Blockdit Logo
Blockdit Logo (Mobile)
สำรวจ
ลงทุน
คำถาม
เข้าสู่ระบบ
มีบัญชีอยู่แล้ว?
เข้าสู่ระบบ
หรือ
ลงทะเบียน
Nok Creative Branding
•
ติดตาม
3 ต.ค. เวลา 00:38 • การศึกษา
เรื่องแปลกๆ อย่างหนึ่งในการเขียนของ ฮารูกิ มูราคามิ ✍🏻 นักเขียนชาวญี่ปุ่น คือ ตอนเขียนนิยายเรื่องแรก เขาเกลียดต้นฉบับร่างแรกของตัวเองมาก
เขารู้สึกว่า มันดูพยายามจะ “เป็นวรรณกรรม” มากเกินไป ทั้งฟุ่มเฟือย ทั้งจริงจัง และอ่านแล้วให้ความรู้สึกว่า เขากำลังพยายามทำตัวเป็นนักเขียน
เขาจึงลองทำสิ่งที่ไม่น่าจะเกี่ยวกับการเขียนนิยายเลย นั่นคือ เขียนร่างที่สองเป็นภาษาอังกฤษ ซึ่งเป็นภาษาที่สองของเขา
เหตุผลนั้นเรียบง่ายมาก เพราะภาษาอังกฤษของเขายังไม่คล่องพอที่จะเขียนอะไรซับซ้อน
มูราคามิเล่าว่า เขาสามารถเขียนได้เพียงประโยคสั้นๆ และเรียบง่ายเท่านั้น แม้ในหัวจะมีความคิดมากมายและซับซ้อนแค่ไหน เขาก็ไม่สามารถถ่ายทอดมันออกมาตรงๆ ได้ทั้งหมด
ถ้าใครเคยอ่านงานของมูราคามิ จะรู้ว่า เรื่องราวของเขาไม่ได้เรียบง่ายเลย
แต่สิ่งที่เรียบง่ายมากคือ “ภาษา” ที่เขาใช้เล่าเรื่อง
เขาอธิบายต่อว่า ภาษาจึงต้องเรียบง่าย ความคิดต้องถูกถ่ายทอดออกมาในแบบที่เข้าใจได้ง่าย คำบรรยายต้องตัดส่วนเกินออก รูปแบบต้องกระชับ และทุกอย่างต้องถูกจัดวางให้พอดีกับ “ภาชนะ” ที่มีขนาดจำกัด
และนี่แหละครับที่น่าสนใจมาก เพราะวิธีเขียนของมูราคามิกำลังบอกเราบางอย่างที่ใช้ได้กับงานสร้างสรรค์แทบทุกประเภท
✍🏻 Takeaway 1: ข้อจำกัดไม่ได้ฆ่าความคิดสร้างสรรค์ แต่มันอาจช่วยปลดล็อกมัน
สำหรับมูราคามิ ข้อจำกัดคือการที่เขาไม่สามารถใช้ภาษาอังกฤษได้อย่างอิสระ เขาจึงมีคำศัพท์ให้เลือกน้อยลง ประโยคต้องสั้นลง ความคิดต้องถูกกลั่นให้ชัดขึ้น
และบางครั้ง การมีตัวเลือกน้อยลง กลับทำให้เราสร้างงานได้ดีขึ้น
ถ้ากำลังเขียนเรื่องอะไรสักอย่างแล้วรู้สึกว่า “มันยังไม่ใช่” ลองสร้างข้อจำกัดให้ตัวเองดู
วิธีหนึ่งที่ผมชอบคือจำกัดจำนวนคำ
สมมติเราเขียนไปแล้ว 6,000 คำ แต่เรื่องยังไม่ลงตัว ลองบอกตัวเองว่า
“โอเค รอบใหม่ต้องเหลือไม่เกิน 4,000 คำ”
พอจำนวนคำถูกบีบลง เราจะเริ่มต้องถามตัวเองว่า อะไรคือสิ่งที่จำเป็นจริงๆ? อะไรคือรายละเอียดที่แค่เราชอบ แต่ไม่ได้ช่วยให้เรื่องเดินไปข้างหน้า?
หลายครั้งข้อจำกัดแบบนี้จะบังคับให้เราเห็น เส้นเรื่องที่แท้จริง และพอเขียนใหม่ งานกลับมีพลังขึ้นมาอย่างที่ร่างเดิมไม่เคยมี
✍🏻 Takeaway 2: โลกยุคนี้หลงใหลกับคำว่า “Efficiency” มากเกินไป
ทุกวันนี้เราพยายามทำทุกอย่างให้เร็วขึ้น ง่ายขึ้น และมีประสิทธิภาพมากขึ้น
แต่บางครั้งเราก็เอา ความคิด ความใส่ใจ และฝีมือ ไปแลกกับประสิทธิภาพมากเกินไป
ทุกวันนี้มีงานเขียนและ “Content” เกิดขึ้นมากกว่ายุคไหนๆ และผมไม่ได้หมายถึงแค่ AI นะครับ แต่ลองถามตัวเองจริงๆ ว่า
ในบรรดาสิ่งที่เราอ่านมากมายในแต่ละวัน มีสักกี่ชิ้นที่ทำให้เราหยุดคิดจริงๆ?
ในหนังสือ Novelist as a Vocation ซึ่งเป็นที่มาของเรื่องนี้ มูราคามิเขียนไว้ว่า
“สิ่งหนึ่งที่ตรงข้ามกับจินตนาการ คือ Efficiency หรือประสิทธิภาพ”
การเขียนนิยายด้วยภาษาที่สองของตัวเอง อาจเป็นวิธีที่ ไม่มีประสิทธิภาพที่สุด ในการเอาความคิดออกมาเป็นตัวหนังสือ
แต่เมื่อเราอ่านงานของมูราคามิ เรากลับสัมผัสได้ว่า เขาใส่ความคิดลงไปในแต่ละคำอย่างมาก
บางทีงานที่ดีจึงไม่จำเป็นต้องเกิดจากกระบวนการที่เร็วที่สุด
บางสิ่งต้องใช้เวลา เพื่อให้มันกลายเป็นสิ่งที่มีความหมายจริงๆ
✍🏻 Takeaway 3: คนทำงานสร้างสรรค์ทุกคนมี “วิธีประหลาดๆ” ของตัวเอง
ไม่ว่าจะเป็นนักเขียน นักออกแบบ ศิลปิน นักดนตรี หรือคนทำแบรนด์ ทุกคนอาจมีวิธีทำงานบางอย่างที่ดูแปลกสำหรับคนอื่น
Brandon Sanderson เขียนได้ดีที่สุดตอนตีหนึ่ง
Murakami เขียนร่างแรกด้วยภาษาที่สอง
Stephen King ไม่ใช้ Outline
ไม่มีทางรู้หรอกว่าวิธีไหนเหมาะกับเราจริงๆ จนกว่าเราจะลอง
อะไรไม่เวิร์ก ก็ทิ้งไป
อะไรที่เวิร์ก ก็เก็บไว้
เพราะสุดท้ายแล้ว เราไม่จำเป็นต้องทำงานเหมือนคนอื่นเพื่อสร้างงานที่ดี
บางที “วิธีที่ใช่สำหรับเรา” อาจดูไม่สมเหตุสมผลในสายตาคนอื่นด้วยซ้ำ
แต่ถ้ามันทำให้ความคิดของเราออกมาได้ดีขึ้น ทำให้เราเห็นสิ่งที่อยู่ในหัวชัดขึ้น และทำให้งานมีชีวิตขึ้นมา
ก็ใช้มันไปเถอะครับ
เพราะงานสร้างสรรค์ไม่ใช่การแข่งขันว่าใครมีวิธีที่ถูกต้องที่สุด
แต่มันคือ การค้นหาให้เจอว่า...
“วิธีไหนทำให้เราเป็นตัวเราได้ดีที่สุด”
Credit: Nathan Baugh
✍🏻 เกร็ดเล็กๆ ของแบรนด์ by Nok Creative Branding - Brand Strategist & Creative Director (ผู้ที่เชื่อในพลังของแบรนด์ที่ไม่ใช่แค่ขายของ แต่เปลี่ยนชีวิตคนได้)
2 บันทึก
2
โฆษณา
ดาวน์โหลดแอปพลิเคชัน
© 2026 Blockdit
เกี่ยวกับ
ช่วยเหลือ
คำถามที่พบบ่อย
นโยบายการโฆษณาและบูสต์โพสต์
นโยบายความเป็นส่วนตัว
แนวทางการใช้แบรนด์ Blockdit
Blockdit เพื่อธุรกิจ
ไทย