วันนี้ เวลา 00:00 • หนังสือ

Blockdit Originals คุยกับ วินทร์ เลียววาริณ ตอน 39

ไม่ประสงค์ออกนาม : ผมอ่านหนังสือธรรมะเล่มหนึ่ง พบประโยค “เห็น... ไม่เข้าไปเป็น” แปลว่าอะไรครับ
วินทร์ เลียววาริณ : คำถามหนึ่งที่คาบเกี่ยวระหว่างวิทยาศาสตร์กับปรัชญาคือ “ต้นไม้ล้มกลางป่ามีเสียงไหม”
ฟังดูแปลกๆ แต่ลองพินิจให้ดีอาจพบว่า คำตอบคือคลื่นเสียงสร้างแรงสั่นสะเทือนในอากาศ แต่มันยังไม่ใช่เสียง มันจะเป็นเสียงก็ต่อเมื่อเราใช้หูรับคลื่นเสียงที่เกิดจากต้นไม้ล้มนั้น
1
หากป่าบริเวณนั้นไม่มีสิ่งมีชีวิตที่มีประสาทรับเสียง ก็ตอบได้ว่า ต้นไม้ล้มกลางป่าไม่มีเสียง
1
แต่หากเราอยู่ที่นั่นตอนต้นไม้ล้ม คลื่นเสียงแล่นมากระทบแก้วหูเรา ก็อาจตอบได้ชัดเจนว่า ต้นไม้ล้มกลางป่ามีเสียง
1
สมมุติว่าป่าแห่งนั้นอยู่ในโลกที่เป็นสุญญากาศ (อาจอยู่ในจักรวาลคู่ขนาน) ก็ไม่มีเสียง เพราะเสียงต้องใช้อากาศเป็นตัวกลาง
1
มองแบบนี้ เราก็พบว่าในโลกของเราเอง หากเรามองต้นไม้ล้มโดยอุดหูทั้งสองข้าง เราก็ไม่ได้ยินเสียง หรือพูดอีกอย่างหนึ่งว่า “ไม่มีเสียง”
2
พระไพศาล วิสาโล เล่าในหนังสือ ลำธารริมลานธรรม ว่าครั้งหนึ่งหลวงปู่บุดดา ถาวโร รับนิมนต์ไปฉันเพลที่บ้านโยมคนหนึ่งในกรุงเทพ ฯ เมื่อฉันเสร็จแล้ว เจ้าของบ้านเห็นหลวงปู่เดินทางมาเหนื่อย จึงขอให้ท่านเอนกายพักผ่อนก่อนเดินทางกลับวัดที่สิงห์บุรี
ระหว่างนั้นข้างห้องซึ่งเป็นร้านขายของ มีคนเดินลากเกี๊ยะกระทบพื้นบันไดเสียงดัง ศิษย์คนหนึ่งรู้สึกรำคาญเสียงเกี๊ยะ บ่นขึ้นมาดัง ๆ ว่า “แหม เดินเสียงดังเชียว”
หลวงปู่จึงพูดว่า “เขาเดินของเขาอยู่ดี ๆ เราเอาหูไปรองเกี๊ยะเขาเอง”
1
เกี๊ยะก็คือต้นไม้ล้มกลางป่า จะมีเสียงหรือไม่มี ขึ้นกับเราจะรับมันมาหรือไม่
นี่ก็คือหลักธรรม “เห็น... ไม่เข้าไปเป็น”
‘เห็น’ หมายถึงการรับรู้สิ่งที่เกิดขึ้น ทั้งในเรื่องที่ไม่มีใครชอบ เช่น เสียงหนวกหู ความเจ็บปวดของร่างกาย ความเหนื่อย อากาศร้อน ฯลฯ ไปจนถึงเรื่องที่คนชอบ เช่น รอยยิ้มของผู้หญิงสวย เสียงหัวเราะของเด็ก กลิ่นหอมของดอกไม้ ฯลฯ
2
‘เป็น’ หมายถึงการเปลี่ยนแปลงทางจิตที่เกิดขึ้นเมื่อสิ่งที่เห็นกระทบเรา และทำให้เราเกิดอารมณ์ชอบ หรือเกลียด หรือเบื่อหน่าย หดหู่ ฯลฯ
1
การกระทบและเกิดความรู้สึกนี้เรียกว่าการปรุงแต่ง ก็คือการสันดาปอารมณ์จากสิ่งที่มากระทบใจเรา บางทีก็เกิดโดยเราคิดเองเออเอง เช่น เห็นคนกระซิบกัน ก็ปรุงแต่งว่าพวกเขากำลังนินทาเรา เกิดความทุกข์ทันที เรียกว่าปรุงแต่งมาเป็นทุกข์ หาเรื่องทุกข์ใส่ตัวเอง
ปรุงแต่งยังรวมความถึงการยึดมั่นถือมั่นกับค่าสมมุติต่างๆ เช่น ดอกไม้หอม เท้าเป็นของต่ำ ศีรษะเป็นของสูง
ค่าสมมุตินี้ก็สามารถเป็นจุดกำเนิดความทุกข์ได้เช่นกัน เช่น มีคนมอบดอกไม้ให้เรา เรารู้สึกว่าดี เพราะเรามีภาพฝังหัวมาก่อนว่าดอกไม้มีค่า แต่หากเราเหยียบขี้หมา เราจะโกรธหรือเบื่อหน่าย เพราะเรามีภาพในใจว่าขี้หมาเป็นของไร้ค่า คนส่วนมากปรุงแต่งให้เกิดทุกข์
ยึดมั่นถือมั่นกับสิ่งที่เห็นจนกลายเป็นอารมณ์ หรือทุกข์
แต่ชาวไร่ผักอาจเห็นขี้หมาแล้วไม่ปรุงแต่งเป็นความไม่ชอบ เพราะมองว่าขี้หมาสามารถใช้เป็นปุ๋ยปลูกผักได้
พระไพศาล วิสาโล อธิบายว่า ‘เป็น’ คือการเป็นอันหนึ่งอันเดียวกับอารมณ์ ไม่ว่าจะเป็นอารมณ์โกรธ อารมณ์เศร้า คือเข้าไปในอารมณ์นั้น
เป็นยังคือการปรุงแต่ง ‘ตัวกู’ ขึ้นมาเสวยอารมณ์นั้น ไม่ว่าดีใจหรือเสียใจ หรือโกรธ หรือเศร้า เกิดขึ้นเมื่อตาเห็นรูป หูได้ยินเสียง แล้วปรุงตัวกูขึ้นมาเป็นผู้โกรธ เป็นผู้เจ็บปวด
1
เราไม่สามารถจะเลือกประสบหรือไม่ประสบเหตุการณ์ต่างๆ ในแต่ละวันได้ เราจึงหลุดพ้นการ ‘เห็น’ ไม่พ้น แต่เราสามารถหนีการ ‘เป็น’ ได้
หลุดพ้นไม่ใช่การหนี หรือไม่รับรู้ มันคือการรับรู้ แต่ไม่รับมา ‘เป็น’
เมื่อเจอเรื่องที่ไม่น่าจะชอบ ก็ไม่ผลักไส ไม่ต่อต้าน ไม่ว่าเป็นรูปที่เห็นด้วยตา เสียงที่ได้ยินทางโสต
การรู้ทันความคิดไม่ใช่การกดทับความคิดนั้น แต่คือการตามทันความคิดนั้น เช่น เมื่อเห็นคนที่ไม่ชอบหน้าเดินผ่าน จิตฟุ้งซ่านทันที ก็ไม่ต้องไปกดทับความคิดว่า “อย่าคิด” หรือ “หยุดคิด” แต่ตามทันความคิดนั้น
1
พระไพศาล วิสาโล เขียนว่า “ความคิดฟุ้งซ่านไม่ใช่ปัญหา สิ่งนี้พูดสำหรับนักปฏิบัติความคิดฟุ้งซ่านไม่ใช่ปัญหา ปัญหาคือการที่เราไปผลักไสกดข่มมัน เพราะทันทีที่เรามีปฏิกิริยาลบแบบนั้น เราทุกข์ทันที”
2
ยิ่งข่ม ยิ่งห้าม ยิ่งเป็น
1
สิ่งที่เราทำได้คือรับรู้ และวางมันลง วางใจเป็นกลาง ไม่หลงไปกับอารมณ์ที่เกิดขึ้น
จะไม่สร้างทุกข์มาทับถมตัวเอง ก็ต้องแค่เห็น อย่าเป็น
2
เมื่อมีอารมณ์ลบใดเกิดขึ้นมา ก็พิจารณาเห็นมัน เข้าใจมัน ปล่อยให้มันสลายตัวไป
1
เรารู้ว่าทะเลทรายร้อน เรารู้ว่าแดดกลางทะเลทรายร้อน เมื่อไม่มีต้นไม้ ไม่มีลำธาร ทะเลทรายก็ย่อมจะร้อน
แต่เราจะรู้สึกจริงๆ ว่าทะเลทรายร้อนก็ต่อเมื่อเราเข้าไปอยู่กลางทะเลทราย ถูกแดดเปรี้ยงอาบทั้งตัว ไม่มีร่มไม้ให้ซ่อนตัว
ถ้าเราไม่เดินเข้าไปในทะเลทราย ก็ไม่ร้อน
1
ฉันใดก็ฉันนั้น เรารู้ว่าถ้าเดินเข้าไปในทะเลทรายจะร้อน ก็อย่าเข้าไป
ก็คือเห็น แตไม่เข้าไปเป็น
2
หลวงปู่ดุลย์ อตุโล เป็นพระนักปฏิบัติที่คนเคารพ คนเชื่อว่าท่านเป็นพระอริยะ ไม่รู้สึกโกรธเกลียด เคยมีคนถามหลวงปู่ดุลย์ว่ายังมีความโกรธอยู่ไหม ท่านตอบว่า “มี แต่ไม่เอา”
1
ท่านไม่ได้บอกว่าไม่โกรธ ท่านเห็นความโกรธเหมือนคนทั่วไป แต่ไม่เข้าไปเป็น ไม่ปรุงแต่งสิ่งที่เห็นเป็นความโกรธ
2
ก็คือเห็น แต่ไม่เข้าไปเป็น
พระไพศาล วิสาโล อธิบายจุดนี้ว่า มีสองวิธีที่จะเห็น แต่ไม่เข้าไปเป็น หนึ่งคือเห็นด้วยสติ สองคือเห็นด้วยปัญญา
1
เห็นด้วยสติคือ รู้ทันความคิด รู้ทันอารมณ์ ไม่ไปเคลิ้มคล้อยตาม แต่ไม่ผลักไส เมื่อรู้ทันแล้วก็วางมันลง ความสงบทางใจก็ตามมา จิตไม่ร้อนรุ่ม เห็นด้วยสติจะหมดทุกข์เป็นคราวๆ ไป
2
เห็นด้วยปัญญาคือใช้ปัญญามองโลก แลเห็นแจ่มแจ้งในไตรลักษณ์ เห็นว่าสังขารทั้งปวงไม่เที่ยง สังขารทั้งปวงเป็นทุกข์ สังขารทั้งปวงเป็นอนัตตา เมื่อนั้นจะเหนื่อยหน่ายต่อทุกข์ที่ตนหลงเป็น นี่ก็คือหนทางของพระนิพพาน
3
เมื่อกิเลสไม่มีที่ตั้ง ตัณหาไม่มีที่ตั้ง จิตก็เป็นอิสระ พ้นทุกข์
เห็นด้วยสติทำให้พ้นทุกข์เป็นคราวๆ แต่เห็นด้วยปัญญาสามารถทำให้พ้นทุกข์ได้นานกว่า
2
โฆษณา