ฉากที่ 3 เวลาผ่านไป ราคาของผลิตภัณฑ์ AI กลับลดลงเรื่อย ๆ ในขณะที่ปริมาณการใช้ยังมากขึ้นและคุณภาพของ AI จะดีขึ้นเรื่อย ๆ อานิสงค์จากการแข่งขันของผู้ให้บริการที่ต้องการแย่งลูกค้าจากคู่แข่งอย่างดุเดือด เหนือสิ่งอื่นใด AI ราคาถูกจากจีนอาจเข้ามาเสนอให้กับลูกค้าโดยเฉพาะคนที่ไม่ได้ต้องการ AI ที่สุดยอดขนาดนั้น
1
ผลก็คือ บริษัทลงทุนเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วและมโหฬาร ในขณะที่รายได้ไม่ได้เพิ่มขึ้นมากอย่างที่คิด กำไรต่อยอดขายจึงไม่ได้เพิ่มขึ้นแต่กลับลดลง ซึ่งเป็นการบอกว่าธุรกิจ AI นั้น ไม่ใช่ธุรกิจที่ทำกำไรได้มากมายอย่างที่คิด
ฉากที่ 4 อาจจะมีหุ้น AI ขนาดยักษ์บางแห่งประกาศงบที่ “น่าผิดหวังอย่างแรง” แม้ว่ายอดขายอาจจะยังเติบโตดีอยู่แต่นักลงทุนก็ผิดหวังเทขายหุ้นทำให้ราคาหุ้นตกลงมา 20% และต่อมาก็ตามมาด้วยงบการเงินของอีกบริษัทหนึ่งที่น่าผิดหวังเช่นเดียวกัน และไตรมาศต่อมาก็เกิดเหตุการณ์ทำนองเดียวกันนี้ซ้ำ ๆ ซาก ๆ ซึ่งก่อให้เกิดการขาดความมั่นใจของนักลงทุนต่อธุรกิจ AI
3) เกิดปัญหาทางธุรกิจหรือการล้มละลายของบริษัทขนาดใหญ่รวมถึงสถาบันการเงินบางแห่งที่ปล่อยกู้ให้กับธุรกิจที่เกี่ยวข้องกับ AI มาก
4) นักลงทุนขาดความมั่นใจในธุรกิจและฐานะการเงินของบริษัท ต่างก็เทขายหุ้นอย่างหนักจนหุ้นตกลงมาระดับ 30-40% กลายเป็นวิกฤติขนาดใหญ่ที่รัฐบาลต้องเข้ามาแทรกแซงเพื่อไม่ให้บริษัทและธุรกิจ AI ล่มสลาย
วิกฤติ AI ถ้าเกิดขึ้นก็ไม่ได้ทำให้การพัฒนา AI หายไปอย่างแน่นอน แต่การลงทุนคงจะชะลอลงมาก บริษัทขนาดใหญ่แต่ละแห่งส่วนใหญ่แล้วคงรอดจากการ “ล่มสลาย” พวกเขาก็คงที่จะพยายามรักษาตลาดบางเซ็คเตอร์ที่ตนเองเข้มแข็งเอาไว้และถอนตัวออกจากภาคส่วนที่สู้รายอื่นไม่ได้ แต่ไม่มีใครที่จะสามารถครองตลาด AI ทุกส่วนอย่างที่กำลังพยายามทำกันอยู่