันอยู่บ่อย ๆ ออกจะเชื่องได้มาก ๆ เคยเรียกหารูปเสือเอาแก่ชายไส จะเอามาเขียนอะไรก็ลืมเสียแล้ว แกก็หาให้มา แต่จำลายลางแห่งได้ว่าไม่เหมือนกับที่เคยเห็น แต่ชายไสแกว่าเสือนั้นมีหลายอย่างมากนัก ก็เห็นว่าตามที่แกว่านั้นเป็นความจริง เอาแต่สองอย่างว่าอย่างไรเป็น
เสือดาว อย่างไรเป็นเสือลายตลับ เท่านั้นก็ตกเสียแล้ว หรือนับว่าเป็นอย่างเดียวกันก็ไม่ทราบ พวกเรียนบาลีแปล “ทิปิ” กันว่าเสือเหลือง คำ “ทิปิ” ก็หมายถึงเสือชนิดลายกลม ๆ เสือดาวกับเสือลายตลับจะเป็นชนิดเดียวกันหรือต่างกันก็ไม่ทราบ ที่เรียกรวมกันนั้นมีมาก เช่นเนื้อเป็นต้นที่เรียกแจกออกไปเป็นว่า “กวาง” ว่า “ละมั่ง” ก็มี เกล้ากระหม่อมก็อยากทราบว่าชื่ออย่างไรเป็นชนิดไรที่เรียกว่า เนื้อ ดูตรงกับคำว่า “มังสะ”
​ที่เขียนว่า “ราชสีห์” เข้าใจว่าจะหมายถึงนายสิงห์ ที่เขียน “สีหราช” เข้าใจว่าจะหมายยกย่องพระราชาว่าเก่งดุจสิงห์ นี่เป็นเข้าใจเอาเอง
๓) ที่่ว่าหน้าเป็นลูกตาลเชื่อมเกล้ากระหม่อมก็ทราบ แต่ลืมแล้ว ต่อตรัสขึ้นจึ่งนึกได้ แต่ที่ว่ารูปร่างเป็นขวดเหล้าฮ็อกนั้นไม่ลืม ที่เอาคำนั้นมาใช้โทรเลขอยู่ข้างจะหนักมือ
๔) เรื่อง “โทน” “ทับ” และ “ตะโพน” นั้นชอบกลจะรอการวินิจฉัยไว้ ฟังกระแสพระดำริซึ่งตรัสไว้ในท้ายลายพระหัตถ์ ว่าจะทรงวินิจฉัยใหม่นั้นก่อน อย่างไรก็ดี ละครของเรานั้นเข้ากับโทนเป็นแน่ อย่างที่กราบทูลถึง “จ๊ะจ๋งจ๊ะ” เป็นต้น ซ้ำยังได้ตรัส
อ้างถึงเพลงลงสรงและร้องรถร้องม้าก็เรียกว่า “โทน” นั้นเป็นต้น แต่ล้วนเป็นหลักฐานว่าละครเข้าด้วยโทนทั้งนั้น นั่นก็ไม่ประหลาดอะไร เห็นได้ว่าสืบมาแต่ “โนรา” คำ “ทับ” ก็มีหลักฐาน เช่นเรียกว่าหน้าทับอะไรต่ออะไรเป็นต้น แม้ในตำราบทดอกสร้อยก็ปรากฏอยู่ เช่น “ทับเนรปัตตี” เป็นต้น ตะโพนกลัวจะเป็นของใหม่ จะแบกเอา
ลงไปตีเล่นในสระแก้วดูใหญ่โตเกินไป ได้ลองถามพวกมอญว่าตะโพนมอญเรียกอะไร เขาบอกว่าเรียก “ปัตตะยา” แล้วเขาอธิบายด้วยว่าคือ “พาทยะ” นั้นเอง ​ดูก็ไม่เข้าเรื่อง มีอีกไม้หนึ่ง พวกครูปี่พาทย์เขาจัดให้ลูกศิษย์ไหว้ครูเขาให้เคารพตะโพน เรียกว่า “พระประโคนทับ” มีคำ “ทับ” อยู่ที่ “ตะโพน” แต่เห็นว่าไม่ใช่หมายเอาคำ “ทับ” เป็นหมายเอาที่ได้มาแต่เรื่องรามเกียรติ์ว่าเป็นเครืองมือของเทวดาจึงควรเคารพ
๕) กระแสพระดำรัสในเรื่องก่องนม ตามพระดำรัสนั้นถูกหมดเสียด้วย ซ้ำเป็นคติในทางความรู้เสียด้วย จะกราบทูลรับรองแต่ในสิ่งที่ได้ทราบ ในการที่หญิงสาวเปิดนมไม่ใช่มีแต่รูปเขียน ได้ไปเห็นหญิงสาวชาวเมืองลับแลเขาห่มผ้าคล้องคอ เห็นจะอย่างที่ในกฎมนเทียรบาลเรียกว่า “ห่มสไบสพักสองบ่า” แต่ผ้าห่มนั้นจะปลิวไปข้างไหนก็ช่าง ก็คือเปิดนมนั่นเอง อาจารย์นาคเขียนรูปนางมารไว้ที่วิหารทิศด้านหน้าวัดพระเชตุพน กรมหมื่นวรวัฒน์มาชมว่าเขียนดี เขียนนางมารแก่ไม่ใช่เขียนอย่าง
ภาพกาก เล่นเอาต้องไปดู เห็นเขียนหน้าเป็นนางผู้ใหญ่ทั้งนมก็คล้อย จึงเข้าใจว่าท่านเขียนอย่างไร กับเมื่อเป็นนางนอซาตอน ละครเรื่อง “นิทราชาคริต” ในเรื่องว่าเจ้าสาวแต่งงานนั้นแต่งตัว ๗ คาบ ๗ สี สมเด็จพระราชปิตุลาจึงทรงจัดเครื่องแต่งตัวมา ๗ สำรับ แต่ได้แต่งไม่ถ้วนสำรับ เพราะตัวเองเบื่อกับทั้งกลัวคนดูจะเบื่อด้วย เพราะไม่มี​การดำเนินเรื่อง ในเครื่องแต่งตัวนั้นเป็นอย่างอินเดีย มีก่องนมติดกับเสื้อกั๊กมาด้วย
ที่สมเด็จกรมพระยาวชิรญาณวโรรสท่านทรงใช้คำว่า “สไบเฉวียง” นั้นก็ถูก เพราะห่มพาดบ่าซ้าย เป็นคำเขมร “เฉวียง” ว่าซ้าย คู่กับ “สดำ” ว่าขวา แต่คำทางเราก็มีว่า “เฉียง” ถ้ายืดออกก็เป็น “เฉลียง” ใช้ในทางว่าเป๋ๆ เป็นไปในทิศว่า “เฉลียงๆ” เห็นจะหมายความว่าเท เฉลียงเรือนก็จะหมายว่าหลังคาเทนั่นเอง แต่นี่เป็นเรื่องคำ ลางทีก็จะเดาถูก ลางทีก็จะเดาผิด กราบทูลไปตามบุญตามกรรมเท่านั้นเอง
๖) หญิงเภา หมายถึงตะเภาทองนั้นเข้าใจ ไม่ใช่หมายถึงคำเภาว่าสุดท้อง เมื่อหญิงแก้วหมายความว่า ตะเภาแก้ว ก็เป็นสิ้นปัญญา เห็นกลักไอศกรีมของเธอทำเป็นรูปนกแก้ว จึงพาให้หลงเข้าใจไปว่าชื่อของเธอนั้นตั้งใจว่านก
๗) พระเจดีย์ทององค์ต้นที่วัดราชบพิธ เห็นจะเป็น “สุนันทาอนุสาวรีย์” แน่ เพราะคำผูกเก่า ๆ ไม่เห็นสู้จะมีสนธิ เหตุด้วยภาษาเราเป็นคำโดด ๆ อนึ่ง คำ “อนุสาวรี” ก็เป็นคำเดาผิด เดี๋ยวนี้เขาแก้กันไปเป็น “อนุสสรณีย์” ก็มี คำเหล่านี้ทำให้นึกถึงสมเด็จกรมพระยาวชิรญาณวโรรส ท่านโปรดอย่าง​เก่า เช่น “พระที่นั่งอิศเรศราชานุสร” เป็นต้น แปลว่าโปรด คำ “อนุสรณ์”
ตามลายพระหัตถ์ว่าควรจะแนะนำให้พระธรรมปาโมกข์ท่านจารึกชื่อติดเสียนั้น เห็นจะไม่ควรบังคับท่านโดยตรง ควรจะบอกท่านแต่ว่าควรมีจารึกติดเท่านั้น ท่านจะจารึกติดหรือไม่ก็ตามที
ธรรมดาจารึกติดนั้นอาจจะหลุดไปเสียได้ง่าย ๆ อย่างไรก็ดี อยากจะกราบทูลถามเพื่อได้รู้ว่าประตูถนนใหม่นั้นเดิมทีมีรูปร่างเป็นอย่างไร เกล้ากระหม่อมไม่เคยเห็น ได้เห็นต่อเมื่อทำเป็นประตูยอดอย่างเทศไปเสียแล้ว แต่ที่แก้เป็นสามช่องขึ้นนั้นจำได้ แล้วคนก็เรียกชื่อตามที่แก้ไปว่า “ประตูสามยอด”
๘) พระบรมรูปพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้า ฯ ที่หล่อใหม่เกล้ากระหม่อมก็ได้รับ ตัวนายเฟโรจีเอามาให้เอง ไม่ได้คุยอวดอะไร เป็นแต่เกล้ากระหม่อมทักว่าใหญ่มาก และถามว่าทำอย่างไร แกบอกว่าหล่อเป็นท่อน ๆ แล้วเชื่อมต่อ
ในการหล่อที่เมืองนอกก็มีแต่พระบรมรูปพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าองค์เดียว ที่ทำดังนั้นก็เป็นอันคิดแบ่งงานซึ่งเกล้ากระหม่อมจะต้องทำ ว่าอย่างไรจะทำได้ง่ายเท่านั้น แต่ก่อนนี้ถึงจะใหญ่เท่าใหญ่เพียงไรก็หล่อกันในบ้านเรานี้ทั้งนั้น ​การสั่งของดูเป็นง่าย แต่ความจริงลางอย่างก็ง่าย ลางอย่างก็ยาก ที่ว่ายากนั้นเป็นต้นว่าแห่งใด
จะประดับศิลา แต่จะกะให้เป็นแผ่นเดียวก็จะหาศิลายาก จึงกะเป็นสองแผ่น แต่แผ่นหนึ่งมาแตกเสียตามทาง สั่งไปใหม่ได้มาก็ทำพิษ ถึงเป็นศิลาอย่างเดียวกันก็จริง แต่สีไม่เหมือนกันและลายก็ไม่เหมือนกัน คือลายหยาบกับละเอียด ก็เอาติดต่อกันเข้าไม่ได้
๙) คำว่า “นาคพัน” นั่นก็ต้องกับภาษาของเรา ทั้งเราทั้งเขมรก็เขียนอย่างนั้น แต่เขมรเขาออกเสียงเป็น “เนียกเปี๊ยน” ไปเสีย อันต้นไม้ขึ้นหุ้มปรางค์นั้นเห็นจะเป็นปกติ จนกระทั่งเมื่อเกล้ากระหม่อมไปเมืองเขมรก็ยังได้เห็นรากที่ชอนไปนั้นชอนเข้าไปไหนๆ และใหญ่หลายๆ กำด้วยไม่ใช่เล็กน้อย เว้นแต่ที่ปรางค์ “เนียกเปี๊ยน” นั้น
เขาตัดหมดเแล้ว รูปม้าซึ่งตรัสถึงนั้นโปรเฟสเซอร์เซเดส์บอกว่า โปรเฟสเซอร์อะไรคนหนึ่งว่าชื่อ “วลาห” แกออกจะภูมิใจว่าไม่มีใครรู้ เกล้ากระหม่อมก็บอกว่าข้างไทยก็มี เรียก “วลาหก” หรือ “พลาหก” แกออกจะตื่นๆ แต่ที่ทรงสันนิษฐานว่าจะเป็นม้าตัวที่พระเจ้าทรงเสด็จออกมหาภิเนษกรมณ์นั้นงามกว่า
๑๐) หนังสือเรื่องสมพาสที่ทรงนั้น ทรงเลือกเอาคนแต่งที่ดีเสียด้วย มีหนังสือสมพาสที่ข้างไทยแต่ง แต่ไม่รู้ความ​จริงอะไรเลย แต่เรารู้ก็ต้องหัวเราะ อันวิธีอยู่ไฟนั้น ถ้าเราจำทางอินเดียมาก็ไม่ประหลาดเลย สำคัญแต่ที่เราจะได้มาแต่ไหนเท่านั้น
๑๑) หนังสือพิมพ์รูปผู้หญิงหน้าลายซึ่งส่งประทานเข้าไปนั้น พิจารณาดูก็ปรากฏในใจ ว่าข้อใหญ่ใจความก็คือแนะทางให้แต่งตัวให้สวย อันเป็นธรรมดาของผู้หญิงเท่านั้น
ย้อนหลัง
๑๒) โคลงที่วัดสังกะจาย ชายงั่วแกไปคัดมาให้แล้ว มีว่า
“สังข์กจายสังฆ์กจัดด้วย เหตุใด พระเอย
สังฆเพศฤาพาลไภย ออกอ้าง
สังข์ทรงจักรไกร เกรียงเดช ดอกพ่อ
สังข์ราพนารายน์มล้าง ต่างลี้ หนีกจาย”
ที่กราบทูลถวายว่าจำได้นั้นคือบาทสาม แต่ไปหลงจำเอานิราศนรินทร์อินทร์มากราบทูล แล้วชายงั่วแกไปคัดเอาโคลงจารึกที่หลังโบสถ์มาให้อีกด้วย ว่าอยู่หลังพระประธานพ้นที่เกล้ากระหม่อมจะเห็นได้ โคลงนั้นว่าดังนี้
​“สังข์กจายหมายชื่อชี้ ใช่สงฆ์ กจายเอย
สงข์บจากเขตคง ถิ่นนี้
สังข์ราพต่อยุทธองค์ สังข์จัก กรีนา
สังข์หมู่สังข์อสูรลี้ หลบเร้น กจายหาย”
โคลงหน้าโบสถ์กับหลังโบสถ์เป็นโคลงอย่างเดียวกัน ยึดเอาสังขอสูรเป็นชื่อวัด ออกจะไม่เก่งที่เอาเรื่องไสยศาสตร์มาใส่กับพุทธศาสตร์ ทั้งสังขอสูรก็ดุเหมือนไม่มีบริวารด้วย
๑๓) ลืมไปไม่ได้กราบทูล มีผู้รู้เขาวินิจฉัยว่าคำ “ประยูระ” นั้นมาแต่คำ “อุปโยราช” แต่เกล้ากระหม่อมไม่เห็นด้วย
๑๔) เมื่อวันที่ ๒ เดือนนี้ ได้รับหมายพระราชวังสั่งเปิดสภาผู้แทนราษฎรดั่งได้กราบทูลท้าวถึงมาแล้ว มีหมายกำหนดการใบพิมพ์ส่งมาให้ด้วยฉบับหนึ่ง
บรรเลง
๑๕) มีเรื่องพิลึกกึกกือที่จะเล่าถวาย เมื่อวันที่ ๒ เดือนนี้ ตาฉาย (หม่อมอนุวงศ์ศิริวัฒน์ ลูกกรมนฤบาล) มาหาแม่โต ห่อของพะรุงพะรังมา แต่โตถามว่าอะไร แกบอกว่า “ของที่คุณพี่ต้องการ” แล้วแก้ออกเป็นขันครอบเงิน แล้ว​บอกแสดงความเสียใจว่ามีสำรับเดียว แต่แม่โตไม่รู้อะไรเลย สนทนากันจึงได้ความว่ามีผู้หญิงถือหนังสือแม่โตไปยืมขันครอบสองสำรับ ตาฉายหนักจึงมาหาแม่โตด้วยตนเอง เอาตัวผู้หญิงซึ่งถือหนังสือไปให้ใส่รถมาด้วย แต่ครั้นมาถึงตลาดประตูน้ำก็บอกให้รถ
หยุดว่าจะลงไปซื้อดอกมะลิ ท่าน (แม่โต) สั่งมาเป็นสองอย่าง คือให้มาเอาขันครอบกับให้ซื้อดอกมะลิไปให้ด้วย ตาฉายก็พาซื่อหยุดรถให้ลงแล้วคอยอยู่ตั้งครึ่งชั่วโมงก็ไม่เห็นกลับมา แปลว่าหนี เมื่อเกล้ากระหม่อมได้ฟังเรื่องก็แนะนำแม่โตว่าควรจะบอกแก่โปลิศ แต่เรื่องเกี่ยวกับตาฉายควรจะปรึกษากัน ครั้นแม่โตไปปรึกษาตาฉายก็ว่าเสียเวลาเลยระงับ คิดว่าคนที่ถือหนังสือไปเอาขันนั้นไม่ใช่ตัวการ ตัวการคงมีต่างหากที่รู้ความเป็นไปทั้งสองข้าง
๑๖) สมเด็จพระพุทธโฆษาจารย์ท่านได้รับแจกหนังสือตีพิมพ์ในงานศพ ท่านฝากชายงั่วมาให้ เพราะเป็นหนังสือเรื่องรามเกียรติ์ครั้งกรุงธน มีบานแพนกลงไว้ว่าจุลศักราช ๑๑๓๒ (พ.ศ. ๒๔๑๓) ปีขาล โทศก เพราะในนั้นมีคำแปลก ๆ ก็จริงดอก มีคำแปลก ๆ อยู่บ้าง เพราะเป็นหนังสือเก่า แต่ดูจะเป็นเขียนเขลาแก้เขลาเสียมาก
แต่อย่างไรก็ดี จะไม่กราบทูลคำเท่านั้น จะกราบทูลแต่อื่น ๆ ในหนังสือนั้นตอนพระมงกุฎ​พบ “เมื่อนั้น” แต่สองแห่ง นอกนั้นก็เป็นกลอนเต็มๆ แต่เกล้ากระหม่อมต้องกราบทูลสารภาพว่ายังอ่านไปไม่ตลอด แต่สังเกตได้ว่าพบ “เมื่อนั้น” น้อยก็ต้องเป็นว่าที่มี “เมื่อนั้น” “บัดนั้น” ทุกบทไปเป็นของเกิดทีหลังครั้งกรุงธน
อีกอย่างหนึ่งที่บอกหน้าพาทย์ไว้นั้นก็แปลกมาก เป็นต้นว่าเพลง “เข้าม่าน” ในชีวิตเกล้ากระหม่อมก็เห็นว่าทำกันอยู่แต่โหมโรงสวดมนต์เย็น แต่ในหนังสือนั้นมีลงหน้าพาทย์เพลง “เข้าม่าน” ด้วย คิดไปก็เห็นว่าไม้กลอง ไม่ผิดอะไรกับ “เชิดฉาน” ซึ่งยัง
คงใช้อยู่ก็ควรจะใช้ได้ อันเพลงต่างๆ นั้นอาจใช้แทนกันได้ เหมือนหนึ่งเจ้าพระยาเทเวศรท่านเคยเล่าให้ฟัง ว่าละครหลวงเรียกหน้าพาทย์ว่า “จิ้งจกทอง” เล่นเอาคนปี่พาทย์เหลียวหน้าแลหลัง แปลว่าถามกันว่าใครได้บ้าง ท่านก็บอกว่า “เพลงฉิ่ง” พวกปี่พาทย์ก็เอาเพลงฉิ่งตีให้ก็เป็นได้กัน แปลว่าจิ้งจกทองก็เป็นเพลงฉิ่งเหมือนกัน
ในรามเกียรติ์ทางอินเดีย เขาว่าพระรามมีลูกสองคนเป็นฝาแฝด คนหนึ่งชื่อ “ลว” อีกคนหนึ่งชื่อ “กุศ” คนหลังนี้มาถึงเมืองเราเปลี่ยนเป็น “มงกุฎ” จะเห็นว่าคำ “กุศ” นั้นเลวไปหรือไม่เป็นภาษาจึงเปลี่ยนเสีย ชาวบ้านเรียกกันเป็น “บุดลบ” เสียด้วยซ้ำ ในคำว่า “มงกุฎ” ทำให้เกิดสงสัยขึ้น ​ว่าทูลกระหม่อมเราจะมีพระนามอย่างนั้น โดยหมายว่าเป็นลูกพระรามเสียดอกกระมัง ชื่อเมืองลพบุรีอาจจะหมายว่าเป็นเมืองของพระลพก็เป็นได้ เพราะคนโบราณท่านรู้หลักทางอินเดีย
เรียน
๑๗) คำต่อท้ายพระนามพระเจ้าแผ่นดินที่มีว่า “มหาราช” เข้าใจว่าเป็นของฝ่าพระบาททรงบัญญัติขึ้น อยากทราบว่าเลียนเอาคำ “The Great” ของฝรั่งหรือไม่ใช่ และคำ “The Great” นั้นใครตั้งให้ นักพงศาวดารหรือคนอื่น ได้ทรงทราบบ้างหรือไม่
รายการ
๑๘) วันจันทร์เดือนนี้ วันที่ ๘ ได้รับลายพระหัตถ์เวรซึ่งลงวันที่ ๓๐ พฤศจิกายน อันเป็นเวลาควรและตามเคยได้รับมาแต่ก่อน มีปะปิดสองหัวและมีตราสี่เหลี่ยมรีโฆษณาประทับหลังซอง จะกราบทูลสนองความในลายพระหัตถ์นั้นคราวหน้า
ควรมิควรแล้วแต่จะโปรด
สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ เจ้าฟ้ากรมหลวงนริศรานุวัดติวงศ์
วันที่ ๑๖ ธันวาคม พ.ศ. ๒๔๘๔ น
​ตำหนักปลายเนิน คลองเตย
วันที่ ๑๖ ธันวาคม ๒๔๘๔
กราบทูล สมเด็จกรมพระยาดำรง ฯ ทราบฝ่าพระบาท
ฝ่าพระบาทคงจะรำคาญพระทัยที่ไม่ได้ทรงรับหนังสือเวร ที่งดเสียไม่ได้ส่งก็เพราะรถไฟไม่เดินออกมาถึงปีนัง งดตั้งแต่หนังสือเวรซึ่งลงวันที่ ๙ ธันวาคม แต่อยู่ว่างเปล่าก็ร่างตอบลายพระหัตถ์เวร ฉบับซึ่งลงวันที่ ๓๐ พฤศจิกายน นั้นไป ถ้ารถไฟเดินออกมาถึงปีนังเมื่อไรก็จะส่งมาถวายเมื่อนั้น
สนองลายพระหัตถ์
๑. ในเรื่องเครื่องทำเพลงนั้นได้คติมาก เห็นในใจว่าแต่ก่อนนี้มีแต่ร้องโดยลำลอง เช่นเพลงปรบไก่เป็นต้น แล้วจึงเอาเครื่องทำเพลงเข้าผสมทีหลัง เห็นได้ที่คำ “สังเค็ด” ก็หมายความว่าที่พระขึ้นสวดร้องสี่องค์ ได้กันกับ “สังคีตรตนากร” หรือคำ “อินๆ” ก็มีว่า “สังคีติกาจารย์” เป็นอันลงกันหมด เครื่องสังเค็ดซึ่งเราจัดไปเข้าเมรุก็เห็นว่าแต่เดิมคงจัดตั้งไปในสังเค็ดที่พระสวดแล้วนำไปสู่เมรุ
อันเครื่องทำเสียงนั้นเรามีกลองอย่างขึ้นหนังตอกตะปูกับระฆังมานานแล้ว ระฆังนั้นไปเห็นทางชวาเขาทำด้วยไม้ราง เรียกว่า “ตองๆ” ก็เห็นได้ว่านั่นเป็นต้นเดิม แล้วเรามาหล่อ​ด้วยทองเหลืองเรียกว่าระฆัง ทำไมจึงเขียน “ระฆัง” เป็นภาษาอะไร จะเขียน “ระคัง” ไม่ได้หรือ เราจะคิดเองหรือจำอย่างใครมาก็เอาไว้ที แต่ระฆังเราไม่ได้เอา
มาตีเข้ากับร้อง ใช้แต่โหม่ง ส่วนกลองนั้นเราใช้คำว่า “กลอง” เห็นว่าเป็นคำไทย แม้อย่างอื่นที่ขึ้นหนังไม่ตอกตะปูโดยมากเราก็เรียกว่ากลอง ตามภาษาของเรา เว้นแต่ลางอย่างก็เป็นอย่างอื่นไป เช่น “โทน” “ทับ” เป็นต้น สองหน้ากับเปิงมางนั้นต่างกัน สองหน้านั้นใบใหญ่ใช้ตีทั้งสองหน้าจึงเรียกชื่อว่าสองหน้า ส่วนเปิงมาง (หรือเปิง
หม่าง) นั้นย่อมลงมาใช้ตีแต่หน้าเดียวสอดกับตะโพนให้เป็นสามเสียง และถ้าเล็กลงอีกเรียกว่า “แป๊ว” แต่นั่นสำหรับใช้เพียงตีเพลงมอญเมื่อทำเสภาออกภาษามอญเท่านั้น ข้อนี้ทำให้เป็นไปว่าตะโพนและบรรดากลองที่ร้อยหนังปิดไม้หมด (ซึ่งเรียกว่า “หนังเรียด” หรือ “ไส้ละมาน”) นั้น เราจำมาจากมอญไม่เกี่ยวแก่ “โทน ทับ” ที่เอาสองหน้าไปตีกับปี่พาทย์รับเสภานั้นเห็นจะเอาไปทีหลัง ข้อเหล่านี้ทำให้เห็นว่า “โทน” กับ “ทับ” นั้นจะเป็นสิ่งเดียวกัน คือโทนอย่างเดียวเท่านั้นแต่เรียกเป็นสองชื่อ
คัมภีร์ “สังคีตรตนากร” นั้นลับ แลไม่เห็น พบแต่ “ตูรย” ว่ามี ๕ อย่าง คือ
​(๑) “อาตต” กลองขึ้นหนังหน้าเดียว
(๒) “วิตต” กลองขึ้นหนังสองหน้า
(๓) “อาตตวิตต” กลองขึ้นหนังรอบตัว อย่างนี้ไม่เคยเห็นเลย คิดว่าเห็นหนังทั้งตัวอย่างตะโพน
(๔) “ศุษิร” เครื่องลม (เป่า) กับ
(๕) “ฆน” เครื่องตี (เคาะจังหวะ)
อันนี้ก็ได้กับที่เราเรียก “เบญจดุริยางค์” หรือ “เครื่องห้า” คำ “ตันตรี” ก็พบ แปลไว้ให้ว่าเครื่องสาย ซึ่งมาตรงกับคำ “ดนตรี” ของเรา คำ “มโหรี” นั้นดูพจนานุกรมไม่พบ พบแต่ในหนังสือเรื่อง อิเหนา มีเรียกหน้าพาทย์ “มโหรี” เป็นทีว่าชื่อเพลง หรือจะ
เป็นเรียกให้ทำมโหรีก็ไม่ทราบ แต่ที่ทรงพระดำริว่าเครื่องเบาๆ ที่ทำในเรือนนั้นชอบอยู่ จะต้องเป็นเครื่องสาย ที่โบราณเขียนไว้ก็เป็นอย่างนั้น ที่เติมฆ้องขนาดเล็กและระนาดเล็กเข้าในมโหรีนั้น คิดว่าเติมทีหลัง เป็นการตื่นปี่พาทย์เสียแล้ว อนึ่งในบทละครก็มีเรียกหน้าพาทย์ว่า “ช้าปี่” “โอ้ปี่” กับเรียกลงสรงและร้องรถร้องม้าว่า “โทน” นั่นแสดงว่าละครแต่ก่อนเล่นแต่กับปี่และโทน ก็ไม่ประหลาดอะไร เห็นได้ว่ามาจาก “โนรา” ทีเดียว
​๒. คำว่า “ปูม” นั้นนึกได้สองอย่าง ผ้านุ่งก็เรียก “ปูม” ดวงชาตาเก่าๆ ที่โหรเขาจดไว้หรือลางทีก็มีจดหมายเหตุด้วยนั้นก็เรียกว่า “ปูม” สงสัยว่าจะเป็นภาษาเขมรเปลี่ยน พ เป็น ป นึกว่าที่เราพูดว่า “พูมฐาน” ก็จะเป็นอันเดียวกัน อันภาษามคธควบเข้าเป็นคำแปล “พูม” ว่า “ฐาน” คิดดูก็ลงกันได้ เรียกผ้านุ่งว่า “ปูม” ก็คือฐานะแห่งบรรดาศักดิ์ หรือเรียกดวงเก่าๆ ว่า “ปูม” ก็เป็นฐานะแห่งตัวผู้นั้นเหมือนกัน
ผ้าปูมซึ่งมีลายพลอมแพลมนั้นเป็นที่วิธีทำ คือย้อมไหมก่อนแล้วจึงทอ แต่ที่แท้ก็ต้องเขียนลายก่อนนั่นเอง เข้าใจว่าเพราะเหตุนั้นจึงได้เกิดผ้าลายตีพิมพ์ขึ้น โรงไหมของเราเป็นแน่ว่าจำมาจากเขมร แต่ที่เจ้าคุณเป้าควบคุมนั้นไม่ทราบ มาทราบเอาชั้นคุณมนตรี ในการที่ให้โรงไหมทอผ้าตราหรือสั่งให้ทำมาแต่เมืองนอกนั้นไม่ประหลาดอะไร เพราะทำมาแต่เมืองนอกนั้นง่ายกว่าที่โรงไหมจะทำ แต่เดี๋ยวนี้ผ้าตราเล็กๆ ก็ทำในนี้ เพราะมีช่างทอมากขึ้น โรงไหมซึ่งเคยทอผ้าสมปักอยู่แต่ก่อนนั้นล้มไปแล้ว
คำ “สมปัก” เราเขียนหนังสือกันเป็นเช่นนั้น แต่พูดว่า “ถมปัก” คำพูดกับหนังสือผิดกันมีถมไป จนมีคำว่า “เล่าเรียนเขียนอ่าน” ก็ทำให้เห็นว่าเขียนกับอ่านนั้นผิดกัน ครั้นได้ไปพบหนังสือเขมรเขาเขียน “สมปัต” จึงเก็บเอา​มาตื่นเต้นด้วยคิดว่าจะมีปทัฏฐานอะไรอยู่ในนั้น แต่ก็ไม่ได้เรื่อง โปรเฟสเซอร์เซเดส์บอกว่าเขมรเขาอ่าน “ซอมป้วด” ก็เลยสิ้นศรัทธา ไม่ได้สอบสวนให้ตระหนักว่าผ้าปูมจะเป็นผ้านุ่งธรรมดาหรือผ้านุ่งยศ หรือเป็นทั้งสองอย่างแต่ลายไม่เหมือนกันก็ไม่ทราบ
๓. เรื่องยา หญิงแก้วเธอนึกถึงสมเด็จพระพันวัสสานั้นควรแล้ว แต่ที่นึกถึงเกล้ากระหม่อมด้วยนั้นเป็นพิเศษ เป็นบุญคุณเหลือล้น แต่ยานั้นเธอเอามาให้หญิงอามไม่ใช่เกล้ากระหม่อม หญิงอามได้ให้หมอตรวจดูแล้ว เขาว่าไม่ใช่ยา เป็นอาหาร หญิงอามได้ให้หมอไปเที่ยวหา แต่เข้าใจว่าไม่มีในกรุงเทพฯ
๔. คำที่เรียก “ฝรั่ง” โปรดทรงอธิบายถึงมูลเดิมนั้นดีมาก เป็นความรู้ขึ้นอย่างหนึ่งซึ่งไม่ได้รู้มาแต่ก่อน อนึ่งคำ “อังกฤษ” ซึ่งเขาเขียนเปลี่ยนเป็น “บริติช” นั้น ผู้เขียนเขาก็อธิบายแล้วว่าเปลี่ยนเพราะรวมกัน ซึ่งเมื่อเราใช้คำอังกฤษอยู่นั้นยังไม่ได้รวม
๕. หนังสือ “วินัยมุข” นั้นเกล้ากระหม่อมมีฉบับสมเด็จกรมพระยาวชิรญาณวโรรสประทานไว้ แต่ไม่ได้อ่าน เป็นแต่พลิกๆ ดูเป็นดูรูปมากกว่าอื่น
​พระสงฆ์เราทุกวันนี้นับว่ามีผ้าเป็น ๖ ผืน นอกจากจีวร ๓ แล้ว ก็มีอังสะ ราดตะคดอก ราดตะคดเอว เพิ่มเข้าด้วย อันราดตะคดเอว ซึ่งไม่เป็นผ้าเราเรียกว่า “ราดตะคดลังกา” เห็นได้ว่าเราจำมาแต่ต่างประเทศไม่ใช่ของเรา ความเปลี่ยนแปลงดังนั้นย่อม
เห็นได้ว่าเป็นไปทีหลังพุทธกาล ที่เป็นหนังสือขึ้นก็ทีหลังพุทธกาลนับด้วยร้อยปี จะต้องเขียนตามที่ประพฤติกันอยู่หรือเขียนจากความจำ อันความจำนั้นก็อาจจะคลาดเคลื่อนไปได้ ยิ่งความประพฤติก็ยิ่งใหญ่ อาจเคลื่อนไปได้ยิ่งกว่าความจำเสียอีก ที่ภิกษุณีต้องมีผ้าอาบน้ำอีกผืนหนึ่งนั้น แสดงว่าภิกษุอาบน้ำต้อง “ก้า”
๖. ที่เขียนเรื่องมหาชาติคำหลวงพุ่งมาถวาย ก็ดีที่ได้ทราบว่าเด็กซึ่งสวดตามศาลารายในวัดพระแก้วนั้น เป็นของฝ่าพระบาทจัดขึ้นตามแนวเก่า
อนึ่งการที่สวดได้แต่มหาพนกัณฑ์เดียวนั้น เป็นมาแต่ครั้งขุนทินแล้ว แต่ขุนทินคงจะสวดได้จบกัณฑ์มหาพน ส่วนกัณฑ์อื่นก็คงจะรู้บ้างแต่ไม่ตลอด
ความจำของเรานั้นประหลาดหนักหนา ลางทีก็จำได้ด้วยท่อง ลางทีก็จำได้เปล่า ๆ เปลือย ๆ เห็นจะเป็นด้วยที่ตรงไหน​จับใจก็จำไว้ได้เป็นตอน ๆ เหมือนหนึ่งเรื่องมหาพนคำหลวงซึ่งกราบทูลถึงนั้นก็ยังอุตส่าห์เลือกไปจำไว้ได้บ้าง
๗. เรื่องสันกำแพง เมื่อได้ฟังพระดำริก็รู้สึกตัวว่าเขลาไปมาก ที่จริงจะทำอย่างไรก็ย่อมเป็นไปด้วยความประสงค์ทั้งนั้น ที่ทำสันกำแพงเกลี้ยงเช่นกำแพงแก้วริมทะเลที่ปีนัง ไม่ใช่แต่เพียงได้เห็น ได้เคยไปนั่งเสียด้วยซ้ำ ที่กราบทูลว่าควรทำเป็นสันอกไก่ก็เพียงแต่จะกันไม่ให้คนขึ้นไปเดินเล่น ที่ติดแก้วแตกก็เพื่อจะกันคนไม่ให้ปีนข้าม ถ้าจะทำแต่เพียงสันอกไก่ก็จะหากันไม่ได้
รั้วที่พระปฐมเจดีย์ นึกได้ว่าเป็นซี่ตรงขึ้นไป แต่ซี่นั้นจะห่างไปจนคนลอดได้หรืออย่างไรไม่ได้พิจารณา แต่ถึงจะห่างไปก็แก้ได้ด้วยก่อเป็นตาตะรางเสีย เงินที่จะต้องใช้ก็มีพระเจ้าแผ่นดินองค์หลังๆ คอยทรงอุดหนุนอยู่
๘. “ช้า” ในคำลูกคู่ร้องรับเพลง “ช้าเจ้าหงส์” นั้น คิดว่าจะเป็น “ชะ” แต่ไม่ใช่คำว่า “ช้า” จะเป็น “ชะ” ไปหมด คำ “ช้าลูกหลวง” เป็นต้นนั้น คงที่ เพราะคำ “ช้า” ในที่นั้นมาแต่คำ “ชิงช้า” อันเป็นของไกว แล้วเอาปนกันเสียยุ่งจนไม่รู้ว่าอะไรต่ออะไร กรมหมื่นพิทยาลงกรณ์เคยถามว่า “ต่ำช้า” ทำไมจึงต้องมีช้า เกล้ากระหม่อมก็ติด ติดไม่ใช่​แต่คำ “ต่ำช้า” แม้ที่ละครเขียนว่า “ช้า” ก็แปลไม่ออก ไม่ทราบว่าในที่นั้นจะหมายความว่าอย่างไร
๙. หนังสือแจกในงานศพเจ้าพระยาวรพงศ์ จะถามที่วังวรดิศ เข้าใจว่ามีแล้วที่จะส่ง
ย้อนหลัง
๑๐. อ่านรามเกียรติ์ฉบับกรุงธน ออกจะเข้าใจแล้วว่าแต่งอย่างเพลงยาว แต่เอาหน้าพาทย์ใส่เข้าตามท่วงที ลางคาบเป็นคำคี่ก็มี ลางคาบเป็นคำเดียวลงหน้าพาทย์ก็มี เพราะเหตุฉะนั้นคำ “เมื่อนั้น” จึงมีน้อย วิธีแต่งอย่างนั้นเห็นได้ว่าเป็นวิธีเก่า ทีจะเป็นมาแต่ครั้งกรุงธนขึ้นไป
ที่เรียกว่าคำหนึ่ง สังเกตว่าตัวละครร้องกลอนต้น แล้วลูกคู่ร้องรับกลอนหลัง นับว่าเป็นคำหนึ่ง จะกราบทูลถึงจับไม้ซึ่งจดไว้ว่า “แผด” กรมพระนราธิปทรงแต่งคำขับไม้เมื่อครั้งกล่อมพระเสวตคชเดชดิลก ตรัสถามมาว่า “แผด” นั้นเป็นแผดเสียงหรืออะไร ศัพท์นั้นเกล้ากระหม่อมก็เคยอ่านสะกดเหมือนกัน ให้รู้สึกเห็นขัน แต่เวลานั้นยังไม่มี
พจนานุกรมเขมรอยู่ใน้มือ จึงเลยไม่ทราบว่าอะไร แต่เมื่อถูกถามเข้านั้น มีพจนานุกรมเขมรอยู่ในมือแล้วจึงเปิดดู ได้ความไปอย่างหนึ่งว่าไม่ได้อ่านสะกด อ่านเป็นตัวควบว่า “ผแด” ไป แล้วก็แปลให้​ไว้ว่าคือคำ “๖ แผด” ก็คือ ๖ คำ เหมือนกับบทละครนั่นเอง
บรรเลง
๑๑. พระยาอนุมานแกถามว่า “ยัง” แปลว่าอะไร เป็นเรื่องพูดยากกว่าคำ “หลัง” เช่นได้กราบทูลมาแล้วนั้นไปมาก ถ้าว่าตามภาษาชาวปักษ์ใต้ เช่นถามกันว่า “เข้ยังฤา” ถ้าตอบ “ยัง” ก็เป็นมี ถ้าไม่มีจะต้องตอบว่า “หาไม่” ตรงกันข้ามกับทางเราเดี๋ยวนี้ ถ้าถามว่า “กินข้าวแล้วหรือยัง” แม้ตอบว่า “ยัง” ก็พึงเข้าใจว่ายังไม่ได้กิน แต่เมื่อนึกถึงคำเก่าเช่นว่า “ยังฝนให้ตกต้องตามฤดูกาล” นั่นคำ “ยัง” เป็นไปในทางว่าทำให้ จะ
อย่างไรก็ดี คิดว่าคำยังนั้นจะหลงมาแต่ หยั่ง อย่าง ยั่ง ยั้ง อะไรพวกนั้นก็จะเป็นได้ หากแต่ความหมายเคลื่อนเลอะไป เช่นทางปักษ์ใต้ถามกันว่า “เข้ยังฤา” ก็จะหมายความว่า ตะเข้ยังหรือ เมื่อตอบ “ยั้ง” ก็คืออยู่ ไม่ใช่แปลว่ามีก็เป็นได้ แต่นี่เป็นคิดชั่วคำเดียว ด้วยไม่ทราบคำที่ใช้ของเขาไปหมด เหมือนหนึ่งคำสุภาษิตเก่าที่ว่า “เสือยังเพราะป่าปรก ป่ารกเพราะเสือยัง ดินดีเพราะหญ้ายัง หญ้ายังเพราะดินดี” คำ “ยัง” ในที่เหล่านี้ก็คือ ยั้ง นั่นเอง
​คำ “หลัง” นั้นก็ได้ตริตรองแล้ว เมื่อมีคำ “ก่อน” หรือ “หน้า” อยู่ก็ต้องมีคำ “หลัง” ที่เกิดถ้อยร้อยความก็เพราะเอาคำ “หลัง” ไปปรับเข้ากับคำอดีต แปลว่าปรับผิด ไม่ใช่คำผิด ที่ปรับผิดก็คืองง เมื่อ “อนาคต” ปรับว่า “ก่อน” “อดีต” จึงได้ปรับว่า “หลัง” แต่ที่จริงปรับผิดทั้งนั้น พระท่านบอกศักราช ท่านใช้คำ “อดีต” ว่าล่วงแล้ว ใช้คำ “อนาคต” ว่าจะมาในเบื้องหน้า นับว่าท่านปรับถูก
๑๒. เห็นในรูปเรื่องขุนช้างขุนแผน ซึ่งเขาเขียนลงในหนังสือพิมพ์ประมวญวันมีรูปลิงเห็นข้างหลัง เขาแหกชายกระเบนไว้ให้หางลอดออกมา ทำให้ได้สติมาก เราเขียนรูปลิงกัน ถ้าเป็นอย่างโบราณก็มีแต่ผ้าทิพย์ (คือผ้ารัดเอว) ที่ทำดังนั้นก็เท่ากับนุ่งผ้าอาบ หางย่อมลอดออกมาได้ไม่ขัดข้อง แต่ที่เขียนกันนั้นลิงตัวนายก็แต่งตัวอย่าง
รูปมนุษย์ตัวนาย ที่ทำดังนั้นก็คิดว่าเพื่อจะให้เห็นว่าเป็นพญาวานร ลางทีก็ไม่เขียนหาง ลางทีก็เขียนหางด้วย แต่งรูปที่เขียนหางนั้นเขียนรูปข้างหน้า เขียนหางไว้ที่หว่างขา เห็นว่านั่นก็เอาอย่างจากลิงโขน โขนเขาเอาหางผูกไว้ใต้ผ้าทิพย์ เป็นครึ่งเก่าครึ่งใหม่ แต่ถึงจะทำชายกระเบนแหกเอาหางออกก็ไม่ได้อยู่นั่นเอง ยังติดสนับเพลาอีกชั้นหนึ่ง จึงเป็นทางให้ได้คติคิด
​๑๓. นอกจากคำ “สังคีติกาจารย์” ยังนึกได้ “คันถรจนาจารย์” อีกคำหนึ่ง ถามชายงั่วให้ความเห็นว่า ที่เรียก “คันถรจนาจารย์” มีมาก เป็นภาษาอรรถกถา หมายความว่าผู้แต่งตามใจ (อย่างที่กราบทูลมาว่า “นิพนธ์”) “สังคีติกาจารย์” นั้นมีน้อย ทีจะหมายความว่าเก็บผสม (อย่างที่กราบทูลเช่น “อโณทัยอภัยทัต”) แต่ดูศัพท์ “สังคีต” ก็แปลว่าร้อง ที่เข้าใจว่าเก็บผสมนั้นเห็นจะเป็นที่เคลื่อนความหมายไปทีหลัง
ควรมิควรแล้วแต่จะโปรด
สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ เจ้าฟ้ากรมหลวงนริศรานุวัดติวงศ์
โฆษณา