3 ต.ค. เวลา 07:46 • หนังสือ

เดี๋ยวนี้... ฉันไม่ละเมออีกแล้ว

เขียนโดย บุญร่วม เทียมจันทร์
ภาษิตปู่ของผม ท่านว่าไว้อย่างงี้ครับ
“ใครมีเมีย มีน้องเมียด้วย ท่านว่ามันผู้นั้น โชคดีไปสิบชาติ”
“ใครมีเมีย ได้น้องเมีย แต่โดนเมียตีกระบาลเอานิดหน่อย และโดนน้องเมียกระทืบยอดอกเอาเล็กน้อยพอเป็นพิธี ท่านว่ามันผู้นั้น โชคดีไปร้อยชาติ”
“ใครมีเมีย ได้น้องเมีย ทั้งเมียและน้องเมียต่างก็รักใคร่สนิทสนมกลมเกลียวกันดี ท่านว่ามันผู้นั้น โชคดีไปหลายร้อยชาติ”
แต่ภาษิตจีนเขาไม่เหมือนกับของปู่ผมหรอกครับ ของเขาว่าไว้แปลกดี
“ใครมีเมีย แต่ไม่มีน้องเมีย ท่านว่ามันผู้นั้น ซวยไปสิบปี”
“ใครมีเมีย มีน้องเมีย ได้แต่มองดูน้องเมียเฉยๆ น้ำลายไหลยืดๆ เฮ็ดอีหยังบ่อได้ ท่านว่ามันผู้นั้น ซวยไปร้อยปี”
“ใครมีเมีย มีน้องเมีย เลี้ยงน้องเมีย แต่ยังถูกนักเลงดีคาบเอาไปรับประทานซะอีก ท่านว่ามันผู้นั้น ต้องตกนรกหมกไหม้ ไม่ได้ผุดไม่ได้เกิด ซวยไปเป็นหมื่นหมื่นปีทีเดียว”
ใครจะโชคดี โชคร้ายก็เลือกเอาเถอะครับ ส่วนผมเองขอเลือกเอาทางซวยๆ ดีกว่าครับ ทั้งนี้ เพื่อความปลอดภัยของอวัยวะบางส่วนของผมนั่นเอง
เรื่องต่อไปนี้ นายกุด เต่ากัด พระเอกของเรา แกจะโชคดีไปหลายร้อยชาติ หรือจะซวยไปเป็นหมื่นหมื่นปี ก็ยังไม่มีใครทราบได้ ท่านเท่านั้นที่จะวินิจฉัยเรื่องนี้ได้เป็นอย่างดี...
เจ้าหมึก เจ้าเสมียนเตี้ยหลังโกง โยนสำนวนการสอบสวนคดีอาญา สำนวนปกสีเหลืองคดีหนึ่งดังโครมใหญ่ใส่หน้าผมบนโต๊ะทำงาน
ผมชำเลืองดูที่ปกหน้าสำนวนเขียนไว้ว่าเป็นคดีข่มขืนกระทำชำเรา โดยทางอัยการได้นัดทางนายประกันส่งตัวผู้ต้องหาในวันรุ่งขึ้นเลยทีเดียว
ผมเองก็ไม่ทราบเหมือนกันว่าทำไมสำนวนเพิ่งเข้าวันนี้เอง เหตุไฉนไยจึงต้องรีบร้อนส่งตัวผู้ต้องหาในวันรุ่งขึ้นกันอย่างนี้ อัยการมีเวลาตรวจสำนวนแค่วันเดียวเท่านั้นเอง อยากรู้นักว่ามันจะรีบร้อนไปสวรรคตที่ไหนกัน... เว๊ย...!
การตรวจสำนวนเร็วๆ ลวกๆ ชุ่ยๆ รีบร่างฟ้องโดยกะทันหันอย่างนี้ โอกาสที่จะผิดพลาดนั้นย่อมมีอยู่มากมาย ดีไม่ดีร่างฟ้องส่งเดชเกษกษัตริย์ไป เกิดลืมเวลา สถานที่เกิดเหตุ หรือลืมอะไรในสาระสำคัญของฟ้องไปบ้าง ศาลท่านเกิดยกฟ้อง เพราะฟ้องมันไม่เป็นฟ้องตามกฎหมายขึ้นมาละก็จะทำยังไงกัน จะเอาหน้าไปไว้ที่ไหนกันจ๊ะ พ่อทูนหัว
ผมรีบดึงกระดาษร่างฟ้องแผ่นหนึ่งออกมาตั้งท่าเตรียมจะร่างฟ้อง พร้อมกับรีบอ่านสำนวนการสอบสวนแต่เพียงคร่าวๆ แต่พออ่านไปๆ ผมก็ร่างฟ้องไม่ออก ต้องโยนปากกาลูกลื่นทิ้ง เก็บกระดาษร่างฟ้องไว้ตามเดิมก่อน เพราะเรื่องราวในคดีมันดูกลิ่นทะแม่งๆ พิลึกชอบกลอยู่ ผมจึงต้องถ่างตาอ่านมันอย่างละเอียดลอออีกครั้งหนึ่งจนแทบจะทุกตัวอักษรก็ว่าได้ กรุณาตั้งใจฟังให้ดีนะครับ ผมจะเล่าเรื่องขำๆ ให้ท่านฟัง
ตามท้องสำนวนการสอบสวนได้ความว่า คืนนั้นดึกสงัดมากแล้ว ได้ยินเสียงจิ้งหรีดเรไรกรีดร้องระงม คนในบ้านของอีตากุด เต่ากัด กำลัง “ครอกฟี้” กันอย่างสุขสำราญทีเดียว
นางแจ๋น สาวใช้ผิวสำลีเม็ดในกำลังนอนตะแคงขดเป็นกุ้งทอดอยู่ที่ข้างประตูห้องนอนด้านใน เธอได้ยินเสียงประตูห้องที่เธอนอนดัง “แอ๊ด” เธอก็ตกใจตื่นขึ้นมา ลืมตาชำเลืองเหล่ไปที่ไปที่ประตูห้องที่เธอนอนอยู่
เธอเห็นนายผู้ชายของเธอ คุณกุด เต่ากัด นุ่งผ้าขะม้าสีแดง ค่อยๆ ย่องสามขุมเข้ามาในห้อง เอามือทั้งสองข้างชี้เด่ตรงไปทางข้างหน้า เดินตัวแข็งทื่อเข้ามาในห้อง มองดูคล้ายๆ กับผีแดร๊กคูล่า
เธอคิดอยู่ในใจว่า “อ้ายเฒ่า เอากูแน่แล้วคราวนี้” แต่เธอทำเป็นใจดีสู้เสือเอาไว้ก่อน เธอกะว่าถ้าเกิด “อ้ายเฒ่ากลัดมัน ผลีผลามเข้ามาปลุกปล้ำมิดีมิดี (ไม่ใช่มิร้าย) กะเธอละก็ เธอจะใช้เท้าดีด “คุณจำปี” ของไอ้แก่หนังกลับให้ตัวงอเลยทีเดียวละ หลัง
จากนั้นเธอก็จะแหกปากตะโกนให้ลั่นฟ้าเลย คอยดูใจแม่มั่งก็แล้วกัน
เธอบอกว่าเธอเห็นหน้า จำได้ชัดเจนแน่นอนว่าเป็นนายกุด เต่ากัด นายจ้างของเธอจริงๆ เพราะคืนนั้นเป็นเวลาข้างขึ้น 15 ค่ำ เดือน 3 มีแสงเดือนเต็มดวง ทอแสงสาดจ้าเข้ามาทางหน้าต่างทั้งสองบาน เธอจึงเห็นใบหน้าของนายกุดได้อย่างถนัดชัดเจน
คุณผู้ชายของเธอย่างสองขุมเข้ามาหาเธอ แล้วมาหยุดยืนนิ่งที่ปลายเท้าของเธอพอดี เธอกรีดเท้าเตรียมดีดเท้าไว้อย่างเรียบร้อยแล้ว แต่บุญของนายกุดแท้ๆ เชียว นายกุดแทนที่จะเล่นงานเธอ กลับซ้ายหันแล้วเดินตรงไปหยุดยืนที่ปลายเท้าของนางสาวน้ำอ้อย แม่สาวน้อยหยาดเยิ้มวัยกำดัดที่นอนหงายอ้าซ่าหลับเป็นตาย ซ่อนกายาบึ่บบั่บอยู่ใต้ผ้าห่มสีแดงผืนนั้น ทีแรกนางแจ๋นมันอ้าปากทำท่าจะร้อง “โว๊ย” เรียกคุณนายน้ำผึ้งของเธอที่นอนอยู่กับนายกุดอีกห้องหนึ่งให้เข้ามาช่วยดึงคุณกุดกลับไปนอนในห้องนอนตามเดิมซะที
แต่คิดๆ ไปอีกทีก็เกรงว่านายกุดจะตีหน้ายักษ์เข้าใส่ ดีไม่ดีจะโดนนายกุดไสหัวไล่ออกจากบ้านซะอีกด้วย แล้วอีกอย่างหนึ่งเธอก็ไม่เคยได้ดูของดีๆ อย่างนี้มาก่อนเลย อย่ากระนั้นเลยเมื่อคิดสมอารมณ์หมายเช่นนั้นแล้ว แม่แจ๋นก็แอบจ้องดูของดีอยู่อย่างเงียบๆ
ผมจะลองอ่านคำให้การของนางแจ๋นในชั้นสอบสวนให้ท่านฟัง นางแจ๋นได้ให้การกับ พ.ต.ต.กระเจิง สยองขวัญ พนักงานสอบสวนคดีนี้ไว้อย่างน่าฟังจริงๆ ครับ
“ฯลฯ ข้าฯ นอนตะแคงแอบดูอยู่ที่มุมห้องประตู เห็นผู้ต้องหาเดินเข้าไปหยุดยืนอยู่ที่ปลายเท้าของนางสาวน้ำอ้อย ผ้าขะม้าที่ผู้ต้องหานุ่งอยู่หลุดลุ่ยออกจากเอวลงมากองอยู่กลางห้อง ผู้ต้องหาค่อยๆ นั่งยองๆ เลิกผ้าห่มของนางสาวน้ำอ้อยออก เลิกผ้าถุงขึ้นไปถึงเอว... นางสาวน้ำอ้อยก็ยังนอนหลับเฉยอยู่ ต่อจากนั้นข้าฯ ก็ไม่เห็นอะไรอีกเลย เพราะข้าฯ กลัว ไม่กล้ามอง แล้วข้าฯ ก็นอนหันหลังให้เขาทั้งสองด้วย ข้าฯ จึงไม่เห็นว่าเขาทำอะไรกันบ้าง เป็นความจริง... อ่านให้ฟังแล้ว รับว่าถูกต้อง จึงลงชื่อไว้เป็นสำคัญ”
แหม! นับว่านายตำรวจคนนี้สอบสวนได้ยอดเยี่ยมมาก สอบกันจนเห็นภาพพจน์เลยทีเดียวเชียว แต่มันเจ็บกระดองใจอยู่ที่ว่า พอถึงอีตอนสำคัญดันเสือกหนังขาดซะนี่ พยานกลับไม่เห็นอะไรอีกต่อไป เธอจึงไม่สามารถเห็นเหตุการณ์สำคัญ ในคดีนี้ได้... น่าเสียดายจังนิ
ผมพลิกกลับไปอ่านคำให้การของคุณน้ำผึ้ง ภรรยาของนายกุด เต่ากัด ดูคำให้การของเธอพอจะจับใจความได้ว่า ขณะที่คุณน้ำผึ้งแกนอนหลับอยู่บนเตียงกับสามีของแก (พ่อกุดนั่นแหละ) แกได้ยินเสียงคล้ายๆ กับเรือนสั่นๆ ทีแรกนึกว่าแผ่นดินไหว ฟังๆ ดูอีกที ไม่ใช่แผ่นดินไหวแน่ๆ เสียงคล้ายๆ กับคนขย่มพื้นเรือนเล่นยังงั้นแหละ ฟังดูอีกที เสียงดังกุกๆ กักๆ ชอบกล เธอจึงเอื้อมมือจะไปปลุกสามี ปรากฏว่าสามีของเธอไม่ได้นอนอยู่บนเตียงซะแล้ว
ไม่รู้ว่าพ่อเจ้าประคุณหายหัวไปไหนซะแล้ว ประตูห้องนอนก็เปิดอ้าซ่า หรือว่าสามีของเธอไปห้องน้ำ...?
เธอเดินถือตะเกียงค่อยๆ ย่องกริบไปที่ห้องนอนของน้องสาวของเธอ (คุณน้ำอ้อย) พอเปิดประตูผลัวะเข้าไปในห้อง เธอก็เห็นนางแจ๋นนอนตะแคงขดตัวงอหงิก อยู่ที่ข้างธรณีประตู และเห็นสามีของเธอกำลังแก้ผ้าโหลงโจ่งเดินตัวแข็งถึดทือ ยื่นมือทั้งสองข้างไปข้างหน้าหลับตาปี๋ เดินสวนทางกับเธอออกจากประตูไปอย่างรวดเร็ว จนเธอเอามือขวางกั้นไว้ไม่ทัน
เธอเห็นน้องสาวแสนสวยของเธอกำลังนอนแผ่หราบ๊ะจ่าง ผ้าผ่อนหลุดลุ่ย หลับตาพริ้มอยู่ เธอจึงรีบคว้าเอาผ้าห่มมาคลุมร่างของคุณน้ำอ้อยไว้ ฝ่ายเจ้ากุดเองก็ยังคงหลับตาปี่ย่างสามขุมเดินตัวแข็งทื่อออกจากประตูไปอย่างรวดเร็ว เดินตัวตรงไปที่นอกชานเรือน คุณน้ำผึ้งแกเห็นท่าไม่ค่อยจะดี เพราะนายกุดแกหลับตาปี๋ย่างสามขุม เดินแบบแดร๊กคูล่าอาละวาดไปถึงปลายนอกชานเรือนจวนจะตกน้ำอยู่แล้ว (ตอนนั้นน้ำท่วมทุ่ง ระดับน้ำต่ำกว่าชานเรือนเพียงศอกเดียว)
คุณน้ำผึ้งวิ่งไป ตะโกนไปด้วย
“ระวังน้ำ พ่อมึ๊ง”
“ตู๊ม!”
“ว๊าย! ช่วยด้วยเจ้าข้า หมาตกน้ำ”
คุณน้ำผึ้งตะโกนสุดเสียง แทบจะไม่เป็นภาษามนุษย์ ขนาดผัวตกน้ำทั้งคน แกยังเสือกแหกปากออกมาว่าหมาตกน้ำเลย คิดดูก็แล้วกัน คุณกุดแกจมดิ่งหายลับลงไปใต้น้ำแล้วก็ทะลึ่งพรวดขึ้นมาเหนือน้ำซะที แล้วก็จมดิ่งหายลงไปอีก ผลุบโผล่ๆ อยู่อย่างนั้นแหละ ฝ่ายคุณน้ำอ้อยกับนางแจ๋นได้ยินเสียงโครมครามก็รีบวิ่งออกมาจากห้องมายืนดูอยู่ที่นอกชานเรือน
ครู่เดียวเจ้ากุดก็พุ่งขึ้นมาเหนือน้ำอีก ทั้งสามสาวก็ช่วยกันฉุดกระชากลากมือเจ้ากุดดึงถูลู่ถูกังขึ้นมาบนชานเรือนได้ คุณน้ำผึ้งโยนผ้าขะม้าให้เจ้ากุดนุ่ง แล้วก็อัญเชิญให้เจ้ากุดกลับไปนิทราในห้องนอนตามเดิม คุณน้ำผึ้งแกก็ปิดประตูลงกลอนให้สนิท เพราะเกรงว่าท่านกุดจะเที่ยวเดินละเมอออกไปทำความวุ่นวายข้างนอกอีก
พอรุ่งขึ้นตอนเช้า คุณน้ำอ้อยแกก็ลงไปว่ายน้ำที่หน้าบ้าน เธอรู้สึกแสบๆ เสียวๆ ที่ของลับของเธอ พอขึ้นมาจากน้ำก็นุ่งผ้าถุงเห็นมีรอยหยดเลือดแห้งติดอยู่ที่ผ้าถุงสองสามจุด เธอรู้สึกงุนงงเป็นที่สุด เพราะมันไม่ใช่เวลาหนักเบาในรอบเดือนแต่ประการใด
คุณน้ำอ้อยก็เลยไปปรึกษาหารือกับพี่สาวของเธอดู พี่สาวของเธอก็วิ่งแร่ดเข้าไปดึงหูนายกุด พยายามคาดคั้นบังคับเอาความจริงจากนายกุด ว่าไปกุ๊กกิ๊กถึงใจอะไรกับน้องสาวของเธอบ้างรึเปล่า? นายกุดก็ให้การปฏิเสธตลอดข้อหา แกบอกว่าแกไม่รู้เรื่องอะไรเลย สาบานให้ตกน้ำป๋อมแป๋มตายก็ได้ ตกลงคุณน้ำอ้อยก็เลยยังไม่รู้ว่า ตัวเองไปโดนอะไรเจาะมาแน่...
อีกสองสามวันต่อมา พ.ต.ต.มหินทร์ สารวัตรใหญ่ สถานีตำรวจภูธร อำเภอหนึ่งในจังหวัดนครสวรรค์ น้าชายของคุณน้ำอ้อย ได้ลงมาเยี่ยมคุณน้ำอ้อยที่บ้าน แม่แจ๋นปากปีจอก็เสนอหน้าเล่าเรื่องที่เกิดขึ้นให้สารวัตรใหญ่ฟัง
สารวัตรใหญ่จึงสั่งให้คุณน้ำอ้อยไปแจ้งความต่อตำรวจ กล่าวหาว่านายกุดพี่เขยข่มขืนกระทำชำเราน้องเมีย ทีแรกคุณน้ำอ้อยแกอาย แกอิดเอื้อนดีดดิ้นไม่ยอมไปแจ้งความ พ.ต.ต.มหินทร์ เลยแกล้งขู่ว่าถ้าไม่ยอมไปแจ้งความจะเอาคุณน้ำอ้อยไปขังฐานปกปิดความลับ (ความจริงข้อหานี้แกตั้งเอาเอง)
คุณน้ำอ้อยแกกลัวติดคุก แกก็เลยจำใจต้องไปแจ้งความต่อ พ.ต.ต.กระเจิง สยองขวัญ พนักงานสอบสวนคดีนี้ กล่าวหาว่าถูกพี่เขยเธอข่มขืนกระทำชำเราเอา
ว่าแล้วท่านสารวัตรกระเจิงก็ลากคอนายกุดของเราไปขังคุกขี้ไก่ก่อนตามระเบียบ ในชั้นสอบสวนนายกุดแกให้การกับสารวัตรกระเจิงว่า
แกไม่รู้เรื่องอะไรทั้งสิ้น คืนนั้นแกนอนหลับฝันไปว่ามีนางฟ้าแสนสวย ผิวสีกุหลาบนางหนึ่ง เปลือยกายล่อนจ้อนลอยลงมาจากสวรรค์ มาจูงมือพาแกเหาะขึ้นไปบนสวรรค์วิมานฉิมพลี ตัวแกเองลอยละล่องผ่านก้อนเมฆน้อยใหญ่ไปถึงปราสาทสีทองแห่งหนึ่ง นางฟ้านางนั้น ก็อุ้มแกลงนอนบนเตียงนอน แล้วก็เข้าเล้าโลมเสพย์สมให้ความสุขสดชื่นแก่แกอย่างดูดดื่มที่สุด
ขณะที่นางฟ้ากำลังเคล้าเคลียปลุกปั่นให้แกประกอบกิจเป็นครั้งที่สามอยู่นั้นเอง พวกบริวารของนางฟ้าเป็นสาวเด็กๆ หน้าตาจุ๋มจิ๋มทั้งนั้นต่างก็วิ่งกรูกันเข้ามา จับร่างของเขาโยนลอยละลิ่วลงไปในสระน้ำใหญ่แห่งหนึ่ง เสียงน้ำแตกดัง ”ตูม!”
ร่างของแกจมดิ่งหายลงไปในน้ำแล้วทะลึ่งพรวดขึ้นมาเหนือน้ำอีก แกจึงเห็นภรรยากับน้องภรรยาของแก พร้อมกับนางแจ๋นสาวใช้ กำลังช่วยกันดึงแขนของแก ลากตัวแกขึ้นมาบนบ้านทั้งๆ ที่แกแก้ผ้าโล่งโจ้งเป็นชีเปลือยอยู่อย่างนั้นแหละ แกจึงรู้สึกตัวตอนนี้เองว่าแกนอนหลับแล้วฝันไป
ผมลองพลิกไปดูคำให้การของคุณน้ำอ้อย ผู้เสียหายสำคัญในคดีนี้ก็ได้ความว่า เธอยังเป็นสาวบริสุทธิ์รุ่นกระเตาะ อายุ 16 ปี กำลังแตกเนื้อสาวดังเปรี๊ยะๆ เธอให้การว่า
ตอนหัวค่ำคืนนั้น เธอไปดูหนังเรื่อง “เทพบุตรน้ำผึ้ง”
พอกลับมาบ้านก็นอนฝันไปว่าพระเอกหนังในเรื่องนั้นซึ่งเป็นหนุ่มรูปหล่อยิ่งกว่า อเลน เดอลอง บวกกับ ซีน คอนเนอรี่ ซะอีก ได้เปิดประตูห้องนอนเข้ามาหาเธอในห้อง พอมาถึงก็ก้มลงกราบแทบเท้าเธอที่ขอบเตียง เฝ้าออดอ้อนรำพันขอความรักจากเธอเป็นเวลานาน เธอก็ยังเสแสร้งแกล้งทำเป็นดัดจริตดีดดิ้น (ทั้งๆ ที่ชอบเขาเหมือนกัน)
ทันใดนั้นเอง พ่อพระเอกรูปหล่อก็ชักมีด “ซามูไร” อันคมกริบออกมาจากเอว เตรียมจะคว้านท้อง ทำพิธี “ฮาราคีรี” ตนเอง แล้วก็เริ่มนับหนึ่ง สอง สามช้าๆ เขาบอกว่าถ้านับหนึ่งถึงสิบแล้วคุณน้ำอ้อยยังไม่ยอมรับรักจากเขาอีก เขาก็จะกระแทกปลายซามูไรอันคมกริบ เข้ากับกลางท้องของเขาทันที เขานับไปน้ำตาไหลไป พอนับไปถึงแปดเท่านั้นเองเธอก็เกิดความรัก และความสงสารเขาขึ้นมาอย่างจับใจ และเธอต้องยอมทอดร่างให้แก่เขาทุกอย่างตามที่เขาปรารถนา
เธอบอกว่าเธอไม่คิดว่าความรักมันจะสดใสซาบซ่าออกอย่างนี้ ขณะที่ความรักครั้งที่สามกำลังจะไคลแมกซ์อยู่นั่นเอง เธอก็ต้องตกใจสะดุ้งตื่นขึ้นมาทันที เพราะหูของเธอได้ยินเสียงพี่สาวของเธอร้องว่า
“ว๊าย! ช่วยด้วยเจ้าข้า หมาตกน้ำ”
“ตู๊ม!”
เธอจึงลืมตาตื่นขึ้น จัดแจงนุ่งผ้าถุงวิ่งไปที่นอกชานเรือน เห็นพี่เขยของเธอ กำลังดำผุดดำโผล่อยู่ที่หน้าบ้าน เธอพร้อมกับพี่สาวและนางแจ๋นจึงรีบเข้าไปช่วยกัน ดึงมือพี่เขยของเธอขึ้นมาจากน้ำได้ เธอยืนยันว่าเธอนอนหลับไปตลอดทั้งคืน โดยไม่รู้เนื้อรู้ตัวเลยว่าใครจะไปทำมิดีมิดีกับเธอบ้าง
เออ ตลกดีนะ เจ้าผู้ชายก็ละเมอว่าได้ไปกุ๊กกิ๊กกับนางฟ้า ฝ่ายนังผู้หญิง ก็ฝันว่าได้ “เมคเลิฟ” กับพระเอกหนัง ต่างฝ่ายต่างก็ไม่รู้ว่า ใครมาทำอะไรกับตัวเองบ้าง หลับแบบนี้ สนุกดีนิ
จากพฤติการณ์แวดล้อมกรณีดังกล่าว เช่น คำให้การของคุณน้ำผึ้ง คุณน้ำอ้อย และคำให้การของผู้ต้องหาเองก็ดี รวมทั้งกิริยาท่าทางที่นายกุดเดินตัวแข็งถึดทือ ยื่นมือทั้งสองข้างชี้ตรงเด่ไปข้างหน้าเหมือนกับผีดูดเลือด “แดร๊กคูล่า” แล้วก็หล่นตูม ลงไปในน้ำเหล่านี้ ทำให้ผมสงสัยว่าผู้ต้องหาน่าจะนอนละเมอไปจริงๆ
แต่เพื่อให้การสอบสวนชัดเจนยิ่งขึ้นไปอีก ผมจึงสั่งให้พนักงานสอบสวนคดีนี้ (พ.ต.ต.กระเจิง) ทำการสอบสวนขยายเพิ่มเติมขึ้นไปอีก ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 143 (2) (ก) (ซึ่งอัยการมีสิทธิที่จะสั่งให้พนักงานสอบสวนทำการสอบสวนเพิ่มเติมได้) โดยผมได้ตั้งประเด็นให้ท่านสารวัตรทำการสอบสวนพยานไว้ด้วย
ท่านสารวัตรกระเจิงก็ทำงานแบบมือลิงเหมือนกัน เพียงสามวันเท่านั้นเอง ท่านก็ส่งสำนวนการสอบสวนเพิ่มเติมย้อนกลับมาให้ผมอีก ท่านสารวัตรสอบสวนพยานเพิ่มเติมอีก 4 ปาก คือ นายหยอย นางแย้ม พ่อแม่ของท่านกุด นายสุชวย และคุณหมอวิญญา
สำหรับพ่อแม่ของนายกุด แกให้การว่าตอนที่ลูกของแกอายุได้ 8 ขวบ เคยละเมอเดินตกลงไปใต้ถุนบ้าน โดนสุนัขรุมกัดมาหนหนึ่ง ถึงกับหัวแตก แขนเดาะมาครั้งหนึ่งแล้ว
ส่วนนายสุชวยเพื่อนสนิทของนายกุดให้การว่านายกุดเคยนอนละเมอเข้าหาภรรยาของนายสุชวยเอง ถึงกับโดนรองเท้าส้นสูงฟาดโครมเข้าที่ปลายกระโดงคางมาครั้งหนึ่งแล้ว นายกุดจึงได้รู้สึกตัว
ส่วนนายแพทย์วิญญา จิตแพทย์ที่สอบสวนเพิ่มเติมมาด้วยก็ให้การว่า เขาเคยทดลองรักษาโรคละเมอของนายกุดมาครั้งหนึ่ง โดยเอาตัวนายกุดมานอนค้างไว้ที่คลินิก 7-8 วัน พอวันที่ 7 นายกุดก็โดนคุณเมตตาศรี ภรรยาของคุณหมอถีบเข้าที่ยอดอกถึงกับตาเหลือกตาปลิ้น ขณะที่นายกุดแกเดินละเมอเปิดมุ้งเข้าไปหาคุณเมตตาศรีถึงในห้องนอนของคุณหมอเอง
เป็นอันว่าการสอบสวนได้ความชัดเจน เชื่อได้เลยว่านายกุด เต่ากัด ผู้ต้องหารายนี้จะต้องเป็นโรคละเมออย่างแน่นอน ปัญหาที่น่าคิดในแง่กฎหมายก็คือว่า คนที่นอนหลับละเมอแล้วไปทำการอันเป็นความผิดกฎหมายนั้น ควรจะต้องรับโทษทัณฑ์ตามกฎหมาย หรือไม่ประการใด
คนที่กระทำผิดอาญานั้น กฎหมายเขาว่าไว้ว่าจะต้องมีเจตนา หรือประมาท หรือแม้จะไม่มีเจตนา หรือไม่ประมาท แต่การกระทำอย่างนั้น กฎหมายเขาบัญญัติไว้ว่าเป็นความผิดแล้ว ก็จะต้องรับโทษเช่นนั้น
สำหรับโทษความผิดฐานประมาทนั้น เห็นทีจะไม่มีแน่ เพราะคนที่นอนหลับนั้น เขาจะเอาอะไรไประมัดระวังได้ เขาจะควบคุมสติสัมปชัญญะของเขาได้อย่างไรกัน แล้วอีกอย่างหนึ่ง ความผิดฐานข่มขืนกระทำชำเราโดยประมาท อย่างคดีนี้ ก็ไม่เห็นมี
กฎหมายในโลกไหนที่จะบัญญัติเอาไว้ว่าเป็นความผิดเลย จึงเป็นอันว่าเราไม่ต้องไปติดใจในประเด็นเรื่องข่มขืนโดยประมาทเพราะละเมออีกต่อไป
อีทีนี้เราลองหันมาพิจารณาดูเรื่องเจตนากันหน่อยดีไหมครับท่าน หลักใหญ่ในเรื่องการกระทำโดยเจตนานั้น กฎหมายได้วางขั้นตอนเอาไว้ดังนี้ครับ คือ จะต้องมีการ :
- คิด
- ตกลงใจ
- ตระเตรียมการ และ...
- กระทำตามที่ตกลงใจ
ยกตัวอย่างง่ายๆ เช่น เราอยากจะถีบไอ้จิ๊กโก๋ซักคนหนึ่งนะครับ
คิด... เรามองเห็นเจ้าจิ๊กโก๋คนนี้มายืนแอ่นแต้เอาไอ้จู๋ (แต่ไม่จู๋จริง) ออกมาอวดนักศึกษาสาวๆ อยู่ที่กลางตลาดเล่น เราก็เกิดหมั่นไส้ขึ้นมาทันควัน คิดอยู่ในใจว่า “เอาซะดีไหม? ไอ้เปรตนี่ หมั่นไส้นัก”
ตกลงใจ... คิดแล้วก็โอเค. ตกลงใจเอาแน่ “ต้องถีบไอ้บ้าคนนี้ให้ได้” ตระเตรียมการ... ก็ค่อยๆ ย่องๆ ระย่างเข้าไปข้างหลัง เตรียมง้างบาทา ทำท่าจะถีบละ
การกระทำตามที่ตกลงใจ... ว่าแล้วก็ถีบ “โครม” เข้าไปที่ก้นเจ้าหมอนั่นคว่ำคะมำ ไอ้จู๋กระแทกกับถนน หดทันที ดังนี้เป็นต้น
เมื่อครบองค์ประกอบทั้งสี่อย่างดังกล่าวแล้วไซร้ ก็เป็นอันว่าความผิดนั้น สำเร็จบริบูรณ์ทันที หลังจากนั้นเราก็จะถูกยัดเข้าห้องขังไปตามระเบียบ (ถ้าหนีไม่ทัน)
นี่คือองค์ประกอบของความผิดอาญา ในแง่ของเจตนากระทำผิด พูดง่ายๆ ก็คือ เราจักต้องรู้สำนึกในการที่กระทำว่าเรากระทำอะไรลงไปบ้าง จึงจะเป็นความผิดกฎหมาย
แล้วไอ้คนที่นอนหลับละเมอล่ะ เขาจะรู้สำนึกได้ไหมว่า เขาทำอะไรลงไปบ้าง ในขณะที่เขาละเมอนั้น เขาคิด เขาตกลงใจ เขาเตรียมการ และเขากระทำตามที่ตกลงใจอะไรไปบ้างหรือเปล่า?
เปล่าเลย เขากระทำไปโดยอัตโนมัติ และโดยไม่รู้สึกตัวอะไรเลย แล้วเราจะลงโทษเขาได้อย่างไร? ว่าเขามีเจตนาที่จะกระทำผิดกฎหมาย
เราจึงวินิจฉัยชี้ขาดได้ทันทีเลยว่า คนที่นอนหลับละเมอนั้น หากไปกระทำการใด อันกฎหมายถือว่าเป็นความผิดแล้ว เราจะถือว่าเขาทำผิดกฎหมายหาได้ไม่ (เว้นแต่แกล้งละเมอ)
ผมจึงลงความเห็นว่า การกระทำของนายกุด เต่ากัด นั้นไม่เป็นความผิดฐานข่มขืนกระทำชำเราคุณน้ำอ้อย ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 276 ประกาศคณะปฏิวัติ ฉบับที่ 11 ลงวันที่ 21 พฤศจิกายน 2514 ข้อ 7
ผมจึงมีความเห็นสั่งไม่ฟ้อง ปล่อยตัวนายกุด เต่ากัด ออกจากคุกไปตามระเบียบ โดยที่ผมไม่เคยเห็นหน้าค่าตาของนายกุด เต่ากัด คนนี้เลยซักนิดเดียว เป็นความจริง
นายกุดก็เลยได้กุ๊กกิ๊ก (ถึงใจหรือเปล่าก็ไม่รู้) กับน้องเมียฟรีๆ ไปตามระเบียบ นายกุดแกได้ชิมของหวานจากน้องเมียครั้งนี้
เราจะถือว่าแกเป็นคนโชคดีหลายร้อยล้านชาติ หรือว่าจะเป็นคนโชคร้ายเป็นหมื่นๆ ปี ตามภาษิตของปู่ของผม หรือภาษิตของจีนกันแน่ ผมเองก็ไม่อาจจะทราบได้เหมือนกันละครับ
สิบสามเดือนให้หลัง จนผมลืมคดีนี้ ไปหมดแล้ว ผมกลับมาจากว่าความที่ศาล เข้ามาในห้องทำงาน หย่อนกายลงบนเก้าอี้ตัวเก่า ผมเห็นกล่องพัสดุไปรษณียภัณฑ์สีน้ำตาลกล่องหนึ่ง เป็นกล่องสี่เหลี่ยม กว้าง ยาว สูงประมาณหนึ่งคืบเศษ จ่าหน้าซองถึงผม
ผมค่อยๆ เอาหูแนบชิดติดที่กล่อง ฟังเสียงดูปรากฏว่าไม่มีเสียง “ติ๊ก! ติ๊ก!” แล้วก็ไม่มีเสียง “บึมส์!” ระเบิดออกมาจากกล่อง ของพรรค์อย่างนี้ไว้ใจกันไม่ได้หรอกครับ อาชีพหยั่งผมนี่ มันมีทั้งให้คุณและให้โทษคน บางวันก็ส่งเข้าคุก บางวัน ก็ส่งคนออกจากคุก บางวันก็ส่งไปให้ “แบล็กมัน” ยิงเป้าก็มี จึงต้องระวังตัวกันหน่อย...
ผมค่อยๆ บรรจงแกะกล่องกระดาษออกอย่างระมัดระวัง ข้างในกล่องเป็นไหเล็กๆ สีน้ำตาลสองใบตั้งเรียงกันอยู่ ที่หูไหทั้งสองมีที่หิ้วทำด้วยเชือกมนิลาเส้นเล็กๆ เส้นหนึ่ง ที่ตัวไหไม่มีกระดาษหรือยี่ห้ออะไร พอจะบอกให้รู้ได้เลยว่าภายในไหสองใบนั้นจะมีอะไรซุกซ่อนอยู่บ้าง
ผมแนบหูเข้าไปที่ปากไหทั้งสองอีก “เงียบกริบ” ตามเคย ไม่ใช่ “ระเบิดเวลา” แน่ ที่ข้างไหมีจดหมายซองสีขาวฉบับหนึ่ง จ่าหน้าซองถึงผม เขียนด้วยลายมือขยุกขยิกยึกยือยังกับนักเรียน ป.2 เขียนยังงั้นแหละครับ ผมรีบฉีกมันออกอ่านทันที
“เขียนที่กระท่อมปลายนา”
ฉันขอบใจเอ็งมากที่เอ็งไม่ฟ้องฉัน ปล่อยฉันไปในวันนั้น ฉันส่งของดีมาให้เอ็งชิมดู 2 ไหจ้ะ เดี๋ยวนี้ฉันย้ายครอบครัวของฉันมาทำไร่มันสำปะหลังอยู่ที่ป่าเขาเขียวแล้ว พอฉันมาอยู่ที่ไร่ได้สามวัน โรคเก่าของฉันก็กำเริบอีก
ฉันเดินละเมอเข้าไปหาน้องเมียอีก 4-5 หน เมียเขารำคาญ ทนไม่ไหว เลยยกน้องเมียให้ฉันอีกคนหนึ่ง เดี๋ยวนี้ฉันเอาเมียทั้งสองมานอนอยู่ห้องเดียวกันแล้ว ฉันจึงไม่ต้องไปเดินละเมอให้เหนื่อยอีกต่อไป
อยู่มาวันหนึ่งโรคเก่าของฉันก็กำเริบขึ้นมาอีก ฉันเดินละเมอเข้าไปหาอีแจ๋นในครัว เลยโดนตีนอีแจ๋นถีบหน้าฉัน 1 ที ฉันเลยตกใจตื่นขึ้นกลับไปนอนกับเมียฉันอีก คราวนี้เมียฉันทั้งสองคนแกก็บังคับให้ฉันนอนกลางเตียง เมียสองคนนอนขนาบข้างฉันข้างละคน เมียเขาเอาผ้าขะม้าผูกขาฉันไว้กะขอบเตียง ใส่กุญแจประตูห้องนอน เอาลูกกุญแจซ่อนไว้ในกางเกงในของน้ำอ้อยเมียของฉัน เมียของฉันทั้งสอง เขากันไม่ให้ฉันเดินละเมอออกไปหาอีแจ๋นอีกจ้ะ
คืนวันหนึ่งฉันก็ละเมออีก คราวนี้ฉันละเมอลุกขึ้นแก้ผ้าขะม้าออกจากขา ละเมอขโมยลูกกุญแจจากกางเกงในเมียของฉันมาได้ แล้วก็ค่อยๆ ละเมอ เข้าหาอีแจ๋นอีก ฉันก้มลงละเมอจูบตีนอีบ้าแจ๋นเสียหนึ่งฟอด ฉันเข้าใจผิด คิดว่าเป็นทางหัวมันจ้ะ เลยถูกตีนอีแจ๋นซัดเข้าที่หน้าฉันอีก 2 ที
เมียทั้งสองของฉันไม่รู้ว่าย่องมาตั้งแต่เมื่อไร เขาใช้สากกะเบือกับไม้ขัดหม้อรุมกันตีหัวฉันซะงอมพระรามเลยจ้ะ ฉันตกใจตื่นขึ้นหายละเมอทันที มีแผลที่หัวแปดแผล แต่ที่ข้างหลังกับที่แขนยังมีแผลอีกต่างหากนะจ้ะ
เดี๋ยวนี้ฉันหายละเมอแล้วนะ อัยการ ฉันเข็ดแล้วจ้ะ เข็ดจริงๆ ต่อไปนี้ ฉันจะไม่ละเมออีกแล้วจ้ะ...
ฉันฝากเต้าหู้ยี้ของแท้จากจีนแดงมาให้เอ็งลองหม่ำดู 2 ไห อร่อยมาก ไม่ใช่สินบน สินล่างนะ อย่าเข้าใจผิด ฉันให้เอ็งด้วยความเคารพรักจริงๆ ว่างๆ จะพาเมียทั้งสองมาคุยกับเอ็งบ้างจ้ะ
รักน้ำใจเอ็งจริงๆ ว่ะ
จาก กุด เต่ากัด ผู้มีกรรมเพราะเป็นโรคละเมอ
“ไชโย! ไอ้กุด เต่ากัด หายละเมอแล้วโว้ย!”
ผมตะโกนออกมาอย่างลืมตัว
ใครที่เป็นโรคละเมอละก็ โปรดรีบไปปรึกษาคุณกุด เต่ากัด ได้ตลอดเวลาเลยนะครับ รักษาฟรีจ้ะ ฟรีจริงๆ ด้วย
โอมเพี้ยง! โอมเพี้ยง! โดนไม้ตีพริกกับไม้ขัดหม้อสามเปรี้ยง จะหายละเมอ... หายละเมอ...
คนผีอากาศอะไรก็ไม่รู้ เขียนจดหมายมาด๊าย...
“ต่อไปนี้ฉันจะไม่ละเมออีกแล้ว”
เขียนอย่างนี้ มันหมายความว่ายังไงกันยะ มันหมายความว่ายังไงกัน?
ละเมอจริง หรือละเมอไม่จริง กันแน่เฟ้ย!... พรรคพวก
#อัยการ900 #เดี๋ยวนี้ฉันไม่ละเมออีกแล้ว #บุญร่วมเทียมจันทร์ #ศรัญญาวิชชาธรรม #เรื่องเล่าจากชีวิตอัยการ #เรื่องเล่ากฎหมาย #คดีชวนขำ #กฎหมายอ่านสนุก #ชีวิตอัยการ #หนังสือกฎหมาย #นักกฎหมาย #อัยการ #LawAndLifeStoriesBySaranya #หนังสือดีบอกต่อ #MebEbook
Law and Life Stories by Saranya
โฆษณา