Blockdit Logo
Blockdit Logo (Mobile)
สำรวจ
ลงทุน
คำถาม
เข้าสู่ระบบ
มีบัญชีอยู่แล้ว?
เข้าสู่ระบบ
หรือ
ลงทะเบียน
แปลนิยายกับ Love Love
•
ติดตาม
4 ต.ค. เวลา 15:41 • หนังสือ
บทที่ 245 จุดอ่อน
เฉียวอวิ้นได้ยินเสียนเยว่พูดเช่นนั้น ก็อดคาดหวังขึ้นมาไม่ได้อยู่หลายส่วน
เมื่อเห็นนางเป็นเช่นนี้ เสียนเยว่ก็ลองดึงแขนเสื้อนางเบา ๆ
“ท่านน้าสะใภ้ หนังสือเล่มที่ข้าให้ท่านครั้งก่อน...ท่านลองหาทางเอากลับมาได้ไหม?”
เสียนเยว่กวาดตามองไปรอบ ๆ ก่อนขยับเข้าไปกระซิบข้างหูเฉียวอวิ้นอย่างลับ ๆ ล่อ ๆ
“เล่มไหน?”
เฉียวอวิ้นแทบลืมไปแล้ว
“ก็เล่มที่ข้าขโมยมาจากห้องหนังสือของท่านพ่อนั่นไง”
เสียนเยว่เตือนความจำให้นาง
“เล่มที่มีภาพวาดเยอะ ๆ”
เฉียวอวิ้นนึกขึ้นมาได้แล้ว นางจึงตอบอย่างลำบากใจ
“หนังสือไม่ได้อยู่ที่ข้า เป็นท่านพี่ที่เก็บเอาไว้เอง”
เสียนเยว่เบิกตากว้าง
“เขา...เขาไม่แอบอ่านเองหรอกหรือ?”
เฉียวอวิ้นคิดอยู่ครู่หนึ่ง
“เขาไม่ต้องแอบอ่านนี่นา อยากอ่านก็อ่านได้เลย”
“……”
เสียนเยว่คิดแล้วก็เห็นด้วย
“ถ้าอย่างนั้นเขาใช้มันไปแล้วหรือยัง? ครั้งก่อนท่านไม่ได้บอกว่า...”
เสียนเยว่พูดมาถึงตรงนี้ก็หันมองเฉียวอวิ้นอีกครั้ง ราวกับเพิ่งนึกขึ้นได้ว่าบางทีเรื่องนี้ไม่ควรเอามาพูด จึงรีบกล่าว
“ถือว่าข้าไม่ได้พูด ๆ”
เฉียวอวิ้นหลุดหัวเราะออกมาเบา ๆ ยื่นมือไปลูบศีรษะของนาง แต่ไม่ได้พูดอะไร
ก่อนหน้านี้นางไม่เข้าใจ แต่ตอนนี้นางรู้แล้วว่า เสิ่นเจวี๋ยคงไม่ใช้หนังสือเล่มนั้น ก่อนที่เขาจะถอนพิษได้อย่างแท้จริง
ในเวลานั้นเอง การแข่งขันขี่ม้ายิงธนูก็เริ่มขึ้น
แม่ทัพหนุ่มหลายคนควบม้าพุ่งเข้ามาจากระยะไกล ง้างคันธนูขึ้น ยิงลูกธนูออกไปกลางอากาศ ก่อนจะปักตรงกลางเป้า เรียกเสียงโห่ร้องชื่นชมดังขึ้นเป็นระลอก
เหล่าแม่ทัพเหล่านั้นเป็นไปตามที่เสียนเยว่พูดจริง ๆ พอแข่งไปได้ไม่กี่รอบก็ร้อนขึ้นมา ต่างพากันถอดเสื้อคลุมตัวนอกออก เผยท่อนบนภายใต้แสงแดดฤดูใบไม้ร่วงที่มีเหงื่อเคลือบอยู่จนเป็นประกาย
รอบข้างมีสตรีจำนวนไม่น้อยใบหน้าแดงเรื่อ ต่างเบือนหน้าหนีไม่มอง ทว่าสายตากลับอดเหลือบมองไปทางนั้นไม่ได้
เฉียวอวิ้นมองอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะหมดความสนใจแล้วละสายตากลับมา
“ดูเหมือนก็...แค่นั้นเอง”
เมื่อได้ยินนางพูดเช่นนี้ ดวงตาของเสียนเยว่กลับเป็นประกายขึ้นมา
“เจ้าก็คิดเหมือนกันหรือ?”
เฉียวอวิ้นพยักหน้า ก่อนถามนาง
“เจ้า...เจ้าก็ไม่ชอบดูหรือ?”
เสียนเยว่ราวกับในที่สุดก็พบคนรู้ใจ นางจึงขยับเข้าไปกระซิบข้างหูเฉียวอวิ้น
“จริง ๆ ข้าก็ไม่รู้ว่าทำไมท่านแม่ถึงชอบดู แต่ทุกครั้งนางก็พาข้ามาด้วย บอกว่าสตรีต้องดูเรื่องพวกนี้ให้มาก ๆ”
“แล้วข้าก็พบว่าทุกคนชอบดูกันจริง ๆ ถึงกับสงสัยว่าเป็นเพราะตัวข้ามีปัญหาหรือเปล่า”
“อย่างนั้นหรือ?”
เฉียวอวิ้นหันกลับไปมองอีกครู่หนึ่ง แต่ก็ยังไม่ค่อยอยากดูอยู่ดี
“พวกเขาดูเหมือน...เหม็น ๆ”
เสียนเยว่เกาหัวเช่นกัน
“ใช่ ท่านแม่ชอบดูสิ่งนี้ทำไมกันนะ? มิน่าล่ะ ท่านพ่อถึงต้องทะเลาะกับนาง”
ทั้งสองขยับเข้าหากัน พูดคุยกันคนละประโยคสองประโยคอยู่นาน
ในเวลานั้นเอง เฉียวอวิ้นก็รู้สึกว่ามีคนตบไหล่นางจากด้านหลัง
นางหันไปมอง กลับพบว่าเป็นแม่นมชราผู้หนึ่งที่อยู่ข้างกายพระพันปี
“พระชายา รบกวนสักครู่ ที่นี่เสียงดังเกินไป เชิญเสด็จไปคุยกันในที่เงียบ ๆ สักหน่อยเถิดเจ้าค่ะ”
เฉียวอวิ้นจึงเดินตามนางไปยังบริเวณที่มีผู้คนบางตาลง
เมื่อหันกลับไปมองอีกครั้ง ก็เห็นเสียนเยว่แทรกตัวออกมาจากกลุ่มคนแล้วเช่นกัน ทว่านางไม่ได้เดินตามมา เพียงยืนมองอยู่ห่าง ๆ
นี่เป็นกฎระเบียบของคนในวัง เสียนเยว่เข้าใจดีว่าอะไรคือความเหมาะสม
แม่นมยิ้มอย่างเหมาะสม ก่อนกล่าวกับเฉียวอวิ้น
“พระพันปีทรงเชิญพระองค์ไปพบสักครั้ง ตรัสว่าเกี่ยวกับเรื่องเมื่อวาน อยากพูดคุยกับพระองค์และพระชายาองค์รัชทายาทด้วยกัน”
เรื่องเมื่อวานวุ่นวายถึงเพียงนั้น เฉียวอวิ้นรู้ว่าตนเองคงหนีไม่พ้นเรื่องนี้อยู่แล้ว ความจริงในใจก็เตรียมพร้อมเอาไว้เรียบร้อยแล้ว
นางพยักหน้า
“ได้”
นางกำลังจะเดินไป ทว่ากลับถูกเสียนเยว่คว้ามือเอาไว้เสียก่อน
เสียงของเสียนเยว่ยังคงใสซื่อและชัดเจน
“ท่านน้าสะใภ้ ท่านจะไปไหนหรือ?”
แม่นมหัวเราะพลางมองเสียนเยว่
“พระชายาเดี๋ยวก็กลับมาแล้ว จวิ้นจู่น้อย”
เสียนเยว่จึงได้แต่มองเฉียวอวิ้นถูกแม่นมพาไปทางกระโจมของพระพันปี นางขมวดคิ้วเล็กน้อย รู้สึกหมดสนุก ทั้งยังรู้สึกไม่สบายใจขึ้นมาอย่างไร้สาเหตุ
ท่านน้าไม่อยู่ นางรู้สึกไม่ค่อยวางใจเลย
เสียนเยว่ยืนอยู่กับที่ครู่หนึ่ง ก่อนจะตัดสินใจหมุนกาย แล้ววิ่งสุดฝีเท้าไปทางกระโจมของเสิ่นเจวี๋ย
ภายในกระโจม เสิ่นเจวี๋ยเพิ่งฟังรายงานจากองครักษ์เงาจบ ก็ได้ยินเสียงตะโกนของเสียนเยว่ดังขึ้น
“ท่านน้า! ท่านน้า! คนของพระพันปีพาท่านน้าสะใภ้ไปแล้ว!”
นางเปิดม่านกระโจมออก แล้วบังเอิญสบเข้ากับสายตาคมกริบของเสิ่นเจวี๋ย ขาอ่อนยวบไปโดยไม่รู้ตัว แต่พอนึกถึงเฉียวอวิ้น นางก็กัดฟันฝืนยืนให้มั่น
“ท่านน้า ข้ามาบอกข่าว!”
“รู้แล้ว”
สีหน้าของเสิ่นเจวี๋ยสงบนิ่ง
“ข้าจะไปเอง”
เสียนเยว่ยังคงรู้สึกไม่วางใจ
“ท่านน้ากำลังถูกกักบริเวณอยู่นะ ออกไปแล้วจะถูกลงโทษหนักกว่าเดิมอีก”
“ไม่เป็นไร”
“ไม่เป็นไร!”
เสียนเยว่รวบรวมความกล้าพูดขึ้นมา
“ท่านน้าอย่าได้ถูกกักบริเวณต่อไปเลยดีกว่า ถึงตอนนั้นหากมีใครถาม ท่านก็บอกไปว่าข้าเป็นคนดึงดันจะลากท่านออกมาเอง”
เสิ่นเจวี๋ยเลิกคิ้วขึ้นเล็กน้อย
“ข้ายังเป็นเด็ก พวกเขาไม่เอาผิดข้าหรอก”
เสียนเยว่กล่าวอย่างมั่นใจ
เสิ่นเจวี๋ยยื่นมือออกมา เสียนเยว่สะดุ้งเฮือกด้วยความตกใจ ทว่าเขาเพียงยื่นมือไปลูบศีรษะนางเบา ๆ เท่านั้น
“เด็กคนนี้รู้จักมีน้ำใจไม่น้อยเลยนี่”
อีกด้านหนึ่ง แม่นมหลี่กลับไม่ได้พาเฉียวอวิ้นไปยังกระโจมของพระพันปี แต่กลับนำทางนางไปยังกระโจมเล็กอีกหลังหนึ่งที่อยู่ด้านข้าง
เฉียวอวิ้นหยุดฝีเท้า ถามด้วยความสงสัย
“พระพันปีไม่ได้ประทับอยู่ทางนั้นหรือ?”
“กราบทูลพระชายาฉีอ๋อง ทางนั้นเป็นกระโจมสำหรับพักผ่อน ส่วนที่นี่เป็นกระโจมรับรองแขกเจ้าค่ะ”
แม่นมหลี่ยิ้มตอบ
เฉียวอวิ้นคิดว่าก็มีเหตุผลอยู่ จึงก้าวเข้าไปในกระโจมหลังนี้
หนิงซวงเองก็เตรียมจะตามเข้าไปด้วย ทว่ากลับถูกแม่นมหลี่ขวางเอาไว้ด้านนอก
“รบกวนแม่นางรออยู่ด้านนอกก่อนเจ้าค่ะ ภายในมีเรื่องสำคัญต้องหารือกัน”
เป็นไปตามธรรมเนียมจริง ๆ หนิงซวงจึงทำได้เพียงรออยู่ด้านนอก
หลังจากเฉียวอวิ้นเดินเข้าไปในกระโจมแล้ว แม่นมหลี่ก็ขอตัวออกไป
เฉียวอวิ้นกวาดตามองไปรอบ ๆ ก่อนพบว่าตรงทางเข้ามีฉากกั้นขนาดใหญ่ตั้งอยู่ ด้านหลังฉากคล้ายมีเงาของคนอยู่
“พระพันปีหรือเพคะ?”
นางเอ่ยถามเสียงเบา รู้สึกแปลกใจอยู่บ้าง
เฉียวอวิ้นค่อย ๆ เดินลึกเข้าไปด้านใน อ้อมผ่านฉากกั้นไป ทว่ากลับพบว่าด้านหลังฉากไม่มีใครอยู่เลย มีเพียงเงาภาพวาดบนฉากที่ทอดลงมา ดูราวกับมีใครบางคนกำลังรอนางอยู่
ภายในกระโจมว่างเปล่า รอบด้านปิดมิดชิด มีเพียงกำยานหนึ่งดอกที่กำลังส่งควันสีขาวลอยกรุ่นขึ้นมา
ร่างของเฉียวอวิ้นแข็งทื่อไปทันที นางรู้แล้วว่าตนเองถูกหลอก
นางหันหลังคิดจะวิ่งหนี ทว่ากลับรู้สึกว่าเรี่ยวแรงที่ขาพลันหายไป ร่างเซถลาไปสองสามก้าว ก่อนจะล้มลงกับพื้นในที่สุด
“หนิงซวง...”
เสียงของเฉียวอวิ้นแผ่วเบาและนุ่มนวล นางพยายามออกแรงสุดกำลัง แต่กลับไม่อาจเปล่งเสียงออกมาได้
นางหันไปมองกำยานที่ยังคงมีควันลอยกรุ่น ในใจก็รู้ทันทีว่าคราวนี้แย่แล้ว
นางสูดดมควันกำยานเข้าไปโดยไม่รู้ตัวอยู่นาน หากเป็นพิษชนิดเดียวกับที่เสิ่นเจวี๋ยเคยได้รับในครั้งนั้น เกรงว่านางคงใกล้จะตายแล้ว
ในชั่วขณะต่อมา รองเท้าบูตคู่หนึ่งที่ไม่คุ้นตาก็ปรากฏขึ้นตรงหน้า
หัวใจของเฉียวอวิ้นกระตุกวูบ นางเงยหน้าขึ้นมอง ก่อนจะพบว่าคนที่ยืนอยู่ตรงหน้าคือเสิ่นซี
เสิ่นซีก้มมองนางจากเบื้องบน แววตาเต็มไปด้วยความยินดีและตื่นเต้น ราวกับกำลังพินิจมองสมบัติล้ำค่าที่สูญหายไปแล้วได้กลับคืนมา
“เฉียวอวิ้น ในที่สุดเจ้าก็มาเสียที ข้ารอเจ้ามานานแล้ว”
น้ำเสียงของเขาต่ำลง ทว่าความตื่นเต้นที่ซ่อนอยู่กลับไม่อาจปิดบังได้ เขารีบก้าวเข้ามาหาเฉียวอวิ้น แต่ตัวเขาเองก็สูดดมกำยานเข้าไปเช่นกัน ฝีเท้าจึงเริ่มเซถลาอย่างช้า ๆ
เป็นเขาที่วางแผนล่อลวงนางมาที่นี่หรือ? เขากล้าทำเช่นนี้ได้อย่างไร? ถึงกับใช้พระนามของพระพันปีมาเป็นข้ออ้าง?
แต่คนที่พานางมาที่นี่ก็เป็นแม่นมของพระพันปีจริง ๆ
เสิ่นเจวี๋ย...เสิ่นเจวี๋ยถูกกักบริเวณอยู่ ไม่มีทางมาช่วยได้...
ภายในใจของเฉียวอวิ้นเต็มไปด้วยความตื่นตระหนก นางใช้มือยันพื้น พยายามพยุงตัวลุกขึ้น ทว่าจู่ ๆ เสิ่นซีก็คว้ามือของนางเอาไว้ แล้วกดลงบนโต๊ะที่วางกระถางกำยานอยู่
“อย่าหนี ห้ามหนีอีก ข้าไม่มีวันยอมให้เจ้าจากข้าไปอีกแล้ว เฉียวอวิ้น”
ลมหายใจของเสิ่นซีอยู่ใกล้เพียงตรงหน้า ทำให้เฉียวอวิ้นรู้สึกคลื่นไส้จนแทบอาเจียน
แขนขาของนางอ่อนแรงไร้เรี่ยวแรงโดยสิ้นเชิง ไม่มีทางต่อต้านเขาได้ ยามนี้นางยังไม่อาจเปล่งเสียงให้ดังพอที่จะทะลุผ่านกระโจมออกไปเรียกคนได้ด้วยซ้ำ
นี่คือกับดักที่ถูกวางเอาไว้จนไม่มีทางหนี
เฉียวอวิ้นพยายามกดความตื่นตระหนกในใจลงอย่างยากลำบาก
ไม่เป็นไร ไม่เป็นไร แม้เสิ่นเจวี๋ยจะไม่อยู่ที่นี่ก็ไม่เป็นไร นางยังคิดหาวิธีอื่นได้
รอบกระโจมในตอนนี้น่าจะมีองครักษ์เงาอยู่เต็มไปหมด หนิงซวงเองก็เฝ้าอยู่ด้านนอก ขอเพียงนางส่งเสียงออกไปได้สักนิด แค่เพียงนิดเดียวก็พอ
เสิ่นซีเห็นแก้มของนางแดงระเรื่อ ลมหายใจถี่กระชั้น ดวงตาคู่งามราวกับผิวน้ำในทะเลสาบที่มีระลอกคลื่นระยิบระยับ ก็ยิ่งทำให้จิตใจของเขาล่องลอยไป
เสิ่นซีตื่นเต้นจนอดใจไม่ไหว โน้มตัวเข้าไปหมายจะจูบนาง เฉียวอวิ้นจึงยกมือขึ้นดันใบหน้าของเขาเอาไว้ แต่การกระทำเช่นนั้นกลับยิ่งทำให้เสิ่นซีตื่นเต้นกว่าเดิม เขาก้มลงจูบฝ่ามือของนางเสียเลย
เฉียวอวิ้นชักมือกลับอย่างแรง ราวกับถูกอะไรบางอย่างต่อยเข้า ทว่าเสิ่นซีกลับรุกเข้ามาประชิดตัวนางอย่างไม่รอช้า
ตั้งแต่เสิ่นซีเข้ามาในกระโจมทางประตูหลัง เขาก็ตื่นเต้นจนแทบควบคุมตัวเองไม่อยู่ เขาแอบซ่อนตัวอยู่ด้านใน คอยเฝ้าสังเกตเฉียวอวิ้นมาตลอด จนกระทั่งเห็นนางอ่อนแรงล้มลง จึงอดใจไม่ไหวและก้าวออกมา
เขาสูดดมกำยานเข้าไปมากกว่าเฉียวอวิ้นหลายเท่า เมื่อพิษเริ่มออกฤทธิ์ แม้แต่ตัวเขาเองก็แทบไม่เหลือเรี่ยวแรง ร่างกายอ่อนยวบประหนึ่งกองโคลน แม้แต่จะยืนให้ตรงก็ยังเป็นเรื่องยาก
ทว่าเฉียวอวิ้นกลับรู้สึกว่าสมองของตนเองค่อย ๆ แจ่มชัดขึ้นเรื่อย ๆ ดูเหมือนหยกที่ห้อยติดตัวจะเริ่มออกฤทธิ์ช่วยถอนพิษได้บ้างแล้ว
ในจังหวะที่เสิ่นซีกำลังจะรวบรวมเรี่ยวแรงเพื่อโน้มตัวเข้ามาจูบนางอีกครั้ง เฉียวอวิ้นก็ฉวยโอกาสที่เขาไม่ทันระวัง ใช้เรี่ยวแรงทั้งหมดที่เหลืออยู่ งอเข่าขึ้นแล้วกระแทกเข้าใส่จุดอ่อนของบุรุษอย่างแรง
บันทึก
โฆษณา
ดาวน์โหลดแอปพลิเคชัน
© 2026 Blockdit
เกี่ยวกับ
ช่วยเหลือ
คำถามที่พบบ่อย
นโยบายการโฆษณาและบูสต์โพสต์
นโยบายความเป็นส่วนตัว
แนวทางการใช้แบรนด์ Blockdit
Blockdit เพื่อธุรกิจ
ไทย