4 ต.ค. เวลา 15:22 • หนังสือ

บทที่ 241 รัก

เสิ่นซีได้ฟังคำพูดของเสิ่นเจวี๋ย มือที่ถือกระบี่อยู่พลันชะงักลงทันที
อย่างไรเสีย การล่าจิ้งจอกก็ไม่ได้ล่าเพื่อเอาเนื้อ แต่ล่าเพื่อเอาหนัง หากขนจิ้งจอกมีกลิ่นคาวสาบอย่างที่เสิ่นเจวี๋ยบอก ต่อให้จับมาได้แล้วจะมีประโยชน์อะไร? ย่อมไม่อาจเอาชนะเสิ่นเจวี๋ยได้อยู่ดี
ตอนนั้นทั้งสองต่างก็มีอายุเพียงสิบกว่าปี เสิ่นเจวี๋ยอายุมากกว่าเล็กน้อย แต่กลับไม่เคยยอมลดราวาศอก ทำอะไรก็เหนือกว่าเสิ่นซีอยู่หนึ่งขั้น บ่อยครั้งสิ่งที่เขาพูดก็มักกลายเป็นข้อสรุปไปโดยปริยาย
เสิ่นซีเติบโตมาท่ามกลางความโปรดปราน สิ่งใดได้มาก็หยิบมาใช้ทันที แยกไม่ออกด้วยซ้ำว่าขนจิ้งจอกกับขนหมาป่าต่างกันอย่างไร แล้วจะไปรู้เรื่องกลิ่นของหนังสัตว์ได้อย่างไร
เสิ่นซีเป็นคนคิดตรง ๆ สมองไม่ซับซ้อน เสิ่นเจวี๋ยพูดอะไรก็เชื่อ แม้ในใจจะยังรู้สึกว่าไม่ค่อยถูกต้องนัก แต่กลับหยุดมือไปโดยไม่รู้ตัว
เมื่อเสิ่นเจวี๋ยเห็นเขาเป็นเช่นนั้น ก็ยกมุมปากขึ้นยิ้ม ก่อนหันไปมองจิ้งจอกสองตัวนั้น
จิ้งจอกตัวเมียกำลังปกป้องลูกจิ้งจอกเอาไว้แน่น ไม่ยอมขยับแม้แต่ก้าวเดียว ไม่กล้าออกไปไหน
“มา”
เสิ่นเจวี๋ยร้องเรียก
“นำจิ้งจอกสองตัวนี้ไปปล่อยไว้ตรงชายขอบสนามล่า...”
ยังพูดไม่ทันจบ เสิ่นเจวี๋ยกับเสิ่นซีก็เห็นจิ้งจอกตัวเมียเดินออกมาจากโพรงไม้ แล้วมองตรงมายังพวกเขาทั้งสอง
ดวงตาของสัตว์ป่าควรจะดูเลื่อนลอยไร้เดียงสาและเต็มไปด้วยสัญชาตญาณป่าเถื่อน ทว่าจิ้งจอกตัวนี้กลับดูมีสติปัญญาอยู่ไม่น้อย ราวกับนางเข้าใจจุดประสงค์ของคนเหล่านี้ ดวงตาเต็มไปด้วยความโศกเศร้า
ท้ายที่สุดมันมองเสิ่นเจวี๋ยอีกครั้ง ราวกับกำลังวิงวอนขออะไรบางอย่าง
ทว่าเสิ่นเจวี๋ยยังไม่ทันได้ทำอะไร วินาทีต่อมา จิ้งจอกตัวนั้นก็พุ่งศีรษะชนลำต้นไม้ต่อหน้าพวกเขาทั้งสอง จนสิ้นใจไปในทันที
แม้เสิ่นเจวี๋ยจะเคยพบเห็นเรื่องราวมามากมาย แต่ก็ไม่เคยเห็นสัตว์สามารถทำเรื่องน่าตกตะลึงเช่นนี้ได้มาก่อน จึงถึงกับยืนนิ่งค้างอยู่ตรงนั้น
ท่าทางเด็ดเดี่ยวของจิ้งจอกขาวที่ยอมตาย ทำให้เขานึกถึงเรื่องราวมากมาย เขามองลูกจิ้งจอกที่ขดตัวอยู่ในโพรงไม้ ลูกจิ้งจอกตัวนั้นยังคงทำหน้างุนงง ไม่รู้เรื่องอะไรเลย กำลังส่งเสียง “อิ๋ง ๆ” ออกมา โดยไม่รู้เลยว่ามารดาของมันตายไปแล้ว
เสิ่นซีเองก็ตกใจไม่น้อย ผ่านไปครู่หนึ่งจึงได้สติ แล้วจู่ ๆ ก็หัวเราะออกมา
“เห็นหรือยัง จิ้งจอกโง่ตัวนี้ ชนตัวเองตายไปแล้ว”
เสิ่นเจวี๋ยแทบจะง้างธนูขึ้นในทันที ลูกธนูพุ่งเฉียดใบหูของเสิ่นซีไป ก่อนจะกรีดเป็นแผลยาวบนใบหน้าของเขา
“เสิ่นเจวี๋ย! เจ้า! เจ้า! เจ้ากล้าดีอย่างไร!”
“โอ้ มือพลาด”
เสิ่นเจวี๋ยกล่าวด้วยสีหน้าไร้อารมณ์ ก่อนจะง้างธนูขึ้นอีกครั้ง
“หากเจ้ายังอยู่ตรงนี้ให้เปิ่นหวางขัดตา ลูกธนูดอกต่อไปจะพุ่งเข้าใส่ตาสุนัขของเจ้า”
เสิ่นเจวี๋ยโอหังถึงเพียงนี้ เสิ่นซีโกรธจนแทบกระอักเลือด แต่กลับไม่กล้าแข็งข้อกับเขา จึงควบม้าหันหลังหนีไปทันที
เสิ่นเจวี๋ยลงมือจับลูกจิ้งจอกตัวนั้นด้วยตัวเอง แล้วนำมันไปปล่อยไว้นอกเขตสนามล่า
ลูกจิ้งจอกมองเขาอย่างงุนงง ราวกับกำลังมองหาอะไรบางอย่างไปทั่ว เสิ่นเจวี๋ยหยิบก้อนหินขึ้นมาเขวี้ยงลงข้างตัวมัน ลูกจิ้งจอกสะดุ้งตกใจ ก่อนจะเซถลาแล้ววิ่งเข้าไปในพุ่มไม้
เฉียวอวิ้นฟังเสิ่นเจวี๋ยเล่ามาถึงตรงนี้ หัวใจพลันบีบรัดขึ้นมาอย่างห้ามไม่อยู่
“แม่จิ้งจอก...เป็นเพราะลูกจิ้งจอก ถึงได้ชนตัวเองตาย”
“อืม”
เสิ่นเจวี๋ยก้มหน้าลง ลูบเสื้อคลุมขนจิ้งจอกนุ่มนิ่มบนร่างของเฉียวอวิ้นเบา ๆ
แสงจันทร์ที่ส่องผ่านกิ่งไม้ตกลงบนขนสีขาว พาดทับด้วยประกายอ่อนโยนชั้นหนึ่ง
“ตอนที่ข้ากลับไป กลับไม่พบศพของจิ้งจอกตัวเมีย”
เสิ่นเจวี๋ยพูดต่อ
“ภายหลังข้าถึงได้รู้ว่า หลังจากข้าไปแล้ว เสิ่นซีแอบนำศพของจิ้งจอกตัวเมียกลับไป แล้วนำไปถวายพระพันปีเพื่อสร้างความดีความชอบ”
แต่เสิ่นซีกลับคำนวณผิดไป
หลังจากเขานำจิ้งจอกไปถวายพระพันปี พระพันปีกลับไม่ได้ตรัสชมเขา ตรงกันข้ามกลับถามผลการประลองระหว่างเขากับเสิ่นเจวี๋ยเป็นอย่างไร เสิ่นซีอ้ำ ๆ อึ้ง ๆ ไม่สามารถตอบออกมาได้ พระพันปีจึงถามองครักษ์ที่อยู่ข้างกายเขาอีกว่า จิ้งจอกตัวนี้เป็นเขาที่ล่ามาได้จริงหรือ?
หากเขาล่ามาได้จริง เหตุใดบนตัวจิ้งจอกจึงมีเพียงร่องรอยบาดเจ็บจากการชน แต่กลับไม่มีบาดแผลจากลูกธนูแม้แต่น้อย
เรื่องจึงถูกเปิดโปงเช่นนี้
เมื่อเสิ่นเจวี๋ยกลับไป สิ่งที่รอต้อนรับเขากลับเป็นคำชื่นชมมากมาย ทุกคนต่างกล่าวว่าเขามีจิตใจเมตตาและยังเก่งกล้าสามารถ ล่าเหยื่อมาได้มากที่สุด พระพันปียังตรัสชมเขาว่าดีเลิศเหนือผู้ใดใต้หล้า และรับสั่งว่าจะพระราชทานรางวัลที่ดีที่สุดให้แก่เขา
ดังนั้นพระพันปีจึงให้คนเร่งทำเสื้อคลุมขนจิ้งจอกจากหนังของจิ้งจอกตัวเมียตัวนั้นตลอดทั้งคืน แล้วมอบให้เสิ่นเจวี๋ยเป็นรางวัลสูงสุด
“ทุกคนล้วนจำเสื้อคลุมตัวนี้ได้ เสิ่นซีอิจฉาอย่างยิ่ง แต่ข้ากลับไม่ชอบ”
เสิ่นเจวี๋ยกับเฉียวอวิ้นนั่งเคียงกันอยู่บนรากไม้ใหญ่ต้นนั้น
ลมยามค่ำคืนจากทุ่งหญ้าพัดเข้าสู่ป่า กลายเป็นสายลมแผ่วเบาอ่อนโยน
เฉียวอวิ้นพิงอยู่ในอ้อมแขนของเสิ่นเจวี๋ย รู้สึกเศร้าอยู่บ้าง
นางเข้าใจว่า ตอนนั้นเสิ่นเจวี๋ยน่าจะตั้งใจกลับมาเพื่อฝังศพจิ้งจอกตัวเมีย
แต่คิดไม่ถึงว่ากลับถูกนำไปทำเป็นเสื้อคลุมขนจิ้งจอก ช่างน่าประชดเสียจริง
ทว่าเมื่อเรื่องราวหมุนวนไปมา สุดท้ายเสื้อคลุมตัวนี้กลับมาอยู่บนร่างของนาง...
“เรื่องนี้เป็นหนามแหลมที่ทิ่มแทงอยู่ในใจข้ามาโดยตลอด”
เสิ่นเจวี๋ยโอบเฉียวอวิ้นเอาไว้ พลางกล่าวเสียงเบา
“ข้าไม่ชอบเสื้อคลุมตัวนี้ แต่เพราะเป็นของพระราชทานจากพระพันปี จึงไม่อาจจัดการกับมันได้ ทำได้เพียงเก็บเอาไว้ก้นหีบ”
“ดังนั้นภายหลัง ข้าจึงปล่อยให้เสิ่นซีเที่ยวพูดไปทั่วว่าขนจิ้งจอกมีกลิ่นคาวสาบ ไม่ใช่ของดี จากนั้นขนกระต่ายก็ได้รับความนิยมในเมืองหลวง และไม่มีใครสวมเสื้อผ้าที่ทำจากขนจิ้งจอกอีก”
“แต่ต่อมา...”
เสิ่นเจวี๋ยสบตากับเฉียวอวิ้น
“แต่ต่อมา ตอนที่เจ้ามาถึงจวนฉีอ๋องใหม่ ๆ ไม่มีเสื้อผ้าสวม พวกเขากลับบังเอิญนำเสื้อคลุมตัวนี้มาให้เจ้าสวม”
เฉียวอวิ้นมองสายตาของเขา จู่ ๆ ก็รู้สึกว่าหัวใจเต้นเร็วอย่างยิ่ง
“เจ้ารู้หรือไม่ ก่อนที่เจ้าจะมาถึงจวนฉีอ๋อง ทุกครั้งที่ข้าเห็นเสื้อคลุมตัวนี้ เห็นเสื้อผ้าและเครื่องประดับที่มารดาทิ้งไว้ ในใจก็รู้สึกหงุดหงิดกระสับกระส่าย”
“แต่วันนั้น ตอนที่เจ้ายืนอยู่ตรงหน้าข้า สวมผ้าซ่อนลายที่มารดาทิ้งไว้ และคลุมเสื้อคลุมขนจิ้งจอกขาวตัวนี้”
น้ำเสียงของเสิ่นเจวี๋ยนุ่มนวลยิ่งกว่าสายลมยามค่ำคืนเสียอีก
“ข้ากลับรู้สึกเพียงว่า ในใจสงบนิ่งมาก เรื่องบางเรื่อง เมื่อผ่านไปแล้วก็ให้มันผ่านไป”
เฉียวอวิ้นมองเขาเงียบ ๆ ส่วนเขาเองก็ไม่ได้หลบสายตาของนาง ยังคงมองกลับมาตรง ๆ
คำพูดเหล่านี้ ครั้งก่อนในช่วงที่เฉียวอวิ้นหมดสติ เขาเคยพูดไปบางส่วน เฉียวอวิ้นได้ยินเพียงบางส่วนเท่านั้น ยังมีอีกบางส่วนที่นางไม่ได้ยิน
แต่ในวันนี้ ใต้ต้นไม้แห่งนี้ นับเป็นครั้งแรกที่เขาเปิดเผยความคิดในใจของตนกับนางอย่างตรงไปตรงมาถึงเพียงนี้
“เฉียวอวิ้น เจ้าเป็นคนประหลาดจริง ๆ”
มือของเสิ่นเจวี๋ยลูบแก้มนางเบา ๆ รอยยิ้มอ่อนโยนลึกล้ำปรากฏขึ้นในดวงตา
“เมื่อมีเจ้าอยู่ข้างกาย ความเสียดาย ความเศร้าโศกทั้งหมดบนโลกใบนี้ ดูเหมือนจะถูกเติมเต็มจนหมด ข้าได้สัมผัสถึงความ...มีชีวิตชีวาอย่างหนึ่งของการเกิดมาเป็นมนุษย์”
“ตอนนั้นข้าก็รักเจ้าเข้าแล้ว ไม่อาจจากเจ้าไปได้อีก ทุกอย่างจึงเลยเถิดไปจนหยุดไม่อยู่”
เฉียวอวิ้นรู้สึกเพียงว่าหัวใจเต้นเร็วเหลือเกิน จนแทบลืมไปแล้วว่าต้องหายใจอย่างไร
“ข้ารักเจ้า เฉียวอวิ้น”
“แล้วเจ้าล่ะ?”
“เจ้ารู้สึกอย่างไรกับข้า?”
เสิ่นเจวี๋ยยังคงรอคำตอบจากนางเช่นเดียวกับก่อนหน้านี้
เฉียวอวิ้นรู้สึกคอแห้งผาก เมื่อถูกเสิ่นเจวี๋ยถามเช่นนี้ ลมหายใจก็ถี่กระชั้น สมองแทบจะคิดอะไรไม่ออก
“ข้า...ข้า...”
“ไม่ต้องรีบพูด”
เสิ่นเจวี๋ยราวกับกลัวว่านางจะพูดอะไรทำนองว่าชอบทุกคนอีก จึงรีบห้ามนางตามสัญชาตญาณ
“ข้าไม่รีบ รอให้เจ้าคิดให้ชัดเจนได้”
อย่างไรเสีย เขาก็รอมานานถึงเพียงนี้แล้ว
แต่ครั้งนี้เฉียวอวิ้นกลับเอ่ยเสียงเบา
“ข้ารู้สึกว่าตัวเองโชคดีมาก”
สายตาของเสิ่นเจวี๋ยจับจ้องนางอย่างร้อนแรง
“ข้าโชคดีมาก ที่เสิ่นซีเปลี่ยนตัวเจ้าสาว ทำให้ข้าได้มาอยู่ข้างกายท่าน”
เฉียวอวิ้นตอบเขาอย่างจริงจัง
“วันนี้ตอนที่เสิ่นซีพูดเรื่องพวกนั้น ข้าก็คิดว่า หากตอนนั้นข้าแต่งงานกับเสิ่นซีจริง ๆ ผลลัพธ์จะเป็นอย่างไร”
เสิ่นเจวี๋ยขมวดคิ้ว
สถานการณ์เช่นนั้น สำหรับเขาแล้วแม้แต่จะคิดก็ยังทำไม่ได้ เพียงคิดขึ้นมา ก็เกิดจิตสังหารขึ้นทันที
โฆษณา