3 ต.ค. เวลา 16:41 • หนังสือ

บทที่ 233 ประจบสอพลอ

มุมปากของเสิ่นหนิงกระตุกเล็กน้อย สีหน้าทั้งไม่น่าดูและกระอักกระอ่วน เขาจนปัญญา จึงทำได้เพียงเปลี่ยนหัวข้อสนทนา
“ได้ยินมาว่าการล่าสัตว์ฤดูใบไม้ร่วงในทุกปีล้วนเป็นเช่นนี้ บุรุษแข่งขันกันว่าใครจะล่าสัตว์ได้มากกว่า ส่วนเหล่าสตรีเองก็ไม่ยอมอยู่นิ่ง ต่างก็ต้องแข่งขันประชันกันไปเสียทุกเรื่อง”
เมื่อเสิ่นเจวี๋ยได้ยินเช่นนั้น มุมปากก็ยกขึ้นเป็นรอยยิ้มเย้ยหยัน
เสิ่นหนิงเห็นท่าทีของเขา จึงกล่าวต่อ
“การเป็นสตรีก็เหน็ดเหนื่อยไม่น้อย ในยามปกติต้องประชันความงาม พอมาถึงสนามม้าก็ยังต้องประชันความสง่างามและความองอาจ ทุกเรื่องล้วนต้องแข่งขัน ทุกอย่างต้องเป็นผู้ชนะ หากพ่ายแพ้ก็เท่ากับทำให้ตระกูลและครอบครัวสามีต้องอับอาย”
เขาเหลือบมองเสิ่นเจวี๋ย ก่อนเอ่ยอย่างเชื่องช้า
“แต่พระชายาฉีมีเสด็จอาคอยดูแลอยู่ คงไม่จำเป็นต้องแข่งขันเรื่องเหล่านี้กระมังพ่ะย่ะค่ะ”
เสิ่นเจวี๋ยเลิกคิ้วขึ้นเล็กน้อย
“มีเสด็จอาคอยปกป้อง พระชายาก็เพียงใช้ชีวิตอย่างสุขสบาย ไม่จำเป็นต้องออกไปแข่งขันกับใคร”
เมื่อได้ยินเช่นนั้น เสิ่นเจวี๋ยก็เหลือบมองเสิ่นหนิงอย่างเรียบเฉย
“เจ้าช่างใส่ใจเรื่องของพระชายาเสียจริง”
เสิ่นหนิงยิ้ม คิดว่าตนเองคงกระตุ้นเสิ่นเจวี๋ยได้สำเร็จ จึงตั้งใจจะเลียนแบบท่าทีประชดประชันของอีกฝ่าย ทว่าไม่ทันได้พูดอะไร ก็ได้ยินเสิ่นเจวี๋ยกล่าวต่อ
“แต่พระชายาของเปิ่นหวางยังจำเป็นต้องไปเปรียบเทียบกับผู้อื่นอีกหรือ? เพียงนางยืนอยู่ตรงนั้น ใครเล่าจะกล้าหน้าด้านเข้ามาแข่งขันด้วย นั่นไม่เท่ากับหาเรื่องขายหน้าหรอกหรือ?”
“……”
เสิ่นหนิงถึงกับพูดไม่ออก
จักรพรรดิทรงถือถ้วยชาอยู่ในพระหัตถ์ เดิมทีก็ทรงถูกคำพูดของเสิ่นเจวี๋ยทำให้พระทัยว้าวุ่นอยู่แล้ว ตอนนี้ยิ่งรู้สึกรำคาญอย่างที่สุด
“พวกเจ้าสองคนเงียบกันสักหน่อยได้หรือไม่? คนหนึ่งคนใดต่างก็ถูกพิษอยู่แท้ ๆ แต่กลับพูดเก่งยิ่งกว่าเราเสียอีก!”
ส่วนอีกด้านหนึ่งของสนามหญ้า กลับมีภาพเหตุการณ์แตกต่างออกไปโดยสิ้นเชิง
วันนี้เพิ่งเริ่มต้น เฉียวอวิ้นก็มีอารมณ์ดีเป็นอย่างยิ่ง เดิมทีนางตั้งใจว่าจะเล่นสนุกให้เต็มที่
นางอยู่กับเสียนเยว่ เริ่มจากชมองค์หญิงหย่งหนิงสาธิตทักษะการขี่ม้าที่เพิ่งเรียนรู้มาใหม่ ทั้งยังร่วมปรบมือชื่นชมไปพร้อมกับเหล่าสตรีคนอื่น ๆ
จากนั้นนางก็ป้อนแผ่นแป้งถั่วให้หงโต้วเกาไปหลายชิ้น แล้วแนะนำเสียนเยว่ให้มันรู้จัก
ทุกคนต่างพากันเข้ามาชื่นชมว่าหงโต้วเกางดงาม เฉียวอวิ้นเองก็มีความสุขมากเช่นกัน หลังจากสอนเสียนเยว่ขี่ม้าอยู่พักหนึ่ง นางก็ขึ้นหลังม้าด้วยตนเอง เพื่อสาธิตให้เสียนเยว่ดู
แต่ใครจะคิดว่า ทั้งที่นางเพียงนั่งอยู่บนหลังม้า ค่อย ๆ ควบเดินไปตามขอบสนามเท่านั้น จู่ ๆ กลับมีม้าตัวหนึ่งพุ่งทะยานเข้ามา แล้วตามไปด้านหลังของหงโต้วเกา ก่อนจะก้มลงกัดก้นของมันเข้าอย่างจังโดยไม่ทันให้ตั้งตัว
หงโต้วเกาเจ็บจนสะดุ้งโหยง พุ่งตัวกระโจนออกไปอย่างแรง เกือบทำให้เฉียวอวิ้นตกจากหลังม้า
โชคดีที่ก่อนหน้านี้เสิ่นเจวี๋ยเคยพานางฝึกควบคุมม้ามาแล้ว เฉียวอวิ้นจึงพอเรียนรู้เคล็ดลับการบังคับม้ามาบ้าง ในช่วงคับขันนางสามารถประคองตัวให้อยู่บนหลังม้าได้ จึงไม่เกิดอุบัติเหตุขึ้น
กลับเป็นหงโต้วเกาที่ตกใจเสียขวัญอย่างหนัก มันพ่นลมหายใจออกมาทางจมูกอย่างน่าสงสาร หลังจากเฉียวอวิ้นลงจากหลังม้าแล้ว มันก็พยายามซ่อนหัวม้าไว้ด้านหลังของนางอย่างสุดชีวิต ดูราวกับลูกสุนัขตัวหนึ่งที่เพิ่งถูกกลั่นแกล้งมา
เฉียวหว่านควบม้าเข้ามา มองหงโต้วเกาที่ถูกกัดแวบหนึ่ง แล้วมองเฉียวอวิ้นอีกครั้ง มุมปากประดับด้วยรอยยิ้มภาคภูมิใจเล็ก ๆ
“พี่หญิง ม้าตัวเมียของท่านนี่ช่างบอบบางเสียจริง ม้าตัวผู้ของข้าเพียงแค่ซุกซนไปหน่อย ชอบหยอกล้อกับม้าตัวอื่นเล่นเท่านั้นเอง”
เฉียวอวิ้นไม่สนใจเฉียวหว่าน เพียงใช้นิ้วเท้าคิดก็รู้แล้วว่าเฉียวหว่านจงใจทำเช่นนี้ แต่สีหน้าของนางกลับไม่แสดงออกมา เพียงก้มลงสำรวจก้นของหงโต้วเกาด้วยความเป็นห่วง
ยังดีที่หงโต้วเกาหลบได้ทัน ก้นของมันจึงไม่ได้ถูกกัดจนเป็นแผล เพียงแต่การถูกทำให้ตกใจเช่นนี้ ทำให้มันขวัญเสียไม่น้อย
ม้าทั้งหลายของจวนฉีอ๋องล้วนได้รับการฝึกฝนอย่างมีระเบียบ อีกทั้งยังมีนิสัยเฉพาะตัว หงโต้วเกาเติบโตมาท่ามกลางม้าชั้นดีมาตั้งแต่เล็ก จึงไม่เคยพบเห็นม้าบ้าคลั่งเช่นนี้มาก่อน พอถูกกระตุ้นเพียงเล็กน้อย ตอนนี้จึงรู้สึกแย่เป็นอย่างมาก
ม้าของเฉียวหว่านเหล่านั้นก็ถอดแบบมาจากเจ้าของ ไม่มีผิดเพี้ยน แต่ละตัวล้วนเหมือนสุนัขบ้าทั้งสิ้น
เฉียวอวิ้นลูบก้นของหงโต้วเกาเบา ๆ ปลอบโยนมันอยู่ครู่หนึ่ง เมื่อเห็นว่าผู้คนเริ่มทยอยเข้ามาดูเหตุการณ์ นางจึงเงยหน้าขึ้นมองเฉียวหว่าน ก่อนจะแสร้งทำสีหน้างุนงงและไม่รู้จะทำอย่างไรดี แล้วเอ่ยกับนางว่า
“น้องหญิง เจ้ากัดไม่แรงนัก ไม่เป็นไรหรอก”
ผู้คนที่อยู่ข้าง ๆ สังเกตเห็นความวุ่นวายทางนี้มานานแล้ว พอเพิ่งเดินเข้ามาดู ก็ได้ยินประโยคนี้ของเฉียวอวิ้นเข้า ทุกคนจึงพากันหัวเราะออกมา
เมื่อได้ยินเสียงหัวเราะของผู้คนรอบข้าง เฉียวหว่านกลับเป็นฝ่ายเสียหน้าขึ้นมา นางพยายามฝืนยิ้มออกมา
“พี่หญิงนี่โง่จริง ๆ ม้าเป็นคนกัด จะพูดว่าเป็นข้ากัดได้อย่างไรกัน?”
เฉียวอวิ้นเงียบไป
ส่วนเสียนเยว่ที่อยู่ข้าง ๆ ทนดูต่อไปไม่ไหวแล้ว จึงตะโกนเสียงดังขึ้นมา
“พระชายาองค์รัชทายาทนี่แปลกจริง ๆ ม้าของตัวเองกัดคนอื่นแท้ ๆ ไม่ไปดูแลม้าของตัวเอง กลับมาหัวเราะเยาะม้าที่ถูกกัดเสียได้ ท่านช่างใจร้ายจริง ๆ!”
เฉียวหว่านไม่คิดเลยว่าเด็กตัวเล็ก ๆ เช่นนี้จะกล้าพูดช่วยเฉียวอวิ้น ถึงกับโกรธจนแทบควบคุมอารมณ์ไม่อยู่
“เจ้าเป็นแค่เด็กคนหนึ่ง จะสอดปากเข้ามายุ่งทำไม?”
เสียนเยว่ราวกับถูกฟ้าผ่า จู่ ๆ ก็ร้องไห้โฮขึ้นมา ก่อนหลบไปอยู่ด้านหลังเฉียวอวิ้น
“ท่านน้าสะใภ้! นางด่าข้า! พระชายาองค์รัชทายาทรังแกเด็กแล้ว!”
เมื่อเป็นเช่นนี้ ผู้คนที่มารวมตัวกันก็ยิ่งเพิ่มมากขึ้น
ในหมู่พวกนางมีคนที่เห็นสภาพน่าอับอายของพระชายาองค์รัชทายาทกับเสนาบดีเฉียวเมื่อคืนอยู่ด้วย เมื่อเห็นเหตุการณ์ตรงหน้า ความประทับใจที่มีต่อเฉียวหว่านก็ยิ่งได้รับการตอกย้ำ ทุกคนต่างเผยสีหน้ารังเกียจออกมา
“ไม่เพียงรังแกพี่สาวของตัวเอง ยังรังแกจวิ้นจู่เสียนเยว่อีก พระชายาองค์รัชทายาทช่างวางอำนาจเสียจริง”
“ก่อนหน้านี้ก็ได้ยินมาว่าพระชายาฉีมักถูกคนรังแกอยู่บ่อย ๆ ตอนนี้ดูแล้วคงเป็นเรื่องจริง พระชายาฉีทั้งซื่อและตอบสนองช้า อีกทั้งยังไม่มีมารดาแท้ ๆ อยู่ข้างกาย ย่อมสู้คนอย่างนางไม่ได้... ช่างน่าสงสารจริง ๆ ไม่รู้ว่าเมื่อก่อนพระชายาฉีต้องใช้ชีวิตอย่างน่าเวทนาเพียงใด”
“น่าเสียดายที่แต่เดิมข้ายังเคยชมว่านางวางตัวดี ในงานเลี้ยงยังทำตัวราวกับคุณหนูตระกูลสูงศักดิ์...”
“ทั้งหมดล้วนเสแสร้ง เจ้าดูท่าทางชั่วร้ายของนางสิ เมื่อครู่นี้ข้าเห็นกับตา พระชายาฉีขี่ม้าอยู่เงียบ ๆ เพียงลำพังตรงมุมหนึ่ง นางเป็นคนจงใจให้ม้าพุ่งเข้าไปเอง”
เมื่อได้ยินเสียนเยว่เรียกว่าท่านน้าสะใภ้ เฉียวหว่านถึงได้คิดขึ้นมาได้ว่าเด็กคนนี้มีฐานะอย่างไร ชั่วขณะหนึ่งนางก็รู้สึกเสียใจอย่างยิ่ง
เมื่อถูกสายตารังเกียจของผู้คนจ้องมองจนแทบรับไม่ไหว นางรู้ว่าครั้งนี้ตนเองทำเกินไป กลับกลายเป็นผลตรงกันข้าม จึงรีบลงจากหลังม้า ทำท่าราวกับรู้ความผิด
“ขอโทษนะ จวิ้นจู่เสียนเยว่ ตอนแรกข้ามองไม่ชัดว่าเป็นเจ้า... แล้วก็พี่หญิงที่แสนดี ข้าต้องขอโทษจริง ๆ เป็นเพราะข้าไม่ระวังเอง ตอนแรกคิดว่าแค่หยอกเล่นกันเท่านั้น...”
เฉียวหว่านทำสีหน้าราวกับน้อยใจ ราวกับตัวนางเองต่างหากที่เป็นฝ่ายถูกใส่ร้าย
เฉียวอวิ้นเห็นนางเป็นเช่นนั้น ในใจก็รู้สึกโกรธจริง ๆ อีกทั้งเมื่อเห็นว่าสตรีเกือบทั้งสนามม้าถูกดึงดูดเข้ามาดูเหตุการณ์ นางก็เกิดความคิดบางอย่างขึ้นมา จึงรวบรวมอารมณ์อยู่ครู่หนึ่ง ก่อนที่น้ำตาจะเอ่อขึ้นมาในดวงตาทันที
“น้องหญิง เมื่อก่อนเจ้า...เจ้าก็พูดเช่นนี้...”
น้ำตาของเฉียวอวิ้นไหลลงมาอย่างง่ายดาย ทำให้เฉียวหว่านตั้งรับไม่ทัน ยิ่งไปกว่านั้น ตอนนี้เฉียวอวิ้นไม่พูดตะกุกตะกักแล้ว คำพูดจึงออกมาอย่างรวดเร็ว นางเอ่ยขึ้นทันที
“น้องหญิง เมื่อก่อนต่อหน้าท่านพ่อ เจ้าก็เคยบอกว่าไม่ระวัง ทำข้า...ข้าตกจากต้นไม้...”
ขอบตาของเฉียวอวิ้นแดงก่ำ ดูน้อยใจยิ่งกว่าเฉียวหว่านเสียอีก
“เพราะข้าตกจากต้นไม้ ถึงได้หัวกระแทกจนบาดเจ็บ ตอนนี้ถึงได้...กลายเป็นเช่นนี้...”
ประโยคนี้ราวกับก้อนหินก้อนหนึ่งถูกโยนลงในผืนน้ำที่สงบนิ่ง ทุกคนพลันฮือฮาขึ้นมาทันที
“ถึงกับมีเรื่องเช่นนี้ด้วย!”
“คำว่าไม่ระวังอะไรนั่น ต้องจงใจแน่ ๆ! เด็กตัวเล็กเพียงนั้น ถึงกับมีจิตใจชั่วร้ายถึงเพียงนี้เชียวหรือ?”
“จะเป็นไปได้อย่างไร เด็กก็อาจไม่ระวังได้เหมือนกัน...”
“ชิ เด็กฉลาดจะตาย! เจ้าไม่เคยได้ยินหรือว่า ธรรมชาติของมนุษย์นั้นชั่วร้ายมาตั้งแต่กำเนิด?”
เสียนเยว่หลบอยู่ตรงมุมหนึ่ง รู้สึกว่าตนเองก็ถูกด่าไปด้วย
เฉียวหว่านได้ยินเสียงของผู้คนเหล่านั้น ก็รู้สึกว่าเลือดทั่วทั้งร่างแทบจะเย็นเฉียบ ร่างกายเกือบยืนไม่อยู่
นางกัดฟัน มองเฉียวอวิ้นที่กำลังร้องไห้ ในใจทั้งหงุดหงิดและร้อนรน แต่กลับไม่มีวิธีรับมือแม้แต่น้อย
หากระเบิดอารมณ์ออกมาตอนนี้ เรื่องราวก็มีแต่จะแย่ลง ถึงตอนนั้นหากองค์รัชทายาทรู้เข้า เขาก็จะยิ่งรังเกียจนาง
เฉียวหว่านไม่มีทางเลือก ได้แต่ก้มหน้าลง
นางกัดฟันกล่าว
“พี่หญิง อย่าโกรธเลย ครั้งนี้เป็นความผิดของข้า ม้าของข้าดื้อไม่ยอมเชื่อฟัง ข้าขอโทษเจ้า”
เฉียวอวิ้นมองนางแวบหนึ่ง สะอื้นเบา ๆ ก่อนหันไปมองหงโต้วเกาทั้งน้ำตา แล้วจู่ ๆ ก็ส่ายหน้า
“น้องหญิง ข้าไม่ต้องการให้เจ้าขอโทษ พวกเจ้าเป็นพี่น้องกัน พวกเราเป็นครอบครัวเดียวกัน นี่...นี่เป็นสิ่งที่ท่านพ่อสอนข้า ต้องรู้จักให้อภัย”
“……”
ใบหน้าของเฉียวหว่านเขียวคล้ำไปหมด
หากไม่รู้ว่าเฉียวอวิ้นเป็นคนซื่อเชื่องช้า นางแทบจะสงสัยว่าอีกฝ่ายจงใจเสแสร้งต่อหน้าทุกคนเสียด้วยซ้ำ
จริงด้วย เมื่อทุกคนได้ยินคำพูดของเฉียวอวิ้น ก็ยิ่งรู้สึกสงสารนางมากขึ้น
พวกนางยิ่งมั่นใจว่าเรื่องที่พระชายาฉีเคยถูกคนรังแกทั้งหมดล้วนเป็นความจริง มีเพียงคนที่ไม่ได้รับความเป็นธรรมเท่านั้น ถึงจะถูกสั่งสอนให้รู้จักให้อภัย
1
ในเวลานั้นเอง เฉียวอวิ้นก็เอ่ยขึ้นมาอีกครั้ง
“แต่...แต่ถ้าทำผิด ก็ยังต้องขอโทษอยู่ดี”
“เจ้าขอโทษหงโต้วเกาดี ๆ เถอะ ม้าของเจ้าก็ต้องขอโทษด้วย”
เฉียวอวิ้นกล่าวอย่างหนักแน่น
โฆษณา