Blockdit Logo
Blockdit Logo (Mobile)
สำรวจ
ลงทุน
คำถาม
เข้าสู่ระบบ
มีบัญชีอยู่แล้ว?
เข้าสู่ระบบ
หรือ
ลงทะเบียน
Wichai Purisa
•
ติดตาม
2 ต.ค. เวลา 09:18 • วิทยาศาสตร์ & เทคโนโลยี
The dementia vaccine some of us are taking without realising
วัคซีนป้องกันโรคสมองเสื่อมที่พวกเราบางคนได้รับโดยไม่รู้ตัว
หลักฐานจากการวิจัยทางวิทยาศาสตร์ สะสมเพิ่มมากขึ้นอย่างเงียบๆ มานานกว่าทศวรรษแล้ว และในขณะนี้ บรรดาผู้เชี่ยวชาญ ก็ไม่อาจมองข้ามหลักฐานการวิจัยเหล่านี้ได้อีกต่อไป
การต่อสู้กับโรคสมองเสื่อม เป็นศึกที่วงการวิทยาศาสตร์และมนุษยชาติกำลังเป็นฝ่ายพ่ายแพ้ ปัจจุบันมีผู้ป่วยโรคสมองเสื่อมนี้มากกว่า 55 ล้านคน และคาดว่าตัวเลขดังกล่าว จะเพิ่มขึ้นเป็นสองเท่าทุกๆ 20 ปี ท่ามกลางสังคมผู้สูงอายุ
ภายในปี ค.ศ. 2050 จะมีผู้ป่วยโรคสมองเสื่อมเกือบ 140 ล้านคน และคาดการณ์ว่า ค่าใช้จ่ายในการดูแลผู้ป่วยกลุ่มนี้ อาจสูงถึงร้อยละ 1 ของจีดีพีโลก
วิธีการรักษาโรคสมองเสื่อมที่มีอยู่ในปัจจุบัน ให้ผลลัพธ์เพียงเล็กน้อยในการบรรเทาอาการ และแทบไม่มีส่วนช่วยในการป้องกันหรือหยุดยั้งการลุกลามของโรค ทั้งนี้ ในเดือนเมษายน ปี 2026 พบว่า วิธีการรักษาสองวิธีที่เคยได้รับการยกย่องว่าเป็น "ความก้าวหน้าครั้งสำคัญ" นั้น แท้จริงแล้ว กลับให้ผลดีเพียงเล็กน้อยเท่านั้น
ยาชนิดใหม่ๆ อาจช่วยเพิ่มความจำหรือชะลอการเสื่อมถอยของการทำงานของสมองในผู้ป่วยบางรายได้ แต่ในกรณีส่วนใหญ่ เมื่ออาการต่างๆ ของโรคสมองเสื่อมเริ่มปรากฏชัด สมองมักได้รับความเสียหายอย่างรุนแรง และไม่อาจฟื้นฟูให้กลับมาเป็นปกติได้อีก ทำให้แทบไม่มีความหวังที่จะรักษาให้หายขาด
ทว่าสถานการณ์อาจกำลังเปลี่ยนไป เมื่อ 13 ปีก่อน รัฐบาลของแคว้นเวลส์ ในประเทศสหราชอาณาจักร ได้ริเริ่มโครงการหนึ่งขึ้นโดยไม่ได้ตั้งใจ ซึ่งโครงการนี้ อาจพลิกโฉมอนาคตของการดูแลผู้ป่วยโรคสมองเสื่อม และเผยให้เห็นวิธีการรักษาที่สำคัญยิ่งซึ่งมีอยู่แล้ว แต่ว่าไม่มีใครสังเกตเห็นมาก่อน
สิ่งที่น่าสนใจคือ สิ่งที่พวกเขาทำนั้น ไม่ได้มีจุดประสงค์เกี่ยวข้องกับโรคสมองเสื่อมเลยแม้แต่น้อย แต่ว่าในขณะนี้ กลับมีความหวังเพิ่มมากขึ้นว่า วิธีการดังกล่าว อาจช่วยพลิกสถานการณ์ ในช่วงเวลาที่เราต้องการทางออกมากที่สุด
จุดเริ่มต้นของเรื่องนี้เริ่มมาจากการฉีดวัคซีน
เมื่อวันที่ 1 กันยายน 2013 ทางการของแคว้นเวลส์ ได้เปิดตัวโครงการระดับชาติโครงการใหม่ โดยเสนอให้มีการฉีดวัคซีนป้องกันโรคงูสวัดแก่ประชาชนที่มีอายุครบ 70 ปี ซึ่งโครงการนี้ ไม่ได้เป็นการฉีดวัคซีนแบบเหมาเข่งครอบคลุมประชากรทุกกลุ่ม แต่เป็นการกำหนดกลุ่มเป้าหมายตามช่วงอายุ
ในการให้บริการวัคซีนป้องกันโรคงูสวัดนั้น ได้แบ่งออกเป็นระยะต่างๆ โดยการกำหนดช่วงเวลาดำเนินการส่วนใหญ่ ไม่ได้อิงตามเกณฑ์เฉพาะเจาะจงใดเป็นพิเศษ กล่าวคือ หากใครมีอายุครบ 70 ปีในวันที่ 1 กันยายน หรือหลังจากนั้น ก็จะได้รับสิทธิ์ฉีดวัคซีน แต่หากใครมีอายุครบ 70 ปีในช่วงเวลาก่อนหน้าวันดังกล่าวเพียงเล็กน้อย ก็จะไม่มีสิทธิ์ได้รับวัคซีนนี้
รายละเอียดที่ดูเหมือนจะไม่สำคัญนั้น กลับกลายเป็นส่วนที่สำคัญที่สุดของการวิจัย เพราะมันก่อให้เกิดสิ่งที่เรียกว่า "การทดลองโดยธรรมชาติ" หรือ natural experiment กล่าวคือ ผู้คนที่อยู่คนละฝั่งของเส้นแบ่งเกณฑ์อายุนั้น เปรียบเสมือนได้รับการสุ่มแบ่งกลุ่มการทดลองวิจัยโดยปริยาย เช่นเดียวกับผู้เข้าร่วมในการทดลองวิจัยทางคลินิก
สำหรับนักวิจัยด้านสุขภาพแล้ว การแบ่งข้อมูลหรือแบ่งกลุ่มในลักษณะเช่นนี้ ถือว่าเป็นสิ่งล้ำค่าอย่างมาก เพราะช่วยให้นักวิจัย สามารถจะเปรียบเทียบผลลัพธ์ทางสุขภาพ ระหว่างสองกลุ่มได้อย่างเป็นธรรมและปราศจากอคติ โดยที่นักวิจัยทราบอย่างแน่ชัดว่า มีความแตกต่างเพียงอย่างเดียวคือ ผู้คนกลุ่มหนึ่งได้รับข้อเสนอให้ฉีดวัคซีนป้องกันโรคงูสวัด ในขณะที่ผู้คนอีกกลุ่มไม่ได้รับ
เกลด์เซตเซอร์ Pascal Geldsetzer ศาสตราจารย์ นักระบาดวิทยา จากมหาวิทยาลัยสแตนฟอร์ด ในประเทศสหรัฐอเมริกา กล่าวว่า "หากเราพิจารณากลุ่มคนที่เกิดในสัปดาห์หนึ่งจำนวนหนึ่งพันคน เปรียบเทียบกับอีกกลุ่มหนึ่งพันคนที่เกิดในสัปดาห์ถัดมา ทั้งในเรื่องอาหารการกินหรือทั้งระดับกิจกรรมทางกายของคนทั้งสองกลุ่มนี้ จึงไม่น่าจะแตกต่างกัน นั่นคือได้ถัวเฉลี่ยให้เท่ากันทั้งสองกลุ่มแล้ว"
"มันก็เหมือนกับการโยนเหรียญเสี่ยงทายนั่นแหละ ที่มีโอกาสที่จะขึ้นหัวหรือก้อยเท่าๆ กัน"
และนี่คือจุดที่นำไปสู่ผลลัพธ์ของการวิจัยที่น่าสนใจในเรื่องโรคสมองเสื่อม ในปี 2025 เกลด์เซตเซอร์ และคณะนักวิจัย ได้วิเคราะห์ข้อมูลของกลุ่มผู้สูงอายุวัย 70 ปีขึ้นไปในแคว้นเวลส์ และเขาได้ค้นพบสิ่งที่น่าทึ่ง
โดยพบว่า กลุ่มคนที่ได้รับข้อเสนอให้ฉีดวัคซีนนั้น ลดความเสี่ยงที่จะเกิดโรคสมองเสื่อมลงถึงร้อยละ 20
ในแวดวงของการวิจัยเกี่ยวกับโรคสมองเสื่อมแล้ว ตัวเลขที่ลดลงถึงร้อยละ 20 นี้ ถือได้ว่าเป็นตัวเลขที่สูงมาก ซึ่งสูงกว่าปัจจัยด้านวิถีชีวิตหลายประการที่เชื่อกันว่าส่งผลต่อความเสี่ยงของแต่ละบุคคล ยิ่งไปกว่านั้น การวิจัยติดตามผลยังพบว่า วัคซีนชนิดนี้ อาจช่วยชะลอการลุกลามของโรคในผู้ป่วยที่เป็นโรคสมองเสื่อมอยู่แล้วได้อีกด้วย
กล่าวอีกนัยหนึ่งก็คือ นักวิทยาศาสตร์ทีมนี้ได้ค้นพบโดยบังเอิญว่า โรคที่โหดร้ายที่สุดโรคหนึ่งนี้ สามารถจะรักษา และสามารถจะป้องกันได้ด้วยการฉีดวัคซีนเพียงเข็มเดียว ซึ่งในแง่ของสาธารณสุขแล้ว นี่ถือเป็นการค้นพบที่อาจสร้างความเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่หลวง
เกลด์เซตเซอร์ กล่าวว่า "หากเราสามารถชะลอการเริ่มแสดงอาการของโรคอัลไซเมอร์ได้แม้เพียงไม่กี่เดือนในระดับประชากรแล้ว สิ่งนี้จะส่งผลดีอย่างมหาศาล และจะช่วยประหยัดทรัพยากรให้แก่สังคมได้มากทีเดียว"
"สิ่งที่ทำให้ผมตื่นเต้นที่สุดเกี่ยวกับวัคซีนก็คือ วัคซีนเป็นมาตรการที่ทำเพียงครั้งเดียว ราคาไม่แพง ปลอดภัย หาได้ง่าย ขยายขอบเขตการใช้งานได้สะดวก และสามารถนำไปใช้ได้ทั่วโลก"
แนวคิดที่แพร่หลาย
ขณะนี้ การแข่งขันเพื่อพัฒนาวัคซีน สำหรับโรคอัลไซเมอร์และโรคสมองเสื่อมรูปแบบอื่นๆ กำลังดำเนินไปอย่างเข้มข้น
ด้วยความรู้ และความเข้าใจที่เพิ่มมากขึ้น เกี่ยวกับกลไกการดำเนินไปของโรคนี้ ที่ไปทำให้เซลล์ประสาทของเราเสื่อม นักวิจัยทั่วโลก จึงกำลังออกแบบวิธีการรักษาด้วยภูมิคุ้มกันบำบัดยุคใหม่ เพื่อยับยั้งไม่ให้เซลล์ประสาทของเรา ต้องพ่ายแพ้ต่อความร้ายกาจของโรคทางสมองเหล่านี้
แนวคิดนี้เรียบง่ายมาก แทนที่จะรักษาโรคอัลไซเมอร์หลังจากที่อาการความเสียหายของสมองปรากฏขึ้น เราสามารถจะฝึกระบบภูมิคุ้มกันของเรา ให้ป้องกันความเสียหายดังกล่าวได้ โดยการไปต่อสู้กับสาเหตุเป็นไปได้หลายประการที่ทำให้เซลล์ประสาทเสื่อมสภาพ ตั้งแต่โปรตีนที่เป็นพิษที่สะสมอยู่ภายในสมอง
ไปจนถึงโรคอักเสบที่เกิดกับระบบประสาท ที่อาจมีสาเหตุมาจากไวรัสที่พบได้ทั่วไปในชีวิตประจำวัน โดยวัคซีนบางชนิดที่กำลังอยู่ในระหว่างการพัฒนานั้น ถูกออกแบบมาโดยเฉพาะเพื่อกำจัด หรือเพื่อป้องกัน การสะสมของโปรตีนที่เป็นพิษในสมอง
งานวิจัยอื่นๆ เช่น งานวิจัยของ เกลด์เซตเซอร์ กำลังหันกลับมาวิจัยวัคซีนที่มีอยู่แล้ว อย่างเช่น วัคซีนป้องกันโรคงูสวัด เพื่อทำความเข้าใจว่า วัคซีนเหล่านี้ ช่วยลดโอกาสในการเกิดโรคความเสื่อมของระบบประสาทได้หรือไม่ และมีกลไกการทำงานอย่างไร
อย่างไรก็ตาม แนวคิดเรื่องวัคซีนป้องกันโรคสมองเสื่อมไม่ใช่เรื่องใหม่ ในช่วงทศวรรษ 1990 นักวิจัยชาวสหราชอาณาจักรได้ค้นพบ ดีเอ็นเอ ของไวรัสเริมในเซลล์สมองของผู้สูงอายุ โดยเฉพาะอย่างยิ่งไวรัส เอชเอสวี HSV-1 ซึ่งเป็นไวรัสชนิดเดียวกันกับที่ทำให้เกิดแผลเริมบริเวณริมฝีปาก ต่อมา ทีมวิจัยนี้ก็ได้ค้นพบว่า ไวรัสชนิดนี้ มีโอกาสตรวจพบได้ในสมองของผู้ป่วยโรคอัลไซเมอร์ มากกว่าไวรัสในสมองของผู้ที่ไม่ได้ป่วยเป็นโรคอัลไซเมอร์ อย่างเห็นได้ชัด
ความเชื่อมโยงดังกล่าวไม่ได้หยุดอยู่เพียงแค่นั้น
ผลการวิจัยในหลายประเทศในเวลาต่อมาแสดงให้เห็นว่า ผู้ที่ติดเชื้อไวรัสเริมอย่างรุนแรง มีแนวโน้มที่จะป่วยเป็นโรคอัลไซเมอร์มากกว่าคนทั่วไป อีกทั้งยังพบว่า ผู้ป่วยโรคเริมที่ได้รับการรักษาด้วยยาต้านไวรัสที่มีฤทธิ์แรงนั้น ลดความเสี่ยงในการเกิดโรคอัลไซเมอร์ในภายหลังได้อย่างมาก
ต่อมา มีข้อมูล ปี 2025 จากประเทศสหรัฐอเมริกาและประเทศอื่นๆ ที่บ่งชี้ถึงความเชื่อมโยงระหว่างไวรัสในตระกูลเฮอร์ปีส์ กับโรคสมองเสื่อม นั่นคือไวรัส เฮอร์ปีส์ ซอสเตอร์ herpes zoster ซึ่งเป็นไวรัสที่เป็นสาเหตุของโรคอีสุกอีใสและโรคงูสวัด
นักวิจัยพบว่า การได้รับวัคซีนป้องกันโรคงูสวัด ทำให้มีความเสี่ยงลดลงต่อโรคสมองเสื่อม
ข้อมูลดังกล่าว เป็นข้อมูลที่มาจากการสังเกตการณ์ ซึ่งจะมีน้ำหนักน้อยกว่าความเชื่อมโยงที่ เกลด์เซตเซอร์ และคณะ ค้นพบจากการทดลองตามธรรมชาติในแคว้นเวลส์
อย่างไรก็ตาม นับตั้งแต่มีการค้นพบครั้งแรกในแคว้นเวลส์ ผลลัพธ์ที่สอดคล้องกันดังกล่าว ก็ได้รับการยืนยันจากการทดลองทำซ้ำในประเทศอื่นๆ เช่น ในแคว้นอังกฤษ ในแคว้นสกอตแลนด์ ในประเทศแคนาดา และในประเทศออสเตรเลีย
เกลด์เซตเซอร์ กล่าวว่า "สิ่งที่น่าตื่นเต้นมากคือ เราพบผลลัพธ์ว่า วัคซีนสามารถจะลดคความเสี่ยงจากโรคสมองเสื่อมในชุดข้อมูลแล้วชุดข้อมูลเล่าของการทดลองวิจัย" "มันปรากฏซ้ำแล้วซ้ำเล่าในประเทศอื่นๆ ที่มีการใช้วัคซีนในลักษณะเดียวกัน"
การวิจัยล่าสุด ซึ่งดำเนินการโดยนักวิจัยจากมหาวิทยาลัยฮีบรูแห่งเยรูซาเล็ม ประเทศอิสราเอล และยังไม่ผ่านกระบวนการตรวจสอบโดยผู้เชี่ยวชาญในสาขาเดียวกันหรือ เพีย รีวิว peer review ณ เวลาที่เขียนบทความนี้ ได้ชี้ให้เห็นถึงสิ่งที่น่าสนใจยิ่งกว่าเดิม
ผลการวิจัยพบว่า ผู้ป่วยโรคอัลไซเมอร์ที่ได้รับวัคซีนตามกำหนด คือฉีดวัคซีน 2 เข็ม ในระยะเวลาห่างกัน 4 สัปดาห์ พบว่ายังคงมีระดับความสามารถทางสติปัญญาที่คงที่ ในขณะที่ผู้ป่วยที่ไม่ได้รับวัคซีนพบว่า มีระดับความสามารถทางสติปัญญาถดถอยอย่างรวดเร็วกว่า
หากได้รับการยืนยัน สิ่งนี้สามารถจะหยุดยั้ง หรืออย่างน้อยก็ชะลอความรุนแรงในส่วนที่เลวร้ายที่สุดของโรคความเสื่อมของระบบประสาทนี้
หลากหลายทางเลือก
ณ จุดนี้ เป็นเรื่องน่าสนใจที่จะตั้งคำถามว่า ไวรัสเริม รวมถึงไวรัสเฮอร์ปีส์ ซอสเตอร์ ที่ก่อโรคงูสวัด อาจเป็นสาเหตุของโรคอัลไซเมอร์ได้หรือไม่
เพราะไวรัสชนิดนี้ จัดเป็นไวรัสที่ชอบโจมตีระบบประสาท และจะฝังตัวอยู่ในระบบประสาทของร่างกายเราไปตลอดชีวิต หากเราเคยติดเชื้ออีสุกอีใสในวัยเด็ก
อย่างไรก็ตาม สิ่งที่น่าสนใจคือ วัคซีนป้องกันโรคงูสวัด ไม่ใช่เพียงวัคซีนชนิดเดียวที่มีข้อมูลบ่งชี้ว่า ช่วยลดความเสี่ยงในการเกิดโรคสมองเสื่อมได้
ในปี 2019 นักวิจัยพบว่าวัคซีน บีซีจี BCG ซึ่งใช้ป้องกันวัณโรค สามารถช่วยลดความเสี่ยงในการเกิดโรคอัลไซเมอร์ได้เช่นกัน
ทีมวิจัย ได้วิเคราะห์ข้อมูลของผู้ป่วยมะเร็งกระเพาะปัสสาวะ โดยติดตามผลเป็นระยะเวลาสูงสุดถึง 8 ปีหลังการรักษา เนื่องจากวัคซีน บีซีจี เป็นหนึ่งในวิธีรักษามาตรฐานสำหรับโรคมะเร็งกระเพาะปัสสาวะ โดยในขณะที่ได้รับวัคซีนนั้น ผู้ป่วยกลุ่มนี้ ยังไม่มีใครป่วยเป็นโรคอัลไซเมอร์
ในช่วงระยะเวลา 8 ปีต่อมา พบว่ามีผู้ป่วยเพียงร้อยละ 2.4 ในกลุ่มที่ได้รับวัคซีนเท่านั้น ที่ป่วยเป็นโรคอัลไซเมอร์ ในขณะที่กลุ่มผู้ป่วยที่ไม่ได้รับวัคซีน บีซีจี มีอัตราการป่วยอยู่ที่ร้อยละ 8.9 ซึ่งผลลัพธ์ดังกล่าว ได้รับการยืนยันจากการวิจัยด้วยชุดข้อมูลอื่น ๆ ในเวลาต่อมาเช่นกัน
นอกจากนี้ ยังมีเรื่องของวัคซีนป้องกันโรคไข้หวัดใหญ่ โดยการวิเคราะห์เมต้า จากงานวิจัย 6 ชิ้นในปี 2023 พบว่า ผู้สูงอายุที่ฉีดวัคซีนป้องกันไข้หวัดใหญ่ มีความเสี่ยงในการเกิดโรคสมองเสื่อมลดลงถึงร้อยละ 31
ผลพบว่า "ยิ่งฉีดวัคซีนมาก ยิ่งได้ผลดีในการป้องกันสมองเสื่อม" กล่าวคือ ยิ่งคุณได้รับวัคซีนป้องกันไข้หวัดใหญ่บ่อยครั้งเท่าไร คุณก็จะยิ่งลดความเสี่ยงจากโรคสมองเสื่อมได้มากขึ้นเท่านั้น
งานวิจัยบางชิ้นพบว่า ผู้ที่ฉีดวัคซีนป้องกันไข้หวัดใหญ่เป็นประจำทุกปี จะได้รับประโยชน์มากกว่าผู้ที่ไม่ได้ฉีด
ในทำนองเดียวกัน เมื่อเดือนเมษายน 2026 ทีมวิจัยจากมหาวิทยาลัยเท็กซัส ในประเทศสหรัฐอเมริกา พบว่า การฉีดวัคซีนป้องกันไข้หวัดใหญ่ชนิดโดสสูง ทำให้ความเสี่ยงที่จะเกิดโรคสมองเสื่อม ลดลงถึงร้อยละ 20 เมื่อเทียบกับการฉีดวัคซีนชนิดโดสมาตรฐาน
นอกจากนี้ วัคซีนที่ใช้ป้องกันเชื้อไวรัสอาร์เอสวี โรคไอกรน และโรคบาดทะยัก ก็เป็นวัคซีนอีกกลุ่ม ที่แสดงให้เห็นถึงแนวโน้มที่ดี ในการช่วยลดความเสี่ยงของโรคสมองเสื่อมเช่นกัน แล้วผลการวิจัยและวัคซีนเหล่านี้ บอกอะไรแก่เราบ้าง
เลเธอะ Richard Lathe ศาสตราจารย์ นักวิจัยจากมหาวิทยาลัยเอดินบะระ แคว้นสก็อตแลนด์ กล่าวว่า "ข้อสรุปประการแรกคือ ไม่สำคัญเลยว่าคุณจะใช้วัคซีนชนิดใด เพราะวัคซีนทุกชนิดล้วนให้ผลในการป้องกันโรคได้" และ "ประการที่สองคือ ยิ่งคุณได้รับวัคซีนมากเท่าไร คุณก็จะยิ่งลดความเสี่ยงจากโรคสมองเสื่อมมากขึ้นเท่านั้น"
มีบางอย่างเกี่ยวกับวัคซีน
ในความพยายามอย่างเร่งรีบ ที่จะค้นหาวิธีรักษาโรคสมองเสื่อม งานวิจัยที่น่าสนใจอีกชิ้นหนึ่ง มาจากเพื่อนร่วมงานของ เลเธอะ ที่เอดินบะระ แคว้นสก็อตแลนด์ ในปี 2022
นักวิจัยได้ทำวิจัยทดสอบยาที่มีอยู่ตามใบสั่งแพทย์ 744 ชนิดสำหรับรักษาโรคต่างๆ มากมาย เพื่อจะดูว่ายาเหล่านั้น มีผลต่อความเสี่ยงของโรคสมองเสื่อมอย่างไร นักวิทยาศาสตร์ได้พบว่ายา 221 ชนิดนั้นมีผลบางอย่าง ซึ่งยาส่วนใหญ่ที่นำมาทดสอบ กลับเพิ่มความเสี่ยงให้กับบุคคล
มียาเพียง 4 ชนิดเท่านั้นที่พบว่าช่วยลดความเสี่ยงต่อโรคสมองเสื่อมได้ และทั้งหมดนั้นเป็นวัคซีน
ดังนั้น คำถามต่อไปคือ วัคซีนจะปกป้องสมองที่เสื่อมสภาพตามวัยได้อย่างไร ในเมื่อมันมุ่งเป้าไปที่เชื้อโรคที่ไม่มีความเชื่อมโยงโดยตรงกับโรคสมองเสื่อม
เลเธอะ กล่าวว่า กลไกที่น่าจะเป็นไปได้มากที่สุดคือ ภูมิคุ้มกันแบบฝึกฝน นั่นคือ วัคซีนไม่ได้เพียงแค่กระตุ้นระบบภูมิคุ้มกันให้ต่อต้านเชื้อโรคเฉพาะ ดังเช่น เริมในกรณีของวัคซีนป้องกันงูสวัด
แต่ว่าวัคซีนได้ปรับเปลี่ยนเซลล์ภูมิคุ้มกันของเราใหม่ เพื่อให้ระบบภูมิคุ้มกัน สามารถตอบสนองต่อความโรคและความท้าทายอื่นๆ ในอนาคตได้ดียิ่งขึ้น
เลเธอะ กล่าวว่า “ประการแรกคือ คุณกำลังสร้างเกราะป้องกันเชื้อก่อโรคที่หลากหลาย ไม่ใช่แค่เชื้อชนิดใดชนิดหนึ่ง” “ประการที่สองคือ วัคซีนเหล่านี้ ช่วยลดการอักเสบที่เกิดขึ้นทั่วทั้งร่างกาย แม้ว่าเราจะยังไม่ทราบกลไกการทำงานที่แน่ชัดก็ตาม ประการที่สาม เรายังพบการเปลี่ยนแปลงที่เป็นประโยชน์ในระยะยาว ต่อเซลล์ภูมิคุ้มกันชนิดควบคุม ซึ่งส่งผลต่อเนื่องยาวนานหลายเดือนหรือหลายปี ภายหลังการฉีดวัคซีน”
“ดังนั้น เราจึงมีกลไกที่แตกต่างกันถึง 3 รูปแบบ ซึ่งล้วนเกี่ยวข้องกับการปรับเปลี่ยนการทำงานของระบบภูมิคุ้มกัน ให้ตอบสนองในทิศทางที่เป็นผลดี”
ความหวังจากวัคซีน ยังได้สะท้อนถึงการเปลี่ยนแปลงในความเข้าใจพื้นฐานที่เรามีต่อโรคสมองเสื่อมอีกด้วย
หากระบบภูมิคุ้มกันและกระบวนการอักเสบ มีบทบาทสำคัญในการกำหนดว่า บุคคลใดจะป่วยเป็นโรคนี้หรือไม่ นั่นย่อมหมายความว่า เราจำเป็นต้องทบทวนทำความเข้าใจใหม่ เกี่ยวกับกระบวนการดำเนินไปของโรคสมองเสื่อม
แนวคิดเดิมที่มีอยู่นั้น แม้จะไม่ใช่แนวคิดที่ผิด แต่อาจเป็นมุมมองที่จำกัดเกินไป
ความล้มเหลวของระบบ
เป็นเวลาหลายทศวรรษแล้ว ที่โรคอัลไซเมอร์ถูกระบุว่า เป็นโรคที่เกิดจากโปรตีนที่เป็นพิษในสมอง
โดยทฤษฎีของอะไมลอยด์-เทา เสนอว่า เริ่มต้นจากโปรตีนที่เรียกว่า เบต้า-อะไมลอยด์ ที่สะสมตัวอยู่ระหว่างเซลล์สมอง ก่อตัวเป็นก้อนเหนียวๆ ที่เรียกว่า 'คราบพลัค' ซึ่งรบกวนการสื่อสารของเซลล์สมองเหล่านั้น
สิ่งนี้ก่อให้เกิดปัญหาที่สองที่เกี่ยวข้องกับโปรตีนอีกชนิดหนึ่งคือโปรตีนเทา ซึ่งโดยปกติ โปรตีนเทาจะช่วยรักษาสภาพโครงสร้างภายในของเซลล์สมองให้คงที่ ในโรคอัลไซเมอร์ โปรตีนเทาจะผิดปกติไป โดยเส้นของโปรตีนเทาที่ผิดปกติจะม้วนพันกันยุ่งเหยิงอยู่ภายในเซลล์สมอง ทำให้รบกวนระบบภายในของเซลล์สมอง
เมื่อเวลาผ่านไป ก้อนที่เกิดจากการม้วนพันกันอย่างยุ่งเหยิงของเส้นโปรตีนเทาเหล่านี้ จะแพร่กระจายไปทั่วสมอง นำไปสู่ความเสียหายและการตายของเซลล์สมอง กระบวนการนี้บางครั้งเรียกว่า ไกปืน ซึ่งก็คือโปรตีนอะไมลอยด์ amyloid และ ลูกกระสุน ซึ่งก็คือโปรตีนเทา tau
เกลด์เซตเซอร์ กล่าวว่า “ไม่มีใครโต้แย้ง และผมเองก็จะไม่โต้แย้งเช่นกัน ว่าโปรตีนอะไมลอยด์และโปรตีนเทา มีความสำคัญต่อกระบวนการเกิดโรคอัลไซเมอร์” “แต่ผมก็มีคำถามว่า โปรตีนอะไมลอยด์และโปรตีนเทา เป็นสาเหตุของการเกิดโรคอัลไซเมอร์หรือไม่”
ทฤษฎีใหม่ที่กำลังเกิดขึ้น ซึ่งยังไม่เป็นที่ยอมรับในหมู่นักวิทยาศาสตร์ แต่กำลังได้รับความสนใจมากขึ้น คือ โปรตีนอะไมลอยด์และโปรตีนเทา ไม่ใช่สาเหตุหลักของโรคอัลไซเมอร์ แต่เป็นสิ่งที่เกิดขึ้นตามเส้นทางของสาเหตุ
เกลด์เซตเซอร์ กล่าวว่า “มีการวิจัยที่แสดงให้เห็นว่า หากสมองติดเชื้อไวรัสเริม อาจเกิดโปรตีนอะไมลอยด์ขึ้นมา” “ซึ่งก็จะคล้ายกับสะเก็ดที่เกิดขึ้นบนผิวหนัง เมื่อคุณเป็นบาดแผล”
การอักเสบของระบบประสาทในเซลล์สมองก็มีความสำคัญเช่นกัน เซลล์ภูมิคุ้มกันในสมองโดยปกติแล้ว จะช่วยกำจัดของเสียและปกป้องเซลล์ประสาทในสมอง เมื่อเซลล์ภูมิคุ้มกันมีการทำงานผิดปกติออกไป มักเกิดเนื่องมาจากการติดเชื้อ จากความเครียด หรือจากความผิดปกติทางเมตาบอลิซึม
แทนที่จะกำจัดเศษซากของเสียและปกป้องเซลล์ประสาทในสมองอย่างเงียบๆ เซลล์ภูมิคุ้มกันที่เกิดการอักเสบในสมอง กลับปล่อยสัญญาณของการอักเสบที่ก่อให้ระคายเคืองต่อเซลล์ประสาทออกไป และสัญญาณการอักเสบจะที่ปล่อยออกไปนี้ จะไปทำลายเซลล์ประสาทในสมองที่อยู่ใกล้เคียง
การอักเสบที่เรื้อรังในระดับต่ำดังที่ได้กล่าวมานี้ อาจทำให้กระบวนการกำจัดโปรตีนที่เป็นพิษต่อเซลล์สมอง เช่น โปรตีนอะไมลอยด์ ทำได้ยากขึ้น และการอักเสบยังไปก่อให้เกิดเส้นใยของโปรตีนเทาพันกันยุ่งเหยิงมากขึ้นเรื่อยๆ จนทำลายเซลล์ประสาทไปอย่างช้าๆ ซึ่งเป็นสาเหตุของการเสื่อมถอยทางสติปัญญา ที่พบในโรคสมองเสื่อม
เลเธอะ กล่าวว่า อายุถือเป็นอีกปัจจัยที่สำคัญยิ่ง "อายุที่มากขึ้นส่งผลให้ระบบภูมิคุ้มกันอ่อนแอลง" ซึ่งทำให้ผู้สูงอายุเสี่ยงต่อการติดเชื้อและเกิดโรคอักเสบในร่างกายได้ง่ายขึ้น ปัจจัยนี้อาจมีความสำคัญอย่างยิ่ง ไม่ใช่แค่กับโรคสมองเสื่อมเท่านั้น แต่ยังรวมถึงโรคอื่นๆ ในวงกว้างที่เกี่ยวข้องกับความชราอีกด้วย และนี่ก็ยังช่วยอธิบายเหตุผลว่า ทำไมวัคซีนจึงดูเหมือนจะช่วยป้องกันโรคเหล่านี้ได้
เลเธอะ กล่าวว่า "ทางเลือกหนึ่งที่เรามีคือ การกระตุ้นการทำงานของระบบภูมิคุ้มกันของร่างกาย ซึ่งจะช่วยลดอัตราการเกิดโรคต่างๆ ไม่เพียงแค่โรคอัลไซเมอร์และโรคพาร์กินสันเท่านั้น แต่ยังรวมถึงโรคหลอดเลือดแดงแข็งและโรคอื่นๆ อีกมากมายด้วย"
ไกปืนและกระสุน
ตามแนวทางการของการมองโรคอัลไซเมอร์ในแบบองค์รวมนี้ วัคซีนอย่างเช่นวัคซีนป้องกันโรคงูสวัดหรือวัคซีนไข้หวัดใหญ่ จะมุ่งเป้าไปที่สาเหตุและผลกระทบในระยะเริ่มต้น หรือที่ต้นทางของโรค
อย่างไรก็ตาม นักวิจัยกลุ่มอื่นเชื่อว่า การวิจัยผลกระทบในระยะท้ายหรือที่ปลายทางของโรค ก็ยังคงมีความสำคัญเช่นกัน โดยเฉพาะการวิจัยโปรตีนที่เป็นตัวบ่งชี้สำคัญ ที่สะสมอยู่ภายในสมองของผู้ป่วยโรคสมองเสื่อม
โดยในช่วงปลายปี 2026 นักวิจัยจากมหาวิทยาลัยนิวเม็กซิโก ในประเทศสหรัฐอเมริกาคาดหวังว่า จะเริ่มการทดลองทางคลินิกระยะต้น สำหรับวัคซีนที่พวกเขาได้พัฒนาขึ้น ซึ่งวัคซีนตัวนี้จะมุ่งเป้าไปจัดการกับโปรตีน "เทา" ที่เป็นพิษต่อสมองโดยเฉพาะ โดยวัคซีนดังกล่าว ได้แสดงผลลัพธ์ที่น่าพอใจ ในการทดลองวิจัยกับสัตว์ฟันแทะ และสัตว์ตระกูลลิงมาแล้ว
ภัสการ์ Kiran Baskar ศาสตราจารย์ หนึ่งในนักวิจัย กล่าวว่า “งานวิจัยจำนวนมากขึ้นเรื่อยๆ ชี้ให้เห็นว่า การสะสมของโปรตีนเทา (tau) มีความสัมพันธ์กับการเสื่อมถอยของความสามารถด้านสติปัญญาในผู้ป่วยโรคสมองเสื่อม” พวกเขาได้ระบุไบโอมาร์กเกอร์ของโปรตีนเทาที่ได้จากการตรวจเลือด
“ความหวังคือ หากเราสามารถทำให้ไบโอมาร์กเกอร์เหล่านี้หมดความเป็นพิษด้วยแอนติบอดีได้ มันจะป้องกันไม่ให้โปรตีนเทาแพร่กระจายจากเซลล์ประสาทหนึ่ง ไปยังอีกเซลล์ประสาทหนึ่ง ซึ่งจะเป็นการป้องกันไม่ให้โรคนี้ลุกลามได้”
บริษัทเภสัชกรรมต่างๆ กำลังลงทุนอย่างมากในวัคซีนที่มุ่งเป้าไปที่โปรตีนเทา อะไมลอยด์ และแง่มุมอื่นๆ ของความก้าวหน้าของโรคสมองเสื่อม รวมถึงการอักเสบ
บริษัท เอซี อิมมูน AC Immune ในประเทศสวิตเซอร์แลนด์ กำลังพัฒนาวัคซีนหลายชนิด รวมถึงการพัฒนาเครื่องมือที่ใช้วินิจฉัยโรคสมองเสื่อม ที่ช่วยให้ระบุผู้ป่วยในระยะเริ่มต้นของโรคสมองเสื่อมได้ง่ายขึ้น เพื่อที่จะสามารถตรวจพบผู้ที่เป็นโรคนี้ หลายปีหรือหลายทศวรรษ ก่อนที่อาการของโรคสมองเสื่อมจะปรากฏขึ้น
ไฟเฟอร์ Andrea Pfeifer ผู้ร่วมก่อตั้ง และอดีตซีอีโอของบริษัท กล่าวว่า การวินิจฉัยโรคให้ได้รวดเร็วกว่าที่เป็นอยู่ในปัจจุบัน ถือเป็นเรื่องสำคัญอย่างยิ่ง
“เป้าหมายของเราคือ การรักษาผู้ที่มีความเสี่ยงที่จะเป็นโรคสมองเสื่อมตั้งแต่เนิ่น เพื่อชะลอหรือป้องกันโรคสมองเสื่อมและการถดถอยของความสามารถทางสติปัญญา โดยการกำจัดโปรตีนที่เป็นพิษเหล่านี้ทิ้งไป ก่อนที่มันจะก่อให้เกิดความเสียหายต่อสมองอย่างถาวร”
“การรักษาด้วยแอนติบอดีในปัจจุบัน ทำให้ผู้ป่วยต้องเดินทางมาโรงพยาบาลทุกๆ 2 หรือ 4 สัปดาห์ แต่ว่าเรามองภาพการรักษาในอนาคตไว้ว่า จะเป็นการให้ภูมิคุ้มกันบำบัดแบบกระตุ้นร่างกาย ที่คลินิกแพทย์เพียงปีละ 2 ครั้ง”
ขณะนี้ บริษัท เอซี อิมมูน กำลังพัฒนาวัคซีนที่มุ่งเป้าไปที่โปรตีนเบต้า-อะไมลอยด์ และโปรตีนเทา ในรูปแบบที่เป็นพิษร้ายแรงที่สุด โดย ไฟเฟอร์ เชื่อว่าการมีเป้าหมายในการรักษาที่หลากหลาย และการใช้การรักษาแบบผสมผสาน จะช่วยเพิ่มโอกาสสูงสุดในการรักษาโรคสมองเสื่อมในอนาคต
ไฟเฟอร์ กล่าวว่า “การรักษาแบบผสมผสาน เป็นแนวทางที่ใช้กันมานานแล้วในการรักษาโรคมะเร็ง” “ในทำนองเดียวกัน โรคอัลไซเมอร์ก็เป็นโรคที่มีความซับซ้อนสูง และมีกลไกการเกิดโรคหลายรูปแบบ ที่ดำเนินไปอย่างต่อเนื่องเป็นเวลานาน”
ไฟเฟอร์ ระบุว่า ผลการวิจัยตลอดหลายทศวรรษที่ผ่านมา แสดงให้เห็นว่า การเลือกใช้สูตรการรักษาแบบผสมผสานที่เหมาะสม ถือเป็นสิ่งสำคัญอย่างยิ่งในการจัดการกับกลไกการเกิดโรคที่เป็นปัญหา ทั้งในระยะเริ่มแรก และในระยะที่โรคเริ่มลุกลามไปทั่วสมอง
ก้าวสู่ความหวังในอนาคต
วัคซีนสำหรับโรคสมองเสื่อมที่เคยมีการพัฒนาก่อนหน้านี้ ถือเป็นบทเรียนสำคัญสำหรับนักวิจัยในปัจจุบัน เนื่องจากวัคซีนเหล่านั้น ล้วนประสบความล้มเหลว
ในช่วงต้นทศวรรษ 2000 บริษัท อีแลน Elan Pharmaceuticals ได้พัฒนาวัคซีนที่ออกแบบมา เพื่อกระตุ้นระบบภูมิคุ้มกันให้เข้าจัดการกับโปรตีนเบต้า-อะไมลอยด์
ผลการทดสอบในระยะแรกมีแนวโน้มที่ดี แต่การทดลองทางคลินิกต้องยุติลงเมื่อผู้เข้าร่วมร้อยละ 6 เกิดโรคสมองอักเสบที่เป็นอันตราย
บริษัทอื่นๆ รวมถึงยักษ์ใหญ่ด้านเทคโนโลยีชีวภาพอย่าง โนวาทิส Novartis และไฟเซอร์ Pfizer ก็เคยทดลองพัฒนาวัคซีนรักษาโรคสมองเสื่อมเช่นกัน แต่การทดลองส่วนใหญ่ต้องหยุดชะงักลง โดยมักเป็นเพราะ ไม่พบความแตกต่าง หรือพบความแตกต่างเพียงเล็กน้อยในด้านสุขภาพและความสามารถด้านสติปัญญาของผู้ป่วย
ปัญหาและอุปสรรคเหล่านี้จำนวนมากยังคงมีอยู่จนถึงปัจจุบัน ภัสการ์ กล่าวว่า "ในแวดวงชีวการแพทย์นั้น การทดลองถึง ร้อยละ 90–95 มักจะล้มเหลว"
"เราจำเป็นต้องทำวิจัยทดสอบในแบบจำลองระยะก่อนคลินิกเสียก่อน เพราะระบบภูมิคุ้มกันของสิ่งมีชีวิตแต่ละชนิดนั้นแตกต่างกัน เราไม่สามารถฉีดวัคซีนให้คนได้ทันทีโดยไม่มีการวิจัยทดสอบมาก่อน ด้วยเหตุนี้ ความปลอดภัยจึงเป็นเรื่องสำคัญสูงสุดสำหรับเรา"
กระบวนการทดลองวัคซีนที่ต้องใช้ระยะเวลานาน และต้องดำเนินการอย่างรอบคอบนั้น ยังต้องอาศัยเงินทุนจำนวนมหาศาล นักวิจัยส่วนใหญ่จึงเห็นพ้องกันว่า การจะพัฒนาวัคซีนโรคสมองเสื่อมให้ประสบความสำเร็จได้นั้น จำเป็นต้องอาศัยความร่วมมือและทรัพยากรจากทุกภาคส่วน ทั้งภาควิชาการ ภาครัฐ องค์กรไม่แสวงหาผลกำไร และอุตสาหกรรมยา
ถึงกระนั้น เลเธอะ ก็มองว่า นี่เป็นการลงทุนที่คุ้มค่า
"เราคำนวณพบว่า หากสามารถลดอัตราการเกิดโรคอัลไซเมอร์ในสหรัฐอเมริกาลงได้เพียงร้อยละ 10 ก็จะช่วยประหยัดค่าใช้จ่ายได้ถึง 3.8 หมื่นล้านดอลลาร์ ต่อปี และประหยัดได้ 4 พันล้านดอลลาร์ ในสหราชอาณาจักร นั่นเป็นเพียงแค่การลดลง ของอัตราการเกิดโรคอัลไซเมอร์ร้อยละ 10 เท่านั้น แต่สำหรับวัคซีนบางตัวที่เรากำลังพัฒนาอยู่นั้น เราพบว่าสามารถให้ผลในการป้องกันโรค หรือการลดลงของการเกิดโรคได้สูงกว่าร้อยละ 50 เลยทีเดียว"
นอกจากนี้ การลดอัตราการเกิดโรคอัลไซเมอร์ยังมอบความหวังให้กับครอบครัวที่ต้องเผชิญกับความพังทลายของชีวิตจากการได้รับวินิจฉัยว่าเป็นโรคอัลไซเมอร์ รวมถึงตัวนักวิจัยเองด้วย
นับเป็นความหวังที่เกิดขึ้นจริงในแวดวงที่เคยขาดแคลนความหวังเช่นนี้มานานหลายปี บางทีโรคอันเลวร้ายนี้ ซึ่งเป็นภัยคุกคามครั้งใหญ่ต่ออนาคตของพวกเราทุกคน อาจกลายเป็นเพียงเรื่องราวในอดีตในไม่ช้า
ผู้เขียน : Ian Taylor
แปลไทยโดย : Wichai Purisa (senior scientist)
อ้างอิง :
https://www.sciencefocus.com/the-human-body/dementia-vaccine-taking-without-realising
ธุรกิจ
การเงิน
ข่าวรอบโลก
1 บันทึก
1
โฆษณา
ดาวน์โหลดแอปพลิเคชัน
© 2026 Blockdit
เกี่ยวกับ
ช่วยเหลือ
คำถามที่พบบ่อย
นโยบายการโฆษณาและบูสต์โพสต์
นโยบายความเป็นส่วนตัว
แนวทางการใช้แบรนด์ Blockdit
Blockdit เพื่อธุรกิจ
ไทย